Practical Report ปรเมศวร์ มินศิริ : Steve Jobs ประเทศไทย


“ปรเมศวร์ เป็น idol สไตล์นักบุกเบิก ทำงานประเภท breakthrough อ่าน trend ขาด เหนือกว่าผู้อยู่ในวงการเดียวกัน ยากนักที่จะผู้ใดสร้าง Breakthrough ถึงสองในช่วงระยะเวลาไม่กี่ปี”

(สุดยอดคำชื่นชมจากพี่ “ธันยวัชร์ ไชยตระกูลชัย” นักกลยุทธ์ผู้เฉียบคม คนหนึ่งของเมืองไทย ซึ่งผมแอบหยิบฉวยมาจาก “บทสังสรรค์ทางปัญญาก่อนฟ้าสาง – ณ ลานทวิทเตอร์”)

……………………………

จังหวะแรกที่ผมได้พบกับพี่ “ปรเมศวร์ มินศิริ” ในร้านกาแฟสตาร์บัคส์ Central World ผมรู้สึกถึง “พลังขับเคลื่อน” ในทุกอณูของกล้ามเนื้อและบุคลิก ในใจจึงอดอุทานไม่ได้ว่า

“จอมคน” ต้องเป็นเช่นนี้

ฉับพลันนั้น ผมบังเกิดความรู้แจ้งขึ้นมาในทันทีว่า เหตุใด “ราชันแห่งการบริหารจัดการ” อย่าง Jack Welch จึงให้ความสำคัญกับ Energy และ Energizers มาเป็น 2 อันดับแรกของภาวะความเป็นผู้นำ (Leadership) พี่ปรเมศวร์ทำให้ผมรู้สึกว่า ชายคนนี้พร้อมจะเปิดรับและมองหาโอกาสใหม่อยู่เสมอ ไม่ใช่แค่คิด แต่ลงมือทำด้วยความทรหดอดทน

นอกจากมีพลังขับเคลื่อน (Energy) ในทุกอณูของชีวิตแล้ว เขายังทำให้คนรอบข้างรู้สึกมีชีวิตชีวา (Energizers) รู้สึกว่าโลกนี้เต็มไปด้วยโอกาสและแรงบันดาลใจ

หลังจากนั้น ผมได้พบกับพี่ปรเมศวร์อีกครั้ง ในงาน BarCamp และได้โอกาสฟัง “ความหลัง” เมื่อครั้งยังเป็นนิสิตในคณะวิศวะจุฬาฯ พี่ปรเมศวร์เป็นคนริเริ่มบุกเบิกในการทำกิจกรรมสร้างสรรค์เพื่อหารายได้ให้กับชุมนุมวิชาการ และเนื่องจากอยากจะเสพอรรถรสของภาพยนตร์ แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ พี่ปรเมศวร์จึงคิดกิจกรรมรีวิวเนื้อหาภาพยนตร์ เพื่อแลกกับการได้ชมภาพยนตร์จากร้านวีดีโอ

ความคิดริเริ่ม (Originality) และไม่หยุดนิ่งในการค้นหาสิ่งใหม่ๆ ตั้งแต่อยู่ในรั้วมหาวิทยาลัยหรือก่อนหน้านั้น ได้ทำให้พี่ปรเมศวร์วิ่งเข้าหาโอกาสใหม่ๆในชีวิต และหนึ่งในนั้นก็คือ การเสกสร้างเว็บไซต์ Sanook ที่กลายเป็น “ตำนาน” ลือลั่นในวงการไอทีเมื่อเกือบสิบปีที่แล้ว

23 กรกฎาคม 2552 เป็นโอกาสครั้งใหญ่ของผมในการ “เปิดตัวหนังสือ The Big Secret” และเป็นโอกาสอีกครั้งที่ผมจะได้รับฟังประสบการณ์อันหลากล้นด้วยแรงบันดาลใจของพี่ปรเมศวร์ โดยเฉพาะเมื่อเว็บไซต์ Sanook ที่ทำเพราะความสนุกของพี่ปรเมศวร์ ได้แปรเปลี่ยนชีวิตของเด็กหนุ่มธรรมดาที่เต็มไปด้วยแรงบันดาลใจและความใฝ่ฝันให้กลายเป็นเศรษฐีเงินล้านขึ้นมาในชั่วพริบตา

