Practical Report สนธิ ลิ้มทองกุล ออกอากาศ ASTV บอกลาออกจากหัวหน้าพรรคการเมืองใหม่แล้ว

นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กล่าวผ่านรายการในเอเอสทีวี เมื่อคืนวันที่ 14 พ.ค. ว่า ตนได้ยื่นใบลาออกจากการเป็นหัวหน้าและสมาชิกพรรคการเมืองใหม่ใหม่แล้วเมื่อ วานที่ผ่านมา และหลังจากนี้ ทางพรรคจะมีการประชุมเพื่อเลือกตั้งหัวหน้าพรรคคนใหม่ต่อไป

นายสนธิ กล่าวว่า เมื่อตอนที่ตนเข้ามาเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองใหม่ เมื่อปีที่แล้ว ตนบอกว่าจะเข้ามาเพียงชั่วคราวเพื่อให้พรรคเดินหน้าไปได้เท่านั้น ดังนั้นตนต้องรักษาคำพูดด้วยการลาออก เพื่อที่จะออกมาเป็นแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยอย่างเต็มตัว ร่วมกับ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง และนายพิภพ ธงไชย และเพื่อให้ออกมาทำหน้าที่สื่อมวลชน หรือพูดอะไรได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องติดเงื่อนไขต่างๆ ตามกฎหมายพรรคการเมือง

อย่างไรก็ตาม ในฐานะที่พรรคการเมืองใหม่เป็นพรรคการเมืองพรรคเดียวที่มีอุดมการณ์ของ พันธมิตรฯ ดังนนั้น ตนจะยังสนับสนุนพรรคการเมืองใหม่อย่างเต็มที่ต่อไปเหมือนเดิม

ที่มา – ASTV ผู้จัดการ

ตอนหนึ่งของการบรรยาย ในสนธิได้กล่าวว่า ตนจะลุกขึ้นมาสู้กับประชาธิปไตยตะวันตก หรือวันแมนวันโหวต โดยปัญหาทุกวันนี้มีที่มาจากนักการเมืองทั้งสิ้น สภาผู้แทนราษฎรเป็นตัวปัญหาที่แท้จริง ตนขอให้นักการเมืองทั้งหมดเลิกเล่นการเมือง 3 ปี ถวายคืนพระราชอำนาจ ให้กับพระเจ้าอยู่หัว ตั้งรัฐบาลปฏิรูปสังคม ปฏิรูปประเทศชาติ

ถ้านักการเมืองไม่เสียสละ ผมเสนอให้ทหารทำการ “ปฏิวัติ” ไม่ใช่ “รัฐประหาร” เพื่อทำภารกิจดังกล่าวให้สำเร็จ (นายสนธิยังพูดต่ออีกว่า ‘ตกใจไหมครับ’)

ทั้งนี้นายสนธิยังได้กล่าวปิดท้ายด้วยว่า การที่ตนกลับมาครั้งนี้ ตนจะกลับมาเจอกับพ่อแม่พี่น้องบ่อยขึ้นแน่นอน

  • นคร

    หนึ่งในตัวปัญหาสังคมจริงๆ

  • GU EANG

    ตอนหนึ่งของการบรรยาย ในสนธิได้กล่าวว่า ตนจะลุกขึ้นมาสู้กับประชาธิปไตยตะวันตก หรือวันแมนวันโหวต โดยปัญหาทุกวันนี้มีที่มาจากนักการเมืองทั้งสิ้น สภาผู้แทนราษฎรเป็นตัวปัญหาที่แท้จริง ตนขอให้นักการเมืองทั้งหมดเลิกเล่นการเมือง 3 ปี ถวายคืนพระราชอำนาจ ให้กับพระเจ้าอยู่หัว ตั้งรัฐบาลปฏิรูปสังคม ปฏิรูปประเทศชาติ

    ถ้านักการเมืองไม่เสียสละ ผมเสนอให้ทหารทำการ “ปฏิวัติ” ไม่ใช่ “รัฐประหาร” เพื่อทำภารกิจดังกล่าวให้สำเร็จ (นายสนธิยังพูดต่ออีกว่า ‘ตกใจไหมครับ’)

