Practical Report เคล็ดลับที่ Steve Jobs ไม่ยอมบอกคุณ : Case Study ปาฐกถาที่ Stanford 2005

ผ่านมาแล้วหลายปีดีดัก แต่สุนทรพจน์ที่มหาวิทยาลัย Stanford ในครั้งนั้นยังคงติดตราตรึงใจไม่รู้ลืม ไม่ใช่แค่คนที่ได้ฟังในวันนั้นเท่านั้น แต่คือ “คนทั้งโลก” ที่ต่างก็หลงใหลและเกิดแรงบันดาลใจเปี่ยมล้นในการค้นหาความฝันอันยิ่งใหญ่

ในเมืองไทยก็ฮือฮาไม่แพ้กัน มีคนแปลและเรียบเรียงเป็นภาษาไทยอยู่หลายสำนวน ที่ล้วนสร้างความอิ่มหนำเบิกบานใจ ล่าสุด “คนชายขอบ” นักคิดนักเขียนไฟแรง ได้นำมารวมกับสุนทรพจน์ของสุดยอดมนุษย์อีกหลายท่าน โดยตีพิมพ์เป็นหนังสือที่ชื่อว่า วิชาสุดท้าย ซึ่งขายดิบขายดีตีพิมพ์ซ้ำแล้วซ้ำอีก

สุนทรพจน์ Stanford 2005 กระตุ้นบางอย่างในตัวเรา



ที่มา – Flickr, โดย ♥ China ♥ guccio

ผมยอมรับว่าหลงใหลและชื่นชม Steve Jobs จากปาฐกถาครั้งนั้น ทั้งที่ตัวเองไมใช่คนที่บ้าคลั่ง (Geek) ในเทคโนโลยีเลย แต่เมื่อกาลเวลาผ่านมาจนถึงวันนี้ ผมได้มีมุมมองที่แตกต่างจากความหลงใหลในวันนั้น จึงอยากลองวิเคราะห์สุนทรพจน์ Stanford 2005 จากมุมมองส่วนตัว ดังนี้

1. Connecting the dots

Jobs ได้เล่าถึงชีวิตส่วนตัวในวัยเด็กจากการเป็นมนุษย์ที่ไม่มีใครต้องการ จนกระทั่งตัดสินใจลาออกจากมหาวิทยาลัย เพื่อมาเรียนในสิ่งที่อยากเรียน แล้ววันหนึ่ง “วิชาที่เรียนเพราะรัก” ได้กลายมาเป็นองคาพยพหนึ่งในความสำเร็จของเขา

ข้อสรุปของ Jobs คือ เราไม่อาจรู้ได้เลยว่าสิ่งที่เราทำในวันนี้จะเชื่อมต่อกันอย่างไรเพื่อนำไปสู่อนาคต ดังนั้น จงเชื่อมั่นในสิ่งที่ทำ แม้ว่าจะยังไม่เห็นแสงริบหรี่เพียงนิดที่ปลายอุโมงค์ก็ตาม

วิธีการนี้เอง ที่ทำให้ Jobs ไม่เคยเหนื่อยหน่ายที่จะทำตามที่ฝัน ทำในสิ่งที่เชื่อ เพื่อจะสร้างความแตกต่างให้ชีวิต

Connecting the dots ได้จุดไฟโรแมนติคให้ลุกโชติช่วงในใจเรา จึงไม่น่าแปลกที่หลายคนจะนำมาใช้เป็นคติประจำใจ เพื่อทดลองทำในเส้นทางใหม่ๆ โดยหวังว่าทุกสิ่งจะเชื่อมต่อกันอย่างดี เพื่อปูทางไปสู่อนาคตอันสดใสเช่นเดียวกัน

แต่ยังมีอีกรายละเอียดอีกเล็กน้อยที่ Jobs ละเลยที่จะเล่าให้ฟัง นั่นคือ การ Connecting Talents จากทั่วทุกสารทิศมาช่วยสร้างความสำเร็จในทุกอย่างก้าวสำคัญของชีวิต ซึ่งไม่ใช่เพียง Steve Wozniak หรือ Jonathan Ive เท่านั้น แต่ยังมีวิศวกร นักลงทุน และสุดยอดฝีมืออีกจำนวนมากที่ Steve Jobs ได้ใช้เสน่ห์ บุคลิก และศิลปะในการเจรจา เพื่อโน้มน้าวคนเหล่านี้ให้มาร่วมกันสร้างความยิ่งใหญ่

Do you want to spend the rest of your life selling sugared water or do you want a chance to change the world?

