Practical Utopia บทสัมภาษณ์พิเศษ ทรงศัก สายเชื้อ “Think Tank จะเป็นเครื่องมือนำเสนอความคิดให้ส่วนราชการ”

เมื่อ SIU ให้ความสนใจเรื่องนโยบายสาธารณะ และความสำคัญของ think tank หรือสถาบันวิจัยเชิงนโยบาย ซึ่งทั้งสองเรื่องดังกล่าวนี้ถือเป็นเรื่องธรรมดาในประเทศที่พัฒนาแล้ว หรือประเทศที่ต้องการขึ้นมามีบทบาทนำด้านความคิดในเวทีระดับโลก เราได้ัรับคำบอกเล่าว่า ในกระทรวงการต่างประเทศ มีข้าราชการระดับสูงท่านหนึ่งที่ให้ความสนใจในการศึกษาเรื่อง think tank อย่างเอาจริงเอาจังมานาน

จนกระทั่งเราได้ถูกแนะนำให้รู้จักและสนทนากับคุณทรงศัก สายเชื้อ รองอธิบดีกรมอเมริกาและแปซิฟิกใต้ ประจำกระทรวงต่างประเทศ

เราจึงได้รับทราบว่าองค์ความรู้เรื่อง think tank และแวดวงความเคลื่อนไหวในด้านการนำเสนอทางความคิดในเวทีระดับโลกของคุณทรงศัก ต้องถือว่าจัดอยู่ในระดับที่เป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญท่านหนึ่ง ไม่เพียงเท่านี้ท่านยังเคยเคลื่อนไหวในการพยายามก่อตั้งและขึ้นรูป “เครือข่ายนักคิดเชิงนโยบาย” จากสถาบันวิจัยเชิงนโยบายด้านต่าง ๆ ในระดับชาติมาแล้ว รวมถึงการพยายามสร้างเวทีการสร้างเครือข่ายนานาชาติ อย่างการทำงานร่วมกันระหว่าง think tank ในประเทศไทย และ think tank ชั้นนำจากสหรัฐอเมริกามาแล้วด้วย

เรื่อง think tank และเรื่องนโยบายสาธารณะถือเป็นเรื่องสำคัญในการผลักดันประเด็นทางสาธารณะในสังคมที่ต้องการข้ามเป็นสังคมแห่งความรู้ การแข่งขันในเวทีระดับโลกเข้มข้นดุเดือดถึงขนาดประเทศมหาอำนาจอย่างจีน ซึ่งต้องการจะท้าชิงความเป็นผู้นำในระดับโลกอย่างอเมริกา ผลักดัน think tank ของตนเองจาก 75 แห่งขึ้นมาเป็น 425 แห่ง พลิกเป็นอันดับสองภายในหนึ่งปี แต่ก็ยังต้องถือว่าห่างชั้นจากสหรัฐอเมริกาอยู่มาก

น่าเสียดายที่สื่อไทยไม่ได้ให้ความสนใจกับรายละเอียดในเรื่องเหล่านี้ ทั้งที่เป็นเรื่องสำคัญยิ่ง

คุณทรงศักไต่เต้าขึ้นจากข้าราชการระดับเล็ก ๆ ในตำแหน่งเจ้าหน้าที่การทูต 3 กองนโยบายและแผนสำนักงานปลัดกระทรวง จนได้ดำรงตำแหน่งรองอธิบดีกรมอเมริกาและแปซิฟิกใต้ (ล่าสุดเขากำลังจะย้ายไปประจำที่สถานทูตไทยประจำกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย)

ความสนใจเรื่อง think tank ของเขาต้องถือว่าเป็นเรื่องส่วนตัว เขาต้องการเห็นการผสมผสานองค์ความรู้ในเชิงนโยบายจากแวดวงวิชาการ และนักปฏิบัติที่ทำงานอยู่ในภาคส่วนที่กำลังขับเคลื่อนประเทศชาติอยู่จริง

ในต่างประเทศจะมีการหมุนเวียนสับเปลี่ยนนักบริหารจากภาคราชการ มานั่งเป็นนักวิจัยอยู่ใน think tank เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้จากภาคทฤษฎี และภาคปฏิบัติ เป็นประจำอยู่แล้ว

คำพูดส่งท้ายของเขานั้นน่าคิดยิ่ง “ต้องการเห็นสังคมไทยเป็นสังคมที่อยู่บนพื้นฐานของความรู้ การศึกษาวิจัย การใช้วิจารณญาณที่มีข้อมูล ที่มีการศึกษารองรับ มากกว่าการใช้วาทศิลป์ในการตอบโต้กัน”

บทถอดความสัมภาษณ์ คุณทรงศัก สายเชื้อ

ถาม: สถาบันวิจัยนโยบาย หรือ think tank ที่พัฒนาแล้วในชาติตะวันตก มีความเป็นมาอย่างไรและเกี่ยวข้องอย่างไรกับนโยบายสาธารณะของประเทศ

ความเป็นมาของ think tank นั้น เริ่มนำมาใช้ในทศวรรษ 1950 ตัวสถาบันวิจัยเกิดขึ้นมาก่อน ครั้งแรกประมาณ 1863 ในอังกฤษ เกิดจากในยุคของเวลลิงตัน แม่ทัพอังกฤษที่เอาชนะนโปเลียน ได้ตั้งสถาบันชื่อว่า Royal United Services Institute for Defence and Security Studies (RUSI) ขึ้น แต่ยังไม่ได้เรียกว่า think tank แต่โดยวัตถุประสงค์แล้ว คือสถาบันที่ใช้วิจัยศึกษาเชิงนโยบาย ถือว่าเป็น think tank ที่สังกัดหน่วยงานราชการ ในช่วงต้นทศวรรษ 1910 ก็เกิด Fabian Society คือแนวคิดทางด้านสังคมนิยมเสรีซึ่งอยู่ที่พรรค Labor ของอังกฤษเป็นหลัก ต่อมาก็แพร่กระจายไปยังอเมริกา โดยถือว่า Fabian Society เป็น think tank แรกในอเมริกาที่แตกสาขามาจากอังกฤษ

