Practical Report Sona, the Other Myself : ในวันที่ตัวฉันไม่ศรัทธา ‘พ่อคิม’

โดย ชญานิน เตียงพิทยากร

Sona the Other Myself Documentary Poster

เมื่อเอ่ยถึงเกาหลีเหนือ เสียงกระแสหลักที่มักกล่าวถึงก็ไม่พ้นการปกครองแบบป่าเถื่อนเผด็จการที่ครอบงำประเทศนี้มาเกินครึ่งศตวรรษ การโฆษณาชวนเชื่อระดับทะลุชั้นบรรยากาศ (ยืนยันด้วยคลิปวิดีโอชาวเกาหลีเหนือร้องห่มร้องไห้เมื่อท่านผู้นำได้จากไปสู่สวรรคาลัย ทั้งกับคิมอิลซุงและคิมจองอิลเมื่อเร็วๆ นี้) และระบบการใช้ชีวิตกับความคิดความอ่านที่ ‘เหนือจริง’ จนประชาชนในส่วนอื่นของโลกแทบไม่อาจจินตนาการได้

หากทุกอย่างที่ว่ามานั้นไม่กลั่นออกมาเป็นเสียงหัวเราะในเชิงเย้ยหยันขบขัน (ว่าคนประเทศนี้ช่างโง่งมงาย ปล่อยให้ตัวเองถูกล้างสมองได้อย่างหมดจด) ก็จะตีกลับไปในด้านที่เคร่งเครียดและเจ็บปวด สารคดีและภาพยนตร์ในโลกตะวันตกจำนวนมากล้วนเคยนำเสนอชีวิตบัดซบของชาวเกาหลีเหนือที่ถูกทำร้ายทารุณโดยระบอบการปกครองของตระกูลคิม โดยเฉพาะในหมู่ของประชาชนที่ตัดสินใจหลบหนีออกจากประเทศมาเผชิญชะตากรรมแบบไปตายเอาดาบหน้า ซึ่งโดยมากก็มักเป็นข้อมูลที่เราเตรียมใจตั้งรับอยู่แล้วเมื่อได้ยินคำเกริ่นว่าสิ่งที่จะเล่าต่อไปนี้เกี่ยวกับเกาหลีเหนือ จะชนะคะคานกันได้ก็ด้วยวิธีเล่าและความหนักหน่วงของสถานการณ์ที่ได้รับการบอกเล่าจากเจ้าของประสบการณ์

ถ้ามีโอกาสเอื้ออำนวย ผมคงได้หยิบหนังเกาหลีเหนือแท้ๆ มาพูดคุยเล่าสู่กันฟังสักครั้ง

มีหนังอีกกลุ่มหนึ่งที่เรามักไม่ได้เห็น หรือหากเปรียบเทียบกับสื่อจำนวนมากที่กล่าวถึงประเทศเกาหลีเหนือก็คงเป็นส่วนน้อย นั่นคือหนังที่นำเสนอชีวิตของเหล่าอภิสิทธิ์ชนในกรุงเปียงยางและเมืองใหญ่ ซึ่งได้ใช้ชีวิตอย่างหรูหรา (ในมาตรฐานของเกาหลีเหนือ) ไม่ได้ใช้ชีวิตแบบชนชั้นล่างที่ต้องเผชิญกับภาวะอดอยากครั้งรุนแรง หรือถูกเกณฑ์ไปใช้แรงงานทาสอย่างป่าเถื่อนในถิ่นชนบทไกลปืนเที่ยงของประเทศ หรือต้องรับชะตากรรมเป็นนักโทษไม่ว่าจะด้วยข้อหาใดก็ตาม

Lynn Lee และ James Leong เพียรติดต่อกับรัฐบาลเปียงยางอยู่กว่าสองปี และเดินทางเข้าออกเกาหลีเหนือหลายครั้งกว่าจะได้ผลงานสารคดีเรื่อง North Korea’s Cinema of Dreams ที่ออกอากาศในรายการ 101 East ของสถานีโทรทัศน์ Al-Jazeera เพราะต้องรอการอนุญาตหลากหลายขั้นตอน กว่าจะได้เข้าไปถ่ายการเรียนการสอนวิชาภาพยนตร์ในมหาวิทยาลัยภาพยนตร์และการแสดงแห่งกรุงเปียงยาง พร้อมกับสัมภาษณ์และตามติดนักศึกษาสองคนไปดูการใช้ชีวิต และอุดมการณ์ทัศนคติ รวมถึงความทุ่มเทของพวกเขาที่มีต่อศาสตร์ด้านการแสดงและการกำกับภาพยนตร์

