ผมมาถึงสะหวันนะเขตด้วยสภาพที่มึนงง ปั่นจักรยานด้านขวา เลี้ยวขวาผ่านตลอด อ้อมวงเวียนด้านขวา
ข้ามถนนผิดๆถูกๆ แผนที่เมืองก็ยังไม่มี อาศัยจำทางได้คร่าวๆเมื่อครั้งมาเที่ยวต่างประเทศครั้งแรก

เมื่อห้าหกปีก่อน แต่กว่าจะปั่นหาโรงแรมที่พักได้เอาเหนื่อยแถบแย่ ผมได้ที่พักราคาประมาณ 150 บาท
ถือว่าไม่เลวร้ายมากนัก สำหรับในทัวร์ครั้งนี้(จริงๆอยากได้ถูกกว่านั้นหน่อย แต่คงหาลำบากมาก
)แม้สภาพห้องจะเก่าไปหน่อย ห้องน้ำจะดูเชยๆและสกปรกไปนิด แต่จะเป็นไรไป ผมไม่ได้ขลุกอยู่
แต่ในโรงแรมซักหน่อย แค่เอาไว้ซุกหัวนอน แล้วก็อาบน้ำ ยังไงก็ได้ ขอถูกไว้ก่อน

หลังจากวางข้าวของสัมภาระผมก็ออกตระเวนดูนู่นดูนี่ตามหนทางไปเรื่อย พร้อมกับมองหาอะไรกิน
เป็นอาหารมื้อแรกของประเทศลาวซะหน่อย ประเทศลาวเคยเป็นดินแดนในอณานิคมของฝรั่งเศส
ตึกรามบ้านเรือนที่นี่บางส่วนยังคงหลงเหลือร่องรอยสถาปัตยกรรมแบบฝรั่งเศส แม้จะไม่มากมายนัก
แต่ก็ดูสวยงามทีเดียว อาหารการกินบางอย่างเช่นขนมปังฝรั่งเศสก็ยังมีขายกันอยู่ถึงทุกวันนี้
ผมามาหยุดอยู่ที่ร้านส้มตำร้านเล็ก ๆ ร้านนึง คนแน่นใช้ได้ อีกทั้งข้างๆร้านยังมีกลุ่มคนหนุ่มแก่
หลายสิบคนกำลังเล่นเปตองอยู่ ( ตีบูน หรือโยนเปตองกำลังเป็นกีฬาที่นิยมในประเทศลาว
ที่ผ่านๆมาผมเห็นเกือบทุกหมู่บ้านมีสนามเปตอง) ผมสั่งอาหารง่ายๆแบบลาวแท้ๆ คือ ส้มเนื้อ
(แหนมเนื้อดิบ) ส้มตำปลาร้า ข้าวเหนียวร้อนๆหนึ่งจาน ผมนั่งกินส้มตำที่นั่นคนเดียว
พร้อมสั่งเบียร์ลาวหนึ่งขวด ตกค่ำผมได้เพื่อนใหม่และมิตรภาพมากมายจากที่นั่น

เชื่อหรือไม่มิตรภาพที่เกิดขึ้นเกิดได้เพราะเรื่องตลกร้ายบางเรื่อง
เกิดขึ้นเพราะผมมีโทรศัพท์ไทย เกิดขึ้นเพราะผมแกล้งโทรผิดไปเบอร์ผู้หญิงคนนึง เกิดขึ้นเพราะ
ผู้หญิงคนนั้นทิ้งบ้านทิ้งลูกไปหลายเดือน เกิดขึ้นเพราะผู้หญิงที่กล่าวเป็นเมียของชายที่นั่งอยู่ในวง
สนทนาคืนนั้น เกิดขึ้นเพราะเค้าไม่เคยรู้เลยว่าเมียของเขาอยู่ส่วนไหนของประเทศไทย
เกิดขึ้นเพราะผมสามารถทำให้เค้ารู้ได้ว่าจริงๆแล้วเมียเค้าไม่ได้อยู่ที่กรุงเทพแต่อยู่ที่ อำเภอเขมราฐ
เรื่องนี้อาจจะเป็นเรื่องตลกของเพื่อนๆในวงเอามาล้อกันอ่างสนุกปาก แต่ทว่าเจ้าตัวคงไม่สนุกใจเท่าไหร่

