Practical Report การเสพสุขของชนชั้นสูง

โดย เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์

“การเสพสุขที่ละเมียดละไม” ย่อมเป็นอภิสิทธิ์แห่งชนชั้นสูง ผู้มีเวลาว่างล้นเหลือ มีทรัพย์สมบัติไม่สิ้นสุด สำหรับชนชั้นล่างนั้น แม้แต่เวลาในการพักผ่อนจากการงานอันแสนเหนื่อยหนักยังแทบไม่เพียงพอเอาเสียเลย จึงไม่ต้องพูดถึงคำว่า “เสพสุข” ส่วนชนชั้นกลางซึ่งพึ่งเริ่มต้นลืมตาอ้าปากขึ้นมานั้น คงต้องก้มหน้าก้มตาทำงานหนักเพื่อเพิ่มฐานะกันต่อไป แต่หากเก่งพอที่จะยกระดับขึ้นเป็นนายทุนสมัยใหม่ พวกเขาก็คงสนใจแต่การเสพสุขหยาบๆจากวัตถุสิ่งของ มากกว่าจะเสพสุขที่ละเมียดละไมซึ่งจำเป็นต้องใช้ภูมิปัญญาเข้าช่วยเหลือ

แม้จะพยายามเลียนแบบชนชั้นสูงเพียงใด แต่ความฝันนั้นกลับยิ่งไกลออกไป ด้วยความรู้ทางวัฒนธรรมอันน้อยนิด ด้วยความเคยชินในค่านิยมที่ยึดถือแต่วัตถุเป็นหลักซึ่งจำเป็นสำหรับการสร้างฐานะให้มั่งคั่ง(แต่จำเป็นน้อยต่อการเสพสุขชั้นสูง) พวกเขาจึงไม่เคยได้เป็นชนชั้นสูงที่แท้จริง ผู้มีทั้งทรัพย์สิน ปัญญาและรสนิยม แม้อาจมีเศรษฐีใหม่บางคนสามารถยกระดับรสนิยมจนล้ำเลิศได้ แต่คนกลุ่มนี้ยังมีจำนวนไม่มากนัก ผู้ร่ำรวยรุ่นใหม่ส่วนใหญ่คงไม่เห็นความจำเป็นที่จะปรับรสนิยมไปเพื่ออะไร โดยเฉพาะถ้าต้องทุ่มเทอย่างหนักหน่วงเพียงเพื่อให้ได้ชื่อว่าเป็น “ผู้มีรสนิยม” สิ่งที่สะดวกรวดเร็วกว่า คือ การซื้อภาพเขียนแพงๆ มาประดับผนังห้องรับแขก โดยที่ไม่จำเป็นต้องรู้แม้เพียงสักนิดว่า “ความงาม และสุนทรียะ คืออะไร”

มีเพียงชนชั้นสูง จำนวนหยิบมือเดียวเท่านั้นหรือที่ได้เสพสุขอันละเมียดละไมเช่นนี้ ?

นับแต่การปฏิวัติอุตสาหกรรมเป็นต้นมา ผู้คนจำนวนมากได้รับผลพวงจากการเปลี่ยนแปลง เหลือคณานับ โดยเฉพาะชีวิตทางวัตถุมีการยกระดับเพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าตื่นตาตื่นใจ แม้ว่ายังมีผู้ยากไร้ที่เงื้อมมือความเจริญเอื้อมไปไม่ถึง แต่ความลำบากยากเข็ญย่อมลดน้อยลงกว่าในอดีตมากมายนัก สมัยก่อนต้องทำงานหนักถึงวันละ 12ชั่วโมง แต่ปัจจุบันลดเหลือเพียง 8-10 ชั่วโมง เวลาที่เพิ่มขึ้นเปิดโอกาสให้พวกเขาแสวงหาความสนุกสบายในชีวิตชดเชยความเหน็ดเหนื่อยตรากตรำ “เดินทอดน่องเที่ยวห้างสรรพสินค้า เพลิดเพลินในผลิตภัณฑ์งดงามละลานตา หากเหงาหงอยเปลี่ยวใจสามารถติดต่อเพื่อนที่ห่างไกลผ่านโทรศัพท์มือถือ” แม้ความสุขทางวัตถุยังเป็นไปอย่างจำกัด แต่นับว่าไม่เลวทีเดียวเมื่อเทียบกับในอดีตที่แสนเงียบงัน

ขณะเดียวกันได้เกิดคนกลุ่มใหม่ขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นพ่อค้า นักธุรกิจ หรือคนรวยยุคใหม่ ที่มีสัดส่วนเพิ่มสูงขึ้น แทนที่จะผูกขาดอยู่กับคนกลุ่มเดียวเหมือนในอดีต ชนชั้นกลางที่มีความรู้เป็นอาวุธในการเพิ่มฐานะ ได้เริ่มเบ่งบานอยู่ในสังคม ในอัตราส่วนที่เพิ่มมากขึ้นทุกขณะ

