Practical Report หากไม่ผ่านความเหน็บหนาว ไยจะได้ยลเหมยงาม (Revised Version)

โดย เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์

การสร้างสรรค์ ความสวยงาม และคุณภาพสุดยอด ไม่อาจได้มาโดยง่ายดาย บางครั้งต้องผ่านความเจ็บปวด ความผิดหวัง ความเศร้าเสียใจอย่างสุดซึ้ง แต่หากเราอดทนจนถึงที่สุด ทุ่มเทกำลังเคี่ยวกรำรีดเค้นความสามารถอย่างไม่ย่อท้อ ผลสุดท้ายย่อมหอมหวาน คนที่เคยผ่านเส้นทางนี้ จะรู้สึกซาบซึ้งเป็นอย่างดี

แรงบันดาลใจของบทความนี้ เริ่มต้นมาจากความสะท้อนใจของผมต่อเรื่องราวของเด็กหญิงคนหนึ่ง ซึ่งน้องผมได้ไปสอนพิเศษ และได้ร่วมรับรู้เรื่องราวเสี้ยวหนึ่งในชีวิตของเธอ น้องคนนี้อายุเพียง 7 ปี ได้อุทานอย่างบริสุทธิ์แต่เจ็บปวดว่า “พี่ขา พี่ขา อย่าพูดถึงอยุธยา หนูคิดถึงพ่อ หนูเคยไปเที่ยวที่นั่นด้วยกัน” สิ่งที่ผมสะท้อนใจก็คือ คนไทยกำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมอย่างใหญ่หลวงในช่วงเวลาเพียงไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา

ผมหวังว่า บทความนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านไม่มากก็น้อย และหากแม่ของเด็กน้อยคนนี้ได้อ่านหนังสือเล่มนี้ ผมอยากฝากบอกเธอว่า ผมเอาใจช่วยเธออย่างสุดความสามารถ และผมเชื่อว่าเธอสามารถฝ่าฝันวันเวลาอันเลวร้ายไปได้ เธอมีจิตใจอ่อนโยนและเมตตามากๆ บางครั้งได้ส่งรถมารับน้องสาวผม เพราะกลัวว่าจะเปียกปอนจากสายฝนอันเย็นฉ่ำ ผมหวังว่าความดีของเธอจะช่วยให้เธอชนะอุปสรรคทั้งมวล และทำให้ลูกของเธอมีความสุข เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีและน่ารักเช่นเธอ

การหย่าร้างเป็นความปวดร้าวเสียใจ และไม่มีใครต้องการให้เกิดขึ้น แต่เมื่อชีวิตสมรสไปด้วยกันไม่ได้ การฝืนทนอยู่ ย่อมเป็นการทำร้ายชีวิต ทุกคนมีสิทธิ์สละสิ่งที่ไม่ดี เพื่อเลือกสิ่งที่ดีกว่า และเป็นการเปิดโอกาสให้คู่ชีวิตของท่านได้เลือกคู่ครองคนใหม่ที่มีคุณภาพมากกว่า และเช่นเดียวกับงานศิลปะ สิ่งที่คนหนึ่งเห็นว่าสวยงามมีคุณค่า อาจดูน่าเกลียดและอัปลักษณ์ในสายตาอีกคนหนึ่ง การหย่าร้างจึงเป็นการเปิดโอกาสให้กับการจับคู่ที่ผิดพลาดได้สิ้นสุดลง เพื่อให้แต่ละคนได้มีชีวิตที่ดีกว่า