ผมมีเพื่อนจากที่ร้านส้มตำนี้หลายคน พี่หล้า พี่อ๋อง พี่โข่ง พี่สิโพ พี่ตุ้ยน้อย พี่โตโต้ ฯลฯ พร้อมทั้ง
พี่เนียวและพี่นกเจ้าของร้านผู้ใจดีที่จะคอยยกกับแกล้มฟรีๆมาเสริฟเสมอเมื่อเราสั่งเบียร์จากร้านแก
เวลาที่เรานั่งดื่มกันก็มัก จะมีผู้คนมากหน้าหลายตาแวะเวียนเข้ามาร่วมแจมด้วยตลอดเสมอ
ส่วนการจ่ายตังค์นั้นไม่ค่อยจะยุ่งยากเท่าไหร่ ใครหยิบออกมาจากตู้กี่ขวดก็จ่ายเท่านั้น มีตังค์น้อย
ก็หยิบน้อย มีตังค์เยอะก็ยกมาเยอะ แต่ทว่าทุกคนจะได้ดื่มเท่าๆกันเสมอ วงเลิกเมื่อไหร่ก็เดินไปชำระ
ค่าใช้จ่ายกับพี่เนียวเองของใครของมัน ขาดเหลือน้อยนิด พี่เนียวแกก็รับผิดชอบ ถือว่าเป็นการดื่มร่วมกับ
แขกของร้าน การชนแก้วก็มีไม่ขาด จะดื่มเมื่อไหร่เป็นต้องชน จะยกซดเองโดยไม่ชนกับใครนี่ถือว่า
เสียมารยาทนิดๆ จะคอแข็งมาจากไหน เจอวิธีการดื่มแบบนี้เข้าไปออกอาการกันทุกคนเรารักใคร่กันมาก

การพูดคุยสนทนาก็เป็นไปแบบกันเอง ไทยเข้าใจลาว ลาวเข้าใจไทย ข่าวสารจากฝั่งไทยบางเรื่องที่ผมยัง
ไม่ทันรู้ (ตั้งแต่ออกมาจากกรุงเทพไม่ค่อยมีเวลาติดตามข่าวสารบ้านเมืองซักเท่าไหร่) แต่คนที่นี่ดันรู้ก่อน
เป็นเพราะว่าคนที่นี่เองดูทีวีไทย ฟังเพลงไทย ชอบดาราไทย ข่าวก็ดูข่าวในประเทศไทยมากกว่าข่าวใน
ประเทศลาวซะอีก การมงการเมืองการมุ้งหรือเรื่องซุบซิบนิทาต่างๆของชาวไทยก็ยังไม่พ้นหูชาวลาวไปได้
ส่วนข้าวของเครื่องใช้อาหารเครื่องเทศหลายอย่างก็ถูกส่งมาจากเมืองไทยทั้งนั้นตั้งแต่โทรทัศน์ พัดลม ตู้เย็น
กะละมังยันมาม่า ทำให้ราคาสินค้าที่นี่แพงกว่าบ้านเราอยู่เยอะเหมือนกัน ทุกๆวันหลังจากที่เสร็จสิ้นการ
ท่องเที่ยว ทำนู่นทำนี่ ในยามเย็นผมจะบึ่งรถจักรยานมานั่งที่นี่ สั่งตำประเภทแปลกๆกินพร้อมกับข้าวเหนียว
จากนั้นก็ตามด้วยเบียร์ลาวอีกซักพักจึงกลับเข้าไปนอน

