ภายหลังที่พรรคเพื่อไทยได้ พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ หรือพี่จิ๋วของน้องๆกลับมานำทัพ ในขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ประสบปัญหาร้าวภายในจากการลาออกจากตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ของนายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ ต่อกรณีการเลือกผบ.ตร. แม้จนถึงปัจจุบันนายอภิสิทธิ์ก็ยังไม่อาจหาตัวแทนมาได้ แต่อีกด้านหนึ่งนั้นกลับเกิดการเปลี่ยนแปลงอันรุดหน้ากับพรรคการเมืองจากมวลชน ที่ว่ากันว่ามีฐานคะแนนเสียงทับซ้อนกับพรรคประชาธิปัตย์
ในที่สุดที่ประชุมใหญ่พรรคการเมืองใหม่ก็มีมติเลือก นายสนธิ ลิ้มทองกุล ขึ้นดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคตามความคาดหมาย

สนธิเชื่อมั่นว่าเขาจะได้รับความเป็นธรรมจากคำตัดสินของศาล
สนธิ ลิ้มทองกุล เริ่มงานในตำแหน่งพนักงานขายโฆษณา (AE) ด้วยเงินเดือน 8,500 บาทกับบริษัทแอซโซวิเอทเต็ด คอมมิวนิเคชั่น ขณะอายุได้ 27 ปี หลังจากเขาเดินทางกลับเมืองไทยในปี 2517 ต่อมาผันตัวเองเข้าเป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ประชาธิปไตยของณรงค์ เกตุทัต ก่อนลาออกในปีต่อมา (และในปีถัดจากนั้นวานนี้ของปี 2519 ก็เกิดเหตุล้อมปราบซึ่งถูกปกปิดมากที่สุดในเมืองไทยเหตุการณ์หนึ่ง) ถัดจากนั้นเข้าร่วมกับกลุ่ม PSA หรือกลุ่มตึกดำ ของพร สิทธิอำนวย อันเป็นมือขวาของบุญชู โรจนเสถียร ซาร์เศรษฐกิจเมืองไทย อดีตกรรมการผู้จัดการธนาคารกรุงเทพ
เมื่อพร และ สุธี นพคุณ มือขวาอีกคนหนึ่งของพร เกิดการแตกแยกกันตึกดำก็ล่มสลาย สนธิ ลิ้มทองกุล แยกออกมาตั้งกลุ่มผู้จัดการ และเริ่มต้นกับวารสารผู้จัดการรายเดือน โดยทำทุกอย่างเพียงคนเดียวตั้งแต่เขียน และหาโฆษณา หลังจากนั้นกิจการของเขาก็ดำเนินไปด้วยดี จนกระทั่งได้ออกหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ในปี 2530 ในที่สุด

ที่มาของภาพ – lungthong.com
สนธิไต่ขึ้นยอดสุดของระบบทุนนิยมพร้อมไทคูนคนอื่นๆ เมื่อเขานำกิจการของเครือผู้จัดการ (เอ็มกรุ๊ป) เข้าตลาดหุ้นไทย และเติบโตไปพร้อมกัน จากกระแสเงินทุนไหลบ่าเข้าด้วยนโยบายการเปิดวิสาหกิจการเงิน (BIBF) และการตรึงค่าเงินบาทกับเงินดอลลาร์สหรัฐฯ สนธิถึงกับเขียนบทความสนับสนุนโลกาภิวัตรจากคอลัมน์เป็นตอนๆ ในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายสัปดาห์ และภายหลังรวมเล่มตีพิมพ์ในชื่อ “โลกานุวัตร”