คนในปัจจุบันได้รับโอกาสที่ดีกว่า คนในอดีตอย่างเทียบกันไม่ติด ไม่ว่าจะเป็นทางการเมือง เศรษฐกิจ ชีวิตความเป็นอยู่ สังคม วัฒนธรรม และเสรีภาพ ดังนั้นคนในยุคนี้จึงอาจมีต้นทุนที่ต้องจ่ายออกไปบ้าง นั่นคือ เด็กที่เกิดมา จำเป็นต้องยอมรับกับชีวิตที่ขาดพ่อหรือขาดแม่ แต่สิ่งนี้ได้รับการชดเชย คือ การที่ไม่ต้องทนเห็นพ่อแม่ทะเลาะกัน ยิ่งไม่ต้องทนเห็นแม่ถูกทำร้ายจากพ่อ หรือตนเองถูกทำร้ายจากทั้งพ่อและแม่ และหากผู้เป็นพ่อแม่ ได้เลือกคู่ครองใหม่ที่มีจิตใจเปิดกว้างเพียงพอ ลูกเลี้ยงอาจมีชีวิตที่ดีกว่าอดทนอยู่กับพ่อและแม่คู่เดิม สังคมที่เปิดกว้างมากขึ้น ทำให้อคติของผู้คนที่รังเกียจต่อลูกคนอื่น เริ่มเบาบางลง ดังนั้น การหย่าร้าง จึงอาจไม่ใช่เรื่องเลวร้ายเสมอไป หากผู้คนในสังคมลดทอนอคติความเชื่อที่กดขี่ลง หันมายอมรับความจริง ยอมรับความไม่เป็นเส้นตรงของชีวิต (The law of non linear life)

เราอาจพบว่า ชีวิตงดงามถึงปานใด บางทีรักแท้ อาจเกิดขึ้นภายหลังการหย่าร้าง ใช่หรือไม่ว่า โลกใบนี้ต้องการทดสอบการเสียสละของเรา แล้วจึงตอบแทนด้วยรักแท้ ความรักที่แท้จริง อาจไม่ได้เกิดจากคู่ชีวิตคนแรก แต่อาจเกิดจากคู่ชีวิตคนต่อไป สำหรับ ผู้มีจิตใจเปิดกว้างไม่ยึดติดเท่านั้น จึงจะมีโอกาสผ่านการทดสอบอันหนักหน่วงของสวรรค์

หากไม่ผ่านความเหน็บหนาว ไยจะได้ชมเหมยงาม

ใช่หรือไม่ว่า นี่คือ การทำลายอย่างสร้างสรรค์ เราต้องมีจิตใจที่กล้าหาญพอที่จะเดินฝ่าไปในโลกที่เต็มไปด้วยการสร้างสรรค์และทำลาย

ช่างเป็นเรื่องน่ายกย่อง ที่นักเศรษฐศาสตร์ในต่างประเทศได้ให้ความสำคัญกับประเด็นนี้ โดยมองว่า “การหย่าร้าง” ที่ไตร่ตรองอย่างรอบคอบแล้ว เป็นเรื่องของ Welfare ในอีกรูปแบบหนึ่งที่สังคมจะต้องช่วยกันสนับสนุนให้เกิดขึ้น ผมจะไม่พูดถึงรายละเอียดของบทความนี้ แต่จะขอนำเสนอข้อสรุปของผม

การตัดสินใจหย่าร้าง หรือรักษาชีวิตสมรสไว้ ไม่มีใครสามารถให้คำตอบต่อท่านได้ดีเท่ากับตัวท่านเอง การหย่าร้างจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดหรือไม่ ? ย่อมขึ้นอยู่กับว่า ในจิตใจของท่านนั้นให้น้ำหนักกับเรื่องใดมากกว่ากัน ขึ้นอยู่กับบริบทเงื่อนไขที่แต่ละท่านเผชิญ จุดมุ่งหมายในบทความนี้คือ ท่านต้องเปิดใจกว้าง ถามตนเองอย่างรอบด้าน ทำจิตให้มีสติและปัญญาในการตัดสินใจเรื่องต่างๆ อย่างเฉียบแหลม โดยเฉพาะเรื่องที่สำคัญต่อชีวิตเช่นนี้

