เมื่อเวลา 06.30 น.วันที่ 18 มีนาคม ที่วัดคลองเปล อ.หาดใหญ่ ครอบครัวพร้อมญาติ ๆ และคนใกล้ชิด พล.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา ได้ร่วมกันเก็บอัฐิของพล.ต.อ.สมเพียร ภายหลังจากได้รับพระมหากรุณาธิคุณ จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ โปรดเกล้าฯให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จฯแทนพระองค์ในการพิธีพระราชทานเพลิงศพ ไปเมื่อวานนี้ (17 มีนาคม )
นางพิมพ์ชนา ภูวพงษ์พิทักษ์ กล่าวว่าอัฐิของ พล.ต.อ.สมเพียรจะแยกออกเป็น 3 ส่วน ส่วนแรกเก็บไว้ในโกฐ เพื่อบรรจุในช่องพระเจดีย์ภายในวัด ส่วนหนึ่งนำเก็บที่บ้านและอีกส่วนจะนำไปลอยอังคาร พร้อมกันนี้ยังได้ร่วมกันประกอบพิธีทำบุญครบรอบ 7 วันของการจากไป ของพล.ต.อ.สมเพียร ด้วย ซึ่งบรรยากาศยังคงเป็นไปด้วยความเศร้าโศก
ต่อมาเวลา 10.30 น.วันเดียวกัน ครอบครัวของ พล.ต.อ.สมเพียร รวมถึงญาติ ผู้บังคับบัญชา และผู้ใต้บังคับบัญชา 100 คน ได้ร่วมกันนำอัฐิของ พล.ต.อ.สมเพียร มาประกอบพิธีตามขั้นตอนที่ห้องประชุมฐานทัพเรือสงขลาก่อนที่จะนำอัฐิไปลอยอังคารในอ่าวไทย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันนี้คลื่นลมในอ่าวไทยมีกำลังแรง คลื่นสูง 2-3 เมตร ทำให้ตลอดระยะทางในการเดินเรือทั้งขาไปและขากลับประมาณ 1 ชั่วโมงนั้นมีแต่มรสุมและคลื่นลมซึ่งคนใกล้ชิดบอกว่า ปรียบเสมือนชีวิตของพล.ต.อ.สมเพียร โดยเฉพาะการทำงานในบั้นปลายของชีวิตที่ต้องพบเจอคลื่นลมมรสุมจนถึงวาระสุดท้าย แต่การลอยอังคารก็แล้วเสร็จไปได้ด้วยดี ผู้เข้าร่วมในพิธีลอยอังคารต่างร่วมกันอธิษฐานขอให้ดวงวิญญาณของพล.ต.อ.สมเพียรไปสู่สุขคติ สงบ ภายใต้สายน้ำกลางทะเลอ่าวไทย
สำหรับเนื้อความในหนังสือ “เลือด เนื้อ เพื่อแผ่นดิน จ่าเพียร ตำนานนักสู้…แห่งเทือกเขาบูโด” ซึ่งเป็นหนังสือที่จัดพิมพ์ขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ พล.ต.อ.สมเพียร เมื่อ 17 มีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งสนับสนุนการจัดพิมพ์โดย นายภาณุ อุทัยรัตน์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะ ผอ.ศอ.บต. โดยหนังสือเล่มนี้หน้าปกเป็นภาพจ่าเพียรสมัยยังหนุ่มพร้อมอาวุธคู่ใจ อยู่ท่ามกลางเทือกเขา หน้าแรกเป็นภาพแต่งเครื่องแบบขาวเต็มยศ และเนื้อเพลง “ความฝันอันสูงสุด” ซึ่งเป็นบทเพลงที่ นายจิรภัทร์ ภูวพงษ์พิทักษ์ บุตรชายคนโตบอกว่าเป็นเพลงโปรดของบิดา โดยเฉพาะท่อน “จะปิดทองหลังองค์พระปฏิมา” โดยเนื้อความในหนังสือเน้นประวัติของพล.ต.อ.สมเพียร ตั้งแต่ชีวิตส่วนตัว ชีวิตการทำงาน รวมถึงวีรกรรมในการทำงานมากมาย โดยในสารบัญของหนังสือเล่มนี้มี 7 ตอนประกอบด้วยภูมิหลังจ่าเพียร มวลชนกับจ่าเพียร ภาวะผู้นำของจ่าเพียร วีรกรรมของจ่าเพียร การบรรลุภารกิจสไตล์จ่าเพียร วิธีการจัดตั้งพลังมวลชนของจ่าเพียร และต้นแบบการต่อสู้เพื่อพี่น้องมุสลิมแห่งเทือกเขาบูโด พร้อมนำเสนอแนวคิดของจ่าเพียรที่ว่า ”ชาติตระกูลมิได้เป็นอุปสรรคในการสร้างความสำเร็จและความเจริญก้าวหน้าหากเพียงตั้งใจจริง”
