Phenomenon : ปรากฏการณ์ (ไม่) ธรรมชาติ
โดย : chatechenko
วงการเพลงไทยมีพัฒนาการมาตลอด 40 ปี สิ่งหนึ่งที่เรียกว่าจะอยู่คู่กับวงการเพลงไทย ก็คือเรื่องของการนำทำนองเพลงต่างชาติมาใส่เนื้อร้องภาษาไทย หรือที่เราเรียกกันว่าการ “ก๊อปเพลง” ตั้งแต่ในยุคสตริงคอมโบที่นิยมการเอาทำนองเพลงต่างชาติมาทั้งเพลง และใส่เนื้อร้องไทย เพลงดังอย่างที่เห็นได้ชัดก็ เช่น เพลง “เจงกิสข่าน” ของคณะรอยัลสไปร์ท
หลังจากนั้นเมื่อถึงยุคที่ธุรกิจค่ายเพลงเริ่มเป็นธุรกิจที่เฟื่องฟู พร้อมกับจุดกำเนิดของค่ายเพลงยักษ์ใหญ่อย่าง RS และ Grammy ที่สามารถสร้างบุคลากรคนสำคัญทางดนตรีมาประดับวงการได้จำนวนมาก ทั้งนักร้อง นักประพันธ์ และนักดนตรี แต่ดูเหมือนการก๊อปเพลงก็ยังคงไม่ห่างหายไป ยังคงมีการกระทำกันอย่างต่อเนื่อง
รูปแบบที่ทำมีตั้งแต่ในลักษณะการยกทำนองมาทั้งเพลง หรือการนำเอาบางช่วงของเพลงมาใช้โดยมีการปรับแต่ง 2 ตัวอย่างคลาสสิกการ ก๊อปเพลงจากสองค่ายใหญ่คงหนีไม่พ้นเพลงของ Gary moore ที่ชื่อว่า”Empty rooms” ที่ถูกนำมาทำเป็นเพลง “จำฝังใจ” ของวงร็อกเล็กๆอย่าง “ไมโคร” และ Say Anything ของ X-Japan ที่วงร๊อกดูโออย่างวง Two เอามาสวมเนื้อไทยเป็นเพลง “เธอไม่เคยจะตาย” ที่เรียกว่าคลาสสิกเพราะทั้งสองเพลงนี้นั้นเอามาทั้งทำนอง จังหวะการเว้นวรรคคำ เรียกได้ว่าสามารถเปิดทั้งสองเพลงทับกันได้แบบไม่ผิดเพี้ยน
เรื่องนี้มีตลกร้ายในวงการเพลงไทยเรื่องหนึ่งก็คือผู้บริหารเพลงค่ายยักษ์ใหญ่ท่านหนึ่งเคยให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับกรณีการก๊อปเพลงทำนองว่า “เรื่องการก๊อปเพลงนั้นไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะตัวโน๊ตมันมีแค่ 7 ตัวย่อมมีการซ้ำกันบ้างเป็นธรรดา!!”
จนมาถึงช่วงดนตรีนอกกระแส หรือ ยุคอัลเทอร์เนทีฟ เฟื่องฟูการก๊อปเพลงก็ยังคงมีในวงดนตรีหน้าใหม่หลายๆครั้งก็เกิดคำถามว่าเป็นดนตรีทางเลือกจริงหรือไม่? และ เส้นแบ่งระหว่างคำว่า “การลอกเลียนแบบ” และ “การได้รับแรงบันดาลใจ” ขอบเขตมันอยู่ตรงไหน?

การก๊อปปี้เพลง เป็นการละเมิด!!
ช่วงกลางทศวรรษ 2540 วงการเพลงไทยเริ่มตื่นตัวหลังประสบปัญหาเรื่อง “เทปผี-ซีดีเถื่อน” ทำให้ค่ายใหญ่ๆเริ่มออกมา รณรงค์เรื่องลิขสิทธิ์และทรัพย์สินทางปัญญา แต่สิ่งที่พวกค่ายเทปไม่เคยบอกก็คือ การก๊อปเพลงนั้นก็ถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์อย่างร้ายแรงเช่นกัน!!
ในอดีตนิตยสารเพลง POP นั้นมีคอลัมน์คอยตรวจสอบว่าเพลงไหนมีการคัดลอกมาจะมีการนำมาเปิดโปง (น่าเสียดายที่นิตยสารดังกล่าวเลิกตีพิมพ์แล้ว) ส่วนปัจจุบันการตรวจสอบส่วนใหญ่จะทำผ่านเว็บไซต์หรือ social network ต่างๆ
วงการบันเทิงไทยพยายามจะผลักดันให้ตัวเองเข้าไปสู่วงจร Creative Economy ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา โดยจะเดินตามรอยความสำเร็จของธุรกิจบันเทิงตามประเทศเกาหลี ซึ่งมีการทำค้นคว้าวิจัยและสำรวจตลาดเพื่อผลิต “สินค้าทางวัฒนธรรม” ที่มีลักษณะเด่นแตกต่างจากตลาดสินค้าวัฒนธรรมในเอเชียทั่วไป
SIU วิเคราะห์ว่าตลาดเพลงไทยนั้นดูเหมือนจะเอาเฉพาะ “รูปแบบ”ของ Creative Economy มา แต่ไม่ได้นำวิธีการสร้าง “สินค้าวัฒนธรรม”ตามมาด้วยเราจึงยังคงเห็นการก๊อปเพลงในวงการเพลงไทยอย่างต่อเนื่อง หรือนี่อาจจะเป็นเนื้อร้ายในการจะสร้าง Creative Economy กับการผลิตผลงานในประเทศไทย และถ้าหากบริษัทค่ายเพลงไทยต้องการให้คนอื่นๆเคารพลิขสิทธิ์และทรัพย์สินทางปัญญาของตนเอง ก็ควรจะเคารพคนอื่นและผู้ฟังเสียก่อน