หากเป็นคนธรรมดา อาจจะหยุดความฝันและแรงบันดาลใจไว้ที่ตรงนี้ ปลดปล่อยตนเองให้เพลิดเพลินกับความมั่งคั่งที่ได้รับมาอย่างเต็มที่ แต่ชีวิตของจอมคนย่อมมีประสบการณ์ที่ไม่ธรรมดา ด้วยสายโซ่ของเหตุการณ์พิสดารมากมาย ได้ทำให้ชายคนนี้ต้องกลับเข้าสู่วงการไอทีอีกครั้งหนึ่งด้วยการปลุกปั้น Kapook ขึ้นมาเป็นเว็บยอดนิยมอันดับต้นๆของเมืองไทย

Keep Walking คือ ประโยคธรรมดาที่ใครๆก็พูดได้ แต่ประโยคนี้ได้นำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงอีกครั้งหนึ่งในชีวิตของพี่ปรเมศวร์ ในห้วงจังหวะที่ลังเลระหว่างยุทธศาสตร์ Exit Strategy หรือการสร้างกิจการดีๆขึ้นมา ขายทิ้ง และลาออกไปนั่งเสพสุข กับการทำในสิ่งที่รัก แม้ว่าจะต้องเริ่มต้นใหม่ และอาจจะต้องเหน็ดเหนื่อยปวดร้าวในการต่อสู้ฟาดฟันอันหนักหน่วงในโลกธุรกิจ

หากพี่ปรเมศวร์ไม่ตัดสินใจ Keep Walking ในวันนั้น ก็คงไม่มีตำนานอันลือลั่นบทที่สอง “Kapook” เว็บไซต์ที่เป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่ เต็มแน่นไปด้วยสาระและคุณค่าความรื่นรมย์ แต่สิ่งที่สำคัญคือ การพิสูจน์ว่า คนไทยไม่ควรหยุดยั้งความสำเร็จไว้เพียงแค่ครั้งเดียว แต่ควรจะขยายความสำเร็จนั้นออกไปให้เต็มล้นกว่าเดิม โดยต้องไม่ลืมว่า “เศรษฐกิจโลก” ในวันนี้กำลังมีปัญหา ทุกประเทศได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้า การลุกขึ้นมาทำอะไรดีๆ โดยเฉพาะธุรกิจที่มีนวัตกรรม ซึ่งนำไปสู่การจ้างงานและสร้างช่องทางธุรกิจให้คนอื่นเข้ามาต่อยอด ถือว่าเป็น “ภาระหน้าที่” ซึ่งคนไทยพึงมีต่อกัน

ยิ่งกว่านั้นพี่ธันยวัชร์ พิธีกรรายการ ยังได้สรุปอย่างเห็นภาพชัดเจนว่า พี่ปรเมศวร์เปรียบได้กับ Steve Jobs จอมคนผู้สร้างตำนานความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ถึง 2 ครั้งในชีวิต แน่นอนว่า Steve Jobs ก็ต้องเผชิญกับความลังเลระหว่างการตัดสินใจใช้ชีวิตอย่างสุขสบายกับเงินที่ได้มาจากความสำเร็จครั้งแรก กับการเริ่มต้นใหม่ในวงการไอที เพื่อสร้างความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่อีกครั้ง

หาก Steve Jobs ตัดสินใจเลือกความสนุกสบายหรูหรา โลกก็คงไม่ได้รับโอกาสในการรื่นรมย์ไปกับเสียงดนตรีผ่านเครื่องเล่น iPod โลกคงขาดแคลนประสบการณ์และรสสัมผัสจากสุดยอดมือถือยี่ห้อ iPhone และเศรษฐกิจอเมริกาก็คงยิ่งแย่หนักกว่าที่เป็นอยู่ เพราะขาดแคลนสุดยอดบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Apple ที่ช่วยสร้างรายได้ให้กับประเทศปีละหลายหมื่นล้านดอลลาร์