เป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลงในโลกในภูมิภาคนี้ โดยเหตุของการเปลี่ยนแปลง นั้นมาจากการปฏิวัติทางด้านโทรคมนาคมที่ย่อโลกให้แคบลงกว่าเก่าฯลฯ
สนธิ ลิ้มทองกุล ใช้ประสบการณ์ในความฝันนักหนังสือพิมพ์และอีกด้านหนึ่ง ในฐานะนักลงทุน ตลอดจนการที่ต้องใช้ชีวิตปีละ 6 เดือน เดินทางอยู่นอกประเทศ มาผสมผสานและตกผลึกทางความคิด และข้อคิดเห็นมาเล่าสู่กันฟัง
กิจการของสนธิ แผ่ขยายตั้งแต่สื่อสิ่งพิมพ์ครบวงจรในประเทศ ต่างประเทศ (เอเชียไทมส์) ข้อมูล สื่อสาร และแม้แต่อสังหาริมทรัพย์ ว่ากันว่าครั้งหนึ่งเขาเป็นตัวตั้งตัวตีกับรัฐบาลลาวให้ยิงดาวเทียมสองดวง เพื่อสร้างโทรทัศน์ 500 ช่อง ซึ่งเป็นหนึ่งในจิ๊กซอว์ของการทำสื่อเพื่อฟาดฟันกับรูเพิร์ต เมอร์ด็อก
ความใจป้ำ หรือใจถึงของเขานั้น วัดได้จากการเขียนเช็คมูลค่า 50,000 เหรียญบนโต๊ะอาหารเที่ยง ให้กับหนังสือโครงการไลฟ์สไตล์ฉบับหนึ่ง เพียงได้ฟังโครงการ
เมื่อความล่มสลายของเศรษฐกิจไทยกลายเป็นตาพายุวิกฤตเศรษฐกิจ แพร่กระจายไปยังประเทศเพื่อนบ้าน สนธิ และกลุ่มผู้จัดการ ก็ไม่ต่างจากไทคูนคนอื่นๆ ที่ไม่ได้มีการจัดการความเสี่ยงดีพอ เพราะทุกคนไม่คิดว่าจะมีการลอยค่าเงินบาท อันทำให้อัตราหนี้ที่กู้มาเพิ่มเป็นเท่าตัวในพริบตา ต่างชาติดึงเงินกลับ ธนาคารและสถาบันการเงินล่มสลายเป็นทิวแถว ตามมาด้วยเศรษฐกิจหดตัว
สนธิพยายามเริ่มต้นใหม่กับธุรกิจหนังสือพิมพ์รายวันอีกครั้ง และการผลักดันผ่านแผนฟื้นฟูธุรกิจ พร้อมทั้งพยายามสร้างความสัมพันธ์กับรัฐบาลประชาธิปัตย์ในสมัยนั้น เมื่อเขาแตกหักกับนายธารินทร์ นิมมานเหมินทร์ รมว. คลังขณะนั้น เครือผู้จัดการภายใต้การนำของ “พายัพ วนาสุวรรณ” ก็พุ่งคมหอกคมดาบเข้าฟาดฟัน รัฐบาลผสมของพรรคประชาธิปัตย์ด้วยข้อหา “ขายชาติ” จนกระทั่งนายชวน หลีกภัยต้องประกาศยุบสภาในที่สุด
สนธิและกลุ่มผู้จัดการหันมาให้การสนับสนุน ทักษิณ ชินวัตร และพรรคไทยรักไทย เข้าชิงอำนาจรัฐจากพรรคประชาธิปัตย์ได้ ในขณะนั้นสนธิถึงกับกล่าวชมทักษิณว่า
“เขาเป็นนายกรัฐมนตรีที่ดีที่สุดเท่าที่ประเทศไทยเคยมีมา”
สัมพันธ์ระหว่างทักษิณกับสนธิ มีอันต้องราวฉานเมื่อรายการ “เมืองไทยรายสัปดาห์” ถูกถอดออกจากช่อง 9 ทำให้เขาต้องมาจัดรายการ “เมืองไทยสัปดาห์สัญจร” ที่เวทีสวนลุมพินี โดยอาศัยสถานีโทรทัศน์เคเบิ้ลทีวีผ่านดาวเทียม ASTV ที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นทำการออกอากาศ
