นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่องฝ่าวิกฤติประเทศไทยทางเลือกสู่สังคมใหม่ ในโอกาสครบรอบวันสถาปนา 43 ปี ของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ว่า ไม่คิดว่าคนไทยวันนี้จะมีความสุขอย่างที่เคย เพราะความทุกข์ยากที่กำลังเผชิญอันเนื่องมาจากวิกฤติเศรษฐกิจทำให้มีการตก งานเป็นจำนวนมาก และสถานการณ์บ้าน เมืองไม่ปกติ และยิ่งทวีความรุนแรงเดินเข้าไปสู่ จุดซึ่งสร้างรอยปริแตกในหัวใจลึกและกว้างเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด
“วันนี้เศรษฐกิจโลกต้องใช้เวลาอย่างน้อยๆ 1-2 ปีแน่นอนกว่าจะฟื้น เพราะไม่ว่าสหรัฐฯ ยุโรปญี่ปุ่นยังก้าวไม่ถึงจุดที่จะสามารถพลิกโมเมนตัม จากการถดถอยสู่การฟื้นตัวได้ นัยสำคัญต้องคิดแล้วว่าในช่วง 1-2 ปี เราจะหาวิธีอย่างไรรองรับกับภาวะเช่นนี้เพื่อให้ประเทศไทยกระทบน้อยที่สุด”
ส่วนแรกคือการบรรเทาและผ่อนคลายผลกระทบวิกฤติเศรษฐกิจ ซึ่งขอตอกย้ำให้ระวังและดูแลปัญหาสภาพคล่องของระบบธนาคารให้แน่ใจว่าธุรกิจ ที่ดีๆ โดยเฉพาะเอสเอ็มอีในภาคส่งออกและท่องเที่ยวให้ได้รับความช่วยเหลือในด้าน สินเชื่อ ประเด็นถัดมาในเรื่องงบประมาณคิดว่าการกู้เงินมากระตุ้นเศรษฐกิจเป็นสิ่ง จำเป็น หัวใจสำคัญคือต้องหางบประมาณเพื่อมาประคองโมเมนตัม เศรษฐกิจไม่ให้ทรุดจนเป็นอันตราย เพราะถ้าทรุดมากจนเกินไปจะฉุดขึ้นมาได้ยาก แต่การหาเงินมาประคองโมเมนตัมเศรษฐกิจ คิดว่าอนาคตต้องการสร้างเมืองไทยอย่างไรและเอาเงินไปสนับ สนุนส่วนที่จะสอดรับกับอนาคต เช่น ที่สหรัฐฯมีข้อเสนอให้เอาเงินไปลงในภาควิจัยไอทีนวัตกรรม ใหม่ เพราะจะสร้างความสามารถในการแข่งขันในอนาคตได้

ที่มา – เว็บไซต์กระทรวงการคลัง
ส่วนสิงคโปร์เริ่มนำเงินเข้าไปในระบบ เพื่อพัฒนาการศึกษา สิ่งเหล่านี้เป็นตัวอย่างที่ดี ส่วนญี่ปุ่นจะออกแพ็กเกจใหม่และพยายามถมเงินเข้า ไปในสาขาที่เป็นนวัตกรรมใหม่ๆ จีนก็กำลังจะตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ที่กระตุ้นและฟื้นฟูบริษัทที่ลงทุนใน นวัตกรรมใหม่
“เราจะมีแพ็กเกจเท่าไหร่ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่มีใครว่า ขอให้เงินก้อนนั้นส่วนหนึ่งมาแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่อีกส่วนต้องเอาไปลงในส่วนที่สอดรับกับอนาคตข้างหน้า ตรงนี้ต้องใช้ปัญญาใหม่มากและต้องใช้ความร่วมมือจากภาคการศึกษาและเอกชน”
นายสมคิดกล่าวว่า ประเด็นสำคัญที่สุดจะต้องดูว่าจะกำหนดเส้นทางเดินประเทศในอนาคตอย่างไรที่จะ เป็นเส้นทางของการฟื้นตัวได้อย่างแข็งแรง มีคนเปรียบเทียบวิกฤติครั้งนี้ว่าเหมือนสึนามิซึ่งใกล้เคียงความจริงมาก เพราะเมื่อเกิดสึนามิทุกอย่างราบเป็นหน้ากองทำให้เกิด landscape หรือภูมิทัศน์ของโลกใหม่ที่ไม่เหมือนเดิม ทำให้นโยบาย ยุทธวิธีที่เคยใช้ในอดีต เริ่มไม่สอดรับกับความเป็นจริงในโลกข้างหน้า
“หลายคนบอกหลังวิกฤติเศรษฐกิจการฟื้น ตัวจะฟื้นแบบ V Shape หรือ U Shape ที่ลากหางยาวๆ ผมว่าไร้สาระ ทุกวันทำนายแต่จะลบเท่าไหร่มีประโยชน์อะไร สิ่งสำคัญหลังวิกฤติคือประเทศใดจะฟื้นตัวได้เร็ว มั่นคง และยั่งยืนกว่า ซึ่งอยู่ที่วิถีการตอบสนองภูมิทัศน์ใหม่ของโลกที่เกิดขึ้น”
นายสมคิดเปิดเผยอีกว่า ถ้าจีนกำลังจะเป็นอำนาจใหม่ คำถามคือไทยซึ่งใกล้ชิดกับจีนมากกว่าประเทศใดในเอเชีย แต่ระยะหลังเริ่มห่าง จะทำอย่างไรให้จีนและไทยเชื่อมโยงในการพัฒนาอนาคตข้างหน้า เพราะในจอเรดาร์ของสหรัฐฯ เมืองไทยแทบจะหลุดหาย ไม่มีความสำคัญ
สำหรับอาเซียนมีแต่ขึ้นเวทีและรำวง ไทยเคยเป็นศูนย์กลางแต่วันนี้ภาพพจน์หลุดไปแล้ว จะดึงกลับมาได้อย่างไร ยุทธศาสตร์ด้านภูมิทัศน์คืออะไร ถ้าไม่คิดจะเสียเปรียบ นอกจากนั้น เวทีเจรจาสำคัญต่างๆในโลกกำลังจะเปลี่ยนไป โดย เฉพาะองค์การการค้าโลกที่เป็นเวทีเจรจาต่อรองอำนาจ ซึ่งไทยแทบไม่มีเสียงเพราะเปลี่ยนรัฐมนตรีประจำ หากไทยไม่สามารถวางเกมได้ ก็ต้องตกเป็นฝ่ายรับอย่างเดียว
“วันนี้ทุกประเทศกำลังลงเงินปั๊มเศรษฐกิจ แต่สำหรับไทยหลังวิกฤติต้องหันมาปฏิรูปการศึกษาจริงจัง เปลี่ยนระบบการอ้างอิงการส่งออกมาพึ่งพาการบริโภคในประเทศ ต้องทำให้คนในประเทศมีกำลัง ดังนั้น เงินงบประมาณต้องจัด
สูงสุดเพื่อแก้ปัญหาเป็นองค์รวม ทั้งแนวพระราชดำรัสเศรษฐกิจพอเพียง ปฏิรูปการเกษตร รวมทั้งปัญหาโลกร้อน ซึ่งจะเป็นวาระสำคัญบีบโลกให้ ดูแลสิ่งแวดล้อมในองค์การการค้าโลกและการลงโทษในเวทีการค้าโลกซึ่งเป็น เรื่องที่ประเทศไทยยังไม่สนใจ”.
ที่มา – ไทยรัฐ
