Practical Report การใช้ Social Media ของพรรคการเมืองไทย ในการหาเสียงเลือกตั้ง 3 ก.ค. 54

หมายเหตุ: เพิ่มข้อมูลเว็บไซต์ของพรรครักษ์สันติและพรรคเสรีนิยม, Twitter ของ @purachaip – 22/06/54

แน่นอนว่าความสำเร็จของ “บารัค โอบามา” กับการใช้อินเทอร์เน็ตในการหาเสียงเมื่อปี 2008 เป็นผลให้นักการเมืองทั่วโลกต้องการทำแบบเดียวกันบ้าง

ในประเทศไทยเองก็หนีไม่พ้น และไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะ “โอบามาร์ค” เริ่มสื่อสารกับประชาชนด้วย SMS ตั้งแต่วันแรกที่ได้เป็นรัฐบาลเมื่อปลายปี 2551 หลังจากนั้นก็มีเว็บไซต์ ทวิตเตอร์ เฟซบุ๊ค จากฟากรัฐบาลออกมามากมาย

แต่ “การเมือง” ช่วงเลือกตั้ง ก็ย่อมต่างออกไปจาก “การเมือง” ช่วงที่ไม่มีการเลือกตั้ง ดีกรีของการโหมประชาสัมพันธ์ผ่านอินเทอร์เน็ตและโซเชียลเน็ตเวิร์ค ย่อมเข้มข้นกว่าภาวะปกติหลายเท่าตัว

ในช่วงเวลา “โค้งสุดท้ายก่อนวันเลือกตั้ง” เรามาดูกันว่านักการเมืองไทยใช้อินเทอร์เน็ตช่วยหาเสียงได้อย่างไรบ้าง

บทความประกอบในชุด

อินเทอร์เน็ตกับพรรคการเมือง – ยังใช้เฉพาะบางพรรค

SIU ได้สำรวจข้อมูลของพรรคการเมืองทั้ง 40 พรรคที่ลงรับสมัครเลือกตั้งครั้งนี้ พบว่าพรรคการเมืองไทยยังนำอินเทอร์เน็ตมาใช้งานไม่มากนัก โดยเฉพาะพรรคขนาดเล็กจำนวนมาก ที่ไม่มีตัวตนบนโลกออนไลน์เลย

เว็บไซต์พรรคพลังชล

เว็บไซต์พรรคพลังชล หมายเลข 6 (phalangchon.or.th) ถือเป็นอีกเว็บที่ทำออกมาได้ครบเครื่อง

เว็บไซต์และ Facebook ของพรรคการเมือง

จากการสำรวจเว็บไซต์ของพรรคการเมือง มีเพียง 19 พรรคจาก 40 พรรคเท่านั้น ที่มีเว็บไซต์ของพรรคให้ประชาชนสามารถเข้าดูข้อมูลได้ ได้แก่

  1. หมายเลข 1 พรรคเพื่อไทย (Facebook)
  2. หมายเลข 2 พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน (Facebook)
  3. หมายเลข 5 พรรครักประเทศไทย (Facebook)
  4. หมายเลข 6 พรรคพลังชล (Facebook)
  5. หมายเลข 10 พรรคประชาธิปัตย์ (Facebook)
  6. หมายเลข 11 พรรคไทยพอเพียง
  7. หมายเลข 12 พรรครักษ์สันติ (มี 2 Page ได้แก่ รักษ์สันติ และ รักษ์สันติ Rak Santi Party คาดว่าเป็นความซ้ำซ้อนของทีมงานพรรค)
  8. หมายเลข 13 พรรคไทยเป็นสุข
  9. หมายเลข 15 พรรคไทยเป็นไทย
  10. หมายเลข 16 พรรคภูมิใจไทย (Facebook)
  11. หมายเลข 18 พรรคเพื่อฟ้าดิน
    อ่านรายละเอียดของพรรคในบทความ รู้จัก “พรรคเพื่อฟ้าดิน” แห่ง “สันติอโศก” เจ้าของป้าย “อย่าปล่อยสัตว์เข้าสภา”
  12. หมายเลข 20 พรรคการเมืองใหม่ (Facebook)
  13. หมายเลข 21 พรรคชาติไทยพัฒนา (เว็บไซต์เข้าไม่ได้)
  14. หมายเลข 22 พรรคเสรีนิยม (Facebook)
  15. หมายเลข 26 พรรคมาตุภูมิ (Facebook)
  16. หมายเลข 28 พรรคพลังสังคมไทย (หมายเหตุ: ใช้โดเมนเนมภาษาไทย)
  17. หมายเลข 34 พรรคความหวังใหม่
  18. หมายเลข 36 พรรคพลังคนกีฬา (Facebook)
    อ่านรายละเอียดของพรรคในบทความ “บิ๊กหอย” พรรคพลังคนกีฬา ชูศุภชัยเป็นนายก-บอลไทยไปบอลโลก
  19. หมายเลข 40 พรรคมหารัฐพัฒนา (Facebook)

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ พรรคการเมืองที่คาดว่าจะได้ที่นั่ง ส.ส. ในสภาบางพรรค ก็ไม่มีเว็บไซต์เป็นของตัวเอง เช่น พรรครักษ์สันติ ของ ร.ต.อ. ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ (ไม่มีเว็บไซต์แต่มี Facebook) หรือพรรคชาติไทยพัฒนา ถึงแม้จะมีข้อมูลว่ามีเว็บไซต์ แต่ในช่วงเลือกตั้งที่คนน่าจะเข้าเว็บเยอะที่สุด เว็บกลับใช้งานไม่ได้ ส่วนพรรคที่อยู่คู่กับคนไทยมานานอย่าง พรรคกิจสังคม พรรคประชากรไทย เรียกได้ว่าไร้ตัวตนบนโลกออนไลน์อย่างสิ้นเชิง