แน่นอนว่า ความสำเร็จของ “จอมคน” จากมหาอำนาจอย่างประเทศอเมริกา ย่อมเหนือล้ำกว่า “จอมคน” จากประเทศเล็กๆอย่างไทย แต่กระนั้น “คุณูปการ” ในฐานะนักบุกเบิกและสร้างสรรค์นวัตกรรมที่ Breakthrough ถึงสองครั้งสองหน ย่อมเป็นสิ่งที่ประเทศชาติควรภาคภูมิใจ

ความสำเร็จของ “จอมคน” ย่อมไม่อาจเกิดขึ้นได้ด้วยลำพังคนเดียว “จอมคน” จะต้องมีทีมงานที่ยอดเยี่ยม และพี่ปรเมศวร์ได้เผยเคล็ดลับให้ฟังว่า “ผมให้อิสระลูกน้องในการทำงาน ผมจะไม่บังคับ เพราะเชื่อว่าแต่ละคนมีความถนัดของตนเอง การให้เขาทำในสิ่งที่รัก เราย่อมได้รับผลงานที่ดีที่สุด” นี่คือ ความพิเศษสุดๆของผู้นำในยุคศตวรรษที่ 21 ซึ่งนอกจากตนเองจะมีความกระหาย (Stay Hungry. Stay Foolish) ในการทำสิ่งที่รักอย่างเต็มไปด้วยพลังสร้างสรรค์(Energy) แล้วยังกระตุ้นและเผื่อแผ่พลัง (Energizers) ไปยังทีมงานและผู้ใกล้ชิดอีกด้วย

ท่ามกลางงานเปิดตัวหนังสือ The Big Secret ที่ผมทั้งตื่นเต้นและยินดีนี้เอง ยามใดที่ผมมองไปยังพี่ปรเมศวร์ จะพบกับแววตาที่เชื่อมั่นและให้กำลังใจ ซึ่งช่วยขับเคลื่อนให้ผมเกิดพลังและความมั่นใจจะต่อสู้ฝ่าฟัน เพื่อส่งมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับแฟนหนังสือของผม

นี่คือ “บุคลิกภาพจอมคน” ที่เจิดจ้าซึ่งช่วยจุดประกายเติมเต็มให้คนรอบข้าง พัฒนาตนเองไปสู่ความสำเร็จ

อย่างไรก็ตาม พี่ปรเมศวร์ได้เคยสารภาพกับผมว่า “คนส่วนใหญ่มักจะสนใจแต่ความสำเร็จของพี่ แต่จริงๆแล้วพี่ล้มเหลวมากกว่าสำเร็จเสียอีก เพียงแต่คนไม่ค่อยพูดถึงกัน” สิ่งนี้จึงเป็นอุทาหรณ์ที่สอนใจคนไทยทุกคนว่า ในเส้นทางแห่งความสำเร็จนั้น มันไม่เคยโรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่หากเราต้องการที่จะสร้างปรากฎการณ์อันยิ่งใหญ่ให้ชีวิตและประเทศชาติอย่างพี่ปรเมศวร์ เราก็ไม่ควรท้อถอย แต่ต้องปลุกเร้าทุกอณูพลังของชีวิต เพื่อคิดค้นสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ และผลักดันไปสู่ความสำเร็จ

Keep Walking. Don’t Settled.

  • OX

    “ทำงานประเภท breakthrough” ????

  • http://twitter.com/bordyn บดินทร์

    Breaking Status Quo ?

