โดย ไกลก้อง ไวทยาการ
10 ปีกว่าปีแล้วที่ อินเทอร์เน็ตเข้ามาบทบาทในงานสื่อเพื่อการพัฒนาสังคมจนแทบจะเรียกได้ว่า พลิกโฉมหน้าจากจดหมายข่าวที่ส่งถึงคนในวงแคบๆ มาเป็นเว็บไซต์ที่ผู้คนจะเข้ามาอ่านหรือ หาข้อมูลเมื่อไหร่ก็ทำได้ และหากมองภาพใหญ่แล้ววันนี้เรามีเว็บเพจทั่วโลกแล้วกว่า 1 ล้านล้าน (1,000,000,000,000)หน้าซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่ทวีคูณนับจากมีการคิดค้น World Wide Web เป็นต้น มา
การสร้างเว็บไซต์นั้นจากเดิมที่สร้างบนพื้นฐานของไฟล์สกุล html ใน ช่วงต้นและพัฒนามาใช้ระบบฐานข้อมูลในการจัดเก็บเนื้อหาในภายหลัง ซึ่งทำให้มีข้อจำกัดในการแลกเปลี่ยนข้อมูล โดยเฉพาะในงานพัฒนาที่มีความหลากหลาย สถานการณ์ที่ผ่านมางานเว็บไซต์ขององค์กรเพื่อสังคมหรือ NGOs อยู่ ในสภาพที่ต่างก็มีเว็บไซต์ในองค์กรของตังเอง การแลกเปลี่ยนข้อมูลอาจจะเป็นแค่ทำลิ้งค์เข้าหากันในเครือข่าย ทั้งที่อันที่จริงแล้วงานต่างๆ ในเครือข่ายขององค์กรเพื่อสังคมนั้นมีเป้าหมายและเนื้อหางานที่ใกล้เคียงกัน ยกตัวอย่างเช่น องค์กรพัฒนาเอกชนด้านเอดส์ ที่ทำงานรณรงค์ด้านการป้องกันและช่วยเหลือผู้ติดเชื้อ HIV ซึ่งมีหลายองค์กรมาก ทั้งเป็นหน่วยงานในพื้นที่ หน่วยงานส่วนกลาง และหน่วยงานระหว่างประเทศ และหากทุกองค์กรมีเว็บไซต์ หมายถึงเราจะมีเว็บไซต์องค์กรด้านเอดส์เกือบร้อยเว็บไซต์ การมีเว็บไซต์เนื้อหาใกล้เคียงกันอาจแตกต่างกันบ้าง ตามแต่สภาพพื้นที่ทำงานในจำนวนมากนั้น ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร กลับช่วยให้ข้อมูลหรือประเด็นปัญหาที่รณรงค์อยู่ถูกย้ำอันเป็นข้อดีของงาน รณรงค์ แต่จุดอ่อนก็คือข้อมูลทั้งหลายที่อยู่บนเว็บไซต์ ขององค์กรในเครือข่ายเดียวกันไม่ได้ถูกเชื่อมโยงเข้าหากัน ซึ่งถ้าทำได้ผู้เข้าชมเว็บไซต์องค์กรด้านเอดส์ในส่วนกลางก็จะเข้าถึงข้อมูล ในพื้นที่ หรือ เข้าเว็บไซต์องค์กรในพื้นที่ก็สามารถเข้าดูข้อมูลที่เคลื่อนไหวในส่วนกลาง ได้ ซึ่งเทคโนโลยี Web 2.0 มีทางออก
WEB 2.0
คือการพัฒนาการให้บริการข้อมูลบนเว็บไซต์จากรุ่นที่ 1 คือ เป็นเว็บที่เป็นเอกสาร html หรือ เว็บไซต์ที่มีขั้นตอนการทำที่ยุ่งยาก ต้องอาศัยความสามารถทางเทคนิค หรือพื้นที่ในการสร้างเว็บไซต์ และเป็นข้อมูลที่ผู้จัดทำเว็บนั้นเป็นเจ้าของ มาเป็นเว็บไซต์ที่ง่ายต่อการสร้าง ผู้สร้างไม่จำเป็นต้องรู้เรื่องเทคนิคมากมาย เช่น Web Blog หรือ เว็บที่ผู้คนทั้งหลาย สามารถเข้ามาร่วมกันใส่ข้อมูลหรือกล่าวได้ว่าผู้ใช้เว็บไซต์เป็นเจ้าของ เนื้อหา เช่น สารานุกรมบนอินเทอร์เน็ต Wikipedia เป็นต้น อีกทั้งข้อมูลต่างๆ ยังถูกเชื่อมโยงเข้าหาได้ด้วยระบบ RSS feed, Tags หรือ Social bookmark นอกจากนี้ยังมีเครื่องมืออื่นๆที่ใช้เทคโนโลยี Web2.0 ที่มีประโยชน์ในงานพัฒนาซึ่งจะได้แนะนำต่อไป