แต่ปัญหา กลับอยู่ตรงที่ว่า แต่ละคนมักถูกอคติจากภายในและภายนอก ทำให้การตัดสินใจผิดพลาด บางคนให้ความสำคัญกับมาตรฐานทางศีลธรรมมากเกินไป จนปล่อยให้จิตใจและร่างกายของตนเองถูกทำร้าย ขณะที่บางคนเน้นแต่เสรีภาพส่วนบุคคล เน้นแต่ความสุขสบายของตนเอง โดยละเลยชีวิตที่สวยงามของลูกน้อย

“ได้อย่างก็ต้องเสียอย่าง” นี่คือ กฎทางเศรษฐศาสตร์ ท่านจึงต้องตัดสินใจอย่างรอบคอบ เพื่อเลือกหนทางที่ดีที่สุด

ผมไม่เป็นห่วงว่าท่านจะเลือกทางใด ขอเพียงให้ท่านตัดสินใจอย่างเฉียบแหลม พิจารณาปัจจัยรอบด้าน ผมเชื่อว่านั่นเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดของท่าน

แต่คนเราจำนวนมากมักมีข้อจำกัด ในการตัดสินใจเรื่องละเอียดอ่อนเช่นนี้ จึงอาจต้องมีองค์กร หน่วยงาน หรือ บริษัท ที่รับปรึกษาปัญหาเช่นนี้ และใช้คำถามและวิธีการที่เหมาะสม เพื่อช่วยให้ท่านสามารถตัดสินใจอย่างถูกต้อง มองเห็นปัญหาอย่างทะลุปรุโปร่ง ซึ่งผมอาจจะนำเสนอในตอนต่อไป โดยอาจไม่จำกัดที่เรื่องแต่งงานหย่าร้าง แต่ครอบคลุมเรื่องราวทางจิตใจอันละเอียดอ่อนทั้งมวล โดยเฉพาะการค้นหาความหมายของชีวิต

ในประวัติศาสตร์อันยาวนานของอารยธรรมมนุษย์ ล้วนแต่มีตัวอย่างมากมายของ “การเผชิญความลำบากและผันผวนในชีวิต เพื่อเรียนรู้ประสบการณ์อันทรงคุณค่า ก่อนจะกลับมาประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่”

“เติ้งเสี่ยวผิง” คือ สุดยอดรัฐบุรุษคนหนึ่งของประเทศจีน ที่ได้นำพาประเทศหลีกพ้นจากความผิดพลาดเชิงยุทธศาสตร์ของระบบสังคมนิยม โดยเฉพาะการใช้นโยบาย “4 ทันสมัย” อันลือลั่น ซึ่งส่งผลสะท้อนยาวไกลให้จีนกลับมาเป็นชาติที่ยิ่งใหญ่ได้ในปัจจุบัน ทั้งที่ร้อยกว่าปีก่อนนั้น “จีน” ได้รับการขนานนามว่า “คนป่วยแห่งเอเซีย” ซึ่งกลายเป็นเหยื่อในการแสวงหาผลประโยชน์ของชาติตะวันตก โดยเฉพาะในศตวรรษที่ผ่านมานั้น จีนได้เผชิญความผันผวนทางการเมืองมากมาย ผู้คนอดอยากหิวโหย เต็มไปด้วยความลำบากยากเข็ญ