    ชักอยากรู้จักเหมือนกัน แฮะ

  • http://xxx.kapook.com นักศึกษาฝึกงาน

    น่ายกย่องครับ โดยเฉพาะเทคนิคการทำ SEO ที่ breakthough จริงๆ

  • JiM

    เอิ่มม ขอขัดนิดนึง รู้สึกจะใช้คำว่า Breakthough ผิดความหมายกันนะครับ

  • Tinuviel

    เว่อร์ไปไหมคะ เปรียบกับ Steve Jobs เลยเหรอ

  • เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์

    แบบนี้ดีกว่าครับ ต้องเปรียบเทียบผ่านขนาดกิจการ การถือหุ้น และ GDP ประเทศ จึงจะรู้ว่าเว่อร์หรือไม่

    เพราะอเมริกา GDP มากกว่าไทยหลายเท่า ดังนั้น ต้องย่อส่วนลงมาครับ

  • JiM

    ผมเข้าใจว่าคุณ Timuviel พูดในแง่ไอเดียมากกว่าแง่ตัวเงิน นะครับ
    ความสำเร็จของ Steve Jobs คือ Creativity และ Imagination กล่าวคือ
    สินค้าทั่วไปจะสร้างขึ้นมาเพื่อสนองความต้องการของผู้บริโภคที่มีอยู่ในขณะนั้น
    ตัวอย่างเช่น บริษัทรถยนต์ สร้างรถพลังงานไฟฟ้า เพื่อสนองความต้องการด้านสิ่งแวดล้อม
    แต่ความเหนือชั้นของ Jobs คือสามารถสร้างสินค้าที่คนไม่ได้นึกถึงมาก่อนว่า need
    แล้วทำให้คนเกิดความกระหายอยากได้อย่างมากมาย เช่น ก่อนจะมี Mouse ก็ไม่ได้มีใคร
    สนใจจะต้องการพัฒนา Mouse หรืออยากได้ Mouse (เพราะนึกไม่ออก – ตรงกันข้ามกับ
    รถพลังงานทางเลือกที่คนก็อยากได้ และผู้ผลิตก็แย่งกันพัฒนา)

    ผมไม่ได้ว่า sanook.com ไม่เจ๋งนะครับ sanook.com ถือเป็นความสำเร็จเชิงธุรกิจ
    ในแง่การตลาด การเงินการลงทุน การจัดการ อาจจะได้ 8 หรือ 9 เต็มสิบ แต่ในแง่
    Creativity แล้วผมให้ 0 เพราะ sanook ก็คือการนำเอาไอเดีย Yahoo มาประยุกต์
    ไม่ได้มีอะไรใหม่แต่อย่างใด

    นอกจากนี้ แม้แต่ Jerry Yang เองก็ยังไม่ได้รับเกียรติทางด้าน Creativity เช่น Jobs
    ดังนั้นผมค่อนข้างเห็นด้วยกับคุณ Tinuviel ว่า ถ้ามองในด้าน Creativity แล้ว การ
    เปรียบเทียบเช่นนี้ “เว่อร์” ไปทีเดียว

  • JiM

    เพื่อให้เห็นภาพนะครับ ขอยกตัวอย่างอีกอย่าง Bill Gates ละกันนะครับ จะได้เห็นชัดๆ
    เพราะ GDP ประเทศเดียวกัน แถมความสำเร็จในเชิงธุรกิจยังเหนือกว่าหลายขุม
    แต่ในวงการธุรกิจคอมพิวเตอร์ หากใครไปยกย่อง Bill Gates ว่ามีความคิดสร้างสรรค์ระดับ
    Steve Jobs ก็คงจะโดนผู้คนแวดวงคอมฯหัวเราะกันฟันหัก เพราะไอเดียพี่แก ลอก เค้ามา
    ทั้งนั้น ความสำเร็จของ Bill Gates ต้องเทียบกับ Rockefeller เศรษฐีอันดับ 1 ตลอดกาล
    เพราะความสำเร็จเชิงธุรกิจมาจากการผูกขาด ซึ่งหากเทียบกันน้ำหนักต่อน้ำหนัก
    Rockefeller ยังเหนือกว่า Bill Gates อยู่ครึ่งขึ้น เพราะเมื่อเทียบกับ GDP แล้ว
    Rockefeller ยังรวยกว่า