ตั้งแต่ปี 1863 ถึงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 (ค.ศ.1945) think tank เกิดขึ้นไม่มาก หากจะนับได้ก็ราว 12 แห่ง จนกระทั่งสงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดการตั้ง war room (ห้องบัญชาการสงคราม) ขึ้นมา โดยเฉพาะ war room ที่กำหนดทั้งนโยบายต่างประเทศและการทหารควบคู่กัน หรือ มหายุทธศาสตร์ (grand strategy) ซึ่งถือเป็นที่มาของการเรียกว่า brain room ก่อน จึงพัฒนามาเป็น think tank จนต่อมาถูกนำมาใช้เรียก “สถาบันวิจัยนโยบาย” เพราะฉะนั้นคำเรียกที่ว่า think tank ศัพท์ที่เป็นทางการในภาษาอังกฤษคือ Policy Institute แปลเป็นไทยว่า สถาบันนโยบาย หรือ สถาบันวิจัยนโยบาย

หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา เกิด think tank เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา ซึ่งในปัจจุบันจะเห็นว่า แม้จุดเริ่มต้นจะเกิดจากอังกฤษ แต่รากฐานของ think tank ส่วนใหญ่มาจากสหรัฐอเมริกา โดย Rand Corporation ที่มี think tank ติดอันดับ top ten ของโลก จริงๆ แล้วเกิดจากรัฐบาลสหรัฐฯ ก่อน ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดจากการวิจัยทางด้านทหารและความมั่นคง หลังจากนั้น ได้ขยายเป็น think tank ที่ทำครอบคลุมทุกสาขาที่เรียกว่าเป็น comprehensive think tank ซึ่งในด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีก็ค่อนข้างมีจุดแข็ง แต่ปัจจุบันเน้นเรื่อง independent think tank กึ่งบริษัทเอกชนนิดๆ การทำวิจัยทุกเรื่องต้องเปิดเผยหมดไม่ว่าใครจะให้ทุนก็ตาม เพราะหลักการคือการให้บริการต่อสาธารณะ งานวิจัยทุกอย่างจะขึ้นเว็บไซต์เผยแพร่ฟรี บางครั้งก็พิมพ์จำหน่าย นี่คือที่มาของ think tank

RAND

เหตุที่เกิด think tank เป็นปัจจัยสำคัญ จะเห็นว่าเกิดขึ้นในสังคมอังกฤษ อเมริกา รากฐานระบอบการเมืองการปกครองก็คือ ประชาธิปไตย เพราะ think tank เกิดจากสังคมประชาธิปไตย โดยเฉพาะสังคมสหรัฐอเมริกาเป็นสังคมของการถกเถียงวิพากษ์วิจารณ์ (debating society) ที่อยู่บนพื้นฐานของการใช้ความรู้และงานวิจัยเป็นหลัก รวมทั้งเป็นสังคมที่มีลักษณะพหุสังคม คือปล่อยให้กลุ่มต่างๆ สามารถแสดงความคิดเห็นได้หลากหลาย มีเสรีภาพในการแสดงออก (freedom of expression) ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการเอื้ออำนวยต่อการเกิด think tank ขึ้นมา เสมือนเป็นวัฒนธรรม วิถีของสังคมว่า คนชอบคิด ชอบศึกษา ชอบวิพากษ์วิจารณ์ แต่อยู่บนพื้นฐานของการวิจัย การมีข้อมูลที่เพียงพอเพื่อประกอบการวิจารณ์

การที่ฐานของสหรัฐอเมริกาโตเร็วและเป็นศูนย์กลาง think tank ของโลก ก็เพราะว่า ทั้งในส่วนของค่านิยม วิถีคิด วิถีสังคมแล้ว ยังมีลักษณะทางระบบเศรษฐกิจ ระบบการไหลเวียนของสหรัฐฯ เอื้ออำนวย เพราะว่าภาคเอกชนเป็นพวกที่ชอบคิดเช่นเดียวกัน จึงให้เงินสนับสนุนกับ think tank ในที่ต่างๆ โดยที่เงินสนับสนุนนั้นสามารถนำมาหักภาษีได้ 100% จึงทำให้ think tank ของสหรัฐฯ โดยเฉพาะ Independent think tank นั้น เงินสนับสนุนส่วนใหญ่มาจากบริษัทเอกชนของสหรัฐฯ