พรรคไทยสร้างสรรค์

พรรคไทยสร้างสรรค์ (เบอร์ 38) พรรคเล็กแต่ไฮเทค มีระบบ Livestream บน Facebook ของตัวเอง

บางพรรคมีแต่ Facebook

อย่างไรก็ตาม พรรคการเมืองบางพรรคหันไปใช้ Facebook Page แทนการสร้างเว็บไซต์ ซึ่งเป็นที่เข้าใจได้เพราะสร้างง่ายกว่า และมีค่าใช้จ่ายที่ต่ำกว่ามาก ตัวอย่างของพรรคกลุ่มนี้ได้แก่

ถ้านับเฉพาะ Facebook แล้ว พรรคการเมืองที่มีตัวตนใน Facebook มีจำนวน 16 พรรคจากทั้งหมด 40 พรรคที่ลงเลือกตั้ง

ส่วนของจำนวน “แฟน” หรือผู้ติดตาม Facebook Page นั้นๆ ก็เป็นสิ่งสำคัญอีกประการที่ต้องพิจารณา โดยพรรคที่มีจำนวนแฟนเกิน 1,000 รายมีเพียงพรรคเพื่อไทย (18,157) กับพรรคประชาธิปัตย์ (27,903) พรรคการเมืองใหม่ (5,861) เท่านั้น

ส่วนของพรรคขนาดกลางมีจำนวนแฟนเพียง “หลักร้อย” เช่น รักประเทศไทย (323) รักษ์สันติ (374) พลังชล (603) ภูมิใจไทย (682) มาตุภูมิ (246)

พรรคที่เหลือก็มีจำนวนแฟนน้อยเข้าไปอีก นั่นคือ “หลักสิบ” เช่น ชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน (49) พรรคเสรีนิยม (51) พรรคประชาสันติ (55) พรรคไทยสร้างสรรค์ (43) พรรคมหารัฐพัฒนา (50)

หมายเหตุ: ข้อมูลสำรวจเมื่อวันที่ 19 มิ.ย. 54 อาจเปลี่ยนแปลงได้โดยมีจำนวนแฟนเพิ่มขึ้น

ทวิตเตอร์ของพรรคภูมิใจไทย @bhumjaithai เน้นโฆษณานโยบาย

Twitter ของพรรคการเมือง

ส่วนของ Twitter ยิ่งมีพรรคการเมืองที่นำมาใช้น้อยกว่า Facebook มาก เท่าที่ค้นข้อมูลได้ มีพรรคที่นำ Twitter มาใช้ในนามของพรรค (ไม่นับบัญชีของสมาชิกพรรค) เพียง 6 พรรคเท่านั้น ได้แก่

  • พรรคเพื่อไทย @pheuthaiparty
  • พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน @CPNParty
  • พรรคพลังชล @phalangchon
  • พรรคประชาธิปัตย์ @democratTH
  • พรรคภูมิใจไทย @bhumjaithai
  • พรรคมาตุภูมิ @matubhum

และถ้าพิจารณาให้ละเอียดขึ้นจนถึงจำนวน follower ของบัญชีพรรคการเมืองเหล่านี้ จะพบว่าหลายบัญชีก็เพียงแต่ลงทะเบียนไว้ แต่ไม่มีการใช้งานจริง เช่น @phalangchon ทวีตเพียง 1 ข้อความเท่านั้น, @CPNParty ไม่เคยทวีตเลย และ @matubhum ถือว่าแย่ที่สุดคือล็อคข้อความ (protected) ไม่ให้บุคคลภายนอกเห็นด้วยซ้ำ

ดังนั้นเรียกได้ว่าสมรภูมิ Twitter เป็นการต่อสู้กันระหว่างพรรคเพื่อไทย @pheuthaiparty (ผู้ติดตามจำนวน 7,747 คน) กับพรรคประชาธิปัตย์ @democratth (ผู้ติดตาม 6,201 คน) โดยมีพรรคภูมิใจไทย @bhumjaithai ตามมาห่างๆ (ผู้ติดตาม 760 คน) เท่านั้น!

หมายเหตุ: ผู้ที่สนใจข้อมูลในเชิงลึก สามารถดู ตารางเปรียบเทียบการใช้งาน social media และอินเทอร์เน็ตของพรรคการเมืองทั้ง 40 พรรค

พรรค vs ผู้สมัคร ส.ส.

คำว่า “โซเชียล” ใน “โซเชียลเน็ตเวิร์ค” หมายถึง “สังคม” ซึ่งแปลว่าการใช้งานโซเชียลเน็ตเวิร์คต่างๆ เป็นเรื่องของ “คน” เป็นหลัก ผู้ใช้งานโซเชียลเน็ตเวิร์คจะมีความคาดหวังตลอดเวลาว่าต้องการคุยกับ “ตัวคน” จริง ๆ ไม่ใช่ต้องการคุยกับแบรนด์ ผลิตภัณฑ์ พรรค ฯลฯ ที่มีตัวบุคคลสวมรอยทับอยู่

เหตุนี้จึงทำให้ ผู้สมัคร ส.ส. และนักการเมือง อาจจะมีบทบาทที่โดดเด่นกว่าในโลกโซเชียลเน็ตเวิร์ค โดยเฉพาะนักการเมืองที่มีชื่อเสียง มีระดับเป็นแกนนำพรรค รัฐมนตรี หรือดาวรุ่งของพรรค จะมีคนติดตามเพื่อพูดคุยด้วยเป็นจำนวนมาก และในบางกรณีอาจมีคนติดตามมากกว่าตัวพรรคเองด้วยซ้ำ