เติ้งเสี่ยวผิง คือ ผู้ที่มีส่วนร่วมในความทุกข์เข็ญนั้นด้วยตนเอง ต้องเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย ฝ่าฝันอุปสรรคนานัปการ เกือบจะสิ้นชีวิตก็หลายหน เขาได้ผ่านเหตุการณ์อันยิ่งใหญ่ “The long March” ซึ่งเป็นการเดินทางผ่านป่าเขาอันสลับซับซ้อนสูงชัน เผชิญโรคภัยไข้เจ็บนานัปการ ยาวนานถึง 368 วัน แต่การเดินทางครั้งนี้ได้กลายเป็นก้าวสำคัญในชัยชนะของพรรคคอมมิวนิสต์ที่เขาสังกัดอยู่ อย่างไรก็ตาม ภายหลังชัยชนะนั้น เติ้งเสี่ยวผิง ได้รับความสำเร็จในหน้าที่การงานอย่างยิ่งใหญ่ ได้เป็นถึงบุคคลหมายเลข 4 ของแผ่นดินจีนอันยิ่งใหญ่ แต่เมื่อเกิดเกมชิงไหวชิงพริบทางการเมืองกันในพรรค เติ้งเสี่ยวผิงต้องกลับมาเผชิญความโหดร้ายของชีวิตอีกครั้งหนึ่ง ถูกลดตำแหน่ง ขับไล่ไปอยู่ในชนบท ขณะที่ชีวิตย่างเข้าสู่วัยชรา จึงไม่ต้องพูดถึงความลำบากยากเข็ญ แต่ในที่สุด ด้วยประสบการณ์ ความสามารถและคุณความดีที่สั่งสมมาในพรรค จึงทำให้สามารถเอาชนะศัตรูทางการเมืองได้สำเร็จ แต่กว่าที่จะก้าวเข้ามาเป็นผู้นำประเทศนั้น เติ้งเสี่ยวผิง มีอายุถึง 74 ปี ซึ่งนับเป็นผู้นำที่อายุสูงที่สุดคนหนึ่งของโลก

ไม่ว่าจะเผชิญอุปสรรคยิ่งใหญ่ปานใดนั้น เราไม่ควรท้อถอย แต่ควรจะอดทน เรียนรู้ ต่อสู้อย่างถึงที่สุด แล้ววันหนึ่งความสำเร็จย่อมมาเยือนเราได้ เช่นเดียวกับ “เติ้งเสี่ยวผิง” ซึ่งผ่านคามผันผวนขึ้นลงของชีวิตอย่างถึงที่สุด หากในวัยชราที่คนส่วนใหญ่ต้องเกษียณเพื่อเสพสุขในชีวิตแล้ว “เติงเสี่ยวผิง” กลับโดนพิษทางการเมืองเล่นงาน ซึ่งคนทั่วไปคงอยากที่จะยอมแพ้ ขอใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสุขสงบจะดีกว่า แต่นั่นย่อมไม่ใช่ “เติงเสี่ยวผิง” เขาตัดสินใจต่อสู้กับความอยุติธรรมนั้นอย่างไม่ท้อถอย จนได้รับความสำเร็จในท้ายที่สุด

“จงยอมรับว่าความล้มเหลวและความสำเร็จ ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ไม่ใช่สิ่งแปลกปลอม”

อย่างไรก็ตาม ความผิดพลาดล้มลงในชีวิตของบางคนนั้น อาจนำมาซึ่งโอกาสใหม่ในชีวิตได้ ดังเช่น ชีวิตของดันเต้ (Dante) มหากวีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของโลก ซึ่งเป็นรองเพียงเชคสเปียร์ (Shakespeare)เท่านั้น

ดันเต้ เป็นคนที่มีความรู้ในหลายด้าน แต่ด้วยความรักในเพื่อนมนุษย์และความดีงาม ดันเต้ได้อุทิศชีวิตเพื่อทำงานการเมืองให้กับรัฐฟลอเรนส์ ซึ่งในเวลานั้นเป็น “รัฐอิสระ” ในดินแดนที่เรียกว่า “อิตาลี” ในปัจจุบัน แต่ด้วยความโหดร้ายของการหักเล่ห์ชิงเหลี่ยมทางการเมือง ทำให้ดันเต้ถูกเนรเทศออกจากบ้านเกิดเมืองนอนที่รักยิ่ง สร้างความปวดร้าวในชีวิตอย่างถึงที่สุด