นอกจากนี้ ตัวบุคคลที่เป็น Senior Fellow ตามภาษาของ think tank เรียกนักวิจัยว่าเป็น fellow จำนวนมากเป็นนักวิจัยอาวุโส หรือ senior fellow/scholar ก็จะไม่ใช่นักวิชาการล้วนๆ ในมหาวิทยาลัยอย่างเดียว ซึ่งอาจมีประสบการณ์ด้านวิชาการอย่างเดียว ไม่มีด้านปฏิบัติ หรือทำนโยบายมาก่อน แต่ของสหรัฐฯ มีการหมุนเวียนคนตลอด หรือเรียกว่า removing door คือคนที่ วันหนึ่งนั่งอยู่ think tank แต่อาจสลับเข้าไปอยู่ในกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ หรืออยู่ในรัฐสภาสหรัฐฯ หรืออาจจะเป็นรัฐมนตรีในบางสมัย จากนั้น พอพ้นวาระก็กลับมานั่งใน think tank สลับไปมา หรืออาจจะออกไปทาง lobbyist หรืออยู่ในภาคเอกชน และหมุนกลับมานั่งเป็นรัฐมนตรี เป็นฝ่ายบริหาร เป็นเจ้าหน้าที่อาวุโส แล้วจึงกลับมานั่งใน think tank อีก

ดังนั้น คนของเขาที่เราใช้คำว่า รอบรู้ all round คือมีประสบการณ์ทั้งเรื่องบริหารในภาคนิติบัญญัติ หรือเอกชน หรือกระทั่งบริษัท lobbyist ในการทำวิจัย นโยบาย หรือเป็น fellow/scholar ดังนั้น การมีทรัพยากร ทั้งเงิน และบุคคลไหลเข้าไปสู่ระบบ think tank จึงทำให้ think tank ขยายตัวอย่างรวดเร็ว

โดย think tank ในปัจจุบัน อย่างในเอเชียจะมีการจัดสัมมนาที่เราใช้คำว่า Track II แต่ในโลกตะวันตก การศึกษาวิจัยนโยบายของ think tank เรียกว่า Track I ½ มีความเชื่อมโยงใกล้ชิดการกำหนดนโยบาย หรือมีอิทธิพลต่อกระบวนในการกำหนดนโยบายทั้งของรัฐสภา หรือฝ่ายบริหาร ของประเทศตะวันตก ดังนั้น think tank เป็นลักษณะคล้ายกับกึ่งภาคประชาสังคม ส่วนหนึ่งของรัฐบาล โดยเฉพาะในประเทศตะวันตก think tank เป็นตัวเชื่อมระหว่างภาคประชาสังคม กับรัฐบาลและสาธารณะ และในการสื่อสารทางเลือก เพราะ think tank ไม่ได้ทำเพียงเรื่องนโยบายเพื่อรัฐบาลอย่างเดียว แต่ทำนโยบายต่อสาธารณะด้วย

Friedrich Ebert Stiftung

think tank ในภาคพื้นยุโรป เช่นในฝรั่งเศสมีที่มาที่ต่างกัน ฝรั่งเศสนั้นมีประชาธิปไตยที่รัฐมีส่วนชี้นำ ในขณะเดียวกัน think tank ที่มีลักษณะอิสระ จะไม่ค่อยมีนัก โดยมากมักจะสังกัดรัฐบาลหรือหน่วยงานรัฐ ขณะที่ เยอรมนี สแกนดิเนเวีย โดยเฉพาะ สวีเดน กับ เดนมาร์ก ถึงแม้มีจำนวนไม่มาก แต่มี think tank ระดับโลกอยู่จำนวนมาก โดยมี think tank ทั้งที่เป็นอิสระ สังกัดหน่วยงานรัฐบาล และสังกัดมหาวิทยาลัย ที่มีจำนวนหรือบทบาทเท่าๆ กัน

นอกจากนี้ เยอรมนี จะมีลักษณะเฉพาะ คือมี think tank ที่สังกัดพรรคการเมืองด้วย โดย think tank ในอันดับต้นๆ ในยุโรป อย่าง Friedrich Ebert Stiftung เป็นมูลนิธิสังกัดพรรคการเมืองเยอรมนี แต่ทำหน้าที่เป็น think tank ด้วย อยู่ในอันดับ top ten ของยุโรป ถือเป็นลักษณะเฉพาะของเยอรมนีที่มี think tank สังกัดพรรคการเมืองด้วย

อังกฤษดูเหมือนจะไม่มี

แต่อเมริกามี มี think tank ของรัฐสภาโดยเฉพาะ

ส่วนจีน มีที่มาแตกต่าง เพราะเป็นระบบสังคมนิยม ดังนั้น think tank แทบจะทั้งหมดนั้น สังกัดหน่วยงานราชการ แต่อย่างไรก็ตาม จีนได้รับอิทธิพลจากสหรัฐฯ ในแง่ของกระบวนการศึกษา วิธีคิด แม้ว่าระบบการเมืองการปกครองจะต่างกัน แต่อิทธิพลของ think tank ในสหรัฐ มีอิทธิพลต่อ think tank ในจีน หรือในส่วนอื่นๆ ของโลกเป็นอย่างมาก

ในขณะที่อินเดีย ค่อนข้างใกล้เคียงสหรัฐฯ เพราะเป็นสังคมประชาธิปไตย จึงมี think tank ที่อิสระเป็นจำนวนมาก และส่วนใหญ่ก็อยู่ในดันดับชั้นนำ เช่น Institute of Defense and Security Study สังกัดกระทรวงกลาโหม แต่มีความเป็นอิสระในทางวิชาการพอสมควร ขณะที่ think tank ในมหาวิทยาลัยของอินเดียก็มีอยู่พอสมควร และมี think tank อิสระที่เข้มแข็งและมีคุณภาพใกล้เคียงสหรัฐฯ

เบื้องหลังการสัมภาษณ์คุณทรงศัก สายเชื้อ

เบื้องหลังการสัมภาษณ์คุณทรงศัก สายเชื้อ

ถาม: ตัวชี้วัด think tank คืออะไร? ผลิตงานวิจัยออกมาเป็นจำนวนมาก หรือเป็นผลงานที่ส่งผลกระทบในระดับสูง และระดับใดมีความสำคัญที่สุด?