    จะปิดประเทศไปอยู่หัลงเขาว่างั้นเถอะ

  • บ้าไปแล้ว

    ทำไมเป็นอย่างงี้ไปแล้วเนี่ย ลุงสนธิ เฮ้อ…

  • nitaya

    เห็นด้วยกับความคิดเห็นของคุณสนธิค่ะ เพราะบ้านเมืองตอนนี้เต็มไปด้วยคนเกียร์ว่าง พรรคพวกของนช.ทักษิณทั้งนั้น การถวายคืนพระราชอำนาจ แล้วขอรัฐบาลพระราชทานดูจะเหมาะกับสถานการณ์ตอนนี้มากที่สุด จากนั้น แก้ไขสิ่งที่ผิดให้ถูก ทั้งในเรื่องของกฏหมายต่างๆที่ไอ้เหลี่ยมได้ทำไว้เพื่อให้เข้าทางตัวเอง ปรับความคิดของปชช.ที่รักมัน ให้มีความเข้าใจที่ถูกต้องตรงกับความเป็นจริง แก้ไขรธน.ลงโทษผู้กระทำผิดกม.เลือกตั้งด้วยโทษที่รุนแรงที่สุดคือการตัดสิทธิทางการเมืองทุกชนิดตลอดชีพ ฯลฯ เคลียร์ให้หมดทุกจุด แล้วค่อยเดินหน้าเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้งที่สุจริต โปร่งใสจริงๆ บางทีการก้าวเดินเพื่อให้ทันไปกับการหมุนของโลก อาจไม่จำเป็นเท่ากับการรู้จักตัวตนที่แท้จริงของตนเอง ของสังคม ของชาติ เพื่อการก้าวต่อไปที่มั่นคง

  • Anawat

    ขอเรียนสั้นๆ นะครับ นายสนธิ ลิ้ม… ฉลาดและแกมโกงพอๆ กับนักการเมือง สำหรับผม ถือว่านายสนธิเป็นนักการเมืองนอกระบอบประชาธิไตยในคราบสื่อมวลชน คนๆ นี้น่ากลัวครับ ส่วนใหญ่ทำทุกอย่างเพื่อประโยชน์ตนเอง

    คิดดีแล้วหรือที่เสนอแนวคิดเช่นนี้ออกมา “การถวายคืนพระราชอำนาจ… ขอความชัดเจนหน่อยครับ รัชกาลที่ 7 ท่านเคยดำรัสไว้ว่าอย่างไร…” มองให้ลึกครับว่าคนๆ นี้ต้องการอะไรอยู่ฉากหลัง….

