ตรึง
February 7, 2010
สถานการณ์แทบพลิกกันแบบรายวันจริงๆ
กับมุกการจัดตั้ง “กองทัพประชาชนแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตยในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” หรือ “กปช.” ไอเดียร้อนของ พล.อ. พัลลภ ปิ่นมณี และลูกคู่อย่าง พล.ต. ขัตติยะ สวัสดิผล หรือเสธ.แดง
เท่านั้นเอง ทั้งแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงอย่าง “สามเกลอ” , พล.อ. ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย หรือแม้กระทั่งนายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ต่างก็ออกมาประสานเสียงปฏิเสธไอเดียร้อนจนลวกมือนี้กันพัลวัน
แต่ในกลุ่มนี้ดูเหมือนบิ๊กจิ๋วจะมี “เชิง” สูงที่สุด เพราะพูดไปให้ได้พอเห็นว่า “ไม่เห็นด้วย” แต่ก็ไม่ถึงกับตัดรอนโจมตี พล.อ. พัลลภ ตามลีลา “บิ๊กจิ๋วหวานเจี๊ยบ” “”ทั้งๆ ที่ผู้พูดอาจจะไม่ได้มีเจตนาอย่างนั้น อันนี้ก็ต้องขอปฏิเสธที่จะใช้คำนี้ แต่ก็โอเคถ้าเป็นส่วนหนึ่งของพี่น้องประชาชนที่รักบ้านรักเมืองและใฝ่สันติ นั้นได้อยู่แล้ว และไม่จำเป็นต้องเป็นผู้นำ เพราะมีอยู่แล้ว”
ต่างกับแกนนำสามเกลออย่าง “จตุพร พรหมพันธ์” ที่พลิกไปพลิกมาแบบรายวัน โดยครั้งแรกก็ออกมาปฏิเสธอย่างเด็ดขาด “”พล.อ.พัลลภและ พล.ต.ขัตติยะไม่ใช่แกนนำ นปช. และไม่เคยเข้าร่วมประชุม รวมถึง พ.ต.ท.ทักษิณก็ไม่เคยสั่งการ นปช.ได้ หากมีการพูดจาก็เป็นเพียงเสียงหนึ่งที่เรารับฟังเท่านั้น แต่ไม่มีอำนาจในการสั่งการให้คนเสื้อแดงเคลื่อนไหวใดๆ ได้” แล้วต่อมาเมื่อพล.อ.พัลลภ ออกมาประกาศว่าใช้คำผิดพลาดไปว่าเป็น “กองกำลังติดอาวุธทางปัญญา” และน้อยใจทำท่าจะถอนตัวเหมือนเมื่อครั้งถอนตัวออกจากกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นายจตุพรก็ต้องออกมาอธิบายแบบทอดไมตรี “ขอขอบคุณ พล.อ. พัลลภ และ พล.ต. ขัตติยะ ที่เป็นมิตร หวังดี ปรารถนาดี และขออภัยที่ตนพูดอะไรแล้วทำให้ไม่สบายใจ แต่เสื้อแดงทุกคนหิวโหยในชัยชนะกำลังต่อสู้อยู่กับคนที่มีอิทธิพลมายาวนาน 30-40 ปี ไม่ต้องการี่จะถูกกล่าวหาว่าพาประชาชนไปตาย”
แต่ครั้นพอมาวันนี้ล่าสุด นายจตุพรก็ให้สัมภาษณ์โจมตีพล.อ.พัลลภ อย่างดุดันอีกครั้ง
“ที่ประกาศจะไปขอโทษ พล.อ.พัลลภ ก่อนหน้านี้นั้น เพราะเห็นว่าเป็นผู้ใหญ่ แต่เมื่อทำตัวไม่สมอายุก็คงไม่มีการพูดคุยอะไรกันอีก เพราะดูจากท่าทางพล.อ.พัลลภแล้ว คงจะไม่อยากพูดคุยกับพวกตนอีก เนื่องจากคืนวันที่ 6 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา พล.อ.พัลลภ ให้สัมภาษณ์ที่สถานีวิทยุแห่งหนึ่งว่า ตนไม่จำเป็นต้องไปขอโทษพล.อ.พัลลภ แต่ให้ไปขอโทษพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรค พท. ก็อยากจะถามว่า จะให้ไปขอโทษพล.อ.ชวลิต เรื่องอะไร เพราะพล.อ.ชวลิต ก็ปฏิเสธที่จะเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดของพล.อ.พัลลภ เหมือนกัน แถมยังบอกว่า เรื่องนี้จะทำให้พรรค พท.แตกก็ต้องถามว่า ใครกันแน่ที่จะเข้ามาทำให้พรรค พท.แตก”
ฟังดูแล้วก็พอจะเข้าใจได้นายจตุพรคงไม่ได้กลัวถูก “ช่วงชิงการนำ” อย่างที่ถูกกล่าวหาจริงๆ
แต่เป็นเรื่องความละเอียดอ่อนในการขับเคลื่อนมวลชนที่นายจตุพรประกาศว่าจะมีจำนวนเป็นล้าน เพื่อ “ทำสงครามครั้งสุดท้าย”