หลังๆมาจึงมารู้ว่าร้านตำแหลก(ผมเรียกแบบนั้น)ของแกนี่เป็นที่เลื่องชื่อของคนแถวนี้เหมือนกัน
เพราะมีตำสาระพัดอย่างตั้งแต่ ตำมะละกอ ตำกล้วย หัวปลี กระท้อน ขนมจีน มักระโรนี เส้นต่างๆ มาม่า
ปลาหมึก ผัก ทุกอย่างที่สามารถยัดลงครกได้ดูเหมือนพี่นกแกจะตำได้หมด หยิบจับอะไรก็ดูอร่อย
ซะทุกอย่าง ผมติดใจรสชาติสาระพัดตำของแกจริงๆ มันเหมือนกับได้กินทั้งตำ ยำ ลาบ ก้อย น้ำตก
ก๋วยเตี๋ยว ฯลฯ อยู่ในชามเดียวกัน เรื่องกินนี่ผมไม่ค่อยมีปัญหา กินได้ทุกอย่างตั้งแต่สัตว์สองขายันสัตว์
หลายขา ปลาร้า ของดิบ ลาบเลือด หรือเมนูพิสดาร ประเภทสุกๆดิบๆ นี่ก็ไม่เคยกลัว ยกอะไรมา
ผมไม่เคยถามก่อนว่าทำด้วยอะไร แค่รสชาติอร่อยถือเป็นว่าใช้ได้สำหรับผม

สะหวันนะเขตเปลี่ยนไปจากเมื่อหกปีก่อนที่ผมเคยมา หลังจากมีสะพานสร้างเสร็จการข่นส่งการเดินทางก็ง่ายขึ้น
คนไทยขับรถเข้ามาเที่ยวที่นี่กันเยอะ แต่ที่น่าตกใจ เขาทั้งหลายไม่ได้มาเที่ยวชมบ้านเมืองที่นี่
แต่พวกเค้ามาเที่ยวคาซิโนขนาดใหญ่ที่เปิดใหม่เพื่อล่อนักพนันกระเป๋าหนัก และไม่รู้เป็นโชคดีหรือโชคร้าย
ของชาวลาว ที่โดนรัฐบาลตั้งกฎห้ามคนลาวเข้าไปเล่นคาซิโนที่ตั้งอยู่บนแผ่นดินเกิดของตัวเอง
ผมยังมองไม่ออกว่ารัฐบาลลาวคิดถูกหรือผิดที่พยายามเปิดบ่อนการพนันเสรีในประเทศพื่อหวังหายรายได้
จากทางนี้ แต่เมื่อมันเกิดขึ้นมาแล้วก็ได้แต่หวังว่ามันจะช่วยให้ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวลาวดีขึ้นก็ได้

สะหวันนะเขตไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวจากต่างชาตินัก (ถ้าไม่นับคนไทยที่ข้ามมาเล่นคาซิโนที่นี่)
เนื่องจากสภาพภูมิประเทศที่ไม่มีอะไรที่น่าตื่นตาตื่นใจ สถานที่ท่องเที่ยวก็ไม่หลากหลาย ที่ขึ้นชื่อของเมืองนี้
ก็คงจะเป็นพระธาตุอิงฮัง พระธาตุขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองไปทางเหนือสิบสองกิโลเมตร ที่มีลวดลาย
ปูนปั้นของลาวประดับอยู่รอบพระธาตุ แต่ก็ยังไม่เป็นที่นิยมของชาวต่างชาติเท่าไหร่นัก จะเห็นก็แต่ชาวบ้าน
ชาวถิ่นมาไหว้บนบานศาลกล่าวของหวยขอพรกันไปตามเรื่องตามราว เมืองนี้ก็เลยกลายเป็นเมืองที่นักท่องเที่ยว
หัวทองทั้งหลายมักใช้เป็นที่พักทางผ่านจากเหนือสู่ใต้จากใต้สู่เหนือ ส่วนกิจกรรมของเมืองนี้หลักๆก็คือ
การเป็นเมืองท่าที่ใช้ขนส่งสินค้า ข้าวของเครื่องใช้ อาหาร พืชผัก เครื่องเทศ จากเวียดนามมาสู่ไทย
จากไทยไปเวียดนาม