ประโยคนี้แสดงถึงพรสวรรค์ในการ Connecting Talent ของ Jobs โดยเฉพาะเมื่อ John Sculley มีตำแหน่งที่มั่นคงในบริษัทยิ่งใหญ่เยี่ยง Pepsi แต่ยังยินดีที่จะเข้ามาร่วมเปลี่ยนแปลงโลก โดยการทำงานกับ Jobs ที่บริษัทแอปเปิ้ล ที่น่าตลกคือ John Sculley ได้เป็นส่วนหนึ่งในแนวร่วมเพื่อขับไล่ Jobs ออกไปจากบริษัทในเวลาต่อมา

มนุษย์ย่อมมีขีดจำกัดในการ Connecting the dots หรือทดลองทำสิ่งใหม่นับร้อยนับพันชนิด แล้วยังต้องคอยภาวนาให้มันมาเชื่อมต่อกัน ดังนั้น ทางที่ดีกว่า คือ Connecting Talents เพื่อให้สิ่งเก่าหรือความเชี่ยวชาญของแต่ละคนที่สั่งสมและบ่มเพาะมาหลายปีนั้น ได้เชื่อมต่อร้อยเรียงกันเป็นสิ่งใหม่ที่มีความมหัศจรรย์เหนือกว่าพลังสร้างสรรค์ของตัวเราแต่เพียงลำพัง

สมัยริเริ่มก่อตั้งบริษัทแอปเปิ้ล Jobs มักจะถูกกล่าวหาว่า “ไม่ทำอะไร นอกจากกระโดดไปกระโดดมา” ซึ่งก็น่าจะมีความจริงอยู่บ้าง เพราะความรู้ด้านอิเลกทรอนิกส์นั้น จะมีใครล้ำหน้าไปกว่า Steve Wozniak เพื่อนรักของ Jobs หากทว่าสิ่งที่ Jobs ได้มอบให้กับโลกไอที คือ การเชื่อมต่อ Talent จากทั่วทุกสารทิศเข้าด้วยกัน เพื่อรังสรรค์ผลิตภัณฑ์อันยิ่งใหญ่ ที่จะเปลี่ยนแปลงโลกไปตลอดกาล

แน่นอน Jobs มีพรสวรรค์ในเรื่องรสนิยมทางสุนทรียะและการทำเทคโนโลยีให้เป็นเรื่องง่ายและมีความสุขสำหรับผู้บริโภค แต่กระนั้นก็ต้องขอบคุณ Xerox ที่ช่วยเปิดห้องทดลอง PARCให้ Jobs ได้เชื่อมต่อนวัตกรรมสุดยอดของโลกเข้ามาในหัวของเขา

Mouse และ GUI ที่ช่วยพลิกโฉมวงการคอมพิวเตอร์ในช่วงตั้งไข่นั้น ก็คงไม่อาจเกิดขึ้นได้หาก Jobs มัวแต่ Connecting the dots ไปอย่างสะเปะสะปะ ไปนั่งเรียนรู้วิชาการและเทคโนโลยีมากมายเพียงเพื่อจะมาสร้างสรรค์ในสิ่งที่คนอื่นได้ทำไว้แล้ว ในห้องทดลองอันน่าทึ่งของ Xerox

ใช่หรือไม่ว่า สิ่งประดิษฐ์ที่ยิ่งใหญ่ในห้องทดลอง PARC ของ Xerox ก็ไม่ได้เกิดจากการ Connecting the dots ของคนเพียงคนเดียว หากทว่ามาจากConnecting Talents ให้มาร่วมกันสร้างสรรค์ความมหัศจรรย์ ที่สักวันหนึ่งจะมี Talents จากภายนอกมาช่วยกัน “หยิบยืม (Steal)” ไปใช้เพื่อเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้

Connecting the dots ช่วยปลดปล่อยตัวเราจากความหวาดกลัวที่จะเริ่มต้นสิ่งใหม่ โดยที่ไม่อาจรู้ว่าจะต้องเผชิญกับอะไรในอนาคต แต่ก็ต้องไม่ลืมที่จะ Connecting Talents เพื่อจะได้ไม่ปล่อยตัวเองให้ลอยไปตามยถากรรม และพึ่งมาค้นพบว่าสิ่งใหม่ที่เราได้ลงทุนค้นหานั้นได้มีใครสักคนบนโลกใบนี้เคยค้นพบมาก่อนแล้วและทำได้ดีกว่าเราอีกด้วย

