ต้องยอมรับว่าปัญหาหนึ่งในวิกฤตการน้ำท่วมในครั้งนี้เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนไปของผังเมือง โดยเฉพาะแถวกรุงเทพและปริมณฑล หากเปรียบเทียบกับเมื่อครั้งปี 2538 แผนผังของพื้นที่เปลี่ยนไปค่อนข้างชัดเจน ทั้งการถมคลองตัดถนน ทั้งในด้านการกลางถมที่ๆเป็นเส้นทางระบายน้ำกลายเป็นหมู่บ้านจัดสรร เห็นได้ชัดในกรณีย่านตำบลท่าอิฐ จังหวัดนนทบุรี ซึ่งในอดีตเป็นร่องสวน
ทำให้เกิดการตั้งคำถามว่าหลังจากการผ่านน้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้เราควรจะมีการทบทวนผังเมืองหรือไม่? รวมไปถึงหากจะต้องมีการตัดเส้นทางเพื่อระบายน้ำเส้นใหม่ หรือที่หลายๆคนเริ่มถามหา “แม่น้ำเจ้าพระยา 2″ จะเป็นไปได้หรือไม่ ในเมื่อปัจจุบันที่ดินเอกชนส่วนใหญ่ล้วนถูกจับจองไปเกือบหมดแล้ว
จากการศึกษาดูงานที่กรุงโซล ที่ประเทศเกาหลีใต้ มหานครที่มีประชากรจำนวนมหาศาลนั้นก็เคยผ่านช่วงการปรับผังเมืองครั้งใหญ่มาแล้ว ถึงแม้จะไม่ได้ถูกนำไปใช้กรณีน้ำท่วมโดยตรงแต่ก็น่าศึกษาในการปรับผังเมืองขนานใหญ่ เพื่อที่จะหาแนวทางในการประยุกต์ให้เหมาะกับประเทศไทย

คลองชองเกซอน เมื่อวันน้ำกลับมาใส
“คลองซองเกซอน” ที่กรุงโซล อยู่บริเวณย่านดาวน์ทาวน์ของเมืองหลวงมีความยาวประมาณ 5.84 กิโลเมตร ซึ่งชาวเกาหลีใต้ได้ใช้ทำประโยชน์ทั้งดื่มกินและซักผ้ามาอย่างยาวนาน จนกระทั่งปี 1958 ได้มีการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ ก็คือการตัดสินใจถมคลองแห่งนี้เพื่อตัดเป็นถนนและสร้างสะพานข้ามแยก ความเจริญในคราวนั้นมาพร้อมกับปัญหาน้ำเน่าเสีย คลองตื้นเขินและมลภาวะ รอบๆข้างกลายเป็นชุมชนที่มีประชากรอาศัยหนาแน่นพร้อมกับการเติบโตทางเศรษฐกิจของเกาหลีใต้
จนกระทั่งนาย ลี เมียง บัค นายกเทศมนตรีกรุงโซลในขณะนั้น (ปัจจุบันคือประธานธิบดีเกาหลีใต้) ได้ตัดสินใจพลิกโฉมครั้งใหญ่ในปี 2002 ว่าจะมีการฟื้นฟู สภาพแวดล้อมและนำคลองชองเกซอนกลับมา ได้มีการตัดสินใจ “รื้อ” แผนผังเมืองในส่วนนี้ใหม่เสียหมด การตัดสินใจเอาสะพานออก การขุดถนนให้กลับกลายเป็นคลอง การปรับปรุงทัศนียภาพ จนกลายเป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวแห่งใหม่

การเป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ในฤดูใบไม้ร่วงมีเทศกาลโคมไฟกรุงโซล
สำหรับประเทศไทยนั้นการปรับผังเมืองครั้งใหญ่ อาจต้องคิดให้รอบด้าน เช่น การมีแผนผังที่ชัดเจนว่าจะมีการปรับปรุงในจุดใดบ้าง การชดเชยค่าเวนคืนนั้นจะต้องเป็นไปอย่างยุติธรรม การครอบครองสิทธิ์ในที่ดินผืนต่างๆ รวมไปถึงการปรับจากสภาพแวดล้อมดั้งเดิมที่มี ตัวอย่างเช่น หากกรุงเทพฯจะพบกับปัญหาน้ำเน่าที่ถูกระบายออกจากคลองต่างๆลงอ่าวไทย เราจะมีการจัดการฟื้นฟูปัญหาสภาพน้ำและขุดลอกคูคลองไม่ให้ตื้นเขินได้อย่างไร?
การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญครั้งนี้ต้องการ วิสัยทัศน์ ความกล้า ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และอยู่ที่ว่าการปรับปรุงเพื่อส่วนรวมในครั้งนี้ เป็นบทเรียนการแก้ไขแบบบูรณาการและแบบองค์รวมที่แท้จริงไม่ใช่การแก้ขัดเวลาวิกฤตน้ำท่วมทีหนึ่งก็หาทางหนีทีไล่ทีเหมือนที่ผ่านๆมา นี่คือการนับหนึ่งในการพลิกโฉมหน้าประเทศไทยครั้งสำคัญ และเป็นการทำให้เห็นว่าเมื่อคุณคิดจะเปลี่ยน คุณก็เปลี่ยนได้!! ถึงเวลาหรือยังที่เราจะรู้จักกับ Commons Property หรือ กรรมสิทธิ์ส่วนรวม มากกว่าตระหนักความเป็นสิทธิส่วนบุคคล