มีภาพยนตร์สารคดีอีกเรื่องหนึ่งที่ผมอยากเขียนถึง ผมได้ดูสารคดีเรื่องนี้ใน เทศกาลภาพยนตร์สารคดีนานาชาติ ศาลายา ที่จัดขึ้น ณ หอภาพยนตร์แห่งชาติฯ เมื่อต้นปี 2554 หนังเรื่องนี้ชื่อ Sona, the Other Myself

แม้ว่าจะเป็นหนังที่หาชมได้ยากยิ่งในขณะนี้ (กระทั่งในโลกที่การดาวน์โหลดภาพยนตร์แทบจะเป็นเรื่องปกติสำหรับคนที่เชื่อมต่อตนเองเข้ากับอินเตอร์เน็ตได้ หนังเรื่องนี้ก็ยังอยู่ในสถานะ “แดนสนธยา”) แต่ความน่าสนใจอยู่ตรงที่นี่น่าจะเป็นหนังไม่กี่เรื่องที่กำกับโดยคนเกาหลีเหนือ (ถึงจะเป็นเงินทุนจากญี่ปุ่นและเกาหลีใต้รวมกัน) โดยใช้มุมมองแบบคนนอกกึ่งคนใน และด้วยคุณสมบัตินี้เอง ที่ทำให้พลังของความเจ็บปวดรวดร้าวสะท้อนออกสู่ผู้ชมอย่างไม่ประนีประนอมใดๆ

ยางยองฮี คือชื่อผู้กำกับคนดังกล่าว เธอเป็นลูกคนสุดท้อง และเป็นลูกสาวคนเดียวของตระกูลยาง ซึ่งรัฐบาลตระกูลคิมถือว่าเป็นนามสกุลซึ่งสร้างเกียรติภูมิให้แก่ประเทศชาติ (พ่อของเธอมีชีวิตอยู่ตั้งแต่ช่วงก่อนเกาหลีแยกประเทศ และเขาตัดสินใจเลือกถือสัญชาติเกาหลีเหนือด้วยความศรัทธาในอุดมการณ์ทางการเมือง) จึงได้รับอภิสิทธิ์ให้เดินทางไปใช้ชีวิตในประเทศญี่ปุ่นได้ทั้งครอบครัว – พ่อแม่ของเธอมีลูกทั้งหมดสี่คน เมื่อเติบใหญ่ขึ้นจนถึงวัยรุ่น ลูกชายทั้งสามคนก็ถูกพ่อส่งกลับเปียงยางเพื่อเข้ารับการศึกษาและบ่มเพาะทางอุดมการณ์ โดยเหลือเพียงเธอและพ่อแม่เท่านั้นที่ใช้ชีวิตในญี่ปุ่นตามเดิม

เธอตามถ่ายครอบครัวตัวเองอยู่ถึง 7 ปี ซึ่งตลอดช่วงระยะเวลานั้น ครอบครัวของเธอต้องพบกับความเปลี่ยนแปลงมากมายอันเป็นผลจากนโยบายทางการเมือง เพราะในช่วงเวลาปกติ พ่อแม่และตัวเธอเองสามารถเดินทางไปเกาหลีเหนือได้อย่างเสรีเพื่อเยี่ยมเยียนญาติมิตร แต่เมื่อรัฐบาลเปียงยางกับโตเกียวเกิดข้อขัดแย้งกันเรื่องการลักพาตัวคนญี่ปุ่นจำนวนมาก การเมืองที่ตึงเครียดทำให้ระดับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศลดเพดานลง การติดต่อไปมาหาสู่กันของตระกูลยางก็เป็นไปอย่างยากลำบาก จากที่เคยได้ไปเยี่ยมเยียนอยู่ตลอดก็ต้องลดระดับลงเหลือแค่การซื้อหาข้าวของเครื่องใช้แล้วส่งไปให้ทางไปรษณีย์

Yang Yong Hi
ยางยองฮี (Yang Yong-hi) ผู้กำกับภาพยนตร์

ภาพข่าวด้านลบของเกาหลีเหนือถูกนำเสนออย่างต่อเนื่องในโทรทัศน์ญี่ปุ่น ถูกพูดถึงอย่างต่อเนื่องในสังคมรอบข้างตัวผู้กำกับเมื่อความตึงเครียดของเหตุการณ์ทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ รัฐบาลเปียงยางหลอกลวง! ชั่วร้าย! สกปรกโสมม! น่ารังเกียจ! – การนำเสนอและคำพูดคำจาที่ไม่มีทางได้ยินในเกาหลีเหนือถูกกระหน่ำซ้ำใส่เธออยู่แทบทุกวี่วัน สิ่งที่ทำให้เธอรู้สึกเป็นทุกข์แสนสาหัสคือการที่เธอเองมีเชื้อสายเกาหลีเหนือ และเธอไม่มีศรัทธาใดๆ ทั้งต่ออุดมการณ์แบบคอมมิวนิสต์ วิธีคิดทางเศรษฐกิจแบบจูเช่ หรือความเคารพต่อท่านผู้นำอันเป็นที่รักกับท่านผู้นำตลอดกาล แบบที่พ่อแม่ของเธอเป็น ทุกอย่างที่กล่าวมาทำให้เธอปฏิเสธและเกิดอาการต่อต้านทั้งต่อครอบครัว และต่อชาติกำเนิดซึ่งกลั่นหยดเลือดที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกายเธอ

ผู้กำกับบอกให้เราฟังผ่านวอยส์โอเวอร์ว่าเธอเคยหนีออกจากบ้านไปพักใหญ่ เพราะความรู้สึกเกลียดชังที่ก่อขึ้นในตัวเองนี้ แต่สุดท้ายเธอก็ไม่อาจปฏิเสธตัวเองได้ว่ารากเหง้าของเธอมาจากที่ใด แม้มันจะเป็นรากที่เธอไม่พึงประสงค์ และไม่ใช่รากที่สมบูรณ์พอจะเติบโตเป็นต้นไม้ที่งดงามเลยก็ตามที

ความเศร้าที่เกิดขึ้นในเรื่องนั้นกัดกินสมาชิกทุกคนในครอบครัวอย่างโหดร้าย มันไม่ใช่ความผิดพลาดของความสัมพันธ์ ไม่ได้เกิดจากดราม่าความขัดแย้งภายในครอบครัว ภาพที่เราเห็นคือครอบครัวที่ค่อยๆ แตกสลายลงอย่างช้าๆ ด้วยผลลัพธ์ของนโยบายทางการเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ล้มเหลวของเกาหลีเหนือ ความแข็งกร้าวดึงดันไม่ประนีประนอมและปิดตนเองมากขึ้นทุกทีภายใต้การปกครองของคิมจองอิล ยิ่งทำให้เมื่อเวลาผ่านไปมากเท่าไร ความเป็นไปได้ที่ตระกูลยางจะได้มาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันยิ่งลดต่ำลงเท่านั้น กระทั่งในที่สุด สองฟากฝั่งของครอบครัวอาจต้องแยกขาดกันอย่างสิ้นเชิง และไม่รู้จะเป็นเช่นนี้ไปอีกนานเท่าไร

มันคือความเศร้าที่สิ้นหวัง และยิ่งสิ้นหวังกว่าเดิมเมื่อพิจารณาว่าพวกเขาไม่สามารถพูดอะไรออกมาได้

Sona the Other Myself

เด็กหญิงโซนา

เด็กหญิงโซนาถูกนำเสนอให้เป็นเสมือน “ภาพแทน” ของตัวผู้กำกับเอง ทั้งเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ สายใยที่เชื่อมโยงเธอทั้งสองเข้าหากันในฐานะครอบครัว ความไร้เดียงสาแต่เปี่ยมชีวิตชีวาของเด็กสาวยิ่งทำให้ความรู้สึกของผู้กำกับยิ่งทะลักทลายจนแทบปิดเอาไว้ไม่อยู่ ยิ่งเมื่อคิดต่อไปถึงอนาคตว่าชีวิตของเด็กหญิงคนนี้ในกรุงเปียงยางจะเป็นอย่างไรต่อไป ตัวฉันรอดพ้นมาแล้วเพราะฉันอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น แต่เด็กคนนี้ล่ะ เธอจะทำอย่างไร เพราะประกายตาแห่งความสงสัยและการตั้งคำถามกำลังคืบคลานเข้าหาเด็กหญิงคนนี้ทีละน้อยๆ จนไม่อาจคาดเดาได้เลยว่าวันใดมันจะแสดงตนอย่างเต็มศักยภาพจนไม่อาจเป็นที่ยอมรับได้ของระบอบตระกูลคิม

ตลอดระยะเวลาของหนัง เต็มไปด้วยการเล่าเรื่องทั้งด้วยภาพและการพูด การเปล่งเสียง การอรรถาธิบายขยายความเพื่อให้พื้นหลังแก่คนดู แต่เมื่อหนังเริ่มม้วนตัวเข้าสู่ช่วงท้าย ความเงียบได้แทรกตัวเข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างเต็มภาคภูมิและทรงพลัง – เพราะนอกจากผู้กำกับเองจะมีความขัดแย้งต่อทุกสิ่งที่หล่อหลอมออกมาเป็นตัวเธอ และชีวิตของเธอที่ยึดโยงกับรากแห่งความเป็นเกาหลีเหนือ ความเศร้าโศกที่พลุ่งพล่านอีกประการหนึ่งก็คือความรู้สึกผิดที่เธอคิดว่า ทำไมจึงมีเธอคนเดียวที่ ‘รอดพ้น’ จากประเทศนั้นมาได้ ในขณะที่พี่ชายและบรรดาพี่สะใภ้กับหลานๆ กลับไม่ได้รับโอกาสนั้น