Connecting Talents คือ การค้นหา “เพื่อนร่วมทาง” เพื่อจะได้ตามหาความฝัน Connecting the dots อย่างมั่นใจและทำได้ดีกว่าเดิม

2. You’ve got to find what you love

Jobs เล่าว่า เมื่ออายุ 30 ปี เขาถูกไล่ออกจากบริษัทที่ตนเองเป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งขึ้นมา แต่เนื่องจาก Jobs รักในสิ่งที่เขาทำ จึงไม่ย่อท้อที่จะเริ่มต้นใหม่ และกลับมาประสบความสำเร็จอีกครั้งกับบริษัท Pixar ที่ทำให้ Jobs ได้มีโอกาสสร้างนวัตกรรมใหม่ให้กับโลกภาพยนตร์

“ทำในสิ่งที่รัก” นอกจากทำให้ทุกนาทีของชีวิตมีความสุขแล้ว ยังช่วยกระตุ้นรีดเร้นศักยภาพสูงสุดในตัวเราได้มากกว่าการทำเพื่อเงินเพียงอย่างเดียว

Steve Jobs โชคดีที่ค้นพบสิ่งที่รักตั้งแต่อยู่ในวัยหนุ่ม แต่กลับโชคดียิ่งกว่าที่ได้ถูกไล่ออกจากบริษัทที่ตนเองก่อตั้งขึ้นมา เพราะนั่นคือจุดสูงสุดของบริษัทแอปเปิ้ลในอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ หลังจากนี้อุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์จะมีสมรภูมิที่ต่างออกไป นั่นคือ การต้องเลือกที่จะผลิต Hardware หรือ Software เพียงอย่างเดียว และทำให้ดีที่สุดด้วยต้นทุนที่ต่ำที่สุด ซึ่งไม่ใช่เกมที่ท่านศาสดา Jobs มีความเชี่ยวชาญหรือปรารถนาจะกระทำ

สิ่งที่ Jobs ละเลยไม่ได้บอกกับเราก็คือ “ทำในสิ่งที่รัก” ยังไม่เพียงพอ แต่ยังต้องทำในเวลาที่เหมาะสม และด้วยวิธีที่เหมาะสมอีกด้วย

เราคงบอกได้ยากว่า Bill Gates มีความรักในสิ่งที่ทำในบริษัท Microsoft มากหรือน้อยไปกว่าความรักของ Jobs ที่มีต่อผลิตภัณฑ์ของ Apple แต่สิ่งที่เรารู้ก็คือ Bill Gates ได้ทำสิ่งที่รักด้วยวิธีการและกลยุทธ์ที่ดีกว่า Jobs นั่นคือ การมุ่งไปที่ Software ไม่ใช่คอมพิวเตอร์ทั้งเครื่องแบบที่ Jobs ได้กระทำ

แน่นอนว่า Gates รักและหลงใหลในคอมพิวเตอร์ และก็เคยคิดที่จะสร้างบริษัทเพื่อขายคอมพิวเตอร์เช่นเดียวกับอีกหลายบริษัทในยุคนั้น แต่เนื่องจากตระหนักได้ว่า Software เป็นสิ่งสำคัญของคอมพิวเตอร์ และบริษัทส่วนใหญ่ยังละเลยที่จะมุ่งเป้ามาที่ตลาดนี้ Gates จึงได้ค้นพบวิธีการและกลยุทธ์ที่เหมาะสมกว่าในการทำสิ่งที่รัก แทนที่จะหลับหูหลับตาทำตามๆกันเหมือนคนอื่นในอุตสาหกรรมเดียวกัน

โชคดีที่บริษัท Traf-O-Data ของ Gates ไม่ประสบความสำเร็จ เขาจึงได้ปรับยุทธศาสตร์จากการเขียน Software ให้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ของบริษัทตัวเอง มาเป็นการสร้างบริษัท Software เพื่อขายให้กับบริษัทคอมพิวเตอร์ทั้งหลายที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในขณะนั้น และกลายมาเป็นบริษัท Microsoft ที่ยิ่งใหญ่ในเวลาต่อมา