แต่ความเจ็บปวดนี้ ทำให้ดันเต้ สามารถปล่อยวางชีวิตที่ยึดติดทางการเมืองได้ จนสามารถเพ่งมองไปยังการแสวงหาความหมายอันลุ่มลึกทางศิลปะและจิตวิญญาณได้

ดังที่ได้บรรยายไว้อย่างงดงามในหนังสือเรื่อง “วรรณกรรมเอกยุโรป ยุคกลาง”

“…ในขณะที่ดันเต้กำลังอิดโรยท้อแท้นั่นเอง จิตใจอันสูงส่งของกวีก็ช่วยให้เขามีทัศนะใหม่ต่อประสบการณ์ครั้งสำคัญในชีวิต ดันเต้เปลี่ยนชะตาชีวิตที่ยากเข็ญของเขาให้เป็นนิมิตแห่งความยิ่งใหญ่ทางจิตใจ เป็นสัญญาณให้เห็นถึงอัจฉริยภาพและสำนึกในพันธกิจต่อเพื่อนมนุษย์ ดันเต้สามารถที่จะพิจารณาประสบการณ์ส่วนตัวในบริบทที่ขยายกว้างไกลออกไป เขาเห็นว่าการที่เขาต้องถูกเนรเทศนั้นเป็นเครื่องชี้ความทุจริตผิดบาปของโลกซึ่งตกเป็นทาสของความเกลียดชัง ความเห็นแก่ตัว ความอยากได้ใคร่ดีของปัจเจกบุคคล ทั้งนี้เพราะโลกได้เดินออกนอกวิถีแห่งความยุติธรรมซึ่งพระเจ้าทรงขีดกำหนดไว้ให้…การถูกเนรเทศทำให้ความคิดของดันเต้ล่วงพ้นขอบเขตพรมแดนเมืองฟลอเรนซ์ สามารถมีทัศนะที่กว้างไกลพิจารณาถึงความเป็นไปตลอดคาบสมุทรอิตาลี จนถึงทั่วสากลโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งดันเต้เชื่อว่าตนเป็นผู้ยอมรับการทรมานเพื่ออุดมคติ เป็นนักรบที่ต่อสู้เพื่อความชอบธรรมอันเนื่องมาจากการถูกเนรเทศครั้งนี้”

ความซื่อสัตย์เที่ยงตรง ยอมหักไม่ยอมงอของดันเต้นั้น ย่อมไม่เหมาะสมที่จะใช้ชีวิตในโลกการเมืองที่เต็มไปด้วยอุบายเล่ห์กล ดังนั้น หากดันเต้ไม่ถูกเนรเทศในครั้งนี้ ดันเต้ก็อาจต้องจบสิ้นชีวิตในครั้งหน้า ย่อมไม่มีโอกาสได้กลายเป็น “มหากวี” ที่ยิ่งใหญ่ของโลกได้ หรือหากดันเต้ชนะทางการเมือง (ซึ่งยากจะเป็นไปได้) เขาก็อาจไม่มีเวลาว่างเพียงพอที่จะประพันธ์ผลงานอันยิ่งใหญ่นี้ได้

ใช่หรือไม่ว่า ลำพังเพียง ความสามารถในเชิงกวีและการใช้ถ้อยคำภาษา อาจไม่เพียงพอในการรจนา Divine Comedy มหากาพย์ยิ่งใหญ๋ที่ทำให้ดันเต้ได้บรรจุชื่อในทำเนียบกวีโลกได้ ดันเต้จึงต้องผ่านประสบการณ์ความเจ็บปวดรวดร้าวอย่างยิ่งยวด เพื่อทำให้สามารถพิจารณาตัวเองและสรรพสิ่งอย่างลึกซึ้ง จนตกผลึกเป็นความคิดและพลังในการสร้างสรรค์ที่ยิ่งใหญ่นี้ได้