ส่วนชีวิตของวัยรุ่นลาวยามราตรีนั้นก็มีทางเลือกให้ไม่มากเท่าไหร่ ยามเย็นช่วงตะวันตกดินวัยรุ่นหนุ่มสาว
จะมาขี่จักรยาน เดินเล่น ทานอาหารกันริมแม่น้ำโขง อาหารก็มีตั้งแต่อาหารพื้นบ้านเช่น ไก่ปิ้ง เนื้อปิ้ง ลูกชิ้น
ข้าวเหนียว ส้มตำ เนื้อย่าง หมูกระทะ จิ้มจุ่ม จนกระทั่งร้านอาหารริมโขง หรือพวกแพกลางน้ำที่เปิดขึ้นมา
เพื่อตอนรับนักท่องเที่ยวผู้มีอันจะกินหน่อย หลังจากนั้นช่วงเวลาสี่ทุ่มก็จะเป็นเวลาที่ดิสโก้เทคเปิดให้บริการ
วัยรุ่นหนุ่มสาวก็จะทยอยกันขับรถมอเตอร์ไซค์ไปรวมกันที่ ดิสโก้ที่ชือว่า ออสการ์ (ออกเสียงว่า ออส-สะ-ก้า)
ที่เป็นแหล่งรวมของวัยรุ่นหนุ่มสาวเปิดกันแค่สองชั่วโมงก็ปิด ถ้าเป็นที่ประเทศไทยนี่เรียกว่ายังไม่ทันคอเปียก
ก็ต้องกลับซะแล้ว ผมเดาว่าก่อนสี่ทุ่มพวกนักเที่ยวทั้งหลายคงเมากันมาจากข้างนอกจนกรึ่มมาแล้ว
ถือว่ามาดิ้นหน่อยเพื่อให้ครบบรรยากาสการสังสรรค์ มีสุราแล้วก็ต้องมีนารี หรือสตรีที่ต้องออกมาเช็คเร็ทติ้ง
ตัวเองซักหน่อย ส่วนพวกมีอายุมากหน่อยไม่รู้ว่าเขาไปรวมกันอยู่ที่ไหน อาจจะมีสถานบันเทิงประเภทลับเฉพาะ
ผู้สูงอายุก็เป็นได้ หลังเที่ยงคืน สะหวันนะเขตจะเงียบมาก รถรานี่แทบไม่มีวิ่ง ร้านรวงก็ปิดให้บริการ
เป็นเวลาเคอร์ฟิวที่รัฐบาลออกเป็นกฎหมายบังคับเหมือนกันทั้งประเทศ

ผมอยู่ที่นี่สามวัน เดินเล่น ปั่นรถเที่ยว วาดภาพ ดื่มกินกับพวกเพื่อนใหม่ทั้งหลาย วางแผนการเดินทาง
พร้อมกับหาแผนที่ประเทศลาวเพื่อใช้ในการเดินทาง ผมได้แผนที่มาอันนึงเป็นแผนที่ที่ใช้สำหรับ
ขับมอเตอร์ไซค์และรวมไปถึงจักรยานด้วย ราคาแพงใช้ได้ คิดเป็นเงินไทยตั้งสองร้อยกว่าบาท แต่คุณภาพ
ถือว่าดีทีเดียว ผมว่างแผนการเดินทางคร่าวๆเพื่อเพิ่มความมั่นใจและไม่ให้เสียเวลาในการเดินทางมากนัก
วันสุดท้ายผมเข้าไปสถานกงศุลไทยประจำเมืองสะหวันนะเขตเพื่อสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับประเทศลาว
กฎ ข้อห้าม รายละเอียดต่างๆ ซึ่งก็ได้รับความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่เป็นอย่างดี เมื่อพร้อมทุกอย่าง
ผมเตรียมตัวเก็บข้าวของ เพื่อเดินทางต่อลงใต้ไปปากเซ เริ่มการตะลุยประเทศลาวอย่างเป็นทางการ
————————-
อาจิณโจนาธาน อาจิณกิจ
สะหวันนะเขต ประเทศลาว
อ่านเรื่องย้อนหลัง