เช่นเดียวกัน คงยากบอกได้ว่า Jobs รักในคอมพิวเตอร์หรือเสียงดนตรีมากกว่ากัน แต่กระนั้นการที่ Jobs ได้บุกเบิกเข้ามาในตลาดดนตรีด้วยการสร้าง iPod แทนที่จะหมกมุ่นตัวเองใน iMac เพียงอย่างเดียว ย่อมมาจากสาเหตุที่ว่า Jobs มองเห็นโอกาสทางการตลาดและค้นพบกลยุทธ์ที่เหมาะสมในการที่จะแทรกตัวเข้ามาในธุรกิจเครื่องฟังดนตรีนี้

การค้นหาสิ่งที่รัก เพื่อจะแปรเปลี่ยนเป็นงานที่รัก นอกจากจะทำให้เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตที่ต้องอยู่กับงานนั้นมีคุณค่าความหมายแล้ว ยังทำให้มีโอกาสสูงที่จะประสบความสำเร็จเหนือคู่แข่งที่ทำงานเพียงเพราะต้องการเงิน แต่กระนั้น การทำในสิ่งที่รักจะสำเร็จสมบูรณ์ได้ก็ต่อเมื่อสามารถค้นพบวิธีการและกลยุทธ์ที่เหมาะสมในการเอาชนะคู่แข่ง มิเช่นนั้นการทำในสิ่งที่รักก็จะกลายเป็นเพียงแค่ฝันกลางวัน

จงอย่าทำงานด้วยหัวใจหรือมันสมองเพียงอย่างเดียว เพราะคุณจะกลายเป็นบุคคลที่ล้มเหลวในยุคแห่งการแข่งขันอันเดือดพร่าน แต่จงปลดปล่อยตัวเองจากการมองสรรพสิ่งอย่างแข็งทื่อตายตัว ทั้งการปฏิเสธหัวใจตัวเอง เพราะคิดว่าทำไม่ได้ในเชิงธุรกิจ หรือการดึงดันแต่จะทำในสิ่งที่รัก ด้วยรูปแบบและวิธีการเดิมๆ โดยขาดการมองโลกอย่างเปิดกว้าง เพื่อค้นหาวิธีการและกลยุทธ์ที่ฉลาดกว่าในการทำสิ่งที่รักให้เป็นจริง

3. Stay Hungry. Stay Foolish.

Jobs บอกให้เราใช้วิธีคิดที่ว่า นี่คือวันสุดท้ายของชีวิต เพื่อที่จะปลดปล่อยตัวเราจากสิ่งที่ไร้สาระหรือมีความสำคัญในระดับรองๆลงไป เพื่อมุ่งสมาธิไปยังสิ่งสำคัญยิ่งยวดในชีวิต

“คิดถึงความตายทุกวัน” ช่วยปลดปล่อยตัวเราจากความอาย ความหยิ่ง ความกลัว และความคาดหวังจากคนรอบข้างทั้งมวล เพื่อสร้างอิสระทางความคิดและเปิดมุมมองที่กว้างไกลให้กับญาณหยั่งรู้ (Intuition) และการทำในสิ่งที่หัวใจปรารถนา

สิ่งที่ Jobs ไม่ได้บอกเราก็คือ การคิดถึงความตายเป็นเพียงการสร้างอิสรภาพให้กับความคิดในตัวเราเท่านั้น แต่ยังต้องอาศัย “ข้อมูลจากภายนอก” เพื่อนำไปสู่การหยั่งรู้ทางธุรกิจและค้นพบความปรารถนาในใจเรา

Jobs ดูเหมือนจะเป็นคนที่หยิ่งยโสและเชื่อมั่นในความคิดของตัวเองอย่างหัวชนฝา แต่กระนั้น Jobs ก็เป็นคนที่ใฝ่รู้และค้นหาความจริงจากโลกภายนอกอยู่เสมอ ตั้งแต่ในวัยหนุ่มที่เดินทางไปอินเดียเพื่อแสวงหาความลุ่มลึกทางจิตวิญญาณจากปรมาจารย์ในเทือกเขาหิมาลัย ต่อมาก็ยังยื่นข้อเสนอให้ Xerox ลงทุนในบริษัท Apple ได้ 1 ล้านดอลลาร์ เพื่อแลกกับการได้เข้าเยี่ยมชมศูนย์วิจัย PARC และหลังจากถูกไล่ออกจากบริษัท ก็ยังไปคลุกคลีกับวงการวิชาการที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด โดยเฉพาะการได้พบกับ Paul Berg นักไบโอเคมีที่ได้รับรางวัลโนเบล จนนำไปสู่ไอเดียธุรกิจในการสร้างคอมพิวเตอร์สำหรับตลาดมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นไปสู่การก่อตั้งบริษัท NeXT