2 ประเด็นที่สำคัญในการจัดลำดับ think tank

1) การจัดลำดับของ think tank จะขึ้นอยู่กับคำนิยาม/คำจำกัดความ (definition) ในการก่อตั้ง think tank หรือสถาบันวิจัยนโยบาย ที่มุ่งผลิตงานวิจัยเชิงนโยบายจริงๆ เช่น การสำรวจของไทยคือการโทรไปถามสถาบันเอเชียศึกษาของไทยว่า คิดว่าสถาบันมีงานวิจัยเชิงนโยบายเท่าไหร่ คำตอบคือ 60% ซึ่งถ้าดูแล้ว จะเห็นว่าไม่เป็นไปตามคำนิยาม เพราะจะเห็นว่าในไทยนั้นมีเพียง 8 แห่ง

โดยจะจัดตามคำนิยามที่เป็นไปตาม Anglo-section base definition เป็นหลัก

2) การจัดลำดับของ think tank มีหลายสถาบันจัด แต่ที่ได้รับการอ้างอิงถึงมากที่สุดเป็นการจัดลำดับของ ดร.เจมส์ แม็กกานด์ ของ University of Sylvania ซึ่งทำร่วมกับสหประชาชาติ (UN) ตามจริงแล้ว ดร.เจมส์ฯ ทำมาก่อน ตอนหลังมาทำร่วมกับ UN ภายหลังมีการจัดลำดับ think tank ที่มีการ update ทุกปี หลักเกณฑ์ที่ใช้มีประมาณ 10 หลักเกณฑ์

เช่น 1.ดูคุณภาพของงานวิจัย 2.การเสนอแนวความคิดใหม่ๆ มีการ think out of the box มากแค่ไหน 3.มีการอ้างอิงโดยสถาบันวิชาการหรือ think tank อื่นๆ มากน้อยแค่ไหน

การอ้างอิงในหนังสือพิมพ์มากน้อยแค่ไหน เช่นการจัดนักคิดติดอันดับโลกจะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งคือ เป็น top 100 ที่อ้างอิงโดยมหาวิทยาลัย ขณะที่ top 100 ที่อ้างอิงโดยสื่อมวลชน อย่าง Henry Kissinger (อดีต รมว. ต่างประเทศสหรัฐ) อยู่ในกลุ่มที่ 1 ที่งานวิจัยหรือการพูดสุนทรพจน์ของเขาถูกอ้างอิงมากที่สุดโดยสื่อมวลชน แต่ในส่วนของการลำดับโดย ดร.เจมส์ฯ นั้น ดูทั้ง 2 ตัวประกอบกัน คือ ดูทั้งการอ้างอิงในโลกวิชาการและในสื่อมวลชนในสาขาต่างๆ

Henry Kissinger

Henry Kissinger อดีต รมว. ต่างประเทศสหรัฐ (ภาพจาก Wikipedia)

นอกจากนี้ ก็มีปัจจัยอื่นๆ เช่น ทุนสนับสนุนการวิจัยว่ามีเพิ่มขึ้นหรือลดลง เพราะมันเป็นตัวชี้วัดให้เห็นว่า ถ้าทุนสนับสนุนลดลง หมายความถึงความน่าสนใจ หรือคุณภาพของงานนั้นลดลงด้วย ทั้งหมดนี้ประกอบเป็นปัจจัยในการจัดลำดับ

การจัดลำดับอันล่าสุดคือต้นปี 2011 นี้ แต่ใช้ตัวเลขปี 2009 ค่อนข้างน่าสนใจถ้าเปรียบเทียบกับปี 2008 เพราะมีจำนวน think tank ทั่วโลกที่ให้คำนิยามและยึดถือราว 5,300 กว่าแห่ง แต่ปี 2009 เพิ่มขึ้นเป็น 6,300 กว่าแห่ง เพิ่มขึ้นเกือบ 900 กว่า think tank และที่น่าสนใจคือ การขยายตัวของ think tank ในภูมิภาคเอเชียนั้น ขยายตัวเร็วมาก เร็วที่สุด

ในปี 2008 สัดส่วนของ think tank ในเอเชียมีประมาณ 11% ใน 2009 เพียงปีเดียวเพิ่มขึ้นถึง 19% สัดส่วนของสหรัฐฯ ลดลง หมายความว่า มีการเพิ่มจำนวน think tank ที่มีอัตราที่ช้ากว่าอัตราที่เพิ่มขึ้นในเอเชีย

ในบรรดา think tank 6,305 แห่งนั้น think tank ของสหรัฐฯ ยังคงอยู่อันดับ 1 มีประมาณ 1,800-1,900 แห่ง เกิน 1 ใน 3 หรือ 40 % ที่มี think tank ในสหรัฐฯ แต่ จีนนั้น ในปี 2008 มีเพียง 75 แห่ง แต่ปี 2009 เพิ่มขึ้นถึง 425 แห่งติดอันดับ 2 ของโลก แซงหน้าอังกฤษ ญี่ปุ่น อินเดีย ที่อยู่ในกลุ่ม Top 5 และเป็นอันดับ 1 ในเอเชีย แซงหน้าอินเดียและญี่ปุ่น

ปี 2008 อินเดียมี think tank มากที่สุด ราว 121 แห่ง ตามด้วยญี่ปุ่นราว 103-105 แห่ง ขณะที่จีนมีอยู่ 75 แห่ง แต่ขณะนี้จีนมีถึง 425 แห่ง