บุคคลที่โดดเด่นในการเลือกตั้งครั้งนี้มี 3 คน ได้แก่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์, น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้สมัคร ส.ส. อันดับหนึ่งจากพรรคเพื่อไทย และนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ หัวหน้าพรรครักประเทศไทย

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

ชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์

ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทยเอง ยังมีแกนนำของพรรคคนอื่นๆ ที่ปรากฏตัวใน Facebook และ Twitter ด้วย ซึ่งจะกล่าวต่อไปในรายละเอียดของแต่ละพรรค

หัวหน้าพรรคคนอื่นๆ ที่มีตัวตนบนโลกไซเบอร์ได้แก่ ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ หัวหน้าพรรครักษ์สันติ (Facebook มีแฟนจำนวน 1,472 คน, Twitter ผู้ติดตาม 3,152 คน)  และเสรี สุวรรณภานนท์ หัวหน้าพรรคประชาสันติ ซึ่งสร้างบัญชีแบบ Profile ไม่ใช่ Fan Page

หาเสียงออนไลน์ = คนชั้นกลางในเขตเมือง

จากสถิติทั้งหมดที่กล่าวมา จะเห็นว่าถึงแม้จะมีพรรคการเมืองใช้เครื่องมือในโลกไซเบอร์กับการหาเสียงอยู่พอสมควร แต่เอาเข้าจริงแล้ว พรรคที่ใช้งานเครื่องมือเหล่านี้อย่างจริงจัง มีเพียงพรรคที่มี “ฐานเสียงคนเมืองรุ่นใหม่” เท่านั้น ซึ่งก็สมเหตุสมผลกับการเลือกใช้สื่ออินเทอร์เน็ตมาจับตลาดนี้โดยตรง เราจึงเห็นว่า ถ้าไม่นับสองพรรคใหญ่ ก็จะมีเพียงพรรครักประเทศไทยของชูวิทย์ ที่มีกลุ่มเป้าหมายจับตลาดวัยรุ่นเท่านั้นที่โดดเด่นบนโลกไซเบอร์ ในขณะที่พรรครักษ์สันติของปุระชัย ถึงแม้จะจับตลาดคนเมืองเช่นกัน แต่ฐานเสียงของปุระชัยเป็นผู้ใหญ่ ผู้มีอายุ จึงไม่เห็นปุระชัยลงมาหาเสียงบนโลกไซเบอร์อย่างจริงจังนัก

ส่วนพรรคขนาดกลางอย่างพรรคชาติไทยพัฒนา และพรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน ก็เข้ามาแตะโลกออนไลน์เพียงเล็กน้อย มีก็เหมือนไม่มี ด้านพรรคภูมิใจไทยถึงแม้จะลงมาลุยโลกไซเบอร์เต็มตัว แต่ผลตอบรับกลับออกมาไม่ดีอย่างที่คาด ซึ่งอาจอธิบายได้ว่า “คนชั้นกลางในเมือง” ก็ไม่มีปฏิกริยาตอบรับพรรคภูมิใจไทยที่นำโดยเนวิน ชิดชอบ มากนัก

ในที่นี้ SIU จึงจะนำเสนอรายละเอียดเฉพาะ 3 พรรคที่มีบทบาทในโลกอินเทอร์เน็ตเท่านั้น ได้แก่ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทย และพรรครักประเทศไทย

พรรคประชาธิปัตย์ = เจ้าพ่ออินเทอร์เน็ต

พรรคที่มีความเคลื่อนไหวบนโลกออนไลน์โดดเด่นที่สุด ต้องยกให้พรรครัฐบาลในปัจจุบัน “ประชาธิปัตย์” ซึ่งมี “อภิรักษ์ โกษะโยธิน” อดีตนายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย ควบตำแหน่งแม่ทัพโลกไซเบอร์กับแม่ทัพการเลือกตั้ง กทม. ใช้เครื่องมือสมัยใหม่ช่วยหาเสียงได้อย่างทรงพลัง

พรรคประชาธิปัตย์เองในช่วงรัฐบาลอภิสิทธิ์ 1 ก็สร้างฐานบนอินเทอร์เน็ตมาโดยตลอด ดังจะเห็นได้จากการสร้างเว็บไซต์นายกรัฐมนตรีไทย, ทวิตเตอร์นายก @pm_abhisit (ภายหลังเปลี่ยนมาใช้ @abhisit_dp หลังยุบสภา), เว็บไซต์ไทยเข้มแข็ง,  ทวิตเตอร์ทำเนียบรัฐบาล @thaikhufah

ด้านทีมรัฐมนตรีและแกนนำของพรรคประชาธิปัตย์เองก็ใช้งานโซเชียลเน็ตเวิร์คกันพร้อมหน้า ไม่ว่าจะเป็น นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ (@korbsak) นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย (@satittrang) นายกรณ์ จาติกวณิช (@korndemocrat) นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน (@apirak_bangkok) นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ (@OngartDemocrat) นายอลงกรณ์ พลบุตร (@ponlaboot) นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ (@Aoodda) นี่ยังไม่รวม ส.ส. และบุคคลากรของพรรคอีกมากที่ใช้งานโซเชียลเน็ตเวิร์คกันเป็นเรื่องปกติ