Blog
บล็อกมาจากคำว่า Web logs เริ่ม มาจากการเขียนบันทึกประจำวันและพัฒนามาเป็นการเขียนเรื่องราวลักษณะแบบ เว็บไซต์ส่วนตัวที่นำเสนอเรื่องที่ตัวเองสนใจ หรือความเห็นต่อสถานการณ์ต่างๆ ทั้งเศษรฐกิจ สังคม การเมือง เทคโนโลยี บันเทิง และอื่นๆ ข้อดีของบล็อกคือ ง่ายต่อการใช้งาน ไม่จำเป็นต้องมีความรู้เรื่องการสร้างเว็บไซต์ และสามารถเชื่อมโยงข้อมูลไปยังบล็อกอื่นๆ ผ่านทาง ระบบ RSS รวมทั้งสามารถใช้เทคโนโลยี Web 2.0 จากเว็บผู้ให้บริการด้านต่างๆ อาทิ ภาพถ่าย เสียง และวีดีโอ ในงานพัฒนาบล็อกอาจเป็นส่วนหนึ่งของเว็บไซต์องค์กร ซึ่งช่วยเสริมความหลากหลาย และข้อมูลที่ทันสมัยให้กับเว็บไซต์ และเป็นเครื่องมือที่ช่วยสร้างชุมชนออนไลน์ให้กับเว็บไซต์ ซึ่งมาจากคุณสมบัติเด่นๆ ของบล็อกดังต่อไปนี้
มีผู้เขียนบล็อกได้หลายคน ผู้ดูแลเว็บไซต์สามารถให้สิทธิกับนักเขียนเข้ามาเขียนบล็อกบนเว็บไซต์ได้ เป็นการเพิ่มจำนวนของนักเขียนที่จะมาเพิ่มข้อมูลให้เว็บไซต์ขององ์กรได้ สามารถเพิ่มความคิดเห็น ทุก เรื่องที่เขียนสามารถเปิดให้ผู้อื่นมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นกับเรื่องที่ เขียน โดยบางระบบสามารถแสดงความคิดเห็นผ่านที่อีเมล์ หรือหากมีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่เขียน ผู้แสดงความคิดเห็นสามารถใส่ที่อยู่เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องลงไปในส่วนแสดง ความคิดเห็นได้ เพิ่มข้อมูลได้หลากหลายวิธี ผู้ เขียนบล็อกสามารถส่งข้อมูลมาลงบล็อกได้ทั้งจากทางอีเมล์ หรือ โทรศัพท์มือถือ และรูปแบบหน้าตาของบล็อกเองก็ไม่ซับซ้อนสามารถเปิดอ่านได้อย่างรวดเร็ว แม้ว่าการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตจะช้า
ตัวอย่างของบล็อกที่ได้รับความนิยมโดยเฉพาะในงานพัฒนาได้แก่ www.gotoknow.org เป็นแหล่งรวบรวมความรู้เกี่ยวกับงานพัฒนา, www.researchers.in.th บล็อกนักวิจัยจาก สกว., www.volunteerspirit.org บล็อกประสบการณ์งานอาสาสมัคร นอกจากนั้นยังมีบล็อกน่าสนใจใน www.oknation.net, www.bloggang.com, www.learner.in.th, www.blognone.com และอีกมากมาย
Social Network