  • ผมก็เป็นหนึ่งในนั้น

    บอกตรง ๆ นะครับ คุณสนธิ

    คุณอย่าได้ทำให้คนที่เขาเคยร่วมสู้กับคุณมา เกลียดคุณเพิ่มมากไปกว่านี้เลยครับ

    แค่นี้ล่ะครับ

  • http://ddd@ww.com เห็นต่าง

    เรียนคุณ nitaya
    1.กฏหมายต่างๆที่เข้าข้างไอ้เหลี่ยมนี่ผมว่าไม่เหลือแล้วนะครับ รฐน.50 ล้างเรียบแล้ว คดีความ ศาล องค์กรอิสระ หรือ องค์กรเฉพาะกิจที่เกิดจาก คมช. เพื่อตามกวาดล้างเรื่องของเหลี่ยนนี่ก็มีโข ยึดทรัพย์อะไรก็ยึดไปแล้ว ยังไม่พออีกหรอครับถึงขั้นต้องปิดประเทสเลยหรอครับ ผมเห็นต่างนะครับข้อนี้
    นอกเสียจากว่า กลุ่มคนที่สนุบสนุนการปิดประเทศ จะสู้กับ เหลี่ยม หรือคนที่สนับสนุน ตามแนวทางของเหลี่ยมไม่ไหว ไม่ว่าจะ เขียนกฏหมายลบเหลี่ยนมกี่ฉบับ จะเขียนให้เข้าข้าวตนเองอย่างไร จะพยายามเขี่ยเหลี่ยมให้กระเด็ยไกลแค่ใน แต่เนื้อจริงแล้ว นักเขียนกฏหมายหลายๆท่าน ตายน้ำตื้นครับ หนีคำว่า “ประชาชน” ไม่พ้นอยู่ดีเพราะยังไงเสียก็จะเขียนกฏหมายที่ใช้บังคับคนคนเดียวไม่ได้ ต้องทุกคนเท่าเทียมกันหมด มันจึงเป็นช่องว่าง หรือแม้แต่ ช่องว่างนั้นๆ ตัวพวกที่ ต่อต้านเหลี่ยมเองก็ต้องใช้เป็นรูหายใจด้วยเช่นกัน จึงไม่สามารถ เขียนกฏหมายอะไรที่เบ็ดเสร็จได้
    หากต้องการเขียนกฏหมายที่จะกำจัดเหลี่ยม ท่านต้องระบุไปเลยว่าเป็นกฏหมายที่มีผลเฉพาะบุคคล คนเดียว…. คือเหลี่ยมคนเดียวเท่านั้น…. แต่………จะมีใครกล้าทำ หรือทำได้ หรือจะมีใครยอมรับในกระบวนการร่างกฏหมายนั้นๆ …และต่างประเทศจะยอมรับในกระบวนการทางกฏหมายของไทยหรือไม่หากเขียนกฏหมายแบบนั้น นั่นอาจทำให้ไทยเสีย สิทธิทางกฏหมายได้ในระดับนานาชาติ
    ทุกวันนี้ก็เล่นตามบท รฐน.50 ซึ่งเป็นกฏหมายที่เขียนเข้าข้างใครก็ทราบกันดีในแวดวงนักกฏหมายไทย แต่จนแล้วจนรอด ทางเหลี่ยม และกลุ้มคนที่สนับสนุนเหลี่ยม ก็เล่นตาม กติกา50 เขาก็ยังถือไพ่เหนือกว่า กลุ่มคนที่ต่อต้านอยู่ดี……..มันไม่มีประโยชน์อะไรเลย……ท่านเขียนกฏให้เขาเดิน เขาก็เดินตาม แต่ดันชนะท่านอีก…..ชนะแล้วชนะอีก…..อันนี้ลองตรองดูนะครับ
    สรุป ต่อให้เขียนกฏหมายสัก 1 ล้านฉบับเพื่อขจัดเหลี่ยม แต่ตราบใด กฏหมายนั้น ยังมีผลบังคับใช้กับ ประชาชนคนไทยทุกคนโดยเท่าเทียมโดยมิได้ระบุว่าจะใช้กับบุคลใดบุคคลหนึ่ง หรือ แม้แต่ ใจกล้า ระบุไปเลย แล้ว เขาทำตามแต่ก็ยังชนะอีกอยู่ดี ผมว่าถึงวาระที่ต้องมองย้อนหลังแล้วหล่ะครับ ว่า คนส่วนนั้นเมื่อเดินตามกติกาต่างๆนาๆที่ท่านวางแล้วยังชนะอีก ก็ต้องยอมเค้าหล่ะครับ ต้องยอมรับหากมีหัวใจเป็นประชาธิปไตยอยู่บ้าง
    ……………ท่านยอมรับข้อนี้ได้หรือไม่?…………..

    2.การปรับความเข้าใจกับประชาชน ผมเห็นด้วยครับ แต่ก็ต้องฟังความทั้ง2 ข้าง หากคิดว่า มีความเสมอภาคในข้อเท็จจริง ที่สามารถนำมาหักล้างกันได้ ซึ่งก็เป็นข้อหนึ่งที่อยู่ในเจตนารม ของ รัฐมนูญ ไทย ทุกฉบับ คือ เสียงส่วนใหญ่ หลักฐานอ้างอิง ข้อเท็จจริง ความเสมอภาค ซึ่ง ต้องไม่ปิดกั้นหรือให้ ข้อมูลเชิงเดี่ยว ทางเดียว ต้องให้สิทธิในการ เสนอข้อเท็จจริงทั้ง 2ฝ่าย มิเช่นนั้นแล้วก็ไม่ต่างอะไรกับ เผด็จการ
    ……………ท่านยอมรับข้อนี้ได้หรือไม่?…………..