ปัจจัยที่ช่วยให้พรรคประชาธิปัตย์รุกตลาดออนไลน์ได้อย่างมาก นอกจากแรงผลักจากบุคคลากรของพรรคเองแล้ว ยังต้องคำนึงว่าฐานเสียงของประชาธิปัตย์ในเขตเมืองเข้มแข็งมากในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด ทำให้พรรคต้องปรับตัวเพื่อตอบสนองความต้องการของคนเมืองที่เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตกันหมดแล้ว ซึ่งผลก็ออกมาดี ดังจะเห็นได้จากจำนวนผู้ติดตาม Facebook ของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ที่มากถึง 670,000 คน และ Twitter อีก 200,000 คน (สำหรับบัญชี @pm_abhisit)

สำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคประชาธิปัตย์ก็ “จัดหนัก” ปูพรมถล่มอินเทอร์เน็ตด้วยสื่อสารพัดชนิด ดังนี้

เว็บไซต์หาเสียงของพรรคประชาธิปัตย์

เว็บไซต์

พรรคประชาธิปัตย์ได้เปิดเว็บไซต์พิเศษสำหรับการหาเสียงครั้งนี้โดยเฉพาะ โดยใช้ชื่อว่า campaign.democrat.or.th สามารถเข้าได้จากหน้าเว็บของพรรคประชาธิปัตย์โดยตรง ในเว็บหาเสียงนี้ได้รวบรวมนโยบาย ข่าวสารการเลือกตั้ง ข้อมูล ส.ส. มาให้อย่างครบถ้วน

นอกจากเว็บของพรรคแล้ว นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยังมีเว็บไซต์ส่วนตัวอีกแห่งคือ abhisit.org (ดูแลโดยทีมของนางอานิก อัมระนันท์ ส.ส. ระบบบัญชีรายชื่อของพรรค) ซึ่งปรับโฉมให้พร้อมสู้ศึกเลือกตั้งเช่นกัน

Facebook

พรรคประชาธิปัตย์ยังสร้างนวัตกรรมใหม่ในการเลือกตั้ง โดยเปิดโอกาสให้ผู้ใช้ Facebook สามารถคุยกับนายอภิสิทธิ์ได้สดๆ ผ่าน Facebook ของนายอภิสิทธิ์เอง โดยใช้ชื่อว่า Abhisit Channel 10 และใช้ระบบการถ่ายทอดผ่านโปรแกรม Livestream (อ่านข่าว ‘อภิสิทธิ์’ ปราศรัยหาเสียงบน Facebook ครั้งแรก คนเข้าชมถ่ายทอดสด 1,100 คน ประกอบ)

แต่ที่โดดเด่นที่สุดในการเลือกตั้งครั้งนี้ คงเป็นบันทึกชุด “จากใจอภิสิทธิ์ถึงคนไทยทั้งประเทศ” ซึ่งปัจจุบันออกมา 5 ตอน สร้างผลสะเทือนต่อสมรภูมิการเมืองไทยช่วงก่อนเลือกตั้งอย่างมาก

จดหมายของนายอภิสิทธิ์ยังก่อให้เกิดปฏิกริยาจากหลายฝ่ายจนออกมาโต้ผ่าน Facebook เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำเสื้อแดง หรือ จิตรา คชเดช แกนนำคนงานไทรอัมพ์

ทวิตเตอร์ของ @abhisit_dp เน้นข่าวสารการหาเสียง

Twitter

ทีมงานของพรรคประชาธิปัตย์ได้เปิดบัญชี @abhisit_dp ให้เป็นบัญชีของนายอภิสิทธิ์เพื่อการหาเสียงเลือกตั้งโดยเฉพาะ รูปแบบความเคลื่อนไหวจะเน้นการหาเสียงของนายอภิสิทธิ์ที่จังหวัดต่างๆ เป็นหลัก โดยมีทีมงานส่วนตัวของนายอภิสิทธิ์ คอยถ่ายภาพและโพสต์ภาพกิจกรรมการหาเสียงให้แฟนๆ ได้ติดตามทางทวิตเตอร์

ส่วนบัญชีของพรรค @democratth ก็คอยให้ข่าวสารการเลือกตั้งควบคู่ไปด้วย และผู้สมัคร ส.ส. ของพรรคทุกคนก็มีฐานแฟนๆ ของตัวเองที่คอยสื่อสาร ตอบคำถาม ให้ข้อมูล อย่างครบครัน

ภาพ iPhone App ของพรรคประชาธิปัตย์

iPhone App

อีกนวัตกรรมหนึ่งที่น่าสนใจของพรรคประชาธิปัตย์ คือการสร้างแอพสำหรับ iPhone ชื่อ DemocratTH ให้แฟนๆ พรรคประชาธิปัตย์ (ซึ่งจำนวนไม่น้อยใช้ iPhone) ดาวน์โหลดไปทดลองติดตามข่าวสารบนมือถือ จุดนี้ SIU มองว่าจำนวนผู้ใช้อาจไม่เยอะนัก แต่สร้างสีสันและภาพลักษณ์ความไฮเทคของพรรคได้ดีทีเดียว

อ่านข่าว ปชป.รุกคนรุ่นใหม่ด้วย Facebook พร้อมปล่อย App IPhone ประกอบ

แบนเนอร์โฆษณาของประชาธิปัตย์บนเว็บไซต์ bangkokbiznews.com

โฆษณาออนไลน์

ที่เรียกเสียงฮือฮาให้ผู้ใช้เน็ตชาวไทย ก็คือ “แบนเนอร์โฆษณา” ของพรรคประชาธิปัตย์ที่ปรากฏบนเว็บไซต์ต่างๆ รวมถึงกูเกิล และเว็บไซต์ที่ติดโฆษณาของกูเกิลด้วย ถือว่าทีมงานพรรคประชาธิปัตย์ทันสมัยมากในการแทรกตัวไปสู่ผู้ใช้เน็ตไทย และนำเสนอข้อมูลของตนได้ทุกๆ แห่ง

