ประสบการณ์สร้างความสมานฉันท์ของประเทศแอฟริกาใต้ในโครงการ Mont Fleur Scenario
January 28, 2010
ประเทศแอฟริกาใต้เป็นประเทศที่มีประชากรผิวดำเป็นจำนวนถึง 79% แต่ในช่วงศตวรรษที่ 17 เป็นต้นมา หลังจากแอฟริกาใต้ตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ ได้มีนโยบายแบ่งแยกสีผิว โดยให้คนผิวขาวซึ่งมีเพียง 10% เป็นชนชั้นปกครอง คนผิวดำที่เป็นประชากรกลุ่มใหญ่ของประเทศกลายเป็นทาสที่ถูกกดขี่ ไม่มีแม้แต่สิทธิ์ในการออกเสียงเลือกผู้ปกครอง

ที่มา – dipity.com
ความแตกแยกทางชนชั้นและสีผิวของแอฟริกาใต้ ส่งผลให้ประเทศเกิดการจราจลและอาชญากรรมอยู่บ่อยครั้งในช่วงทศวรรษที่ 60-70 ความไม่พอใจต่อชนชั้นปกครองมีมาอย่างยาวนานและมีการปะทะระหว่างสีผิวมาตลอด จนการปะทะที่ทวีรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนรัฐบาลแทบจะคุมสถานการณ์ไม่ได้ และกลายเป็นรัฐล้มเหลว (failed state) ใน ค.ศ. 1990 รัฐบาลผิวขาวหัวก้าวหน้าของประธานาธิบดีเดอ เคลิร์ก (De Clerk) ได้ยกเลิกนโยบายแบ่งแยกสีผิว และปล่อยตัวนายเนลสัน แมนเดลลา ผู้นำการเมืองฝ่ายผิวดำหลังจากถูกจองจำมายาวนานกว่า 27 ปี แอฟริกาใต้กลับสู่ความสมานฉันท์ เกิดการเลือกตั้งที่ประชากรทุกสีผิวมีสิทธิ์ออกเสียงเท่าเทียมกัน และพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้า จนกลายเป็นประเทศที่มีบทบาทสำคัญในทวีปแอฟริกา
ในช่วงความขัดแย้งที่รุนแรงที่สุด ได้เกิดกระบวนการยุติความขัดแย้งที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดอันหนึ่งในศตวรรษที่20 โดยช่วง ค.ศ. 1991-1992 (พ.ศ. 2534-2535) ผู้ที่เกี่ยวข้องจากทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายซ้าย ฝ่ายขวา รัฐบาล ฝ่ายค้าน ผู้นำชนเผ่าต่างๆ มาร่วมกันประชุมเพื่อมองถึงอนาคตทุกแบบที่เป็นไปได้ของแอฟริกาใต้ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับปัญหาในอนาคตที่น่าจะเกิดขึ้น กระบวนการนี้เรียกว่ากระบวนการฉายภาพฉากทัศน์อนาคต (Scenario) ดำเนินการโดยนักจำลองสถานการณ์ชื่อ อดัม คาเฮน (Adam Cahen) ซึ่งเป็นอดีตนักจำลองสถานการณ์ ที่เคยทำงานให้บริษัทน้ำมันเชลล์ โครงการนี้ถูกเรียกว่า โครงการมองต์เฟลอร์ (Mont Fleur Scenario) โดยใช้ชื่อจากรีสอร์ทที่จัดงานประชุมกัน