จะเห็นได้ว่า การเติบโตของ think tank นั้นมีปัจจัยที่ลืมกล่าวไป คือ globalization เรื่องของบทบาทและกำลังอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศขึ้นมาเป็นสำคัญ จะเห็นได้ว่าใน 2-3 ปีที่ผ่านมานั้น จีนมีบทบาทโดดเด่นอย่างรวดเร็ว จีนจึงใช้ think tank มาก จะเห็นได้ว่าจีนขับเคลื่อนประเทศนั้น ใช้การศึกษาวิจัยทางนโยบาย จึงทำให้มีการขยายตัวอย่างรวดเร็วถึง หลาย 100 % จาก 75 ขึ้นมาเป็น 425 แห่ง ส่วน think tank ในละตินอเมริกานั้นเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เช่น บราซิล เม็กซิโก เปรู ขณะที่ตะวันออกกลางนั้น มีสัดส่วนเท่าเดิม แต่ think tank ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ประเทศอียิปต์ ตุรกี จอร์แดน อิสราเอล และเลบานอนที่เป็นกลุ่มหลัก

ตั้งแต่ 1990 เป็นต้นมา think tank ขยายตัวเร็วที่สุด หากดูในกราฟจะเห็นว่ามีการเพิ่มขึ้นเป็นเส้นตั้งชัน ซึ่งมีการเพิ่มจำนวนของ think tank มากขึ้นตั้งแต่ปี 1990 ต้นๆ เป็นต้นมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2000 นั้น มีการขยายตัวเป็นอย่างมากจนเส้นกราฟนั้นมีลักษณะเป็นเส้นดิ่ง จาก globalization จากความซับซ้อนของโลก จาก agenda ความซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในปัจจุบันนี้ แทบจะไม่มีประเด็นใดๆ ที่เกิดภายในประเทศ (domestic issues) และเป็นประเด็นเดี่ยว (stand alone) เพราะทุกอย่างเชื่อมโยงกับประเด็นระหว่างประเทศหมด ดังนั้น think tank จึงมีความสำคัญและขยายตัวอย่างรวดเร็วมาก

ในเมืองไทยเน้นภายในมากไป จึงทำให้ think tank นั้นไม่ได้รับความนิยมมากเท่าไหร่ เพราะไม่ได้เน้นประเด็นของภูมิรัฐศาสตร์ หรือประเด็นต่างประเทศ แต่เน้นประเด็น เศรษฐกิจ สังคม ทำให้ส่งผลใดบ้าง

ตามหลักการแล้ว think tank มีทั้งที่ศึกษานโยบายระหว่างประเทศ และศึกษานโยบายเฉพาะเรื่อง เช่น ในการจัดลำดับ ถ้าเข้าไปดูจะเห็นว่า นอกจากเป็น think tank ที่จัดเป็นภาพรวมแล้ว ส่วนใหญ่ think tank ที่ติดอันดับ top 10 เป็น think tank ที่ทำเรื่องระหว่างประเทศด้วย แต่ก็มีการจัดกลุ่ม เช่น think tank ที่ทำนโยบายการศึกษา นโยบายพลังงาน นโยบายสิ่งแวดล้อม ทำเรื่องของ urbanization ทำเรื่องของ global city การบริหารเมืองต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นต้น

เพราะฉะนั้น สถาบันศึกษาวิจัยนโยบายนั้นดูทั้ง 2 เรื่อง แต่ว่าในกรณีของประเทศไทยนั้น ผมคิดว่าเป็นส่วนสำคัญที่เราสนใจปัญหาภายในมากเกินไป โดยที่ไม่ได้เชื่อมโยงปัญหาภายในกับความเคลื่อนไหวระหว่างประเทศ ทำให้การวิจัยเชิงนโยบายในไทยนั้นเติบโตช้าหรือไม่ค่อยมี แม้กระทั่งการศึกษาภายในเอง การศึกษาในเชิงนโยบายนั้น ตามจริงก็มีอยู่ไม่มาก โดยงานวิจัยส่วนใหญ่บอกให้มีการศึกษาเชิงนโยบาย สมมติว่า เรื่องสิ่งแวดล้อม หรือ การพัฒนากองทุนชุมชน จะเห็นได้ว่าส่วนที่เป็นเนื้อหาเสนอนโยบายจริงๆ จะมีอยู่ท้ายเล่มเพียงไม่กี่หน้า ก่อนหน้านี้ จะเป็นเรื่องของภูมิหลังและการวิเคราะห์เสียเป็นส่วนใหญ่ แต่ถ้าเป็นการวิจัยเชิงนโยบายต้องมีสัดส่วนอย่างน้อย 30% ขึ้นไป จนถึง 50-60% ที่จะเสนอนโยบายหรือการวิเคราะห์นโยบายโดยละเอียด ดังนั้น การที่เราเน้นประเด็นภายในก็เป็นส่วนสำคัญ แต่วิธีคิดและการไม่ให้ความสำคัญในการศึกษาวิจัยในเรื่องนโยบาย น่าจะเป็นสาเหตุใหญ่ที่อาจจะต้องเปลี่ยนแปลง หรือกระตุ้นให้สังคมไทยเป็นสังคมที่ถกเถียง วิพากษ์ วิจารณ์ ที่อยู่บนพื้นฐานของความรู้ การศึกษาวิจัย การแสวงหาองค์ความรู้ เป็นหลักในการถกเถียง วิพากษ์ วิจารณ์ อาจจะเป็นส่วนที่ต้องกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาในส่วนนี้มากขึ้น และเร็วขึ้น

ทรงศัก สายเชื้อ

ทรงศัก สายเชื้อ ขณะให้สัมภาษณ์

คุณทรงศักฯ มีบทบาทอะไรเกี่ยวกับ think tank บ้าง?