    3.แก้ไขรธน.ลงโทษผู้กระทำผิดกม.เลือกตั้งด้วยโทษที่รุนแรงที่สุดคือการตัดสิทธิทางการเมืองทุกชนิดตลอดชีพ ฯลฯ ………..ข้อนี้เห็นด้วยเต็ม100 แบบไม่ขอโต้แยง

    4.การถวายคืนพระราชอำนาจ แล้วขอรัฐบาลพระราชทาน ……..หากวิเคราะห์แบบนี้ ตามระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช ถือว่าถูกต้องเหมาะสม………แต่ผิดกับระบอบการเมืองการปกครองของไทยในปัจจุบัน คือประชาธิปไตย…ท่านโปรดศึกษาระบอบประชาธิปไตยเบื้องต้นให้ถ่องแท้ก่อนนะครับ ว่าไม่มีบทการ การถวายคืนพระราชอำนาจ นะครับหากเป็นใรระบอบประชาธิปไตยเพราะ อำนาจมาจากประชานชนที่เลือกตั้ง ดังนั้นแนวทางที่เหมาะที่สุดคือ คืนอำนาจแก่ประชาชนนั่นเอง จะเหมาะสมและเป็นแนวทางประชาธิปไตยมากที่สุด
    โปรดอย่าดึงสถาบันลงมาเกี่ยวข้องหากท่านต้องการว่ากันด้วยเรื่องของประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ตาม รฐน.(แม้จะ ฉบับ 50 ก็ตาม)
    เล่นตามกติกา ที่ตั้งแล้ว แพ้ก็ต้องแพ้ ชนะก็ต้องชนะ
    ……………ท่านยอมรับข้อนี้ได้หรือไม่?…………..

    5.เคลียร์ให้หมดทุกจุด แล้วค่อยเดินหน้าเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้งที่สุจริต โปร่งใสจริงๆ ………….ผมว่ามีแต่ในโลกของความฝันเท่านั้นแหละครับที่จะโปรงใส 100% มันก็ต้องมีอยู่บ้างไม่มีทางหมดสิ้นไปได้หรอกครับข้อนี้ แต่ก็เอาที่มัน สวยงามที่สุด ดูดี ดูยุติธรรมที่สุด สิครับ ฟังเสียงคนส่วนใหญ่ พรรคที่โกงเข้ามาอยู่ได้ไม่นานก็ย่อมออกลาย เดี๋ยวประชาชนที่เลือกมาก็เสื่อมศรัทธาแล้วก็ไล่ตะเพิดเอง
    แต่นี่ เขายังไม่ทันทำอะไรเลย ท่านรู้ตัวว่าเพลี่ยงพล้ำ สุ่มเสี่ยง เสียเปรียบก็เล่นมุขนี้ผมวว่าไม่สง่างามเอาเสียเลย ยังไม่เห็นน้ำตัดกระบอกกันเสียแล้ว ยังไม่ทันจะเลือกตั้งท่านก็ คิดเอาเองฟังก่อนฟังเสียง…..ประชาชนทั้งประเทศก่อน ว่าจะเอายังไง หาก ประชาชนส่วนใหญ่เห็นงามกับการเลือกตั้งครั้งที่จะมาถึงท่านก็ต้องยอมรับความเป็นจริง ……หรือหากประชาชนส่วนใหญ่ต้องการให้ปิดประเทศ ตาม สนธิว่ามา…..ทุกคนก็ต้องฟังเสียงคนส่วนใหญ่(แต่ผมว่าปิดยาก)
    มันไม่มีทางจะโปร่งใสได้ ในเมื่อ อีกฝ่ายหนึ่งไม่ยอมรับความเป็นจริงเสียเลยทั้งๆที่ตัวเองเขียนกติกานั้นขึ้นมาแท้ๆ ท่านต้องยอมรับกติกา ของตัวท่านเองที่เขียนขึ้นมาให้ได้ก่อนเป็นอันดับแรกสิ
    ……………ท่านยอมรับข้อนี้ได้หรือไม่?…………..