โฆษณาของพรรคประชาธิปัตย์บน Google

จากการสำรวจข้อมูลของ SIU พบว่าประชาธิปัตย์ได้ซื้อโฆษณาใน “คีย์เวิร์ด” ที่เกี่ยวข้องกับพรรค เช่น “พรรคประชาธิปัตย์” “อภิสิทธิ์” “มาร์ค อภิสิทธิ์” “อภิรักษ์ โกษะโยธิน” ซึ่งโฆษณาจะปรากฏในหน้าผลค้นหาของกูเกิล เมื่อผู้ใช้ค้นคำเหล่านี้

โฆษณาพรรคประชาธิปัตย์ในประชาไท

จุดที่น่าสังเกตคือพรรคประชาธิปัตย์ได้ซื้อโฆษณาผ่านระบบ AdSense ของกูเกิล ทำให้พรรคควบคุมพื้นที่ที่โฆษณาจะปรากฏเองไม่ได้ เราจึงเห็นปรากฏการณ์ “โฆษณาพรรคประชาธิปัตย์บนเว็บไซต์ประชาไท” หรือเว็บของคนเสื้อแดงที่ติดโฆษณา AdSense ซึ่งเรียกเสียงฮือฮาได้เช่นกัน

สื่ออื่นๆ ของพรรคประชาธิปัตย์ได้แก่ YouTube ของพรรค รวมเทปการปราศรัยและกิจกรรม และ Flickr รวมภาพถ่ายสวยๆ ของนายอภิสิทธิ์ตามที่ต่างๆ (พรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคการเมืองเดียวที่มี Flickr)

เว็บไซต์พรรคเพื่อไทย

พรรคเพื่อไทย = ฟอร์มตามมาตรฐาน เน้นชูยิ่งลักษณ์

ถ้าเปรียบเทียบกับพรรคประชาธิปัตย์แล้ว พรรคเพื่อไทยด้อยกว่าในแง่ความหลากหลายของสื่ออย่างชัดเจน แต่การจะมองข้ามพรรคเพื่อไทย ซึ่งสืบทอดดีเอ็นเอ “การตลาดนำการเมือง” ที่พรรคไทยรักไทยนำไปใช้จนประสบความสำเร็จ ก็คงจะไม่ถูกต้องนัก

แนวทางการประชาสัมพันธ์ผ่านอินเทอร์เน็ตของพรรคเพื่อไทย ยังคงรูปแบบเดียวกับการประชาสัมพันธ์ในโลกออฟไลน์ นั่นคือการชู “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ให้โดดเด่นในฐานะว่าที่นายกรัฐมนตรีคนต่อไป (อ่านบทความ นารีขี่กระแส: เปิดเคล็ดลับการตลาดนำการเมือง ‘ยิ่งลักษณ์ มาร์เก็ตติ้ง’ ประกอบ)

ฝั่งพรรคเพื่อไทยเองก็มีเครื่องมือหาเสียงออนไลน์ตามมาตรฐาน ถึงแม้จะไม่มีเครื่องมือสุดล้ำอย่าง iPhone App หรือการซื้อ Google AdSense ก็ตาม

เว็บไซต์

เว็บไซต์ของพรรคเพื่อไทยอยู่ที่ www.ptp.or.th โดยมีเพียงเว็บเดียว ไม่กระจายเว็บแบบพรรคประชาธิปัตย์ เนื้อหาในเว็บก็ประกอบด้วยข้อมูลครบถ้วน ทั้งข่าวสาร นโยบาย มัลติมีเดียทั้งภาพและวิดีโอ มีแจกภาพขนาดใหญ่ของการหาเสียงของ น.ส. ยิ่งลักษณ์ ในจังหวัดต่างๆ เพื่อหวังผลทางประชาสัมพันธ์ มีระบบการถ่ายทอดสดภาพและเสียงสำหรับการปราศรัยของพรรค สามารถเข้าชมการปราศรัยจากเว็บไซต์ของพรรคโดยตรง

ถ่ายทอดสดการปราศรัยของพรรคเพื่อไทย ดูได้จากบนเว็บไซต์

Facebook

ประเด็นที่น่าสนใจคือ ลิงก์ไปยัง Facebook จากเว็บไซต์ของพรรค (ตามภาพของเว็บไซต์ข้างต้น) กลับเชื่อมไปที่ Facebook ของ น.ส. ยิ่งลักษณ์ โดยมี Facebook ของพรรคเพื่อไทยแอบอยู่เป็นไอคอนเล็กๆ ด้านล่าง ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันได้อย่างดีว่า พรรคเพื่อไทยใช้ยุทธศาสตร์ “ยิ่งลักษณ์” ทำตลาดมากกว่าตัวพรรคเอง

ปัจจุบัน Facebook ของยิ่งลักษณ์มีแฟนจำนวน 135,000 คน ยังนับว่าห่างจากนายอภิสิทธิ์ที่มีแฟนจำนวน 600,000 คนมาก แต่เมื่อพิจารณาว่า Facebook ของอภิสิทธิ์เปิดมาเป็นเวลา 2 ปีกว่า ตลอดอายุของรัฐบาล ในขณะที่ยิ่งลักษณ์เพิ่งเปิด Facebook เพียงไม่กี่สัปดาห์เท่านั้น

รูปแบบการใช้ Facebook ของยิ่งลักษณ์จะคล้ายๆ กับของอภิสิทธิ์ คือ เน้นข่าวสารการหาเสียงและภาพถ่ายการปราศรัย กิจกรรมตามจังหวัดต่างๆ สำหรับ Facebook ของเพื่อไทยจะโพสต์ข้อความคล้ายๆ กัน และบางครั้งจะเป็นข้อความเดียวกับ Facebook ของยิ่งลักษณ์