สำหรับ นักการเมืองที่ร่วมกันขับไล่ดันเต้ออกไปจากฟลอเรนซ์และได้ครอบครองอำนาจในเมืองเล็กๆนี้ ในปัจจุบัน กลับแทบไม่มีใครรู้จักชื่อเสียงเรียงนามของพวกเขาเลย แต่สำหรับดันเต้ ซึ่งเผอิญโชคร้ายต้องหลุดจากวงโคจรของอำนาจทางการเมืองนั้น กลับได้รับการจดจำอย่างยิ่งใหญ่ ในฐานะกวีอมตะตลอดกาล

นี่คือ ตัวอย่างที่น่าศึกษาเป็นอย่างยิ่งว่า บางครั้ง โชคชะตาไม่ได้เลวร้ายกับเรา เพียงแต่ต้องการให้เราได้ทำงานที่ถนัดมากกว่า โดยเฉพาะในโลกปัจจุบันที่เน้นความเป็นเลิศในงานที่ทำยิ่งกว่ายุคใดๆนั้น การได้ทำในงานที่รักและถนัดจึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในชีวิต

แต่บางครั้ง โชคชะตาก็เล่นตลกกับชีวิตของมนุษย์อย่างโหดร้ายยิ่ง โดยดลบันดาลแต่ความผิดหวังให้อย่างต่อเนื่อง ไม่ยอมสลับฉากให้มนุษย์ได้ลิ้มรสความสำเร็จบ้างเลย แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า ชีวิตของคนนั้นจะถือว่าล้มเหลว

ประสบการณ์ชีวิตทั้งมวลนั้น ไม่ว่าจะเจ็บปวดหรือดีใจ สำเร็จหรือล้มเหลว ล้วนมีคุณค่าในการเรียนรู้ และหากสามารถแปรเปลี่ยนประสบการณ์ให้กลายเป็น “ความหยั่งรู้หลุดพ้น” ได้ ย่อมนำมาซึ่งความสุขยิ่งใหญ่ ที่อาจเหนือล้ำกว่าการมีเงินทองนับพันหมื่นล้านได้

“เสกสรรค์ ประเสริฐกุล” ผู้มีจิตใจรักความเป็นธรรมตั้งแต่สมัยยังเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เคยเข้าร่วมในขบวนการ 14 ตุลา จนกลายเป็นวีรบุรุษที่ประวัติศาสตร์ไทยต้องจารึกไว้ แม้กระนั้น “เสกสรรค์” กลับต้องเผชิญความผันผวนทางการเมือง จนต้องจับอาวุธเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์ไทยในป่าเขาที่แสนทุรกันดาร แต่กระนั้นยังไม่วายถูกระแวงจากชนชั้นนำภายในพรรค จนเกือบจะเอาตัวไม่รอด สุดท้ายต้องซมซานออกมามอบตัวในเมืองอย่างผู้แพ้ “เสกสรรค์” ขนานนามสภาวะของตัวเองในตอนนั้นว่า “สิ่งชำรุดทางประวัติศาสตร์”

อย่างไรก็ตาม “เสกสรรค์” ได้บุกบั่นพากเพียรจนได้รับปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยคอร์เนล แล้วกลับมาเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่นั่นไม่ใช่สิ่งสำคัญในความสำเร็จของชีวิตอาจารย์เสก หากเป็นพรสวรรค์ในการเสกสรรตัวอักษรให้งดงามและหยั่งลึกถึงคุณค่าความหมายในชีวิต ทั้งในรูปแบบเรื่องสั้น บทกวี และสารคดีชีวิต ทั้งหมดล้วนได้รับการยกย่องจากแฟนนักอ่านทั่วประเทศ

