โจเซฟ สติกลิตซ์ รับเป็นที่ปรึกษารัฐบาลมาร์ค

February 26, 2009

นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า เมื่อช่วงเช้า ( 26 ก.พ.) ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรี ได้เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านเศรษฐกิจ อาทิ นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี สำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ที่บ้านพิษณุโลก เพื่อหารือและรับฟังรายงานผลตัวเลขทางเศรษฐกิจของประเทศ ที่หน่วยงานต่างๆระบุว่าขณะนี้สถานการณ์ทางเศรษฐกิจของประเทศยังอยู่ในระดับ ที่ยังดีอยู่ ซึ่งนายกฯได้กล่าวขอบคุณทุกฝ่ายที่ร่วมกันทำงานแก้ปัญหาของประเทศเป็นอย่างดี

ในที่ประชุมได้พูดถึงตัวเลขการส่งออกที่ลดลง ซึ่งเกิดจากผลกระทบเมื่อช่วงต้นปี 2551 ที่ผ่านมา รวมถึงมาตการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ที่งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปี 2552 จะลงไปในพื้นที่ต้นเดือนมี.ค. รัฐบาลจะต้องเตรียมความพร้อมโดยจะเพิ่มมาตรการทางด้านสังคมเข้ามาเพิ่ม ซึ่งรัฐบาลเข้าใจว่าวิกฤติเศรษฐกิจในขณะนี้ ไม่ได้เกิดเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น

นายปณิธาน เปิดเผยด้วยว่า ขณะนี้รัฐบาลอยู่ในระหว่างเตรียมข้อมูล ให้นายกฯการเดินทางไปร่วมประชุม จี 20 ระหว่างวันที่ 2-4 เม.ษ.นี้ โดยนายกฯจะพยายามเดินสายพบกับทุกภาคส่วน เพื่อนำมาเป็นข้อมูลใช้แลกเปลี่ยนในการแก้ไขวิกฤติเศรษฐกิจของโลก

ทั้งนี้ แนวทางกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลได้รับคำชมจากนายโจเซฟ อี สติกลิตซ์ ศาตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ที่เคยได้รับรางวัลโนเบล สาขาเศรษฐศาสตร์เมื่อปี 2001 ซึ่งนายโจเซฟได้กล่าวเตือนรัฐบาลไทย ในเรื่องการปฎิบัติ โดยนายกฯได้ขอความเห็น และเชิญนายโจเซฟมาเป็นที่ปรึกษา

ล่าสุดได้รับการตอบรับคำเชิญของนายกฯเรียบร้อยแล้ว เพราะแนวคิดของทั้งสองคนตรงกัน

ที่มา – กรุงเทพธุรกิจ

ความเห็น SIU:
โจเซฟ สติกลิตซ์ (Joseph Stiglitz) เป็นนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล ปี 2001 (2544) ในหัวข้อ “ทฤษฎีข้อมูลที่ไม่สมมาตรกัน” (Theory of information asymmetry) ซึ่งส่งผลให้ตลาดไม่สามารถทำงานได้อย่างสมบูรณ์

สติกลิตซ์ไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์ที่มองว่าตลาดเป็นคำตอบสุดท้ายของระบบทุนนิยมเหมือนพวกสายชิคาโก้ เขามองว่ามันยังมีข้อบกพร่องที่จำต้องแก้ไข แต่เขาก็ไม่ได้ถึงกับมองว่าระบบทุนนิยมและโลกาภิวัฒน์เป็นสิ่งเลวร้ายที่ควรถูกกำจัด ในด้านหนึ่งมันก็นำมาซึ่งความมั่งคั่งให้กับผู้คนที่ขาดแคลนโอกาส และโดยเปรียบเทียบกันแล้วมันก็ทำหน้าที่ได้ดี เพียงแต่ว่าจำต้องหาวิธีควบคุมและแก้ไขข้อบกพร่องของตลาดและโลกาภิวัฒน์ นอกจากนี้เขาก็ยังเคยมีประสบการณ์ในตำแหน่งหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ที่ธนาคารโลกมาก่อน ทำให้เขามีความสมดุลระหว่างภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติไม่น้อยทีเดียว

สติกลิตส์ถือว่าเป็นนักเศรษฐศาสตร์สาย Neo-Keynesian ที่น่าจะเหมาะสมกับการแก้ปัญหาของรัฐบาลในสถานการณ์เช่นนี้ พวกหัวก้าวหน้าในอเมริกาหลายคนชื่นชมเขา การที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ดึงเขามาเป็นที่ปรึกษาจะช่วยเพิ่มชื่อเสียงให้รัฐบาลในด้านบวกมากขึ้น แต่คำตอบสุดท้ายยังคงอยู่ที่ผลงานที่จับต้องได้ของรัฐบาล

บทความก่อนหน้านี้ของสติกลิสต์ :

Comments

Got something to say?