เมื่อทักษิณ ชินวัตรประกาศขายหุ้นทั้งหมดในกิจการเครือชินคอร์ป ให้กับเทมาเส็ก ทำให้กระแสต่อต้านรัฐบาลไทยรักไทยแพร่สะพัดราวกับไฟลามทุ่ง กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยถือกำเนิดขึ้น จากขบวนการภาคประชาชน กลุ่มสันติอโศก เครือข่ายสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ และแฟนผู้ชมของเอเอสทีวี ยังผลต่อการถอยกรูดของรัฐบาลทักษิณ จนกระทั่งจบลงด้วยรัฐประหาร 19 กันยายน 2549
สนธิ ลิ้มทองกุล และ ASTV ยังคงวิพากษ์รัฐบาลพล.อ. สุรยุทธ์ อย่างไม่ไว้หน้า แม้จะมีศัตรูร่วมเป็นทักษิณ ชินวัตรด้วยกันก็ตาม จนกระทั่งเกิดการเลือกตั้งทั่วไป พรรคพลังประชาชนซึ่งเกิดขึ้นแทนที่พรรคไทยรักไทยก็กวาดเสียงจากเหนือและอีสานกำชัยชนะเข้ารัฐสภา และเลือกนายสมัคร สุนทรเวช เข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยฟื้นตัวกลับมาขับไล่รัฐบาลสมัคร ต่อด้วยรัฐบาลสมชาย สร้างประวัติการณ์ด้วยการเข้ายึด NBT ต่อด้วยยึดทำเนียบรัฐบาล และยึดสนามบินดอนเมือง และสุวรรณภูมิในช่วงปลายปี ก่อนเกิดเหตุ 7 ตุลาคม และด้วย “ตุลาการภิวัฒน์” ก็ส่งให้นายสมชาย ต้องพ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พร้อมกับการจากไปของ “เพื่อนเนวิน” ที่ส่งผลให้อภิสิทธิ์ เวชชาขีวะขึ้นสู่ทำเนียบนายกรัฐมนตรี
อย่างไรก็ดีการขึ้นดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคการเมืองใหม่ ของสนธิ ลิ้มทองกุล ไม่เพียงแต่จะทำให้เขาก้าวข้ามจากสื่อมวลชน และผู้ตรวจสอบอำนาจรัฐ เข้าสู่การแย่งชิงอำนาจรัฐโดยตรงแล้ว อาจจะขัดต่อคำสัตย์ของเขาก่อนหน้าที่ว่า
“จำเอาไว้ วันไหนในอนาคต ตราบจนกระทั่งผมตาย ถ้าผมไปรับตำแหน่งอะไรทางการเมือง แล้วถ้าผมไม่ใช่สื่อมวลชนของท่านต่อไป เจอหน้าที่ไหน ถุยน้ำลายใส่หน้าผม ถอดรองเท้าตบหน้าผมได้ทันที”
สนธิยังประสบชะนักติดหลังด้วยคดีหมิ่นประมาทจนทำให้เขาถูกตัดสินคดี (คดียังไม่เป็นที่สุด) ไปแล้วรวมถึง 6 ปีเต็ม นี่ทำให้นายณัฐวุฒิออกมาทวงถามคำมั่นสัญญา
หากไม่คิดว่าสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นคนเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ด้วยวิชาชีพก็ต้องถือว่าเขา “เป็นผู้มาก่อนกาล” ด้วยสภาพที่ไม่พร้อมในด้านพื้นฐานนัก ทำให้เส้นทางของเขากว่าจะมาเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองนั้นวกเวียนซับซ้อน เขาเล็งเห็นกระแสการเปลี่ยนแปลงใหม่ ฉวยโอกาส จังหวะ และจัดวางตนเองในตำแหน่งอันเหมาะสม ความเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยมที่เชื่อว่าสามารถเอาชนะได้ พร้อมทั้งแสดงบทบาทอย่างเข้าถึง ทำให้ชื่อของสนธิพร้อมเป็นตัวแปรที่สำคัญตัวหนึ่งของการเมืองไทยอยู่เสมอ
นั่นก็คือตัวเขา สนธิ ลิ้มทองกุล