การเติบโตของความมั่งคั่งเหล่านี้ย่อมเป็นไปตามพัฒนาการทางสังคม ส่วนเกินที่ขูดรีดกันมาหลายชั่วอายุคนเมื่อนำมาผสานกับเทคโนโลยีอันล้ำยุค ได้ทำให้ผลประโยชน์เริ่มแพร่กระจายไปสู่คนทุกหมู่เหล่ามากน้อยลดหลั่นกันไป นักธุรกิจรุ่นใหม่อาจจะขับโรสลอยซ์ คนชั้นกลางได้เค้กช็อกโกแลตสักชิ้น ส่วนคนจนแม้จะเหลือเพียงเนื้อหมูสับ แต่อย่างน้อยคงดีกว่าซี่โครงไก่ หรือไม่ได้อะไรเลย

เมื่อสังคมไทยพัฒนาถึงขั้นหนึ่ง สินค้าที่นำมาบริโภคย่อมต้องเปลี่ยนไป มีการยกระดับคุณภาพมาตรฐาน ร้านอาหารชั้นดีเริ่มเปิดกิจการเพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของชนชั้นกลาง ส่วนร้านอาหารชั้นเลิศย่อมเพิ่มตามนายทุนใหม่ สิทธิ์ในการเสพสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นของชนชั้นสูงแต่อย่างเดียวเหมือนในอดีต ชนชั้นสูงจึงต้องพัฒนาการเสพขึ้นไปอีกชั้น อาจเสพอะไรที่เลอเลิศถึงสวรรค์ชั้นฟ้า ซึ่งมีการผลิตออกมาเพียงน้อยนิด ด้วยราคาแสนแพง แต่อย่างหนึ่งที่เราต้องยอมรับคือ การเสพสุขเชิงคุณภาพได้เปิดสู่คนจำนวนมากขึ้นๆแล้ว (แม้จะยังมีหลายมาตรฐานก็ตาม)

แต่การเสพสุขอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นการผูกขาดของชนชั้นสูงมาอย่างยาวนาน และไม่มีใครสามารถแย่งชิงไปได้คือ การเสพสุขทางใจ ทางอารมณ์รส ด้วยความละเมียดละไม ซึ่งมักจะมาจาก “การอ่านวรรณคดีชั้นเลิศ เสพงานศิลปะล้ำค่า ด้วยวัฒนธรรมและประเพณีแบบผู้ดีชาววัง” สิ่งนี้เป็นของมีคุณภาพอย่างแท้จริง ซึ่งความมั่งคั่งไม่อาจซื้อหา แต่ต้องอาศัยภูมิรู้ที่สั่งสมกันมาอย่างยาวนาน ต้องใช้สติปัญญาขบคิดใคร่ครวญและสืบทอด

“หากไม่มีรสนิยมพอย่อมไม่อาจเสพรับได้” นี่คือสิ่งสำคัญที่ช่วยในการแบ่งชนชั้นสูงออกจากชนชั้นกลางซึ่งสามารถเขยิบฐานะขึ้นมาจนเท่าเทียมกันทางวัตถุได้ แต่กลับไม่อาจเลียนแบบความ มั่งคั่งรุ่มรวยในแง่มุมเชิงคุณภาพทั้งทางจิตใจและวัฒนธรรมได้

อย่างไรก็ตาม สิทธิ์ที่เป็นการผูกขาดของชนชั้นสูงนี้เริ่มสั่นคลอน สาเหตุหนึ่งอาจเป็นเพราะคนที่มีการศึกษาได้เพิ่มมากขึ้นตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา พวกเขาจึงสามารถเสพสุขทางจิตใจอันละเมียดละไมได้ ชนชั้นสูงไม่มีสิทธิ์ผูกขาดอีกต่อไป แต่ที่น่าขบขันคือ อภิสิทธิ์ชนิดนี้ชนชั้นสูงในปัจจุบันกลับไม่ต้องการที่จะสงวนไว้เชยชม ชนชั้นกลางที่เข้ามาตีเสมอก็ไม่ต้องการชิงดีในด้านนี้เช่นกัน กระหายเพียงการประชันด้านทรัพย์สินเท่านั้น

เรื่องที่น่าขบขันตลกร้ายจึงบังเกิดขึ้น
ขณะที่ผู้มีภูมิปัญญาและศักยภาพมากเพียงพอที่จะเข้าถึงการเสพสุขทางจิตใจอันเป็นศาสตร์ชั้นสูงนี้จะมีจำนวนเพิ่มขึ้น(จากการศึกษาและข้อมูลข่าวสารที่เข้าถึงได้ง่ายกว่าในอดีต) แต่จำนวนคนเสพสุขที่ละเมียดละไมกลับเพิ่มขึ้นไม่มากนัก ดังนั้นอัตราส่วนการเสพสุขแบบละเมียดฯ (อัตราส่วนระหว่างคนที่เสพจริงกับคนที่มีศักยภาพพอจะเสพ) จึงน่าที่จะลดลงอย่างน่าใจหายใจคว่ำ
เราจะปล่อยให้เป็นเช่นนี้หรือ ?