แต่สิ่งสำคัญที่สุด ซึ่งเอาจหนือล้ำกว่าการทำงานศิลปะ คือ การบรรลุถึงความ “สงบสุขล้ำลึก” ทางจิตวิญญาณ ซึ่งเป็นประสบการณ์เฉพาะตัว หากด้วยความสามารถในฐานะศิลปิน “อาจารย์เสก” ได้ถ่ายทอดความรู้สึกและปัญญาหยั่งรู้นั้น ตกผลึกออกมาเป็นภาษาอันงดงาม ทั้งใน “วิหารที่ว่างเปล่า” , “ผ่านพบไม่ผูกพัน” , “เมื่อวันที่ถอดหมวก” และอาจจะมีผลงานติดตามมาอีกมากมาย แต่สิ่งที่นักอ่านทุกคนสัมผัสได้ คือ ความเรียบง่ายงดงามของงานเขียนทุกชิ้น ที่แม้จะกล่าวถึงการแสวงหาทางศาสนาและจิตวิญญาณ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเบื่อสำหรับผู้คนในยุคปัจจุบัน แต่อาจารย์เสก กลับทำได้อย่างละมุนลไมน่าสัมผัสเสพรับยิ่งนัก

จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า ชีวิตภายในของ “เสกสรรค์” จะมีความสุขซึ้งถึงเพียงใด

นี่จึงเป็นความสำเร็จในชีวิตอีกรูปแบบหนึ่ง ที่แม้ต้องแลกมาด้วยความเจ็บปวดครั้งแล้วครั้งเล่า ตั้งแต่การถูกตามล่าตามล้างจากรัฐบาล การระหกระเหินเร่ร่อนในป่าเขาที่ทุรกันดาร จนมาถึงการแยกทางจากภรรยาที่รักยิ่ง แต่ทั้งหมดนั้นย่อมถือเป็นเพียง “เงาสะท้อน” เมื่อเทียบกับความสำเร็จทางจิตวิญญาณและศิลปะอันหยั่งลึกนั้น

ใช่หรือไม่ว่า ชีวิตของคนเรานั้น ควรจะต้องลิ้มรสชาติทั้งความสุขและทุกข์โศกอย่างหลากหลายครบถ้วน เพื่อเติมเต็มชีวิตให้สมกับที่ได้ถือกำเนิดเกิดมานั้น

“ซูสีไทเฮา” คือ นักการเมืองหญิงคนหนึ่งที่ถูกประเมินจากนักประวัติศาสตร์จำนวนมากว่าเป็น “ทรราชหญิง ที่ทำให้ราชวงศ์สุดท้ายของจีนต้องล่มสลาย” แต่เมื่อไม่นานมานี้ได้มี “นิยายอิงประวัติศาสตร์” เล่มหนึ่งที่พยายามพลิกฟื้นมุมมองที่มีต่อเธอให้มองเห็นด้านดีและแง่มุมในชีวิตกว้างไกลมากขึ้น

ไม่ว่าจะจริงหรือเท็จอย่างไร “พระนางซูสี จักรพรรดินีกู้บัลลังก์” ซึ่งแปลมาจากผลงานอันเลื่องชื่อของ “อันฉี หมิน” ได้ทำให้เห็นชีวิตที่งดงามในห้วงสมัยที่วุ่นวายเจ็บปวดที่สุดยุคหนึ่งของจีน

“ทางตอนใต้ของจีนโดยเฉพาะที่เมืองซูโจวและหังโจวนั้น ดอกเหมยในฤดูหนาวเป็นที่รู้จักกันอย่างดี ศิลปินวาดภาพที่มี่ชื่อเสียงทุกคนล้วนแต่ต้องการจะวาดภาพถ่ายทอดความงามของมันออกมา แต่อย่างไรก็ตาม ศิลปินกลับชอบที่จะวาดภาพออกมาในลักษณะต้นที่ไม่สมบูรณ์ กิ่งใบก็บิดเบี้ยว เป็นปุ่มป่ำตามกิ่งก้าน และเห็นรากโผล่พ้นดินออกมามากกว่า ต้นที่สมบูรณ์ลำต้นตรงกลับถือว่าไม่งามและดูเชย ใบของมันจะถูกตัดเล็มออกและต้นก็จะแคระลง