เป็นรูปแบบของบริการการสื่อสารในกลุ่มเพื่อนหรือสมาชิกบนอินเทอร์เน็ต อาทิ Facebook, Hi5 หรือ Twitter โดยเจ้าของกลุ่มหรือบัญชี social network นั้น ๆ สามารถส่งข้อความประชาสัมพันธ์ถึงสมาชิก นำรูป หรือ วีดีโอนำขึ้ออนไลน์ โดยสมาชิกสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการแสดงความเห็น (comment) หรือ สร้างการเชื่อมโยงไปยัง page ของสมาชิกคนอื่นในเครือข่ายได้ ซึ่งทำให้สมาชิกสามารถติดต่อสื่ิอสารกันได้ หรือเป็นการสร้างชุมชนเสมืิอนเพื่อสื่อสารกันตลอดเวลา
องค์กรเพื่อสังคมปัจจุบัน นิยมใช้เครื่องมือนีี้ในการสื่อสารกับสมาชิก ทำกิจกรรมรณรงค์แบบ Online เช่น การลดการบริโภคเครื่องดื่มออลกอฮอร์ หรือการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตยในพม่า โดยยิ่งมีสมาชิกในเครือข่ายมากก็ยิ่งมีพลังในการส่งข่าวสารมาก ที่สำคัญ Social Network มีบทบาทสำคัญในฐานะสื่อใหม่ (new media) ที่สามารถรายงานได้จากทุกที่ ทุกเวลาผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ และสามารถเชื่อมโยงข่าวสารกับสื่อมวลชนกระแสหลักเพื่อจุดประเด็นข่าวบนสื่อ กระแสหลักได้ นอกจากนั้น Facebook ยังเปิดโอกาสให้นักพัฒนาโปรแกรมสามารถพัฒนา application ให้สมาชิกได้ใช้งาน อาทิ เกม หรือ แชร์เรื่องราวการท่องเที่ยว ซึ่งมีบาง application ที่สร้างเพื่อวัตถุประสงค์ในการทำงานเพื่อสังคมเช่น การบริจาค เป็นต้น
Flickr.com
เว็บที่ให้บริการเก็บภาพถ่ายเป็นอัลบั้มออนไลน์ ในขณะเดียวกันก็สามารถแชร์ภาพถ่ายร่วมกับเพื่อนหรือผู้ที่สนใจในภาพถ่ายของ เรา www.flickr.com เด่นเรื่องการจัดการข้อมูลภาพถ่ายด้วยระบบ Tag ซึ่ง เป็นระบบคำหลักที่กำหนดด้วยผู้ที่โพสภาพ โดยผู้ที่โพสจะคิดคำที่เป็นตัวแทนข้อมูลของภาพที่ผู้อื่นสามารถใช้ในการ ค้นหาภาพได้ง่ายขึ้น ไม่จำเป็นต้องสร้างแฟ้มในการจัดเก็บชนิดของภาพเหมือนก่อน ขณะเดียวกันก็สามารถเปิดให้ผู้ชมแสดงความคิดเห็นหรือประสบการณ์ร่วมในภาพ นั้นๆได้ ที่สำคัญคือสามารถนำภาพในบัญชีของเราไปใส่ในเว็บไซต์หรือบล็อกอย่างง่ายดาย www.frickr.com มี ประโยชน์ต่องานพัฒนาโดยเฉพาะยุคแหล่งกล้องถ่ายภาพดิจิตอล เมื่อมีการประชุม สัมมนา ค่าย หรืองานรณรงค์ ภาพที่ถ่ายจากกล้องดิจิตอล ซึ่งบางเหตุการณ์มีจำนวนมาก สามารถนำเสนอได้โดยตั้งชื่อ Tag เดียวกันอาทิ ค่ายอาสาพัฒนาที่จังหวัดพังงา อาจจะใช้ Tag ว่า “Phangnga camp” หรือ “Volunteer Camp” เป็นต้น และสามารถนำชุดภาพใน Tag นี้ไปแสดงในเว็บไซต์หรือบล็อกของอาสาสมัครค่ายได้
VIDEO Online