ภายในเล่มมีการสัมภาษณ์มวลชนของจ่าเพียร อาทิ นายดอเลาะ กาจะลากี วัย 85 ปี ฉายา เวาะมูเนาะ ชาวบ้านชุมนุมบ้านปียอ ม.4 ต.บาเจาะ อ.บันนังสตา จ.ยะลา ระบุว่า รู้จักกับ ผกก.สมเพียร ตั้งแต่มียศเป็นจ่า อยู่ สภ.บันนังสตา เคยทำงานกับจ่าเพียงตั้งแต่ก่อนปี 2547 และได้มีกลุ่มขบวนการมาข่มขู่ เผาโรงเรียนบ้านสาคู ซึ่งอยู่หน้าบ้านของตนเองทั้งยังได้ฆ่าผู้บริสุทธิ์ ต่อมาจ่าเพียรย้ายมาดำรงตำแหน่ง ผกก.สภ.บันนังสตา ได้เข้ามาปรึกษา และรวบรวมสมัครพรรคพวกที่รักสงบ ตั้งชุมชนเข้มแข็งขึ้นต่อสู้กับขบวนการ โดยขอให้จ่าเพียรช่วยแนะนำการฝึกอาวุธ จัดหาอาวุธโดยมีตำรวจเป็นพี่เลี้ยง ส่วน ร.ต.ท.ธาม ลอยสะเทื้อน รอง สว. (หน.นปพ) สภ.บันนังสตา ซึ่งบ้านเดิมเป็นชาวลพบุรี บอกว่าตั้งแต่ ผกก.สมเพียรมาดำรงตำแหน่ง มีความประทับใจ 3 เรื่อ คือเรื่องความจริงใจ ความเป็นผู้นำ ผกก.สมเพียร จะนำกำลังออกรบเองทุกครั้ง และ สิ่งสำคัญเชื่อว่าหากผิดพลาดจากการทำงาน ผกก.สมเพียรจะรับผิดชอบเต็มที่
สำหรับในหัวข้อภาวะความเป็นผู้นำของจ่าเพียร มีใจความตอนหนึ่งว่า จ่าเพียรเคยกล่าวกลับลูกน้องว่า “ถ้ากูเป็น ขจก.กูจะทำให้ตำรวจไม่กล้าออกไปไหน กูจะอยู่สบายไม่ต้องหลบหนี” ลูกน้องถามว่า ทำอย่างไร คำตอบก็คือ ทำอย่างที่ปรากฏในปัจจุบัน คือโจมตีโรงพัก ชิงความได้เปรียบในเชิงรุก แล้วถามว่า จะแก้ปัญหาอย่างไร เราจะนำหน่วยในสถานการณ์นี้ได้อย่างไร อาจจะเป็นคำตอบยากสำหรับบางคน แต่สำหรับ จ่าเพียร อาศัยประสบการณ์ที่ผ่านการต่อสู้อย่างโชกโชนในอดีต เห็นว่าสถานการณ์ในภาคใต้ในอดีตและปัจจุบันมีความเหมือนและแตกต่างกันเพียงเล็กน้อยเฉพาะวิธีการและการใช้เทคโนโลยีมาประกอบการปฏิบัติเท่านั้น จากคำถามดังกล่าวบางคนอาจตอบว่า “จะต้องให้ ทำงานเชิงรุก” จ่าเพียรมองว่าการเป็นผุ้นำเชิงรุกอยู่ที่ตักบุคคล ผู้นำควรเป็นผู้นำ 2 รูปแบบคือ ผู้นำอย่างแคบ คือผู้นำตามธรรมชาติ ได้แก่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้บังคับการ และผู้นำอย่างกว้าง คือ ผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่มีลักษณะเกิดมาเพื่อเรียนรู้ เรียนรู้เพื่อการกระทำ กระทำเพื่อให้บรรลุผล และบรรลุผลเพื่อให้เห็นประจักษ์
และในหนังสือใบสุดท้าย เป็นความเชื่อของจ่าเพียรที่ยึดถือในการปฏิบัติงานคือ ”การชนะยุทธวิธี อาจชนะเพียงบางครั้งบางคราว แต่การเอาชนะความคิดและจิตใจของประชาชน เป็นชัยชนะที่ถาวรและยั่งยืน”
ที่มา – มติชน