Stay Hungry ก็คือ การกระตุ้นเร้าจากเสียงภายใน ที่ตระหนักรู้ว่าความตายอาจกำลังมาเยือนตัวเรา ดังนั้น จึงต้องเร่งกระหายที่จะทำในสิ่งที่ปรารถนา แต่เราจะไม่มีวันรู้ว่าตนเองต้องการอะไร และจะใช้วิธีใดในการบรรลุความต้องการ หากไม่รู้จักคำว่า Stay Foolish นั่นคือ การยอมรับว่า “ไม่รู้” และเปิดโอกาสให้ความรู้จากภายนอกได้เข้ามาเติมเต็ม

Jobs เลิกเรียนมหาวิทยาลัยแต่กลางคัน ชอบหมกมุ่นกับตัวเอง และไม่นิยมให้บริษัทของตนเองลงทุนด้านR&D แต่กระนั้น Jobs ก็เป็นผู้แสวงหาความรู้ในรูปแบบที่หลากหลายและบางครั้งก็ยังขัดแย้งอยู่ในที ตั้งแต่ปรัชญา Zen และการหลุดพ้นแบบโลกตะวันออก พรมแดนความรู้ใหม่ทางวิทยาศาสตร์ชั้นแนวหน้าของโลกตะวันตก จนกระทั่งสุนทรียะของโลกแห่งดนตรีและศิลปะ ฯลฯ ทั้งหมดนี้ได้เป็นวัตถุดิบชั้นเลิศในการหล่อหลอมให้ Jobs สามารถประสบความสำเร็จในโลกธุรกิจและชีวิต

จงเชื่อมร้อยเสียงภายในให้เป็นหนึ่งเดียวกับเสียงภายนอก แล้วตกผลึกกลั่นกรองเป็นนวัตกรรมที่มีความโดดเด่นเฉพาะตัว (Originality) เพื่อจารึกร่องรอยอันสุขุมของเราไว้ในหน้าประวัติศาสตร์หนึ่งของโลกใบนี้

3 เรื่องเล่าของ Jobs ในงานรับปริญญาที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด นับเป็นคัมภีร์สำหรับสำเร็จกิจการใหญ่โดยไม่ต้องสงสัย แต่การอ่านตามตัวอักษรโดยไม่พิเคราะห์ไตร่ตรองและค้นคว้าเพิ่มเติมย่อมเป็นเรื่องที่ผิดพลาด เพราะชีวิตของคนๆหนึ่งนั้น ยังมีอะไรมากกว่าสิ่งที่พูดออกมา

จงฟังในสิ่งที่เขาพูด แต่จงเชื่อในสิ่งที่เขาทำ

  • http://www.ipattt.com ipattt

    ชอบบทความนี้นะครับ :)

    ความจริงมีหลายสิ่งมากที่เราไม่เคยได้รู้จากสตีฟจ๊อปจริงๆ
    เช่นกลวิธ๊ในการผลิตสินค้าคุณภาพสูงในจีนโดยความลับไม่รั่วไหล
    และการผลิตสินค้านวตกรรมที่มี error ต่ำมาก

    แสดงว่าเค้ามีคนที่มีฝีมือมาช่วยมากจริงๆครับ

    ผมเองเป็นนักดนตรีก็หลงไหล Garageband มาก
    โปรแกรมนี้เป็นโปรแกรมทางศิลปเสียงที่เยี่ยมและ Mass มาก
    ไม่มีทางเขียนโดยโปรแกรมเมอร์ทั่วไปที่ไม่มีใจรักในเสียงดนตรีแน่นอน
    การกำหนดเป้าหมายมาตรฐานของ function ในโปรแกรมและfeeling
    นั้นเป็นสิ่งที่น่าทึ่งจริงๆครับ อะไรคือแรงจูงใจของวิศวกรเหล่านี้ ถ้าไม่ใช่ Jobs

  • http://polypink.com Wit

    วันนี้กำลังจะเริ่มต้นทำบางอย่าง แล้วก็นึกถึงปาฐกถาครั้งนี้ขึ้นมา เลยลอง search บน Google แล้วก็มาเจอเวปนี้เขียนถึงพอดี ยังไม่ได้อ่าน post นี้ทั้งหมดแต่อยากบอกว่าปาฐกถาครั้งนี้สร้างแรงบันดาลใจมากๆ