นี่เป็นสิ่งที่ยังความแปลกใจให้ผมเป็นอย่างมาก ทำไมพื้นที่อันศักดิ์สิทธิ์ทรงคุณค่าตลอดมาและตลอดไป มาบัดนี้จึงไม่มีใครทำสงครามเพื่อแย่งชิง คนชั้นสูงได้ละทิ้ง คนชั้นกลางกลับไม่ฉวยโอกาสเข้ายึดครองเป็นสมบัติส่วนตัวที่ล้ำเลอค่า หรือว่ามนุษย์เพียงแต่เสพสุขทางใจเพื่ออวดโชว์ แต่สิ่งนี้ไม่เคยมีคุณค่าในตัวเอง ? หรือว่าการเสพแบบนี้มันช้า ต้องใช้เวลาและความพยายามในการพัฒนาสูง แต่คนอื่นกลับเห็นได้ยาก จึงไม่คุ้มค่าแก่การลงทุนฝึกฝน? หรือว่าหน้าตาทางสังคมไม่ได้วัดกันที่ตรงนี้อีกแล้ว ค่านิยมสังคมเปลี่ยนไปตามกาลเวลา นี่เป็นคำถามที่ยังหาคำตอบไม่ได้

แม้พื้นที่นี้จะไม่ใช่ทำเลทองที่คนส่วนใหญ่ในสังคมประสงค์จะเข้าครอบครองเพื่อเชยชมอีกต่อไป แต่เราได้สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นหรือไม่ว่า พื้นที่นี้ไม่ได้หยุดนิ่งและรอวันสูญสลายเสียทีเดียว ตรงข้ามได้มีการขยายตัวและแปรรูปสินค้าทั้งในเชิงคุณภาพและปริมาณ สิ่งที่ชัดเจนคือ กิจการหนังสือทุกประเภทล้วนมีปริมาณ ความหลากหลาย และคุณภาพสูงขึ้นทุกขณะ ไม่ว่าจะเป็น การจัดทำรูปเล่มที่มีเสน่ห์ชวนมองมากกว่าในอดีต นักเขียนหน้าใหม่ที่โผล่ขึ้นมาโลดแล่นโชว์ฝีมือกันอย่างเนืองแน่น ทำให้วงการดูอบอุ่นชื่นบานอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

นอกจากนี้ การเสพสุขจากโรงหนังได้กลายเป็นทางเลือกใหม่ของผู้มีเวลาน้อย แต่ต้องการเสพสุขอย่างมีรสนิยม เพราะปัจจุบันมีหนังจำนวนไม่น้อยที่ให้สาระแง่คิด ให้ทางเลือกกับผู้เสพเพิ่มมากขึ้นจากเดิมที่ต้องทนเสพแต่ภาพยนตร์น้ำเน่า ที่สำคัญหนังดีที่ต้องใช้ปัญญาอย่างหนักหน่วงในการเสพ อันเหมาะสำหรับ Serious looker ต่างมีปริมาณเพิ่มขึ้นจนเห็นได้ชัด

ทั้งหมดนี้มีนัยยะบ่งชี้ถึงอะไร ? เกิดอะไรขึ้นกับเมืองไทยของเรา ?

ภาพยนตร์และสิ่งพิมพ์เพื่อการบันเทิงชั้นสูงได้เกิดพลวัตขึ้นอย่างรวดเร็ว ในเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ในช่วงแรกดูเหมือนว่าคุณภาพได้ถูกเรียกร้องอย่างหนักหน่วง หนังสือที่มีเนื้อหาน้ำเน่าเริ่มได้รับการปฏิเสธ หนังที่ทำอย่างสุกเอาเผากินเริ่มมีคนเข้าไปนั่งเสียดายตังค์และแช่งด่าตัวเอง แต่เมื่อเวลาผ่านไปหนังที่เคยละเมียด หนังสือที่มีเนื้อหาสาระ กลับเริ่มปรับตัวอีกครั้ง โดยยอมลดคุณภาพลงบ้าง เพื่อแลกกับการขยายฐานตลาดไปสู่ลูกค้าที่มีรสนิยมด้อยกว่า แต่มีปริมาณมากกว่า ในที่สุดปริมาณคนที่นิยมหนังคุณภาพจึงเพิ่มมากขึ้น ช่วยกระตุ้นความสนใจของนายทุนในการสนับสนุนหนังคุณภาพ อย่างไรก็ดี การปรับตัวครั้งนี้ย่อมไม่หวนคืนสู่ความเป็นอภิมหาน้ำเน่าเหมือนในอดีต แต่ได้ปรับตัวสู่สมดุลระหว่าง “ความไร้สาระ” ที่ยังคงความน่าอภิรมย์สำหรับคนบางกลุ่ม กับ “ความมีสาระ” ที่ช่วยพัฒนาภูมิปัญญาให้กับคนอีกกลุ่มหนึ่ง

นี่นับเป็นพลวัตที่เปลี่ยนแปลงไปตามมิติที่ 4 ของไอนสไตน์ แต่สามารถสรุปได้ว่า คุณภาพและปริมาณได้ยกระดับขึ้นมาอีกขั้น แม้ว่าจะมีช่วงเวียนซ้ำ ตกต่ำ แต่แนวโน้มของมันได้สูงขึ้นตลอดเวลา (ปรากฎการณ์นี้อาจนำไปเทียบกับพัฒนาการของสังคมและคุณภาพชีวิตของคนจนได้หรือไม่ ? เพราะทั้งสามสิ่งนี้มีการพัฒนาที่สูงขึ้นตลอดเวลา และยังต้องผ่านเส้นทางอันคดเคี้ยวของการตกต่ำเป็นช่วงๆ เช่นเดียวกัน) เหมือนกับ เกลียว Helix ที่หมุนเป็นวง แต่ในการหมุนแต่ละครั้ง ระดับขั้นได้รับการยกให้สูงขึ้น