จุดประสงค์ของการฉายภาพอนาคตมองต์เฟลอร์ นั้น “ไม่ได้ต้องการการแตกหักในการสนทนา” แต่ “ต้องการร่วมกันกระตุ้นการถกเถียงว่าในอีก 10 ปีข้างหน้าเราต้องการเห็นสังคมเป็นแบบไหน” ในโครงการนี้ได้นำเอาคนหลากหลายอาชีพที่โดดเด่นจำนวน 22 คน เข้ามาอยู่ในวงสนทนา และสรุปการฉายภาพอนาคตออกมาเป็น 4 รูปแบบ ใช้ชื่อเรียกตามชื่อสัตว์ต่างๆ ดังนี้
- นกกระจอกเทศมุดหัวลงในพื้นทราย (Ostrich) – เป็นอนาคตแบบที่ทุกฝ่ายไม่ต้องการการเจรจา ทุกกลุ่มต่างเผชิญหน้าและตอบโต้กันด้วยความรุนแรง ช่วงนกกระจอกเทศเป็นช่วงที่อยู่ในความวุ่นวาย ไม่มีฝ่ายใดพร้อมจะมานั่งโต๊ะเจรจา ต่างคนต่างปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มตนเองเหมือนกับพฤติกรรมของนกกระจอกเทศที่เอาหัวมุดลงไปในดินไม่สนใจภาวะแวดล้อมที่เกิดขึ้นข้างนอก
- เป็ดง่อย (Lame Duck) – อนาคตแบบนี้ ทุกกลุ่มต่างเริ่มหันหน้าเข้ามาคุยกัน เกิดรัฐบาลผสมหลายพรรคเกิดขึ้นแต่ด้วยเป็นรัฐบาลผสมทำให้ไม่มีเสถียรภาพ ตลอดจนไม่สามารถควบคุมกลุ่มต่างๆ ทำให้วิกฤตทางการเมือง เศรษฐกิจยังดำรงอยู่แม้มีรัฐบาลที่ผ่านมาจากการเลือกตั้งแล้วก็ตามช่วงเป็ดง่อยเสมือนหนึ่งว่าเป็ดได้รับบาดเจ็บที่ปีกและยังไม่ทันได้รักษาให้หายก็ต้องออกวิ่ง ซึ่งเป็นเรื่องยากที่จะวิ่งหรือบินให้ได้
- อิคารัส (Icarus) – อนาคตแบบนี้คือรัฐบาลผิวดำได้รับชัยชนะในช่วงแรก แต่ก็ต้องออกนโยบายประชานิยมขึ้นเพื่อให้ได้รับเสียงสนับสนุนจากกลุ่มต่างๆ ให้รัฐบาลอยู่ต่อไปได้ นโยบายประชานิยมเหล่านี้จะก่อให้เกิดปัญหาขาดดุลงบประมาณจำนวนมาก จนวิกฤตทางเศรษฐกิจ และปัญหาสังคมตามมา เปรียบเสมือนวีรบุรุษอิคารัสในเทพนิยายกรีก ที่มีปีกเป็นขี้ผึ้ง แต่บินสูงเกินไปจนถูกดวงอาทิตย์แผ่ความร้อนลงมาทำให้ขี้ผึ้งละลายจนร่วงตกลงสู่พื้นดิน
- นกฟลามิงโกโบยบิน (Flight of the Flamingos) – เป็นอนาคตที่ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากัน สามารถจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพสูงได้ มีธรรมาภิบาล ไม่มีการคอร์รัปชั่น มีการพัฒนาการทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน สามารถสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาชนทุกกลุ่มไม่ว่าจะผิวสีใดหรือชนเผ่าใดก็ตามในประเทศ รูปแบบนกฟลามิงโกออกบินนี้ เป็นช่วงที่ทุกฝ่ายคาดหวังว่าจะเป็นและต้องการจะให้เป็นเพราะถือเป็นเป้าหมายที่ดีที่สุดที่จะนำพาความสงบสุขและยั่งยืนอย่างแท้จริงมาสู่แอฟริกาใต้