    ส่วนความสำเร็จของพี่ปรเมศร์ ผมมองว่าตัว Benchmark ที่เหมาะสมน่าจะเป็นธุรกิจประเภท
    เดียวกันที่นำไอเดียจากต่างประเทศมาประยุกต์ใช้ในเมืองไทย ซึ่งมีอยู่มากมาย

  • http://twitter.com/bordyn บดินทร์

    “หากใครไปยกย่อง Bill Gates ว่ามีความคิดสร้างสรรค์ระดับ
    Steve Jobs ก็คงจะโดนผู้คนแวดวงคอมฯหัวเราะกันฟันหัก”

    ถ้าเรื่อง อื่น ผมเห็นด้วยนะ
    แต่ ถ้า Mr.Gates ไม่สร้างสรรค์ (เลย) อันนี้ ผมไม่เห็นด้วยเท่าไหร่

    ตัว Jobs เองยังยอมรับว่า Microsoft deserves what they achieved.
    ปัญหาอย่างเดียวที่ jobs เห็น คือ Microsoft ไม่ฝัง Culture ลงใน product
    แต่ตัว Balmer เองก็ออกมาบอกว่า เรามี ทางต่างกัน คือ Microsoft เน้น function มากกว่า
    ส่วน Apple เน้น Design มากกว่า

    ตัว Jobs เองยังชื่นชม Gates ในลักษณะที่มองเห็น ความสำคัญของ
    Software ก่อนใครๆ (ในขณะที่ Apple ยังมัวทำ แต่ Hardware อยู่)
    และใช้โอกาสนั้น สร้าง Windows ขึ้นมา

    ผมเลยไม่คิดว่า Gates จะมีไอเดียน้อยกว่า Jobs ไปเท่าไหร่เลย

  • JiM

    “ตัว Jobs เองยังชื่นชม Gates ในลักษณะที่มองเห็น ความสำคัญของ Software ก่อนใครๆ” อันนี้แหละครับที่ผมบอกว่าเป็นความสำเร็จในทางธุรกิจ Jobs รู้แค่ว่าทำออกมาแล้วจะมีคนต้องการ (Macintosh) แต่มัวงมโข่งกับการขาย Software พ่วง Hardware แต่ Bill Gates รู้ว่าขายอย่างไรจะรวย รู้ว่าควรจะขายแต่ Software แล้วสร้างพันธมิตรกับ IBM และผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ญี่ปุ่น อันนี้คือความต่างของผู้ที่มี Creativity กับผู้เยี่ยมยุทธ์ทาง Business และอันนี้นี่แหละคือ “Microsoft deserves (to รวย) what they achieved (What = กลยุทธ์ทาง Business, กลยุทธ์ผูกขาด” แต่ถ้าพูดถึง Creativity แล้ว Bill Gates ถูกมองเป็นแค่ “โจรสลัด”

    “Balmer เองก็ออกมาบอกว่า เรามี ทางต่างกัน คือ Microsoft เน้น function มากกว่า
    ส่วน Apple เน้น Design มากกว่า” อันนี้ผมมองว่า Balmer พูดไม่ตรงกับความจริงทั้งหมด ที่ Microsoft ทำจริงๆคือการผูกขาด ทำให้คน จำเป็น ต้องใช้ function ของซอฟแวร์ของวินโดวส์ กล่าวคือ Microsoft เลียนแบบความคิดของ Mac แต่ใช้กลยุทธ์ธุรกิจคือปล่อย Windows และ Office ออกมาให้ใช้ได้กับคอมทุกเครื่อง (ตรงข้ามกับ Mac) Microsoft พยายามอย่างหนักที่จะผูกขาดการใช้ซอฟแวร์ให้ต้องพึ่งพา Microsoft กล่าวคือเริ่มจาก Windows การลอกเลียน Software ต่างๆทั้ง words, lotus, etc… และรวมเป็น MS Office และใช้กลยุทธ์แบบขายเหล้าพ่วงเบียร์ ทำให้ผู้ผลิตซอฟแวร์อื่นๆสู้ไม่ได้และพ่ายแพ้ไปในที่สุด ถัดมา Microsoft ก็ใช้กลยุทธ์เดิมถล่ม Netscape โดยการออก Internet Explorer พ่วงไปกับ Windows ต่อมา Microsoft ก็เล็งเห็นถึงความสำคัญของ email จึงซื้อกิจการ hotmail จะเห็นได้ว่าความสำเร็จของ Microsoft คือการผูกขาดตลาดแบบเดิมๆ แบบเดียวกับ Rockefeller ไม่ได้มาจากความคิดสร้างสรรค์แต่อย่างใดเลย