ที่อธิบายมาทั้งหมด คงพอทำให้เห็นภาพคร่าวๆว่า สังคมมีพัฒนาการทั้งการเสพสุขทางวัตถุที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน และการเสพสุขทางจิตใจอันละเมียดละไมที่ได้เพิ่มขึ้นแบบ “ถ้าสังเกตคงพอมองเห็นได้” แม้ว่าการยกระดับเชิงคุณภาพจะมีทั้งช่วงขาขึ้นและขาลง แต่โดยรวมเมื่อเวลาผ่านไปจะยกระดับขึ้นเสมอ สิ่งนี้ทำให้เรามองเห็นโลกที่สดใสขึ้น แต่นี่เป็นเพียงประวัติศาสตร์ซึ่งไม่จำเป็นต้องเวียนซ้ำเช่นเดิมก็ได้ อย่างไรก็ตาม เราจะปล่อยให้อนาคตของสังคมพัฒนาไปตามบุญทำกรรมแต่งกระนั้นหรือ(โดยเชื่อตามประวัติศาสตร์ว่าทุกอย่างจะต้องดีขึ้น) ทำไมเราไม่ชิงลงมือทำอะไรเสียก่อน ทำให้มันดีขึ้นด้วยสองมือของเรา ถ้าโชคร้ายอาจได้ผลเพียงน้อยนิด แต่อย่างน้อยคงดีกว่าไม่ทำอะไรเลย ผมมีความเชื่อว่าการใส่อะไรบางอย่างเข้าไปในกระบวนการย่อมก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มเสมอ แต่มีข้อแม้ว่า สิ่งที่ใส่เข้าไปต้องมีคุณภาพ และมีวิธีการที่ถูกต้องในการปฏิบัติการ ดังนั้นจึงน่าจะมาค้นหาวิธีการทำให้เพื่อนร่วมชาติของเราหันมา “เสพสุขอันละเมียดละไมทางจิตใจ” เพิ่มมากขึ้น

ผมคงไม่อภิปรายถึงการทำให้สังคมดีขึ้น โดยการเข้าไปเปลี่ยนแปลงสังคมอย่างขนานใหญ่ ถอนรากถอนโคนและผลักดันกงล้อประวัติศาสตร์เพื่อปลอดปล่อยให้มนุษยชาติพ้นจากรอยน้ำตา มีแต่ความสุขสันต์รื่นรมย์ตราบจนนิรันดรกาล ไม่ใช่ว่าผมไม่อยากให้ความฝันนี้กลายเป็นความจริง แต่เพราะผมเชื่อว่ามันเป็นภารกิจที่นอกจากจะสำเร็จยากแล้ว ยังมีน้อยคนที่จะลงทุนลงแรงโดยไม่ได้สิ่งใดตอบแทน ยิ่งในยุคนี้ที่ภาพมายาในการช่วยเหลือผู้ยากไร้ การปฏิรูปสังคม และการเป็นพลเมืองดีของสังคม ได้ถูกทำลายหรือลดความนิยมลงจนแทบจะสูญพันธุ์ การออกมาต่อสู้เรียกร้องเช่นนี้ย่อมสูญเปล่า หรือเป็นไปได้ยากยิ่ง

อย่างไรก็ตาม ผมยังคงเชื่ออยู่เสมอว่า “ความดีงาม” หลงเหลือหลบซ่อนอยู่ในจิตใจของคนตัวเล็กๆจำนวนมาก พวกเขายินดีช่วยเหลือสังคมในขอบเขตที่ตัวเองไม่เดือดร้อนเกินไปนัก แม้นในบางสถานการณ์ความดีที่หยิบยื่นไปอาจไม่บริสุทธิ์ผุดผ่อง100 % โดยมีผลประโยชน์เจือปนแอบแฝงอยู่บ้าง แต่นั่นย่อมเป็นวิสัยธรรมดาของปุถุชน ซึ่งย่อมดีกว่าไม่ทำอะไรเลย หรือมัวแต่ก่นด่าประณามผู้อื่น แต่เพราะความดีที่มีอยู่บ้างนี่แหละ (ไม่ว่าจะบริสุทธิ์ผุดผ่องหรือไม่) ย่อมทำให้โลกนี้ยังคงสวยงามน่าอยู่ ส่วนสาเหตุที่ผมเชื่อว่ามีคนดีไม่บริสุทธิ์แบบนี้อยู่มากก็เพราะตาม “หลักสถิติ” ของโลกที่ไม่สมบูรณ์แบบใบนี้ คนที่เลวบริสุทธิ์ดุจซาตานกับคนที่ดีบริสุทธิ์ดุจบุตรพระเจ้ามีเพียงหยิบมือเดียว

แต่ความถนัดของผม คือ การชี้แนะคนส่วนใหญ่ให้มองเห็นความสำราญที่ได้จากการเสพสุขทางใจหรือการเสพสุขชั้นสูงนี้ และเมื่อพวกเขาเห็นดีเห็นงามตามไป เขาย่อมเข้าไปเสพและเมื่อนั้นเขาจะติดกับดัก แต่เป็นกับดักแห่งความอภิรมย์ ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของผมที่อยากให้ทุกคนมีความสุข โดยเฉพาะสุขอย่างละเมียดละไม มีรสนิยม ที่ยิ่งเสพก็ยิ่งมันส์ซาบซ่าน ดีเด่นกว่าเสพสุขทางวัตถุมากโข ยิ่งกว่านั้น ความสุขทางวัตถุยังเป็นความสุขแบบ “ง่าย อิ่มตัว จืดชืด” ไม่ต้องรอให้ผมแนะนำ ทุกคนย่อมสามารถซื้อหามาเสพได้โดยไม่ต้องใช้หยาดเหงื่อมานะเพื่อลิ้มรสความสุขแท้ยั่งยืน