ภาพถ่ายครอบครัวของยิ่งลักษณ์ ใน Facebook ของพรรคเพื่อไทย

Twitter

Twitter ของยิ่งลักษณ์ (@PouYingluck) มีรูปแบบเหมือนกับ Facebook คือเน้นข่าวสารการหาเสียง และภาพถ่ายของยิ่งลักษณ์ในจังหวะต่างๆ ทางทีมงานของยิ่งลักษณ์ได้ระบุบุคคลที่เป็นคนโพสต์ โดยใส่วงเล็บ (ทีมงาน) ไว้หลังข้อความ ซึ่งบางครั้งยิ่งลักษณ์ก็มาตอบข้อความด้วยตนเอง ตอนนี้จำนวนผู้ติดตาม Twitter ของยิ่งลักษณ์มีจำนวนใกล้เคียงกับ @Abhisit_DP มาก

ส่วน Twitter ของพรรคเพื่อไทย (@pheuthaiparty) จะเน้นข่าวการหาเสียงเป็นหลัก โดยไม่มีภาพถ่ายมากนักเหมือนกับของยิ่งลักษณ์

น่าสังเกตว่าแกนนำของพรรคเพื่อไทยมีคนที่ใช้ Twitter ไม่เยอะเท่ากับฝั่งพรรคประชาธิปัตย์ เท่าที่รวบรวมได้ ส.ส. ของพรรคเพื่อไทยที่ใช้ Twitter ได้แก่ คณวัฒน์ วศินสังวร @kanawat_ วิรุฬ เตชะไพบูลย์ @viroon_t ขัตติยา สวัสดิผล @dear_khattiya  จารุพงศ์ เรื่องสุวรรณ @charupong_ptp จิ๊บ อนุตตมา อมรวิวัฒน์ @anuttama_jib จารุพรรณ กุลดิลก @jkuldiloke

แบนเนอร์โฆษณาพรรคเพื่อไทย บน matichon.co.th

แบนเนอร์โฆษณา

พรรคเพื่อไทยเองก็ซื้อแบนเนอร์โฆษณาบนอินเทอร์เน็ตเช่นกัน เท่าที่ SIU สามารถค้นหาข้อมูลได้ คือ แบนเนอร์โฆษณาบนเว็บไซต์มติชนออนไลน์ ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ที่กลุ่มคนเสื้อแดง เป้าหมายของพรรคเพื่อไทยติดตามอยู่เป็นจำนวนมาก

นอกจากนี้พรรคเพื่อไทยยังมี YouTube ของพรรค สำหรับเก็บคลิปวิดีโอการแถลงข่าว การปราศรัยต่างๆ ด้วยเช่นกัน

เว็บไซต์ของพรรครักประเทศไทย

ชูวิทย์ = การตลาดส่วนตัวล้วนๆ ไม่ต้องพึ่งพรรค

ในขณะที่สองพรรคใหญ่ใช้ยุทธศาสตร์การหาเสียง “ตัวบุคคล+พรรค” ที่ใกล้เคียงกัน แต่ผู้สมัคร ส.ส. อีกคนที่โดดเด่นแบบ “ข้ามาคนเดียว” ก็คือ “ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์” ขวัญใจวัยรุ่นตัวจริง

ชูวิทย์ใช้ยุทธศาสตร์หาเสียงแบบเน้น personal branding ล้วนๆ โดยไม่สนใจพรรคเลย และในโลกออนไลน์ก็สะท้อนยุทธศาสตร์เดียวกัน

ชูวิทย์ เริ่มต้นช้ากับโลกออนไลน์ โดยเริ่มเปิด Facebook Page “ชูวิทย์ I’m No. 5″ หลังการหาเสียงเริ่มไปแล้วหลายวัน (ชูวิทย์เริ่มเปิด Page นี้เมื่อวันที่ 7 มิ.ย.) ปัจจุบันมีแฟน 12,940 คน รูปแบบการใช้งานก็เน้นข่าวการหาเสียง บอกรายละเอียดสถานที่ที่จะไปในแต่ละวัน และภาพกิจกรรมหลังหาเสียงแล้ว

ทีมหาเสียงของชูวิทย์ยังมี Twitter ที่ @ChuvitNo5 แต่เป็นการโพสต์ภาพ/วิดีโอจาก Facebook อีกทีหนึ่ง ยังมีผู้ติดตามเพียง 1,506 คน

พรรครักประเทศไทยมีเว็บไซต์ที่ chuvitonline.com เป็นเว็บไซต์พรรคการเมืองทั่วไปไม่โดดเด่นมาก เช่นเดียวกับ Facebook ของพรรครักประเทศไทย มีแฟนเพียง 323 คน เรียกได้ว่ายกให้ชูวิทย์เด่นคนเดียวพอ

วิดีโอยังเป็นส่วนหนึ่งที่ชูวิทย์ถนัด เพราะเขามีความสามารถในการแสดงสูง เหมาะกับสื่อเคลื่อนไหวอย่างวิดีโอ ใน YouTube ของชูวิทย์ ได้รวมโฆษณา คลิปสัมภาษณ์ คลิปหาเสียงต่างๆ และก่อนหน้านี้ ชูวิทย์ก็ปล่อยคลิปไวรัลวิดีโอ ออกมาสร้างกระแสในช่วงแรกของการหาเสียงด้วย