    อันที่จริง บิล เกตส์ และ Microsoft ไม่ใช่แค่ไม่มีความคิดสร้างสรรค์เท่านั้น แต่ยังเป็นตัวทำลายความคิดสร้างสรรค์ด้วยซ้ำ! การทำธุรกิจแบบ Microsoft ทำให้นักพัฒนาซอฟแวร์อิสระเสีย motivation ในการออกแบบซอฟแวร์ใหม่ๆ (เพราะทำไป เดี๋ยว Microsoft ก็ลอกเลียน แล้วก็ครองตลาดได้ก่อน เช่นที่ Netscape โดน)

    และสำหรับประเทศด้อยพัฒนา Microsoft ก็จงใจปล่อยให้คนในประเทศนั้นส่วนใหญ่ใช้ซอฟแวร์เถื่อนก่อน สิ่งที่ตามมาก็คือบริษัทต่างๆในประเทศนั้นๆก็ต้องใช้ Windows ตามและจ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้ Microsoft และเมื่อความจำเป็นถึงขนาด Microsoft ก็บังคับเก็บค่าลิขสิทธิ์กับคนทั่วไป

    เช่นนี้เอง นักพัฒนาซอฟแวร์ชั้นนำถึงได้รังเกียจ Microsoft กันนักหนา

  • JiM

    “what they achieved” ในที่นี้ จึงไม่ได้หมายถึงว่า Microsoft สร้างสรรค์ซอฟแวร์ที่คนอยากใช้ แต่คือการที่ Microsoft ทำลายคู่แข่งไปแต่ละรายๆนั่นเอง แต่ทำให้คน จำเป็น ต้องใช้ Microsoft นั่นเอง

    หลังจากที่นักพัฒนาแต่ละรายล้มหายไปเพราะพลังของพ่อค้าเชื้อสายยิวที่ชื่อบิล เกตส์ ภัยอันตรายที่จะแย่งการผูกขาดในธุรกิจคอมพิวเตอร์อันถัดไปก็คือ Google บริษัท Microsoft สร้างขึ้นมาได้จากการทำลายความจำเป็นในการพึ่งพาผลิตภัณฑ์ของบริษัทอื่นๆของผู้ใช้ การที่ Google มีส่วนแบ่งการตลาดกว่า 60% ใน search engine จึงเป็นภัยร้ายแรงที่สุดในปัจจุบันของ Microsoft หากว่า Google พัฒนา Web Browser (ทำอยู่), Office, จนกระทั่ง OS ขึ้นมา จะทำอย่างไร? ล่าสุด Microsoft จึงต้องสร้างพันธมิตรกับ Yahoo เพื่อทำลายคู่แข่งอีกครั้งหนึ่ง

    แล้วก็เห็นได้ชัดอีกครั้งหนึ่ง ว่าสิ่งที่ Microsoft achieved คือการลอกเลียนและทำลายคู่แข่ง หาใช้ความคิดสร้างสรรค์พัฒนาสินค้าของตัวเองขึ้นมาไม่