สิ่งที่ตามมาคือ เมื่อพวกคุณได้เสพสุขในแนวทางใหม่แล้ว คุณจะลืมหรือลดความอยากในการเสพวัตถุลง เพราะมีทางเลือกในการเสพที่หลากหลายมากขึ้น การแสวงหาทางวัตถุเพื่อระบายความอยากจึงอาจลดลงเพราะส่วนหนึ่งถูกระบายผ่านการเสพสุขทางจิตใจ จนอาจถึงขั้นเบื่อหน่ายวัตถุไปเลยก็ได้ แต่ผมไม่ได้หวังผลถึงเพียงนั้น ผมอยากให้คุณมีความสุขในโลกนี้อย่างเปี่ยมล้น โดยเสพทั้งวัตถุและจิตใจอย่างครบครัน แต่ที่ผมเน้นย้ำการเสพสุขซึ่งใช้ภูมิปัญญาชั้นสูงนี้ เพราะไม่อยากให้คุณพลาดการเสพอีกแนวที่ซาบซ่านไม่ยิ่งหย่อนกว่าทางวัตถุ หรือบางทีอาจเหนือล้ำกว่าเสียอีก

เมื่อเสพติดความละเมียดละไมนี้แล้ว บางทีคุณอาจจะเห็นความงามในการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์เป็นเงาตามตัว หรืออย่างต่ำก็เบียดเบียนคนอื่นน้อยลง เพราะจิตของคุณได้รับการพัฒนาจนละเอียดอ่อนแล้ว เนื่องจากการเสพที่ผมจะแนะนำต่อไปนั้นต้องอาศัยการฝึกฝนจิตให้งดงามและอ่อนโยนพอที่จะรองรับความสุขอันละเมียดละไมนั้นได้ เมื่อเป็นดังนี้เท่ากับคุณได้ช่วยเหลือสังคมให้ดีขึ้นบ้างไม่มากก็น้อย เพราะการช่วยเหลือสังคมให้ดีขึ้นนั้น ย่อมทำได้ถึง 2 ทาง คือ ประพฤติดีมากขึ้น หรือประพฤติเลวน้อยลง

ช้าก่อน! โลกนี้คงไม่มีอะไรฟรี หรือง่ายดายปานนั้น
แต่การทำอะไรบางอย่าง คงจะดีกว่าไม่ได้ทำอะไรเลย

  • http://blog.oakyman.com oakyman

    ได้อารมณ์ “เพ้อ” ดีครับ
    (จริงๆ ยังไม่แน่ใจนักว่า “ดี” รึเปล่า)

    ว่าแต่ยังติดใจเรื่อง “ความดีงาม” ครับ
    ว่ามันคืออะไร และวัดได้ไหม อย่างไร?

  • เจริญชัย

    คำถามนี้ดีมากครับ

    ผมคิดว่า ความดี ความงาม ความจริง เกาะเกี่ยวกันอย่างลึกซึ้ง

    ตัวอย่างเช่น

    ถ้าเราไม่สนใจค้นคว้าความจริงเลย ฟังแต่การปลุกระดมของรัฐบาล หรือพันธมิตร
    ไม่ฟังฝ่ายเป็นกลาง ไม่ฟังสื่อต่างประเทศ ฯลฯ
    เราไม่ค้นหาสัจจะอย่างทรหดอดทน

    เราก็ไม่อาจเข้าถึงความดีได้ คือ เราอาจเข้าข้างผิด หรือเป็นเหยื่อทางการเมืองได้

    ขณะเดียวกัน ถ้าเราไม่มีความดีในหัวใจ การค้นหาความจริงของเราจะเต็มไปด้วยอคติ และผลประโยชน์ สุดท้าย เราก็จะได้แต่ความเท็จ

    ความงาม เช่นกัน หลายคนบอกว่าเป็นอัตวิสัย แต่ทำไมงานศิลปของ ดาวินซี ไมเคิลแองเจโล ฯลฯ จึงมีคนนิยมมากกว่างานศิลปอื่น

    แสดงว่า จะต้องมี “ความจริง” บางอย่าง เบื้องหลังความงามนั้น

    ขณะเดียวกัน เชคสเปียร์ เคยกล่าวไว้ว่า

    “ชนใดไม่มีดนตรีการ ในสันดานเป็นคนชอบกลนัก”

    หมายความว่า จิตใจที่พิการ หรือขาดความดี ย่อมจะไม่เข้าถึงความงาม

    นอกจากนี้ ความงามยังเกิดจากจิตใจที่เสียสละ หรือความดียิ่งยวดได้อีก

    เช่น ความงามของแม่ที่ให้นมลูก เลี้ยงดูอบรม อย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อย ย่อมสร้างความซาบซึ้งให้กับมวลมนุษยชาติ หรือความเสียสละยิ่งใหญ่เพื่อผู้อื่นของพระพุทธองค์ ย่อมเป็นที่เคารพบูชามาทุกยุคทุกสมัย