www.youtube.com หรือ blip.tv ทำให้ คลิปวีดีโอหรือสารคดีในงานพัฒนาสามารถเผยแพร่ผ่านอินเทอร์เน็ตอย่างง่ายดาย โดยการอัปโหลดวีดีโอที่ถ่ายในงานกิจกรรมหรือสารคดีที่ทำและเผยแพร่ในรูปแบบ VCD ผ่านทางบัญชีที่เราสร้างไว้ที่เว็บไซต์ โดยเฉพาะ video.google.com สามารถนำไฟล์วีดีโอขนาดใหญ่เกิน 100 MB ขึ้นออนไลน์ได้แค่มีบัญชีอีเมล์ของ Gmail และดาวน์โหลดโปรแกรมสำหรับอัปโหลดไฟล์วีดีโอจากเว็บ video.google.com และสามารถเปิดวีดีโอผ่านเว็บไซต์หรือบล็อกอื่นได้
Online mapping
เพื่อแสดงข้อมูลทางภูมิศาสตร์ว่าเหตุกรณ์ที่กล่าวถึง วีดีโอที่ถ่ายทำ กิจกรรมรณรงค์ กิจกรรมอาสาสมัคร หรือ ที่ตั้งองค์กรตั้งอยู่ ณ สถานที่ไหน แผนที่และภาพถ่ายดาวเทียมออนไลน์ มีประโยชน์อย่างมากในการทำให้ภาพของพื้นที่ทางกายภาพของเรื่องราวต่างๆ อาทิ พื้นที่ป่า ชุมชน ปรากฏอย่างเด่นชัดเพื่อเป็นประโยชน์เดินทาง หรือ เห็นข้อมูลที่เป็นองค์รวมมากขึ้น ซึ่งบริการนี้ที่ได้รับความนิยมคือ map.google.com ผู้ใช้งานสามารถใช้การปักหมุด สถานที่และสามารถส่งตำแหน่งของสถานที่ที่ปักหมุดผ่านทางลิ้งค์ หรือ อีเมล์ได้หรืออาจจะนำระบบแผนที่อนนไลน์ไปแสดงผ่านทางหน้าได้ตามคำแนะนำของ เว็บไซต์ที่ให้บริการแผนที่ออนไลน์นั้นๆ
ปัจจุบันเครื่องมือการสื่อสารและเครือข่ายการสื่อสารได้พัฒนาไปสู่การใช้ โทรศัพท์แบบ Smart phone เป็นหลักซึ่งทำให้สามารถส่งข้อมูลข่าวสารถึงกันได้เกือบทุกที่และทุกเวลาและ ขยายผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตหรือ new media ออกไปอย่างกว้างขวาง ตัวอย่างที่กล่าวถึงข้างต้นทำให้เว็บขององค์กรเพื่อสังคมเพิ่ม “ความสด”ของ ข้อมูล และที่สำคัญคือจะทำให้การเชื่อมโยงข้อมูลที่หลากหลายขององค์กรเพื่อสังคม เกิดขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการเผยแพร่ข้อมูลของงานพัฒนาทำให้สาธารณะเข้าใจภาพของ งานพัฒนา อันมีเป้าหมายเดียวกันคือการร่วมกันสร้างสรรค์สังคมที่ดีขึ้น
ข้อมูลอ้่างอิง:
Cris Addison (2006) ‘Web 2.0: a new chapter in development in practice?’, Development in Practice Jounal 16 : 623-27
สุนิตย์ เชรษฐา, ชิตพงษ์ กิตตินราดร (2549) ‘Web 2.0 กับการการเรียนรู้เพื่อสร้างปัญญาสาธารณะ’, TRN White paper series http://www.trnlab.org/?q=node/14
Official Google Blog: We knew the web was big… (n.d.). . Retrieved January 4, 2010, from http://googleblog.blogspot.com/2008/07/we-knew-web-was-big.html.