นอกจากนี้เรายังต้องไม่ลืมว่า บุคคลิกของชูวิทย์ยังส่งผลให้ชาวเน็ตส่งข้อมูลของเขาไปยังกลุ่มเพื่อนๆ ผ่านเครือข่ายโซเชียลเน็ตเวิร์คต่างๆ อย่างอิสระและเป็นธรรมดา จึงสอดคล้องกับภาพ ชูวิทย์ planking ที่ฮิตถล่มทลายทั่วสังคมอินเทอร์เน็ตไทยภายในชั่วข้ามคืน

บทสรุปของการหาเสียงออนไลน์ = ยังเป็นการสื่อสารทางเดียว

SIU ได้สรุปบทเรียนแรกของการหาเสียงออนไลน์ของพรรคการเมืองไทยไปแล้วว่า เป็นการเจาะกลุ่มเป้าหมายคนเมือง โดยพรรคการเมืองที่มีบทบาทมีเพียง 3 พรรคคือ ประชาธิปัตย์ เพื่อไทย และรักประเทศไทย เป็นหลัก

จากนั้นเราได้นำเสนอแนวทางและยุทธศาสตร์การหาเสียงของพรรคการเมืองทั้งสามนี้อย่างละเอียด ซึ่งผู้อ่านน่าจะสังเกตได้ว่า พรรคการเมืองทั้งสามใช้สื่อที่หลากหลายก็จริง แต่ยังไม่สามารถดึง “พลังของอินเทอร์เน็ต” มาใช้ได้อย่างเต็มที่

จุดเด่นที่สุดของอินเทอร์เน็ตก็คือ การเปิดโอกาสให้คนธรรมดา สามารถแสดงออก สื่อสาร สร้างผลงาน ได้เช่นเดียวกับมืออาชีพ ห้างร้าน บริษัทขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นปรัชญาหลักของความเคลื่อนไหวที่เรียกว่า Web 2.0 ในรอบหลายปีมานี้

แต่ “พรรคการเมือง” ยังมองจุดนี้ไม่ออก และใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อการหาเสียงทางเดียวเสียมาก มองผู้ใช้เน็ตเป็นเพียงผู้บริโภคปลายทาง ยังมีแนวปฏิบัติแบบสื่อเก่าอยู่ ไม่ได้มองว่าผู้ใช้เน็ตเองก็มีความสามารถในการขับเคลื่อนนโยบายหรืออุดมการณ์ทางการเมืองได้ อย่างเก่งที่สุดก็เพียงแค่กด Like หรือเขียนคอมเมนต์เท่านั้น

ตรงข้ามกับแคมเปญหาเสียงของบารัค โอบามา ที่ดึงพลังของอินเทอร์เน็ตออกมาผ่านแนวคิด “ผู้สนับสนุนโอบามารวมตัวกันผ่านเน็ต” ซึ่งช่วยหาเสียงให้กับโอบามาโดยที่โอบามาไม่ต้องเสียสตางค์แม้แต่ดอลลาร์เดียว แถมยังร่วมกันบริจาคเงินให้โอบามาอีกนับสิบล้านดอลลาร์ (อ่านรายละเอียดในบทความ ความสำเร็จของ “บารัค โอบามา” กับการใช้อินเทอร์เน็ตในการหาเสียง)

ไม่ใช่ว่าประเทศไทยจะไม่มีตัวอย่างความสำเร็จของการใช้อินเทอร์เน็ตขับเคลื่อนการเมืองภาคประชาชน เพราะมวลชนทั้งเสื้อเหลืองและเสื้อแดง ต่างก็มีบทเรียนในการใช้อินเทอร์เน็ตขับเคลื่อนเป้าหมายทางการเมืองมาแล้วมากมาย (ตัวอย่างล่าสุดคือ การเคลื่อนไหวของ “กลุ่มวันอาทิตย์สีแดง” ทาง Facebook ที่สร้างแนวร่วมได้เป็นจำนวนมาก)

นั่นแปลว่า “มวลชน” ของประเทศไทย ก้าวล้ำหน้า “พรรคการเมือง” ไปแล้วหรือเปล่าในโลกอินเทอร์เน็ต?

ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ “พรรคการเมือง” และ “นักการเมือง” จะหันมาฟังประชาชน มวลชน ฐานผู้สนับสนุนมากขึ้น โดยใช้อินเทอร์เน็ตเป็นสื่อกลาง?

เล็กๆ น้อยๆ กับการหาเสียงออนไลน์ของพรรคภูมิใจไทย

เราอาจเห็นป้ายหาเสียงของพรรคภูมิใจไทย ระบุข้อความเชิญชวนว่า “ถ้าชอบอย่าแค่กด Like มากาให้เรา” พร้อมแสดง URL ไปยัง Facebook ของพรรคที่ด้านบนของป้าย

URL ในป้ายเขียนว่า facebook.com/Bhumjaithai ปรากฏว่าคลิกแล้วไปเข้า Facebook ของบุคคลอื่นแทน (Goge Joje) ส่วน URL ที่แท้จริงของ Facebook พรรคภูมิใจไทยคือ https://www.facebook.com/pages/พรรคภูมิใจไทย-Bhumjaithai-Party/212649585423445

  • http://www.ipattt.com iPattt

    ชอบบทความนี้มากครับ ผมคิดว่าการเลือกทีมงานเข้ามาบริหาร Social Media ของทั้งสองพรรคนี้มีความสำคัญเหมือนกัน