    แต่หากพระองค์ไม่ค้นพบ “สัจจะ” ความดีที่เพียรปฏิบัติทุกขกิริยาถึง 6 ปี จะมีความหมายใด

    สรุป คำตอบสำหรับคุณ oakyman คือ

    ความดีงาม ไม่สามารถเอ่ยอธิบายออกมาได้ แต่คือ กระบวนการแสวงหาของมวลมนุษย์อย่างมิรู้สิ้นสุด มิรู้เหน็ดเหนื่อย เพื่อบรรลุถึง ความดี ความงาม ความจริง ซึ่งแต่ละสิ่ง ย่อมส่องสะท้อนให้เราเห็นอีกสิ่งหนึ่งกระจ่างจ้ายิ่งขึ้น

  • http://blog.oakyman.com/ Oakyman

    ผมแค่ลองเอาคำถามของคุณอิสริยะมาย้อนถามเล่นๆ ครับ
    เพราะดูเหมือนเขาจะเห็นว่า ทุกสิ่งต้องวัดได้ (ถ้าวัดไม่ได้ก็ “โหวต”)

    (อ้างอิง: http://www.isriya.com/node/2148/twitter-debate )

    หมายเหตุ: อย่าถือคำถามก่อกวนของผมเป็นจริงเป็นจังมากครับ

  • เจริญชัย

    แค่แวะมาตอบ (อย่างสร้างสรรค์) ผมก็ดีใจแล้วครับ
    ใครจะไปโกรธ คนอ่านได้ลงคอ

    อย่างที่บอก ผมไม่เชื่อในเรื่องโหวต เท่าไร

    ที่สำคัญ การโหวต ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องถูกต้องเสมอไป

    ยุคสมัยในประวัติศาสตร์มากมาย ที่ทุกคนต้องโหวตให้ผู้มีอำนาจ

    ตราบใดที่ ปัญหา Asymetric information ยังมีอยู่ ตราบนั้น การโหวตก็ไม่อาจเชื่อใจได้เสมอไป

    สมัยนี้ ใครกุมสื่อ ก็สามารถครอบงำความคิดคนได้ คนที่ไม่ถูกครอบงำก็มีแค่หยิบมือ

    แต่
    แต่
    แต่

    การโหวตในระบบประชาธิปไตย ถ้าโปร่งใส และสื่อไม่ถูกครอบงำมากเกินไป
    เราต้องยอมรับ

    ไม่ได้บอกว่าถูกต้องนะครับ แต่ต้องยอมรับ ถ้าผิดก็ว่ากันอีกที

    (อันนี้ไม่ได้สนับสนุนรัฐบาลนะครับ)

    ขณะเดียวกัน หากมีผู้ไม่เห็นด้วย และออกมาเรียกร้อง ก็เป็นสิทธิ์เหมือนกัน

    เรามองว่า “พันธมิตร” ทำเกินไป แต่ถ้าคนกลุ่มหนึ่งไม่เห็นด้วย เขาจะทำได้อย่างไร

    บางคนบอกว่า “พันธมิตร” ใส่ร้ายรัฐบาล ผมก็เห็นด้วย แต่ผมก็เชื่อว่ามีความจริงพอสมควร

    ถ้ารัฐบาลดีเยี่ยม หรือทุจริตไม่มากนัก ผมว่ากระแสพันธมิตร จุดไม่ขึ้นหรอก

    ไม่ว่าจะมีคนสนับสนุนดีเพียงใด

    สรุป คือ ระบบโหวต ก็ดีครับ แต่ก็ต้องมีองค์ประกอบอื่น

    ส่วนเรื่องวัดได้นั้น ก็เช่นกัน วัดได้ก็ดี แต่สิ่งที่วัดไม่ได้ วัดยาก หรือหากวัดแล้วจะทำให้อะไรบางอย่างบิดเบือน ก็ไม่จำเป็นครับ

  • เจริญชัย

    (ลืมบอกไป ผมก็ไม่ได้เชียร์พันธมิตร และไม่เห็นด้วยในหลายประเด็น เช่น ยึดสนามบิน ฯลฯ ผมชอบ “เมืองไทยรายสัปดาห์” มากกว่า และผมกำลังคิดว่า มีความเป็นไปได้ที่ ASTV จะกลับมาในรูปแบบ “เมืองไทยฯ” ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้นจะได้รับการสนับสนุนจากประชาชนมากมายแน่นอน)

    ถ้าทุกสิ่งวัดได้ หรือใช้วิธีโหวต
    ผมคงไม่ทุ่มเทชีวิตเพื่อ SIU หรอกครับ

    ผมเชื่อว่า ความจริงมีความสลับซับซ้อน พลวัตแปรเปลี่ยน เส้นผมบังภูเขา ฯลฯ

    ผมไม่ได้สนใจว่าจะวัดได้หรือไม่ ถ้าวัดได้ก็ดี ถ้าวัดไม่ได้ เราก็ต้องหาเครื่องมืออื่นมาจัดการ จนกว่าจะบรรลุสัจจะ

  • big

    สรุปอีกที

    “ความดีงาม” ในความหมายทางสังคมศาสตร์นั้น วัดได้ หรืออย่างน้อยก็ใช้การโหวตได้
    เช่นเดียวกับ “การเลือกตั้ง”