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมานั้น กระทรวงต่างประเทศพยายามที่จะขยายบทบาทความร่วมมือกับ think tank ประเทศที่สำคัญ โดยมีเหตุผลสำคัญ 2-3 ประการ เช่น

1. การที่เราร่วมมือกับ think tank ที่มีบทบาทในประเทศที่สำคัญ ทำให้เรามีอิทธิพลหรือบทบาท มีส่วนในการเสนอแนวความคิดผ่าน think tank เหล่านี้ เพื่อมีอิทธิพลต่อการกำหนดนโยบายต่างประเทศของประเทศเหล่านั้น

2.การที่เรามีความร่วมมือกับ think tank เหล่านี้ เวลาที่เขาจัดสัมมนา ทำวิจัย หรือพูดเสนอนโยบายต่อภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ถ้ามีความร่วมมือกับเรา เขาจะพูดถึงประเทศไทย เป็นการแสดงให้เห็นจุดยืนของไทย เป็นการส่งเสริมสถานะของประเทศไทย ทั้งในประเทศนั้นและประชาคมโลก

3.เหตุผลต่อมาที่ไทยขยายความร่วมมือคือ เพื่อเอาตัวอย่าง ประสบการณ์นั้นมากระตุ้นขึ้น เพื่อให้เกิดการพัฒนาสถาบันวิจัยนโยบาย หรือ think tank ในประเทศไทย ซึ่งเราเห็นว่า ไทยยังล้าหลังอยู่มาก แม้แต่ ประเทศอย่างเวียดนาม ก็มี think tank ในความหมายของตะวันตก หรือประเทศกัมพูชาก็มี think tank มากกว่าไทย เป็นต้น

เหล่านี้ ถือเป็น 3 วัตถุประสงค์หลัก ที่เราได้เห็นกรอบความร่วมมือทางด้าน think tank กับหลายประเทศ โดยกระทรวงต่างประเทศก็มีหลายหน่วยงานที่ทำเรื่องนี้ เช่น สถาบันการต่างประเทศสราญรมย์ ที่เป็นหัวหอกสำคัญที่ไปพบกับ think tank ประเทศต่าง ๆ มีการทำ MoU ได้มีความร่วมมือต่างๆ สำนักนโยบายและแผน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มีกรมภูมิภาคถึง 4 หน่วยงาน คือ กรมอเมริกาและแปซิฟิกใต้ กรมเอเชียตะวันออก กรมเอเชียใต้ และกรมยุโรป

ที่สำคัญ เราขยายความร่วมมือที่มีผลค่อนข้างมาก คือ สหรัฐอเมริกานั้น เรามีความร่วมมือและมีเครือข่ายกับสหรัฐอเมริกาที่ค่อนข้างใกล้ชิด อย่างน้อยมีเกือบ 20 แห่งที่เรามีเครือข่าย โดย 20 แห่งนั้น อยู่ใน Top 10 หรือ Top 20 ไม่ว่าจะเป็น Brooking หรือ CSIS (Center Strategic and International Studies) AEI (American Enterprise Institute) หรือ Heritage Foundation หรือ Woodrow Wilson Center หรือ East West Center พวกนี้เรามีเครือข่ายใกล้ชิด

เมื่อปี 2008 เราได้จัด Thailand-US think tank Summit ที่ถือโอกาสในการจัดฉลองความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐฯ ครบ 175 ปี และเป็นการสร้างเครือข่ายระหว่าง think tank ไทย-สหรัฐฯ อย่างเป็นทางการครั้งแรก คนที่เป็นหัวหน้าคณะ think tank ของสหรัฐฯ 14 แห่ง คือ ดร. จอห์น แฮมเรย์ ประธานของ CSIS ซึ่งเคยเป็นอดีตรัฐมนตรีช่วยกลาโหม ปัจจุบันเป็นประธานที่ปรึกษารัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ อยู่ และจะเห็นได้จากข่าวว่า เป็นรัฐมนตรีหมายเลข 1 ที่จะเข้าแทนรัฐมนตรีโรเบิร์ต เกตต์ ซึ่งแสดงความจำนงที่จะลาออกอยู่ด้วย

thai-us-thinktank-summit

ภาพงาน Thai - U.S. Think-Tank Summit (ภาพจาก ISIS Thailand)

นอกจากนี้ ความร่วมมือของไทย-สหรัฐฯ นั้น เราจะเห็นว่าความร่วมมือสหรัฐฯ ต่อไทยนั้น ก่อนที่รัฐบาลโอบามาฯ จะเข้ามานั้น ลดลงไปมากทั้ง 2 ส่วน หรือหายไปจากจอเรดาร์เลย คือส่วนที่เป็นวิจัยนโยบาย (Intellectual landscape) ถ้าพูดถึงเอเชีย จะมุ่งไปที่จีน ญี่ปุ่น เกาหลี แต่ไม่มาที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือแม้แต่ใน Policy circle ในรัฐสภาสหรัฐฯ ในภาคบริหาร ความสำคัญของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้นค่อนข้างน้อย ไทยจึงเป็นประเทศหัวหอกในการร่วมมือกับ CSIS นั้น เราให้ความร่วมมือเช่นการให้เงินสนับสนุนส่วนหนึ่งเป็นโครงการที่มีจำนวนเงินไม่มากนัก และให้การสนับสนุนด้านวิชาการจัดตั้งเป็น Southeast Asia Research Program ขึ้นมาใน CSIS ตั้งแต่ 3 ปีที่แล้ว ซึ่งปัจจุบันนั้นได้หยุดให้เงินสนับสนุน เพราะโครงการสามารถดำเนินต่อไปได้ เพราะใช้เงินที่เป็นเงินก้นถุงของเราไปก่อตั้ง และเขาไปหาเงินจากบริษัทอเมริกันจากแหล่งอื่นๆ ในการทำวิจัย (รายละเอียดจากเว็บไซต์กระทรวงการต่างประเทศ)