ยิ่งพูดถึงเรื่องความรุนแรงอย่าง “กองทัพประชาชน” – “กองกำลังติดอาวุธ” หรือการพยายามเชื่อมโยงกับการรับคำสั่งของ “พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร” มากขึ้นเท่าใด ยิ่งทำให้คนเป็นกลางให้ความเห็นใจคนเสื้อแดงน้อยลง ยิ่งทำให้สื่อมวลชนอยู่ตรงข้ามกับฝ่ายเสื้อแดงมากขึ้นเท่านั้น
ดูแล้วละม้ายคล้ายกับการประกาศตัดขาดความสัมพันธ์ของสามเกลอ ออกจาก “จักรภพ เพ็ญแข” จนกระทั่งต้องแยกตัวออกมาเป็นกลุ่ม “แดงสยาม” ในที่สุด
แต่ในที่สุดไม่ว่าจะปฏิเสธอย่างไรก็ตาม มวลชนคนเสื้อแดงมีความผูกพันกับ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีสูงมาก คนเหล่านี้ล้วนเป็นคนที่ถูกเรียกว่าคนรากหญ้าและเป็นฐานเสียงของพรรคเพื่อไทยในเขตภาคเหนือและภาคอีสาน
คนเหล่านี้เชื่อว่า พ.ต.ท. ทักษิณ ถูกกระทำ ถูกกลั่นแกล้ง และได้รับความไม่เป็นธรรม ซึ่งเป็นภาพเดียวกับที่พวกตนถูกกระทำจากรัฐไทย และแลเห็นความไม่เท่าเทียมกันทางชนชั้นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน อดีตนายกรัฐมนตรีจึงกลายเป็นที่รักของคนรากหญ้าอย่างไม่เสือมคลาย เหมือนดังที่เห็นจากมิวสิควิดิโอ “โปรดดูแลรักษาคนดี” ที่เห็นข้างบนนี่แหละ
ฝ่ายตรงข้ามกับ พ.ต.ท. ทักษิณ ก็รู้เรื่องนี้ดี จึงใช้เครือข่ายสื่อในมือทำลายภาพของ พ.ต.ท. ทักษิณอย่างต่อเนื่อง ด้วยสารพัดข้อกล่าวหา ทั้งผลประโยชน์ทับซ้อน การทุจริตคอรัปชั่น ความไม่จงรักภักดี และการขายชาติ ฯลฯ ทำให้ภาพของ พ.ต.ท. ทักษิณ หมดความชอบธรรมในใจของชนชั้นกลาง และมองว่าการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงไม่ชอบธรรมเนื่องเพราะเป็นเพียงการเคลื่อนไหวสนับสนุน พ.ต.ท. ทักษิณ
ปัญญาชนคนชั้นกลางส่วนหนึ่งถึงกับเขวไปตามตรรกะดังกล่าว โดยมิได้พิจารณาให้ชัดเจนว่าเอาเข้าจริง “ชนชั้นนำ-นักการเมืองไทยส่วนใหญ่” ล้วนมีข้อเกี่ยวข้องเรื่องการทุจริต-ผลประโยชน์ทับซ้อนกันอยู่ไม่น้อย หลายคนถึงกับกล้ำกลืนหลักการ ยอมไม่กล่าวถึงปัญหาที่เกิดจาก “การรัฐประหาร” ซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกเชื่อว่าเป็นยาขนานเอกที่ใช้รักษาโรคคอรัปชั่นของนักการเมืองได้อย่างหมดจด
แต่ในวันนี้ยาขนานนี้เสื่อมสภาพลงไปแล้ว ไม่เพียงแต่สังคมไทยไม่ราบคาบเรียบร้อยดังที่ฝ่ายรัฐประหารตั้งความหวังเอาไว้ แต่กลุ่มคนเสื้อแดงยังเคลื่อนไหว “ต้านรัฐประหาร” สวนการตบเท้าของเครือข่ายทหาร “บูรพาพยัคฆ์” อีกด้วย ยิ่งกว่านั้นกลุ่มคนเสื้อแดงยังงัดตรรกะ “สองมาตรฐาน” ออกมาแสดงให้เห็นว่า เอาเข้าจริงแล้วสังคมไทยมีความลักลั่น อคติ และเอียงข้างมากน้อยเพียงไร
แม้พรรคประชาธิปัตย์จะดูเหมือนมีความมั่นใจมากขึ้นกับการชิงชัยในสนามเลือกตั้งครั้งใหม่
แต่ไม่ใช่เป็นทัศนะของกลุ่มผู้กุมอำนาจที่เคยอยู่เบื้องหลังการรัฐประหาร
พวกเขาไม่เชื่อมั่นกระบวนการเลือกตั้ง แต่เชื่อพลังอำนาจของการทำรัฐประหาร
สถานการณ์จึงยัง “ตรึง” กันอยู่เช่นนี้
แต่โมเมนตัมยังเป็นของ “คนเสื้อแดง” ก็อยู่ที่สามเกลอซึ่งเป็นแกนนำโดยธรรมชาติของกลุ่มคนเสื้อแดงว่าจะเอาอย่างไร
อยู่ที่ว่า พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งแม้จะไม่ยอมรับอย่างไรก็ตาม วันนี้เขากลายเป็นสัญลักษณ์ของคนเสื้อแดงไปแล้ว ว่าจะเอาอย่างไร
อยู่ที่ว่ากลุ่มผู้กุมอำนาจที่อยู่ฝ่ายตรงข้าม พ.ต.ท. ทักษิณจะเอาอย่างไร
เมื่อการเจรจาบนโต๊ะเจรจามิอาจดำเนินต่อไปได้
นักการฑูตก็ต้องถอยบทบาทของตนออกไป
สลับให้บทบาทของ “นักรบ” ทำหน้าที่
จนกว่าจะถึงการเจรจารอบใหม่!
Comments
Got something to say?