หลังจากทีมงานของโครงการมองต์เฟลอร์สรุปภาพอนาคตทั้งสี่แบบได้แล้ว จึงเผยแพร่ผลงานสู่สาธารณะ ซึ่งเป็นที่กล่าวถึงอย่างกว้างขวางในหมู่ประชากรของแอฟริกาใต้ ถึงขนาดว่าอดีตประธานาธิบดีผิวขาวคนสุดท้าย เดอเคลิร์ก ต้องกล่าวออกสื่อว่า “พวกเราไม่ใช่พวกนกกระจอกเทศ” แสดงให้เห็นว่าโครงการนี้ได้ส่งผ่านการรับรู้ถึงระดับผู้นำประเทศและรับว่าประเทศแอฟริกาใต้ต้องมีอนาคตที่สดใส
การร่วมกันสร้างฉากทัศน์อนาคตของกลุ่มอิทธิพลฝ่ายต่างๆ เป็นกระบวนการในการเปิดใจรับความเห็นและความคาดหวังของฝ่ายตรงข้าม การที่คนกลุ่มที่เคยขัดแย้งกันมีเป้าหมายร่วมกัน รู้ว่าอนาคตที่ฝันเห็นเป็นอย่างไร และอนาคตที่ไม่อยากให้เป็นมีหน้าตาอย่างไร ได้ช่วยให้ความขัดแย้งในแอฟริกาใต้บรรเทาลง จนในที่สุดสามารถเลือกตั้งทั่วประเทศโดยให้ประชากรทุกฝ่ายมีสิทธิ์ออกเสียง และประธานาธิบดีผิวดำฝ่ายสันติ เนลสัน แมนเดลา ได้รับชัยชนะ
ความสำเร็จของโครงการมองต์เฟลอร์ ทำให้ประเทศอื่นๆ ที่มีความขัดแย้งในลักษณะใกล้เคียงกัน เช่น แคว้นบาสก์ในสเปน โคลอมเบีย ปารากวัย กัวเตมาลา ไซปรัส ฯลฯ ได้นำวิธีสร้างฉากทัศน์อนาคต (Scenarios) มาสร้างความสมานฉันท์ในประเทศ
SIU มองว่า โครงการมองต์เฟลอร์และวิธีการสร้างฉากทัศน์ในอนาคต อาจเป็นทางออกหนึ่งในการสร้างความสมานฉันท์และลดความขัดแย้งในสังคมไทยได้ จึงจุดประกายเรื่องนี้ขึ้นมาในงานเสวนา ก้าวข้ามความขัดแย้งของสังคมไทย ในวันที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2553
Comments
4 Responses to “ประสบการณ์สร้างความสมานฉันท์ของประเทศแอฟริกาใต้ในโครงการ Mont Fleur Scenario”
Got something to say?






ในกรณีนี้น่ะ ต้องย้ำเยอะๆนะคะ ว่า สมานฉันท์เกิดขึนได้เพราะผู้นำประเทศมีความจริงใจอยากให้เกิดค่ะ ==>>ใน ค.ศ. 1990 รัฐบาลผิวขาวหัวก้าวหน้าของประธานาธิบดีเดอ เคลิร์ก (De Clerk) ได้ยกเลิกนโยบายแบ่งแยกสีผิว และปล่อยตัวนายเนลสัน แมนเดลลา ผู้นำการเมืองฝ่ายผิวดำหลังจากถูกจองจำมายาวนานกว่า 27 ปี แอฟริกาใต้กลับสู่ความสมานฉันท์ เกิดการเลือกตั้งที่ประชากรทุกสีผิวมีสิทธิ์ออกเสียงเท่าเทียมกัน และพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้า จนกลายเป็นประเทศที่มีบทบาทสำคัญในทวีปแอฟริกา
==> วิสัยทัศน์และความจริงใจของผู้นำประเทศสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด ชีวิตของประชาชนทุกคนในประเทศมีคุณค่าเท่าๆกัน ไม่ควรปล่อยให้มีการตายหรือบาดเจ็บเกิดขึ้นกันอีกแล้วเพื่อสนองตัณหาของใครบางคนบางกลุ่ม…
[...] [...]
[...] [...]
[...] [...]