    พรรคเพื่อไทยนั้นมี Security ที่สูงมากอาจเนื่องมาจากสถานะของคุณทักษิณเองทำให้สามารถบริหาร Social Media โดยใช้ทีมงานได้ลำบาก ทีมงานต้องคัดสรรค์มาอย่างดีและไว้ใจได้ ไม่สามารถที่จะหาใครก็ได้มาทำให้ได้อย่างง่ายๆ ในขณะที่ทีมงาน ปชป. ในช่วงที่เป็นรัฐบาลได้คัดเลือกคนมาทำงานเป็นลูกๆของสมาชิกพรรคที่เรียนจบนอกมาหลายคน โดยทีมงานนั้นมีรายได้จากงบประมาณของรัฐและสามารถใช้ Agency ราคาแพงมาเป็นที่ปรึกษาได้ และลูกๆของเหล่านักการเมืองเหล่านี้นี่เองที่เป็น “ตัวผลักดันสำคัญ” ให้นักการเมืองประชาธิปปัตย์ใช้ Social Media กันหลายคน เพราะจุดเริ่มมาจากความไว้ใจให้ช่วยนั่นเอง ต่อมาจึงได้เรียนรู้คุณค่า

    ทีมงาน ปชป. มีการบริหาร Social ในช่วงวิกฤตการณ์ทางการเมืองอย่างรู้สึกปลอดภัย คนที่มาช่วยทำหลายคนรู้สึก Safe ตัวเองที่จะทำงานดังกล่าว ในขณะที่ทีมที่อยากทำงานฝ่ายพรรคเพื่อไทยนั้นต้องค่อนข้างปิดตัวพอสมควร และเมื่อมีการแบน หรือปิดเว็บทำให้เกิดปัญหาเรือ่งความระแวดระวังภัยเพราะไม่แน่ใจว่าปัญหาดังกล่าวเกิดจากปัจจัยภายในหรือภายนอก ในขณะที่มีปัญหาทางการเมืองตึงเครียด เหล่านักการเมืองมักเป็นห่วงลูก และไม่อยากให้ลูกมาใกล้ชิดตนเองมากนัก จึงไม่ได้รับอิทธิพลด้าน Sicial Media จากลูกในเรื่องนี้มาก เป็นเหตให้สตาร์ทช้ากว่าเล็กน้อย

    ผมเองได้รับเชิญจากทั้งสองฝั่งให้ช่วยดูแล Social Media ให้ สำหรับในฝั่งของประชาธิปปัตย์นั้น การเข้าร่วมง่ายมาก ผู้ที่โทรมาติดต่อไม่ได้ดูข้อความใน twitter ของผมเลยว่าพูดเรื่องอะไรเกี่ยวกับพรรคของเขาบ้าง -_-” ในส่วนของพรรคเพื่อไทยนั้นการจะได้ดูแล Social Media อย่างน้อยเรื่องต้องผ่านคนใกล้ชิดคุณทักษิณก่อน (ซึ่งเป้นผู้ที่ยังไม่มีวิสัยทัศน์เรือง Social Media อยู่เลยในระยะปีก่อน) และเมื่อพวกเขาอนุมัติเราจึงจะเข้าไปช่วยดำเนินการได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยุ่งยากมากทีเดียวและทำให้ไม่อยากที่จะเข้าร่วมผลักดันครับ

  • ดอน

    พรรครักษ์สันติ http://www.raksanti.org
    FB ร.ต.อ.ปุระชัย facebook.com/purachaip
    twitter @purachaip
    youtube purachaip

  • http://www.siu.co.th admin

    ขอขอบคุณความเห็นของคุณดอนมากครับ เราได้เพิ่มข้อมูลของพรรครักษ์สันติลงในบทความแล้ว และเพิ่มเว็บไซต์ของพรรคเสรีนิยมเข้ามาด้วย

  • ดอน

    รบกวนแก้ไขข้อความ “อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ พรรคการเมืองที่คาดว่าจะได้ที่นั่ง ส.ส. ในสภาบางพรรค ก็ไม่มีเว็บไซต์เป็นของตัวเอง เช่น พรรครักษ์สันติ ของ ร.ต.อ. ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ (ไม่มีเว็บไซต์แต่มี Facebook)” ขอบคุณครับ

  • wich

    พรรคกิจสังคม http://www.facebook.com/SAP14

    คิดว่ามีตั้งแต่เริ่มหาเสียงแล้วนะครับ สงสัยจะตกสำรวจ

  • ประสงค์

    บทความดีมากครับ ข้อมูลและการวิเคราะห์ได้ผ่านการวิจัยมาเป็นอย่างดี อยากให้วิจัยประเด็นคล้าย ๆ กัน แต่ช่วยพิจารณาผู้ใช้สื่อ social media ว่าพวกเขามีพฤติกรรมหรือแนวโน้มอย่างไรในการใช้สื่อนี้เพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเมืองของตนในฐานะพลเมือง ตัวอย่างเช่น พลเมืองผู้ใช้สื่อ social media รณรงค์ต่อต้านคอร์รัปชั่น มีไหม? พลเมืองให้สื่อนี้เพื่อสร้างประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ มีไหม?

    คงเคยได้ยินสำนวน “Arab Spring” ที่เกิดจากการใช้สื่อ social media เพื่อต่อต้านเผด็จการ เรียกร้องกประชาธิปไตยในโลกอาหรับ อยากแนะนำให้ลองอ่านบทความนี้ในหนังสือพิมพ์สหรัฐ Christian Science Monitor รายสัปดาห์ http://www.csmonitor.com/World/Global-Issues/2011/0630/Social-media-Did-Twitter-and-Facebook-really-build-a-global-revolution
    ซึ่งวิเคราะห์อิทธิพลของสื่อสังคมในโลกอาหรับ ในจีน และอีกหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทยด้วย น่าเสียดายที่ผู้สื่อข่าวของเขายังเข้าไม่ถึงโลกสื่อสังคมในประเทศไทยมากเท่ากับที่เขาเข้าใจโลกอาหรับและจีน แต่โดยรวมก็เป็นบทความที่ดีมากเช่นเดียวกัน