เมื่อคนปลูกทราบถึงความต้องการของลูกค้าแล้ว เขาก็จัดการดัดต้นมัน ต้นไหนที่โตไปทางด้านข้างหรือเตี้ยต่ำลง นั่นแหละถึงจะถือว่า “ยอดเยี่ยม” และ “งามแจ่ม” เมื่อนำออกวางขาย…”

นี่คือ ข้อความจากหนังสือที่พระนางซูสีไทเฮาได้ไปค้นคว้าเพื่อนำมาเขียนถึงข่าวมรณกรรมของจักรพรรดิ “ถงจื้อ” ซึ่งเป็นลูกชายของนาง ที่ได้เสียชีวิตลงในวัยอันแสนสั้น พระนางซูสีไทเฮา จึงต้องการจะเปรียบเทียบลูกชายของเธอกับ “ต้นเหมย” ที่ถูกตัดแต่งเพื่อทำให้เป็นสินค้าออกแสดงอวด

นิยายเล่มนี้ได้แสดงถึง “ความงดงาม” ท่ามกลางวันเวลาที่วุ่นวายของแผ่นดินจีน ที่ทำให้ผู้อ่านรู้สึกซาบซึ้งยิ่งนักว่า “ในชีวิตที่ทุกข์โศกนั้น มนุษย์ยังสามารถมีความรื่นรมย์ได้”

ใช่หรือไม่ว่า ดอกเหมยที่งดงาม คือ ดอกเหมยที่ไม่สมบูรณ์พร้อม ดอกเหมยที่มี “กิ่งใบบิดเบี้ยว เป็นปุ่มป่ำตามกิ่งก้าน” เช่นเดียวกับ ชีวิตที่งดงามและเป็นเลิศนั้น ย่อมเต็มไปด้วยปัญหาและอุปสรรค ความผิดหวังทุกข์โศก นานัปการ ซึ่งจะกลายเป็นเครื่องมือขัดเกลาให้มนุษย์มีความเจนจัดในชีวิต สามารถพัฒนาปัญญาที่ลุ่มลึกเพื่อหยั่งเห็น “สัจจธรรมและความงาม” ท่ามกลางความผันผวนพลิกผันของชีวิต

จนในที่สุด เมื่อผ่านการพิสูจน์ของกาลเวลาแล้ว ชีวิตที่เต็มไปด้วยอุปสรรคของเรา ย่อมบรรลุถึง ความ “ยอดเยี่ยมและงามแจ่ม” ดุจดังดอกเหมย ที่สามารถนำออกมาให้ผู้คนในใต้หล้าได้ชื่นชม

  • http://ray-wat.blogspot.com/ Ray-wat

    อืม ครับ ให้กำลังใจดี “ฟ้าย่อมเคี่ยวกรำคนผู้นั้น ก่อนจะมอบภาระยิ่งใหญ่ให้”

  • เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์

    เข้าไปอ่านบทความ
    “อัปสรา” บอง สลัน เนียง
    สุดยอดดีครับ
    555

  • เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์

    ผมไปตอบในบทความ “ผ่าความคิด Steve Jobs” แล้วนะครับ (อย่าลืมนำลงด้วยนะ อิอิ)

    http://ray-wat.blogspot.com/2008/11/steve-jobs.html#comment-form

  • http://ray-wat.blogspot.com/ Ray-wat

    เรื่องความคิดเห็นจัดการให้เรียบร้อยครับ ขอบคุณหลายๆ เห็นด้วยครับ งานแปลทั้งปวงยังไงก็คงไม่ได้อารมณ์ เทียบเท่าต้นฉบับ 100%

    ปกติเว็บ SIU ผมก็เข้ามาแวะมาอ่านอยู่เรื่อยๆ เรียกว่า ตอนนี้ก็เป็นแฟนประจำรายการคนหนึ่ง :D