ผ่านกล้องที่สั่นไหว การถ่ายทำที่ไม่ชำนิชำนาญ ภาพอันแตกพร่าและมัวซัวในบางช่วง เรากลับมองเห็นแววตาเศร้าสลดของทั้งผู้เป็นพ่อและเป็นพี่ชายของผู้กำกับ ราวกับว่าดวงตาสี่คู่นั้นกำลังท่วมท้นอยู่ด้วยการ ‘ระลึกได้’ บางประการที่ไม่อาจกลั่นออกมาเป็นคำพูดได้ ทั้งที่ไม่อาจพูดได้เพราะขัดต่อระบอบการปกครองในประเทศที่ตนใช้ชีวิตและถือสัญชาติอาศัยอยู่ และที่ไม่อาจพูดได้เพราะความรู้สึกผิดที่เอ่อทะลักอยู่ในร่างกายซึ่งกำลังค่อยๆ ทรุดโทรมลงอย่างช้าๆ ของผู้เป็นบิดา รวมถึงความเจ็บปวดของการสิ้นสลายของความรักและความศรัทธาที่คนคนหนึ่งยึดถือมาเกือบทั้งชีวิต

ภาพสุดท้ายของหนังนั้นยิ่งชวนให้ครุ่นคิด เมื่อเด็กหญิงโซนาขอให้น้าสาวปิดกล้องวิดีโอ ก่อนจะกระซิบคำถามอันใสซื่อและตรงไปตรงมา อันเป็นการสรุปห้วงคำนึงของเด็กสาวได้อย่างชัดแจ้งและน่าสะพรึง (น้าสาวของเธอสรุปคำถามนั้นมาขึ้นเป็นตัวอักษรบนพื้นสีดำในฉากจบของเรื่อง)

ราวกับว่าสายตาของเหล่าผู้ใหญ่ซึ่งพยายามเก็บงำความลับอันเจ็บปวดของตนนั้น หาได้รอดพ้นการสังเกตของเด็กน้อยไปได้เลยแม้เพียงชั่ววินาทีเดียว

  • http://www.facebook.com/people/อมรศักดิ์-ติยพงพัฒนา/100001925634382 อมรศักดิ์ ติยพงพัฒนา

    ก้านสมองของมนุษย์ คงจะคล้ายกับกิ่งของต้นไม้ ที่เมื่อโดนดัดให้เป็นยังไงตั้งแต่เริ่ม และดัดอยู่ทุกวัน เมื่อโตขึ้น รูปแบบที่จงใจดัดไว้ก็จะเป็นแบบนั้น ตามที่ตั้งใจไว้ ยึอติดและเคยชินจนทำให้ไม่มีความคิดที่จะเป็นอย่างอื่น แต่ก้านสมองมนุษย์ ก็ไม่เหมือนกิ่งของต้นไม้ซะทีเดียว เพราะมนุษย์ยังมีสิ่งวิเศษกว่าต้นไม้ นั่นคือลูกกะตาและความรู้สึก ถ้าไม่โดนล็อกไว้ในที่จำกัด ก็มีโอกาสรับรู้สิ่งที่เห็นและคิดและรู้สึกได้ด้วยตนเอง! ที่เรียกกันว่า ตาสว่าง นั่นแหละ!

  • Thaidude

    ตัวอักษรสีดำที่ปิดท้ายภาพยนตร์เขียนไว้ว่าอะไรอะครับ? คาดว่่าคงเป็นคำถามที่ทางการไม่ต้องการให้ถาม แต่ก็ยังอยากรู้ว่าโซน่าถามน้าว่าอะไรครับ

  • http://www.facebook.com/nanoguy0612 Chayanin Tiangpitayagorn

    ผมเองจำไม่ได้ชัดๆ เหมือนกันครับ (ผมดูตั้งแต่เมื่อเดือนมกราคม ปีที่แล้ว) แต่เป็นคำถามแบบที่ทางการไม่อยากให้ถามอย่างที่คุณคิด และเป็นคำถามซื่อๆ แบบเด็กๆ น่ะครับ ประมาณว่า “หนูเองก็สงสัยว่า…” อะไรประมาณนั้น ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นความสงสัยว่าทำไมหนูถึงไปหาคุณตา(ซึ่งอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น) ไม่ได้