    แต่เราต้องยอมรับความผิดพลาดและแก้ไข เมื่อเราวัดความดีงามของใครผิดไป

    ประเทศชาติและชีวิต จะเจริญรุ่งเรืองหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับเราประเมิน “ความดีงาม” ของบุคคลต่างๆได้ถูกต้องแค่ไหน

    แต่ “ความดีงาม” ในความหมายเชิงปรัชญาหรือสัจจะนั้น วัดยากมากครับ

  • AI

    ในมุมมองของผม ความดีงาม วัดตามเจตนา อ้างอิงจากพระเทศนาครับ เช่น ทำบุญจะได้บุญหรือไม่ขึ้นกับเจตนา ความบริสุทธิในใจ ไม่ได้ขึ้นกับจำนวนเงิน (ตัวอย่างเช่นค่าของเงินในความรู้สึกระหว่างคนจนกับคนรวยไม่เท่ากัน) ดังเช่นหลักการสำคัญในศาสนาพุทธ ที่ว่า เว้นชัว ทำดี ทำใจให้บริสุทธิ จะเห็นว่า ทำใจให้บริสุทธิ จะอยู่ท้ายสุด และเป็นหลักธรรมที่ลึกซึ้ง ยากที่จะเข้าใจ แต่ก็เป็นหลักธรรมที่น่าศึกษาเป็นอย่างมาก มีหลักการคำสอนมากมายในพุทธศาสนาสอนไว้ครับ

  • http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=tentty Tentty

    แต่ช้าก่อน..ถ้ามองตามหลัก strategy (ขอมีหลักการหน่อยเดี๋ยวโดนหาว่าเลื่อนลอย อิอิ) ถ้าการทำอะไรบางอย่างที่ว่านั้นเบนออกไปจากหลักการแล้ว การที่ไม่ทำอะไรอาจจะดีกว่าก็ได้รึป่าวครับ เพราะเหมือนกับการที่ถ้าเราติดกระดุมเม็ดแรกผิด เม็ดต่อๆไปก็ไม่ต้องพูดถึง..(ผมไม่ได้คัดค้านการคิดต่างนะครับ กลับสนับสนุนซะด้วยซ้ำ)

    ที่พูดแบบนี้ไม่ได้หมายความว่าเราไม่ต้องทำอะไร..แค่จะบอกว่า อย่าสักแต่ว่า ” ทำแล้ว ” เพราะมันสะท้อนถึงความมักง่าย ที่เพียงแค่ต้องการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้ผ่านไป โดยไม่ได้คิดถึงผลที่จะเกิดขึ้นในระยะยาว

    ผมเห็นด้วยกับความคิดที่ว่า คนสมัยนี้ไม่ได้มีน้ำใจน้อยลง หรือเห็นแก่ตัวมากขึ้น เพียงแต่โลกเรามันซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ทำให้เราไม่รู้จะแสดงออกมาอย่างไร เช่นเวลาเราเห็นข่าวคนอดตาย หรือข่าวอื่นๆที่มีความรุนแรง ไม่ใช่เราไม่เสียใจ เราสงสาร แต่เราไม่รู้จะแก้ปัญหานั้นอย่างไร เพราะมองว่าเป็นปัญหาที่ใหญ่เกินไป..ซึ่งจริงๆแล้วมันไม่ใช่เลย

    ส่วนเรื่องชนชั้นนี่ขอข้ามแล้วกันครับ..เหอะๆ

  • เจริญชัย

    Tentty
    แหม พึ่งได้เจอตัวพี่ท่านในงาน Readcamp
    นับถือมานานแล้ว
    อายุไม่มาก แต่สนใจเรื่องหนักๆ

    Kafka
    อ่านไปได้ไงนี่
    คนนี้คือ 1 ใน 3 นักเขียนยอดเยี่ยมที่สุดแห่งศตวรรษที่ 20

    แน่นอนว่า ต้องไม่ได้รับรางวัลโนเบล

    (ส่วนอีก 2 คนที่เหลือ ใครตอบได้จะมีรางวัลให้ ว่าแต่คนตอบได้คราวที่แล้ว คุณ “ยศ สำราญสุข” ไม่โทร ไม่เมล์ กลับมา เราเลยไม่รู้จะมอบรางวัลให้อย่างไร)

    History of Reading ก็สุดยอดมากๆเลยนะ
    แสดงว่า Tentty เป็นนักอ่านตัวจริง

    เลยทำให้ “3 ก๊ก” ของผม ไม่ค่อยมีใครมาฟังเลย เศร้าจัง

    แต่ไม่ว่ากัน ผมยอมให้เพื่อนๆ เสมอ

    ขอบคุณทุกความเห็นนะครับ (Oakyman Ai)

    เดี๋ยวจะนำ ตอน 2 มาโพสต์ ในเร็วพลัน

  • http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=tentty Tentty

    พี่ก็เว่อร์ไปนิด..