ขณะนี้ Southeast Asia Research Program ใน CSIS นั้น ขยายตัวเร็วมาก และมีบทบาทสำคัญในการที่จะกระตุ้นความสนใจ หรือรัฐสภา หรือ decision maker ของสหรัฐฯ ซึ่งก็ได้ผลอย่างมาก ในการกระตุ้นของไทยนั้น มีผลอย่างมาก ทำให้เราสามารถพ่วงบทบาทไปถึงรัฐสภา/รัฐบาลของสหรัฐฯ ราวกับว่า เรามีบทบาทนำและกระตุ้นความสนใจให้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กลับไปสู่จอเรดาร์ ทั้งของภาควิจัยเชิงนโยบาย และภาคกระบวนการตัดสินใจของฝ่ายสหรัฐฯ

นอกจากนี้ ที่มีความเชื่อมโยงกันนั้น กระทรวงการต่างประเทศได้จัดตั้งโครงการไทยศึกษาขึ้นมา ขณะนี้ ประมาณ 5 มหาวิทยาลัยอยู่ในสหรัฐอเมริกา เช่น มิชิแกน, วิสคอนซิน, เมดิสัน แมรี่แลนด์, นอร์ทเธิรน อิลลินอยส์ และยูนิเวอร์แซล แคลิฟอร์เนีย แอนด์เบิร์กเลย์ เป็นต้น ซึ่งนักวิชาการที่เป็นผู้ประสานงานโครงการไทยศึกษานั้น พวกนี้ คือผู้เชี่ยวชาญทางด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เชี่ยวชาญไทย ดังนั้น ถ้าเกิดเหตุการณ์ในประเทศไทยหรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ASEAN, EAS เวลาที่รัฐสภาจะจัด public hearing ก็จะเชิญคนพวกนี้ไป เนื่องจากเราสนับสนุนคนพวกนี้ และมีการทำงานที่ใกล้ชิด ก็เหมือนเป็นปากเป็นเสียง หรือ Friends of Thailand ให้กับเราด้วย ไทยมีผลพลอยได้ในส่วนนั้นค่อนข้างมาก

นอกจากสหรัฐฯ แล้ว เราก็มีความร่วมมือกับ think tank ในอินเดีย จีน ญี่ปุ่น อังกฤษ ทั้งยังมีโครงการไทยศึกษาในอังกฤษเช่นเดียวกัน ตอนนี้กำลังขยายไปสู่ประเทศหลักๆ เช่น รัสเซีย บราซิล เม็กซิโก ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เป็นต้น ไทยพยายามสร้างเครือข่ายกับประเทศที่มีบทบาททั้งในโลกและทั้งที่เป็นศูนย์กลาง think tank ในแต่ละภูมิภาคด้วย

ทำไม คุณทรงศักฯ จึงสนใจเรื่อง think tank ซึ่งมีข้อมูลละเอียดมากทั้งในเชิงกว้างและลึก

เนื่องจากความเชื่อโดยส่วนตัวมาโดยตลอด คือการเป็นข้าราชการที่ต้องมี 2 องค์ประกอบอยู่ในตัวเอง คือ

1) เป็นผู้ปฏิบัติ (practitioner) คือเป็นนักการทูต เป็นผู้เจรจา ติดต่อ ประสานงาน การสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ การส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทย

2) การเป็นผู้ปฏิบัติที่ดี เราต้องมีวิชาการ มีวิธีคิด มีแนวคิดหนุนหลัง ต้องมีลักษณะของความเป็นนักวิชาการอยู่ในตัวด้วย เพื่อที่จะสมบูรณ์ทั้งในทางทฤษฎีและปฏิบัติ เพื่อที่จะขับเคลื่อนหรือทำงานให้เกิดผลเป็นรูปธรรมทั้งในแง่ปฏิบัติหรือนโยบาย

ซึ่งในส่วนของปัจจุบันนั้น ถือว่าสอดคล้องกับสหรัฐฯ ที่คนของเขาที่อยู่ในฝ่ายของผู้บริหารจะผ่านการเป็น think tank มาก่อนเป็นจำนวนมาก ผ่านการศึกษาวิจัย เพราะในระหว่างที่เขายังไม่ได้ไปเป็นผู้ปฏิบัติ หรือเป็นเจ้าหน้าที่อยู่ในหน่วยงาน หรือเป็นรัฐมนตรี หรือเป็นผู้กำหนดนโยบายนั้น เขาใช้เวลาช่วงนั้นในการศึกษาวิเคราะห์ สั่งสมความรู้ สร้างเครือข่าย และเมื่อเข้าไปก็ใช้ความรู้เข้าไปและใช้ความรู้อย่างเต็มที่ แต่เมื่อเขากลับออกมา ก็กลับมา update ตัวเองใหม่ ในการปรับกระบวนการความรู้ ในการเอาประสบการณ์มาแลกเปลี่ยนและนำมาใช้ ทำให้การเสนอข้อคิดเห็นและเสนอนโยบาย ที่มีลักษณะสอดคล้องกับความเป็นจริง