  • big

    ยินดีครับ Wit ผมเองได้ได้รับจากเพื่อนสนิทที่สุดของผมคนหนึ่ง “สุรศักดิ์ ธรรมโม” ซึ่งได้เปลี่ยนชีวิตผมไปในหลายทิศทาง

    ผมอ่านนับครั้งไม่ถ้วน ซึมซาบกับรสละมุนในทุกครั้งที่ผ่านประกายตา ค้นพบในสิ่งใหม่ทุกครั้งที่ลิ้มรส

    ขอบคุณที่สำหรับ “บทความ” ครับ

  • คุณ ipattt ครับ

    รู้สึกว่า Garageband จะพัฒนามาจากทีมของ Emergic ที่สร้าง Logic Audio นั่นแหล่ะครับ

    ก็ Apple ไปซื้อ Emergic มาเป็นของตนเพื่อกักทางไม่ให้นักดนตรีที่ยึดถือใน interface ของ Logic หันไปใช้ PC ต่อไป แล้วก็เอาคนของ Emergic พร้อมกับ engine กับความรู้เดิมมาทำรุ่นที่มัน Pop ขึ้น ก็ออกมาเป็น Garageband นี่แหล่ะครับ

    เขาไม่ได้เริ่มพัฒนาโปรแกรมนี้จาก 0 + พลังศรัทธาหรอกครับ พลังเงินทั้งนั้นครับเรื่องพวกนี้ พอทำเสร็จแล้วค่อยมาพูดให้มันสวยงามอีกที

  • เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์

    “คุณสามจุด” พลังเงินอย่างเดียวไม่พอนะครับ ต้องพลังความคิดด้วย

    การเลือกที่จะซื้อบริษัทใด ไม่ซื้อบริษัทใด ก็ต้องใช้ความคิด ต้องดูว่าเข้ากับกลยุทธ์ของเราหรือไม่ ฯลฯ

    “นักสร้างสรรค์” ที่ดีไม่ควรเริ่มจาก 0

  • “คุณสามจุด” พลังเงินอย่างเดียวไม่พอนะครับ ต้องพลังความคิดด้วย

    เห็นด้วยครับ

    แต่ในบริบทที่ผมเขียนนั้น ผมอ้างอิงจากคุณ ipattt ในreply ที่1 เรากำลังอยู่ในประเด็นที่ว่า

    “อะไรคือแรงจูงใจของวิศวกรเหล่านี้ ถ้าไม่ใช่ Jobs”

    ผมเลยพยายามสื่อว่า แรงจูงใจหลักของวิศวกรเหล่านั้น คือ เงินครับ เพราะเขาโดนซื้อบริษัทมา ทั้งที่ก่อนหน้านั้นเขาเคยสร้างของที่มีคุณภาพและมืออาชีพสุดๆมาแล้วด้วยซ้ำ ดังนั้นการมาสร้าง Garageband นั้น ไม่ได้ยากหรือต้องใช้แรงจูงใจอะไรมากนักเลย (ถ้าไม่นับ วิธีการบริหารของ Jobs ที่เป็นเผด็จการเต็มรูปแบบ ทำให้งานออกมาลงตัวและไม่วุ่นวาย เหมือนการบริหารแบบ MS)

    แต่แน่นอนครับ ถ้าขยับประเด็นไปคุยเรื่องมุมมองจากนายทุนอย่าง apple เขาต้องใช้ความคิดอยู่แล้วครับ แต่ก็ใช้ความคิดเพื่อสร้างเงินอยู่ดีนี่ครับ สุดท้าย เงินก็คือตัวdrive ให้สิ่งต่างๆมันเกิดขึ้นที่ apple ทั้งนั้น (ส่วนจะมีเรื่อง ศรัทธา ความคิด มายา อะไรมาเสริมนั้น มันก็แน่นอนครับ มันมีอยู่แล้ว) แต่มันคนละประเด็นกันกับที่ผมพยายามจะสื่อสารกับคุณ ipattt อยู่ดีครับ

    แถมผมก็ไม่ได้บอกว่า ใช้พลังเงิน”อย่างเดียว” น่ะครับ ผมแค่บอกว่า มันไม่ได้มาจาก 0 + ศรัทธา ^__^” ลองจ๊อบส์ไม่มีเงินให้สิครับ apple คงเหลือแต่เด็กจบใหม่ อยากสร้าง Resume ทั้งนั้น พวกมีประสบการณ์หรือพวกที่มีความสามารถจริงๆก็คงแยกย้ายไปหมดครับ แล้ว Emegic ก็คงไม่มาทำงานให้ Apple หรอกครับ บริษัทอื่นที่มีความคิด แต่ไม่มีเงินก็จ้างคนเก่งๆมาทำงานด้วยยากครับ

