การประกาศชัยชนะของประธานาธิบดีมหินทา ราชปักษาในเช้าวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เหนือขบวนการปลดปล่อยพยัคฆ์ทมิฬอีแลม (Liberation Tigers of Tamil Eelam หรือ LTTE) รวมถึงการประกาศสังหารนายเวฬุพิลัย ประภาการัน ผู้นำกลุ่มกบฏพยัคฆ์ทมิฬอีแลม วัย 54 ปี (และนายชาเรด แอนโธนี บุตรชายวัย 24 ปี) ถือเป็นการยุติการสู้รบตามแบบแผน (conventional warfare) นาน 25 ปี ของรัฐบาลสิงหลที่เป็นชนเชื้อสายส่วนใหญ่ในศรีลังกา ต่อความพยายามแบ่งแยกดินแดนของกบฏชาวทมิฬ ซึ่งมีเขตอิทธิพลในพื้นที่ทางตอนเหนือ และชายฝั่งแถบตะวันออกของศรีลังกา
ปูมหลัง (background)
ประเทศศรีลังกามีประชากร 20.9 ล้านคน แบ่งเป็นเชื้อสายสิงหล 75% และ ชาวทมิฬ 18% ที่เหลือเป็นแขกมัวร์และอื่นๆอีกราว 7% สำหรับชาวสิงหลซึ่งเป็นคนส่วนใหญ๋เคยอยู่ทางอินเดียตอนใต้และอพยพเข้าตั้งรกรากที่ประเทศศรีลังกาในปลายศตวรรษที่ 6 ก่อนคริสกาล แต่เมื่อถึงคริสตศตวรรษที่ 14 มีกษัตริย์ราชวงศ์หนึ่งอินเดียตอนใต้ได้ยึดอำนาจตอนเหนือของเกาะ และก่อตั้งราชอาณาจักรทมิฬขึ้น ต่อมาโปรตุเกสครอบครองศรีลังกาเมื่อศตวรรษที่ 16 ต่อด้วยดัตช์ และอังกฤษในปี ค.ศ. 1815 (พ.ศ. 2358) เป็นลำดับ ศรีลังกาได้รับเอกราชปี ค.ศ. 1948 (พ.ศ. 2491)
ภาพแสดงแผนที่ประเทศศรีลังกาและอินเดียตอนใต้, ที่มา stratfor
ภายหลังศรีลังกาได้รับเอกราช ประชาชนชาวทมิฬมีความขัดแย้งกับชาวสิงหล ต่อมาจึงเกิดกลุ่มแบ่งแยกดินแดน และพัฒนามาสู่สงครามกลางเมืองระหว่างรัฐบาลและกบฎพยัคฆ์ทมิฬอีแลมในปี พ.ศ. 2526 สงครามสองกลุ่มนี้มีการเจรจาหยุดยิงกันชั่วระยะหนึ่งในปี พ.ศ. 2544 กลุ่มพยัคฆ์ทมิฬลดข้อเรียกร้องจากการแบ่งแยกดินแดน เป็นการขอมีเขตปกครองตนเอง ปีถัดมาทั้งสองฝ่ายมีการลงนามในสัญญาหยุดยิงซึ่งมีประเทศนอร์เวย์เป็นผู้ไกล่เกลี่ย
ในปี พ.ศ. 2546 กบฏพยัคฆ์ทมิฬยื่นข้อเสนอ ให้มีรัฐบาลปกครองตนเองชั่วคราว รัฐบาลศรีลังกาปฏิเสธ แต่พยายามผลักดันแผนการกระจายอำนาจลงสู่ท้องถิ่นแทน ทั้งสองฝ่ายได้เจรจาสันติภาพมาแล้ว 8 ครั้ง ((ครั้งที่ 8 จัดขึ้นเมื่อวันที่ 28 – 29 ตุลาคม 2549 ที่นครเจนีวา โดยไม่ปรากฏผลที่สำคัญใดๆ การเจรจาจัดขึ้นที่ไทย 3 ครั้ง ในช่วงกันยายน/ตุลาคม 2545 และมกราคม 2546)) อย่างไรก็ตาม การเจรจาไม่มีความก้าวหน้า หยุดชะงักเป็นช่วงๆ อุปสรรคสำคัญของการเจรจา คือ ขาดความไว้วางใจซึ่งกันและกัน และความจริงใจที่จะยุติปัญหาอย่างถาวร จนกระทั่งราวปี 2543 ฝายกบฏพยัคฆ์ทมิฬ ก็มีการใช้ระเบิดพลีชีพ, การปะทะกันทางทหาร และการโจมตีทางอากาศ จนกระทั่งเดือนมกราคม 2551 รัฐบาลศรีลังกาก็ยกเลิกสัญญาหยุดยิงอย่างเป็นทางการ