เพราะผู้ที่เสนอนโยบายนั้น เคยทำมาก่อนและรู้ความเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ถ้าข้าราชการในระบบของประเทศไทยก็มี 2 ลักษณะด้วยกัน คือเป็นทั้งนักวิเคราะห์หรือนักยุทธศาสตร์และเป็นนักปฏิบัติด้วย ทำให้การทำงานนั้นมีทิศทาง มีการกำหนดท่าที มีการเจรจา มีการกำหนดโครงการ มีการกำหนดกิจกรรม ซึ่งมีข้อมูลในการศึกษาวิเคราะห์ มี Intellectual Backup อยู่ข้างหลังด้วย ในฐานะที่อยู่ในกระทรวงต่างประเทศ เห็นว่าทำให้ช่วยส่งเสริมสถานะของประเทศ เพราะไทยต้องมี think tank ที่ช่วยเสนอความคิดที่เป็นระบบ เป็นวิทยาศาสตร์ในการศึกษาวิจัย และในขณะเดียวกัน think tank เป็นตัว position ของประเทศไทย ประเทศไหนที่มีบทบาทมากๆ จะมี think tank ชั้นนำที่ส่งเสริมสถานะของประเทศ อย่างสิงคโปร์ มี Rajaratnam School of International Studies (RSIS) ซึ่งไปร่วมมือกับ think tank ของอังกฤษ IISS (International Institute for Strategic Studies) จัดตั้งเป็น Forum ที่เรียกว่า Shangri-La Dialogue เป็น dialogue ทางด้านความมั่นคง ผู้นำจากทั่วโลกโดยเฉพาะรัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ นั้นต้องเดินทางมาสิงคโปร์ทุกปี เพื่อเข้า Shangri-La Dialogue เพราะฉะนั้น think tank นั้น เป็นเครื่องมือหนึ่งของนโยบายต่างประเทศในการส่งเสริมสถานะของประเทศด้วย

Robert Gates at Shangri-La Dialogue

Robert Gates รมว. กลาโหมสหรัฐที่งาน Shangri-La Dialogue 2010 (ภาพจาก IISS)

นอกจากความสนใจส่วนตัวแล้ว ผมคิดว่า think tank เป็น policy instrument ของนโยบายต่างประเทศในแง่ของการพัฒนาประเทศด้วยในภาคสังคม เช่น นโยบายการศึกษา นโยบายเศรษฐกิจ เราต้องมี think tank เป็นตัวช่วยที่สำคัญ

สำหรับหนังสือแนะนำนั้น ในภาษาไทยมีไม่ค่อยมาก ขณะที่ต่างประเทศนั้นมีอยู่หลายเล่มเช่นของ ดร.เจมส์ แม็กกานด์ มีการนำเสนอเนื้อหาสาระของ think tank อยู่ เช่น เรื่อง Global 2011 โดยจัดลำดับในปี 2009 และของ Routledge ที่เขียนถึงที่มา ที่ไป ปรัชญาเกี่ยวกับ think tank เบื้องหลังของ Anglo-American มีการนำเสนอวิธีคิดของสหรัฐฯ ฝรั่งเศส จีน ว่ามีการวิเคราะห์อย่างไรบ้าง

อยากฝากว่า แม้ว่าสถาบันศึกษาวิจัยเชิงนโยบาย หรือ think tank นั้น ราวกับว่าเป็นเรื่องไกลตัว แต่ตามจริงแล้ว ถือเป็นหัวใจสำคัญของสังคมในยุคใหม่ หรือยุค Globalization เพราะว่าการที่เราคิดจะขับเคลื่อน บุกตลาด ปลูกพืช พัฒนาระบบสาธารณสุข พัฒนาชุมชน มีปัจจัยทั้งภายนอกภายในเข้ามาเกี่ยวข้องทั้งหมด ซึ่งการศึกษาวิจัยในเชิงลึก โดยเฉพาะการศึกษาวิจัยในเชิงนโยบาย เป็นตัวช่วยที่สำคัญ เพราะผู้ปฏิบัติในภาคต่างๆ อาจไม่มีเวลาเพียงพอที่จะทำด้วยตัวเอง แต่อย่างน้อย ก็มีคนทำข้อคิดเห็นที่เสนอนโยบาย เสนอทางเลือก ให้เราเป็นผู้ตัดสินใจได้ ดังนั้น การขับเคลื่อนประเทศทั้งเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมภายใน และการขับเคลื่อนประเทศท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์หรือโลกาภิบาลนั้น มีสถาบันวิจัยในเรื่องนโยบายที่มีคุณภาพ มีปริมาณมากพอ และเป็นระบบ ที่ไม่ใช่มุ่งตอบโจทย์ของรัฐบาลอย่างเดียว อย่างที่ผมเรียนว่า ปรัชญาสำคัญของการวิจัยเชิงนโยบายนั้น ตอบโจทย์ของภาคประชาชน สาธารณะนั้น เป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้สังคมไทย เป็นสังคมที่อยู่บนพื้นฐานของความรู้ การศึกษาวิจัย การใช้วิจารณญาณที่มีข้อมูล ที่มีการศึกษารองรับ มากกว่าเราจะใช้วาทศิลป์ในการโต้ตอบกัน ทั้งยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประเทศชาติอยู่รอดและพัฒนาขึ้นไปได้ในกระแสโลกปัจจุบัน