    ผมคิดว่าเป็นที่รู้กันแล้วเสียอีก ว่าเวลาเราคุยถึงอะไรสักอย่าง มันไม่ได้แปลว่าเราไม่ได้คิดว่ามันจะไม่มีอย่างอื่นอีกเลย (เช่นการที่ Jobs พูดที่ Stanford แล้วพูดแค่สามประเด็น ก็ไม่ได้แปลว่า มันไม่ได้มีประเด็นอื่นอีกเลยที่ทำให้เขามีวันนี้ ผมว่านักเรียนที่ Stanford ก็น่าจะเข้าใจลอจิกนี้ดีน่ะครับ แต่ Jobs น่าจะอยากพูดเรื่องที่มันเอาไปเล่าต่อได้ตื่นเต้นกว่ามากกว่า เผลอๆเขาไม่ได้เขียนเองด้วยซ้ำ)

  • ขออภัยครับ บริษัทเก่าที่ทำ Logic เขาชื่อ Emagic ผมเขียนชื่้อเขาผิดไป

  • http://polypink.com Wit

    เรื่องของการซื้อ product หรือซื้อยกบริษัทแล้วมาพัฒนาต่อผมคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ “ต้อง” ทำในยุคที่การแข่งขันในตลาด media production software เน้นเรื่องการ “ครบเครื่อง” แล้วล่ะครับ

    ลองดูการแข่งขันของค่ายใหญ่อย่าง Apple VS Adobe จะชัดเจนเลยครับ

    เดิมที Apple มี Final Cut Pro อยู่ในมืออยู่แล้ว (ผมไม่แน่ใจว่าเป็นของ Apple ตั้งแต่ต้นหรือไปซื้อมา) แต่ถ้าต้องการจะต่อกรกับ Adobe ที่มีตัวนำอย่าง Premiere และ After Effect คงจะไม่ทันกินแน่ถ้าจะเริ่มพัฒนา software ตั้งแต่ 0 ทำให้ Apple เลยไปซื้อ DVD Studio มาเพื่อเป็น Authoring software และก็ไปซื้อ Color มาเพื่อเป็น Color Collection แล้วมัดรวมออกมาเป็น Final Cut Studio

    ฝั่ง Adobe ที่เดิมทีเน้นเรื่องภาพมาตลอด แต่ไม่เคยมีเรื่องเสียงเลย ก็ไม่คิดที่จะเริ่มพัฒนาของใหม่ตั้งแต่ 0 เหมือนกัน หันมาใช้วิธีซื้อ โดยไปซื้อบริษัทผู้ผลิต Cooledit Pro (ผมจำชื่อบริษัทไม่ได้) แล้วนำเอา CoolEdit Pro มาพัฒนาต่อยอดเป็น Audition / Soundbooth

    ที่มาแบบไม่พัฒนาอะไรมาก่อนเลยก็คือ Sony ที่เล่นไปเหมาบริษัท Sonic Foundry มาทั้งบริษัท ยก product เขามาหมดโดยไม่ต้องเปลี่ยนชื่อ แค่เอาคำว่า Sony ใส่เข้าไปข้างหน้า ทั้ง Vegas (ตัดวีดีโอ), Sound Forge (ตัดเสียง) , Acid (ทำดนตรี)

    ผมเริ่มต้นเห็นด้วยกับคุณ3จุดนะครับ ว่าการจะทำแบบนี้มันต้องมีเงิน แต่ผมก็เห็นด้วยกับคุณเจริญชัยในเรื่องการใช้พลังความคิด ซึ่งตรงนี้ผมว่าทุกบริษัทใช้พลังความคิดในการดูทิศทางตลาด และวิเคราะห์แล้ัวว่าการเริ่มต้นพัฒนาจาก 0 ไม่ทันแน่ๆ จากนั้นก็ต้องมาคิดอีกว่าจะลงเงินไปซื้อเจ้าไหนดี ผมลองคิดเล่นๆดูว่าถ้าวันนั้น Apple เลือกซื้อ Steinberg แทนที่จะเป็น eMagic ผมว่าโลก audio ในวันนี้คงเปลี่ยนไปอีกมุมนึงเหมือนกัน