กลุ่มกบฏพยัคฆ์ทมิฬได้พยายามพัฒนากองกำลังกึ่งทหารอย่างมาก ซึ่งไม่เพียงแต่มีกำลังทหาร แต่ยังมีปืนใหญ่ รถหุ้มเกราะ และแม้กระทั่งเครื่องบินเล็ก สำหรับกลุ่มนักรบที่ถูกฝึกให้เชี่ยวชาญการลอบสังหาร หรือการก่อการร้ายจะรู้จักกันในชื่อ “พยัคฆ์ดำ” (Black Tiger)
กลุ่มพยัคฆ์ดำมีชื่อเสียงในการปฏิบัติการระเบิดพลีชีพ กรณีที่มีชื่อเสียงที่สุดคือการใช้ระเบิดพลีชีพสังหารนายกรัฐมนตรีราจีฟ คานธีของอินเดีย ในปี 2534 กลุ่มเดียวกันนี้ยังใช้วิธีระเบิดพลีชีพสังหารบุคคลสำคัญหลายคน ซึ่งรวมถึงรัฐมนตรีและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายคน เฉพาะปีที่แล้วเมื่อวันที่ 1 มกราคม ต้องมี สส. สังเวยชีวิตให้กับระเบิดนี้ ส่วนวันที่ 8 มกราคม ก็เป็นคิวของรัฐมนตรีกระทรวงการก่อสร้างของประเทศ และรัฐมนตรีทางหลวงในวันที่ 7 เมษายน ก่อนหน้านี้ก็มีการสังหารรัฐมนตรีต่างประเทศของศรีลังกาเมื่อเดือนสิงหาคม 2548 มาแล้ว
การสูญเสียการสนับสนุนทางการเงินและการส่งบำรุงกำลังจากต่างประเทศ รวมถึงการสูญเสียศูนย์การส่งบำรุงกำลังทางน้ำ ทำให้กลุ่มกบฏพยัคฆ์ทมิฬต้องถอยร่นและพ่ายแพ้การสู้รบ
ความพยายามการก่อการร้ายและความรุนแรง
คาดกันว่า แทนที่ความพยายามแบ่งแยกดินแดนจะสิ้นสุดไปพร้อมกับการยอมแพ้ในสงครามตามแบบดังที่ปรากฎเป็นข่าวไปแล้ว กลุ่มกบฏพยัคฆ์ทมิฬจะใช้ปฏิบัติการก่อการร้าย ซึ่งก็รวมไปถึงการใช้ สตรีในปฏิบัติการระเบิดพลีชีพ ดังเช่นการลอบสังหารนายราจีฟ คานธีอีกด้วย
พื้นที่ของรัฐทมิฬนาดู ทางตอนใต้ของอินเดีย, ที่มา – วิกิพีเดีย
แม้ศรีลังกาเป็นประเทศเกาะ แต่การที่มีพรมแดนใกล้กับพื้นที่ส่วนล่างของอินเดีย โดยเฉพาะรัฐทมิฬนาดู ที่มีประชากรชาวทมิฬเป็นจำนวนมากด้วยเช่นกันแล้ว อาจทำให้พื้นที่นี้เป็นเขตหลบซ่อนของกลุ่มแบ่งแยกดินแดนชาวทมิฬ (ซึ่งตามปกติ กลุ่มพยัคฆ์ทมิฬก็ใช้พื้นที่ดังกล่าวหลบซ่อนและฝึกทหารอยู่แล้ว) เหมือนดังเช่นที่พรมแดนระหว่างปากีสถานและอัฟกานิสถาน ก็เป็นแหล่งหลบซ่อนของกลุ่มนักรบหัวรุนแรงชาวมุสลิมที่มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มอัลกออิดะห์และตาลีบันเช่นกัน
ชาวอินเดียเชื้อสายทมิฬในรัฐทมิฬนาดู เคยเห็นอกเห็นใจกลุ่มแบ่งแยกดินแดนทมิฬในศรีลังกาถึงขนาดที่ขัดขวางขบวนรถบรรทุกของทหารอินเดียในเมือง โคอิมบาโตร์ เนื่องจากพวกเขาเชื่อว่ารถบรรทุกดังกล่าวขนส่งกำลังบำรุงให้กับทหารรัฐบาลศรีลังกา