    แวะมาตอบ ไม่รู้ว่าจะใช่รึป่าวนะครับ ไม่แน่ใจเท่าไหร่ ในยุค 20 น่าจะเป็น Luis Borges กับ Graham Greene

    แต่ที่ทำให้กรรมการโนเบลโดนแขวะมาตลอดว่า ไม่ให้ได้อย่างไร ต้องเป็น James Joyce , Marcel Proust และก็ Nabokov ครับ ยิ่งตอนนี้โดนแขวะหนักเข้าไปอีกว่าจะเป็น Europe ‘s Prize อยู่แล้ว..เหอะๆ

    ปล. เพิ่งรู้ว่าอ่าน สามก๊ก เป็นหัวข้อของพี่ ว่าจะเข้าไปฟังเหมือนกัน แต่ดันเวลาตรงกันซะนี่

    ปล.2 ขอนิดนึง..ความดีนี่มัน subjective โครตๆเลยนะ เพราะแม้แต่คนที่เลวที่สุดมันก็ยังหาเหตุผลให้ตัวเองได้..

  • เจริญชัย

    เออ ตลกนะ ที่ตอบมา 2 อันแรกไม่ใช่เลย
    แต่ที่พูดถึง “กรรมการโนเบล” ไม่ให้รางวัล 2 คนแรกกลับถูกต้องเลย

    ถ้าเผอิญเอา Nabokov ขึ้นก่อน ก็คงไม่ถูก

    เขาบอกว่า ผู้ทรงอิทธิพลที่สุดทางวรรณกรรมโลก 20 Th มี 3 ท่าน
    Joyce Proust Kafka

    อ่านยาก ทั้งหมด

    ความใฝ่ฝันหนึ่งของผม คือ การอ่าน Proust ทั้ง 7 เล่มให้จบหมดสิ้น

    ผมอ่านใน “อักษรสาร” เขาก็ว่าอย่างนั้น โดยนักเขียนอเมริกามาแขวะ
    แต่มันตลกสิ้นดี เพราะอเมริกาได้ตั้งเยอะ
    ทำไมไม่เป็นนักเขียนจากโลกที่สามไปแขวะบ้าง

    ที่บอกว่า เลวที่สุด ยังหาเหตุผลให้ตัวเองได้ ต้องลองอ่าน “มหาภารตะ” เห็นคุณกานต์แนะนำว่า ทุกตัวละครหาเหตุผลให้ตัวเองได้หมด

    สุขสันต์วันหยุดยาวครับ ต้องรีบไป ไม่งั้นจะมาตอบ และโพสต์
    บทความเกี่ยวกับ Proust ที่อาจารย์ นพพร เขียนไว้ และผมชอบมากๆ ให้อ่านเล่นๆ

  • http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=tentty Tentty

    ตอบเร็วจัง..ฮ่าๆ

    Joyce กับ Proust นี่เป็น2 ชื่อแรกที่ผุดขึ้นมาจากรอยหยัก(น้อยๆ)ในสมองของผมเลยครับ แต่ผมสับสนนิดหน่อยเรื่องการแบ่งยุคนักเขียนครับพี่ บางคนก็บอกไว้ว่า Proust กับ Joyce อยู่ในยุค19 บางคนก็บอกยุค 20 (แม้ว่างานที่เขียนจะออกมาในยุค 20 ก็ตาม)…คือถ้าเป็นงานเขียนที่มีอิทธิพลที่สุดนี่ใช่เลยครับ ต้อง 3 คนนี้ แต่ถ้าเป็นในฐานะตัวนักเขียนเองเราจะแบ่งยุคเขาอย่างไร ปีเกิด หรือ ปีที่ออกหนังสือ? แต่ถ้าใน อักษรสาน ว่างั้น ก็คงจะใช่แล้วแหละครับ

    เออ..แต่จะว่าไป Greene เองก็เคยยกย่องว่า Proust เป็นนักเขียนที่ยอดเยี่ยมที่สุดในศตวรรษที่20 นี่หว่า…นี่แหละมั้ง ที่ทำให้Greene ไม่ได้โนเบล ฮ่าๆๆ

    ที่นักเขียนอเมกันแขวะเพราะแม้จะได้มาหลายคน เช่น Hemingway Faulkner Steinbeck Pearl S. Buck แต่ก็เทียบไม่ได้เลยกลับจำนวนที่นักเขียนฝั่งยุโรปได้ ถ้าจำไม่ผิดน่าจะประมาณ 80กว่าคน ยิ่งช่วงหลังๆนักเขียนอเมกันมักจะโดนเขี่ยออกไปจากคณะกรรมการ เช่น Philip Roth ที่เป็นตัวเก็งมาตลอด ..อาจจะเพราะงานเขียนของอเมกันเน้นตลาดมากไปมั้ง?

    ส่วนนักเขียนจากโลกที่สามนี่คงแขวะจนไม่รู้จะแขวะยังไงแล้วมั้งครับ ฮ่าๆ ขนาดคนที่ได้รางวัลช่วงหลังก็ถูกมองว่า เขียนขึ้นในบริบทที่เป็นยุโรปรึป่าว? ไม่ได้เป็นโลกที่สามแท้ๆแล้ว

    ปล. ช่วงนี้อ่านหนักๆไม่ค่อยไหว กำลังเตรียมตัวเรียนต่อ ขนาดเศรษฐศาสตร์ ยังเลี่ยงไปอ่านแนว Pop econimicเลย… ว่าแต่7 เล่มเลยเร๊อะท่าน..ผมมีที่บ้านอยู่เล่มนึง In Search of Lost Time ซื้อมาดองไว้นานละยังไม่ได้แตะเลยสักนิด..เหอะๆ

    เที่ยวให้สนุกครับ