    การใช้เงินจำนวนมากไปซื้อบริษัทจนดูเหมือนใช้เงินนำความคิดเนี่ย ผมกลับมองว่าเป็นการให้เกียรติและคุณค่าของความชำนาญเฉพาะทางของแต่ละบริษัทเหมือนกันนะครับ อย่าง eMagic นี่เขาชำนาญเรื่อง music software มานาน ถ้า Apple ต้องจ่ายเงินจำนวนมากแลกกับความสามารถของทีมนี้ ผมว่าก็สมควรนะครับ :)

  • ไม่ได้จะต่อล้อต่อเถียงน่ะครับ

    แต่อีกครั้งครับ ประเด็นที่ผมเขียนนั้นอยู่ในบริบทที่ว่า “วิศวกรที่ทำ Garageband ได้แรงบันดาลใจมาจากอะไร” ผมก็เลยบอกว่า โลกมันไม่ได้สวยงามขนาดนั้นหรอก ก็ apple ้เล่นมาซื้อบริษัทเขา แถมมาสั่งให้ทำโปรแกรมสำหรับคนทั่วไปใช้ มันไม่ได้ยากหรือต้องอาศัยแรงใจมากมาย เพราะมันไม่ได้ว่าหาวิศวกรมานั่งนับหนึ่งใหม่ที่ไหน ซึ่งมันคนละเรื่องกับประเด็นที่ว่า”การเอาเงินไปซื้อบริษัทอื่นนั้นปรกติสมควรหรือไม่” หรือ “การซื้อบริษัทคนอื่นนั้นต้องใช้ความคิดไหม” น่ะครับ

    ส่วน Adobe ที่เราใช้ๆกันนี่ ก็แทบไม่มีอันไหนคิดเองมาแต่ต้นแล้วล่ะครับ แต่มันก็คนละเรื่องกับประเด็นที่ผมพยายามสื่ออยู่ดี

    (ผมว่าผมเขียนชัดแล้วน่ะ ว่าผมกำลังคุยกันอยู่ในประเด็นไหน)

  • เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์

    “ไม่ถือเป็นการต่อล้อต่อเถียง” หรอกครับ ผมยินดีอย่างยิ่งที่มี comment คุณภาพจากคุณสามจุด

    แต่บางครั้ง “การสื่อสาร” ก็มีผิดพลาด ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์

    ผมรู้สึกดีใจและภูมิใจ ที่ตลอด 2 ปีที่เว็บนี้ได้เดินทางมา มีคนคุณภาพเข้ามา comment ไม่ขาดระยะ และส่วนใหญ่จะสุภาพและมีเหตุผล

    แน่นอน “เห็นต่าง” เป็นเรื่องธรรมดา แต่การเถียงที่รุนแรงที่สุดของ SIU ก็ยังอยู่ในขอบเขตที่เหมาะสมเสมอ

    ไม่ได้ชมตัวเอง แต่อยากบอกว่า “ขอบคุณ” ทุกท่านที่เข้ามาถกเถียงในเว็บนี้อย่างมีคุณภาพ โดยเฉพาะความเห็นต่างที่เต็มไปด้วยเหตุผล ไม่ใช่เห็นต่างแบบข้างๆคูๆ ที่ผมเห็นมาในหลายเว็บ จนกลัวว่าสักวันจะเกิดในเว็บของเราบ้าง

    ขอบคุณที่มอบแต่สิ่งดีๆให้กับ SIU

  • http://polypink.com Wit

    ขอบคุณทั้งคุณ3จุด และคุณเจริญชัยครับ

    ความเห็นของคุณ 3จุดทำให้ผมเริ่มอยากรู้เหมือนกันครับว่าจุดเริ่มต้นในการสร้าง audio-software ของบริษัทที่ถูกซื้ออย่าง Emagic ในการสร้าง GarageBand กับบริษัทที่ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อสร้าง software ที่เขาอยากสร้างเอง เช่น Ableton หรือแม้กระทั้ง Emagic ในช่วงแรกๆที่ทำ Logic นั้นมีวิธีการคิดหรือแรงบันดาลใจอย่างไร

    ปล. ผมเพิ่งเคยเข้าเวป SIU เป็นครั้งแรก และกำลังงงว่าทั้งสองท่านข้างบนนี่นอนกันดึกขนาดนี้เลยเหรอครับ