นอกจากนี้กลุ่มกบฏพยัคฆ์ทมิฬอาจสร้างความร่วมมือกับ กลุ่มกองกำลังติดอาวุธย่อยๆในอินเดีย ได้ด้วย ความร่วมมือนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะสาเหตุเรื่องอุดมการณ์แต่เป็นเรื่องผลประโยชน์ของทุกฝ่ายที่มีความร่วมมือกัน เช่นการแลกเปลี่ยนอาวุธและสินค้าเป็นต้น
ที่สำคัญในสงครามแบบการก่อการร้าย การลงทุนในการสร้างความเสียหายให้กับกองทัพฝ่ายตรงข้ามนั้นใช้ต้นทุนที่ต่ำกว่าสงครามตามแบบเป็นอย่างมากโดยเปรียบเทียบ ซึ่งเป็นหลักการของการสงครามที่ไม่เท่าเทียมกัน (asymemetric warfare) เป็นไปได้ว่าการใช้เครื่องบินพุ่งเข้าโจมตีกรุงโคลัมโบของกลุ่มพยัคฆ์ทมิฬ ในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ก็อาจได้รับแรงบันดาลใจจาก การที่กลุ่มอัลกออิดะห์ใช้เครื่องบินโจมตีตึกแฝดของสหรัฐฯ ในช่วง 9/11
ปฏิบัติการความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้น
จากการสูญเสียเครื่องบินขนาดเล็กในการรบไป ปฏิบัติการใช้เครื่องบินเพื่อโจมตีดังวันที่ 20 กุมภาพันธ์ อาจเป็นไปไม่ได้อีก กลุ่มพยัคฆ์ทมิฬอาจใช้กองกำลังขนาดเล็กเข้าจู่โจมพลเรือน ในแหล่งชุมชนชาวสิงหล หรือไม่ก็อาจมีการโจมตีกองกำลังทหาร และบุคคลสำคัญทางการเมืองในกรุงโคลัมโบ และผู้นำท้องถิ่นในเขตตอนเหนือ รวมไปถึงการโจมตีรถโดยสารและรถไฟด้วย

ภาพผู้อพยพชาวทมิฬจากพื้นที่สู้รบ รัฐบาลศรีลังกาบอกว่ามีประชาชนอาศัยอยู่ 15,000 คน แต่ตัวเลขจาก UN ระบุมีถึง 50,000 คน มีรายงานการปฏิบัติที่ย่ำแย่ต่อประชาชนจากทั้งสองฝ่าย, รัฐบาลโจมตีกลุ่มพยัคฆ์ทมิฬโดยไม่สนใจความปลอดภัยของประชาชน และฝ่ายพยัคฆ์ทมิฬที่ใช้ประชาชนเป็นโล่ห์มนุษย์ป้องการการโจมตีจากรัฐบาล, ที่มา – ไทมส์ออนไลน์
มีความเป็นไปได้สูงที่กลุ่มพยัคฆ์ทมิฬจะโจมตีเส้นทางรถไฟสาย ยัล เดวี ซึ่งเชื่อมระหว่างโคลัมโบกับวาวูนิยา ซึ่งเป็นเสมือนสัญลักษณ์เชื่อมความสามัคคีระหว่างชาวสิงหล และชาวทมิฬ ที่รัฐบาลจัดทำขึ้น
ด้วยความขัดแย้งที่เกิดขึ้นอย่างยาวนาน จากปัจจัยรากฐานด้านเชื้อชาติ การที่รัฐบาลมีการจัดการอย่างไม่เหมาะสม จนถึงปัจจัยเสริมจากต่างประเทศ แทนที่ประเทศศรีลังกาจะประสบความสงบสุขจากการสิ้นสุดของสงครามกลางเมืองที่เก่าแก่แห่งหนึ่งของเอเชีย ดังที่ชาวศรีลังกาได้หวังไว้ ซึ่งรัฐบาลจะจัดฉลองชัยชนะขึ้นในไม่ช้า แต่ในรอบถัดไปนี้ศรีลังกาอาจเผชิญการก่อการร้ายจากกลุ่มพยัคฆ์ทมิฬที่เหลืออยู่ต่อไป เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการแบ่งแยกดินแดนในที่สุด