    และที่สะท้อนให้เป็นภาพได้ดีมากๆก็คือ ผู้ใช้ในอเมริกานั้นแทบทุกบ้านใช้ Microsoft ใช้ Windows ใช้ MS Office แต่กลับเชียร์ให้ Google เอาชนะ Microsoft อย่างออกหน้าออกตา คนอเมริกันชื่นชมความคิดสร้างสรรค์ของ Steve Jobs ของสองสหาย Google และรังเกียจการลอกเลียน การผูกขาดของ Microsoft ดังนั้นผมจึงบอกว่า “หากใครไปยกย่อง Bill Gates ว่ามีความคิดสร้างสรรค์ระดับ Steve Jobs ก็คงจะโดนผู้คนแวดวงคอมฯหัวเราะกันฟันหัก” นั่นเอง

  • สุรศักดิ์ SIU

    ความคิดของคุณ Jim โดนใจผมหลายเรื่องเลยทีเดียว นับถือครับ นับถือ

  • Anonymous

    หัวข้อไม่น่าสนใจเท่าไหร่ แต่ความคิดเห็น โดดเด่นมาก ๆ คนที่เขียนหัวข้อ จะต้องทำการบ้านให้หนักกว่า นี้

  • JiM

    ขอบคุณครับ

    หัวข้อนี้ทำให้ผมสงสัยว่าเราพร้อมหรือยังกับที่เค้าเรียกกันว่า “creative economy”
    การพัฒนาของคนเราสามารถแบ่งได้แบบหยาบๆเป็น 3 ระดับ คือ
    การรู้ การเข้าใจ และการพัฒนาสิ่งใหม่ (create)
    ก่อนที่จะพัฒนาสิ่งใหม่ๆ จะต้องผ่านการรู้ และการเข้าใจซะก่อน

    ขั้นแรกคือ การรู้ นั้นผมคิดว่าประเทศไทยเราผ่านจุดนั้นมาแล้ว ผมอ่านที่คุณบดินทร์เขียน
    ยังพบว่าข้อมูลที่คุณบดินทร์รู้นี้ยังมากกว่าผมมากมายนัก รู้ถึงขนาดตัวละครใดใน Microsoft
    พูดว่าอะไรบ้าง

    แต่ขั้นตอนที่ยังเป็นปัญหาใหญ่คือการเข้าใจ ผมขอยก classic case (ของผมเอง) นั้นก็คือ “รถพลังน้ำ” ซึ่งน่าจะเป็นกรณีศึกษาเกี่ยวกับการรู้และข้ามขั้นมายังการพัฒนาสิ่งใหม่
    โดยยังขาดความเข้าใจ

    เป็นที่รู้กันโดยทั่วๆไปว่าเราสามารถแยกน้ำออกเป็นไฮโดรเจนและออกซิเจนได้ จึงมีหลายๆคนตั้งคำถามขึ้นมาว่าทำไมเราจึงไม่สร้างรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยพลังน้ำ กล่าวคือเติมน้ำแล้วแยกเอาไฮโดรเจนมาจุดระเบิดสันดาปภายในแทนการใช้น้ำมันเบนซิน …. จากวันแรกที่ผมได้ยินเรื่องนี้ (น่าจะประมาณประถม) จนถึงปัจจุบันก็เกือบยี่สิบปีเข้าไปแล้ว ล่าสุดเมื่อไม่กี่เดือนก่อนผมก็ยังได้ยินว่ามีคนไทย “อดีตวิศวกรนาซ่า” (ไม่รู้ทำตำแหน่งอะไร) “ค้นพบ” รถยนต์พลังน้ำเข้าให้อีกแล้ว จุดที่น่าสนใจมากๆของเรื่องนี้คือ