    6.บางทีการก้าวเดินเพื่อให้ทันไปกับการหมุนของโลก อาจไม่จำเป็นเท่ากับการรู้จักตัวตนที่แท้จริงของตนเอง ของสังคม ของชาติ เพื่อการก้าวต่อไปที่มั่นคง……………………..
    ประเทศไทยเรียนรู้การรู้จักตัวเองมากี่ปีแล้วครับ เกิดมาท่านจำความได้หรือไม่ ว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่ “กำลังพัฒนา” แล้วผ่านมากี่ปีแล้วครับ ผมเองก็อายุ 40 ปีแล้วก็ยังได้ยินคำว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่ “กำลังพัฒนา” อยู่เหมือนเดิม เราเรียนรู้ตนเองมามากพอแล้วครับ ต้องเปิดโลกทัศน์ดูนานาอารยประเทศเค้าบ้าง พัฒนาประเทศบ้าง ประเทศรอบๆข้างเราเค้าไปถึงไหนต่อไหนแล้ว
    ยกตัวอย่าง เวียดนามเค้าใช้ 3-4 G กันมากี่ปีแล้วครับ เป็นประเทศ ท่องเที่ยว ส่งออกข้าง เกินหน้าไทยเข้าไปแล้ว
    ผมว่าสาเหตุหลักที่คุณว่า เดินก้าวต่อไปที่มั่นคง ของไทยที่ไม่ค่อยมั่นคงที่ผ่านๆมา เพราะ………….. ไม่รู้แพ้ไม่รู้ชนะ ไม่รู้อภัย….ท่านต้องปรับทัศนะคติให้ได้ก่อน หาก แพ้ก็ต้องยอมรับแล้วปรับปรุงตนเอง วันหน้ายังมีโอกาศพิสูจน์ผลงานท่าน……..ถ้าชนะ ก็พัฒนารักษษผลงานคุณงามความดี ไม่หนีหายไปไหนหรอกครับ……..แต่แพ้แล้วไม่รู้จักแพ้ จะแก้กฏหมายสักี่ฉบับบให้เข้าข้างตนเอง ใหทำลายฝ่ายตรงข้าม มันไม่มีทางได้ผล มีแต่กฏหมายที่ท่านแก้โดยมุ่งผลทำลายฝ่ายตรงข้ามมันกลับมาพันคอตัวท่านเสียเองจนยุ่งเหยิ่งเหมือนทุกวันนี้แหละครับ

    ……………ท่านยอมรับข้อนี้ได้หรือไม่?…………..

    *** ผมขอสนับสนุนการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมาถึงในอีกไม่นานนี้ ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นเช่นไรผมจะยอมรับในผลการเลือกตั้งแม้จะไม่ถูกใจผม แต่มันก็คือเสียงคนส่วนใหญ่
    ขอให้ หลายๆท่าน ทิ้งอคติต่างๆไปให้หมด ตั้งแต่ หลัง 19 กย.2549 เป็นต้นมาที่บ้านเมืองขัดแย้งกันมาตลอด
    ……อีกไม่กี่เดือนข้างหน้าถึงเวลา ล้างไพ่(ตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข) คืนอำนาจให้กับประชาชน และ เลือกตั้งกันใหม่ และขอให้ยอมรับในผลการเลือกตั้ง ที่ กกต. ได้รับรองเป็นทางการแล้ว……….หากท่านๆยังมีความเป็นประชาธิปไตย และเห็นคุณค่าของเสียงส่วนมากในประเทศ ไม่ เข้าข้างตนเองจนไม่ลืมหูลืมตาฟังคนส่วนใหญ่ ไม่ลำเอียง ไม่พยาบาท ท่านต้องยอมรับให้ได้ หากยังมีความเป็นคนอยู่บ้าง……….หากไม่ยอมรับอะไรเลย ชาตินี้ขอให้ท่านเลิกเล่นกีฬาทุกชนิดนะครับ….เพราะท่านไม่มีน้ำใจและจิตวิญญาณนักกีฬาเลย ไม่รู้จัก กฏ กติกาใดๆ….(ในเมื่อการเลือกตั้งครั้งนี้ก็ยังใช้ กติกา รฐน.50)

    ……………ท่านยอมรับข้อนี้ได้หรือไม่?…………..