    1. เรื่องที่ว่าน้ำสามารถแยกเป็นไฮโดรเจนกับออกซิเจนได้เป็นเรื่องเก่าแก่แสนจะนมนาม แต่ก็ยังมีคน “ค้นพบ” อยู่เรื่อยๆ แน่นอนว่าคนที่ “ค้นพบ” แท้จริงก็คือการจำเอาข้อมูลจากคนอื่น โดยอาจจะจงใจหรือไม่จงใจ มีทฤษฏีอันนึงว่าไว้ว่าคนเรามักจะจำ information ได้ แต่ลืม source of information (ผมเคยมีคนรู้จักคนนึงท่องกลอนส่วนนึงของสุนทรภู่ออกมา แล้วอ้างว่าตัวเองแต่งเอง) ทางตะวันตกจะค่อนข้างถือสาเรื่องนี้มาก จึงต้องมีการใส่ quote ไว้เสมอหากไม่ใช่คำพูดของเราเองเพื่อเป็นการให้เครดิตเจ้าของความคิด หรืออีกทางหนึ่งคือเพื่อบอกว่าคำพูดนี้ไม่ใช่คำพูดของเรา เช่นด้านบนที่ผมใช้คำว่า “ค้นพบ” จึงหมายความว่าเขาอ้างว่าเขาค้นพบ (แต่ผมไม่ได้เห็นด้วยแต่อย่างใด) คนไทยเรามีการรู้เรื่องเครื่องหมาย “” นี้ แต่ยังขาดความเข้าใจในการใช้ จึงเห็นนำมาใส่เพื่อเน้นย้ำซึ่งทำให้งานเขียนผิดความหมายไปอย่างน่าเสียดาย

    2. เรื่องความเข้าใจในฟิสิกส์ อันนี้คลาสสิกมากๆเรื่องการรู้และข้ามขั้นไปยังการพัฒนาสิ่งใหม่ (โดยขาดความเข้าใจ) คนที่ “คิด” รถยนต์พลังน้ำกลับไม่เข้าใจว่าต้องใช้พลังงานในการแยกน้ำเป็นไฮโดรเจนและออกซิเจน และพลังงานตรงนั้นก็เท่าๆกับพลังงานที่ได้มาจากการจุดระเบิดไฮโดรเจนนั่นเอง ผมเคยได้ยินเคสคล้ายๆกันเช่นเอาไดนาโมมาติดล้อรถเพื่อปั่นไฟ จะได้ได้พลังงานไฟฟ้ามา “ฟรีๆ”

    ผมจึงสงสัยว่า การเร่งรีบผลักดัน “creative economy” นี้ รังแต่จะเป็นการผลิต “รถพลังน้ำ” หรือหุ่นยนต์สารพัดรูปแบบที่ที่แท้จริงเป็นเพียงแต่เครื่องจักรธรรมดาๆที่ติดหน้าคน หรืออะไรแนวๆนี้หรือเปล่า

    ปล. เมื่อเช้านี้ได้ยินข่าวว่ารัฐบาลจะรับจำนำข้าวโดยอ้างอิงราคาจากตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า … ครับ ไม่รู้ว่าชาติหน้าตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าจะได้เทรดสินค้าเกษตรล่วงหน้าหรือเปล่า

  • เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์

    รัฐบาลก็ยังไม่เข้าใจ Creative Economy และก็ดูจะไม่กระตือรือร้นด้วย
    เกิดเป็นคนไทย ก็้ต้องดิ้นรนกันไปครับ

    ขอบคุณความรู้ที่คุณ Jim ให้ครับ หวังว่าจะมีคนไทยอ่านกันเยอะๆ

    ปล. อย่างน้อยความเห็นที่ 13 ก็ชื่นชมคุณนะครับ อิอิ

  • JiM

    ชักจะสงสัยว่าคุณ Anonymous นี้คือใคร
    คุณเจริญชัยถึงได้มองข้ามคุณสุรศักดิ์ทีมงานเดียวกันไปได้ อุอุ

  • Anonymous

    คุณสุรศักดิ์นั้น ละไว้ในฐานที่เข้าใจครับ เพราะคนกันเอง

  • ขำๆ เพลินๆ

    “จอมคน” ต้องเป็นเช่นนี้ 55555555555