โดย เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์
“การเสพสุขที่ละเมียดละไม” ย่อมเป็นอภิสิทธิ์แห่งชนชั้นสูง ผู้มีเวลาว่างล้นเหลือ มีทรัพย์สมบัติไม่สิ้นสุด สำหรับชนชั้นล่างนั้น แม้แต่เวลาในการพักผ่อนจากการงานอันแสนเหนื่อยหนักยังแทบไม่เพียงพอเอาเสียเลย จึงไม่ต้องพูดถึงคำว่า “เสพสุข” ส่วนชนชั้นกลางซึ่งพึ่งเริ่มต้นลืมตาอ้าปากขึ้นมานั้น คงต้องก้มหน้าก้มตาทำงานหนักเพื่อเพิ่มฐานะกันต่อไป แต่หากเก่งพอที่จะยกระดับขึ้นเป็นนายทุนสมัยใหม่ พวกเขาก็คงสนใจแต่การเสพสุขหยาบๆจากวัตถุสิ่งของ มากกว่าจะเสพสุขที่ละเมียดละไมซึ่งจำเป็นต้องใช้ภูมิปัญญาเข้าช่วยเหลือ
แม้จะพยายามเลียนแบบชนชั้นสูงเพียงใด แต่ความฝันนั้นกลับยิ่งไกลออกไป ด้วยความรู้ทางวัฒนธรรมอันน้อยนิด ด้วยความเคยชินในค่านิยมที่ยึดถือแต่วัตถุเป็นหลักซึ่งจำเป็นสำหรับการสร้างฐานะให้มั่งคั่ง(แต่จำเป็นน้อยต่อการเสพสุขชั้นสูง) พวกเขาจึงไม่เคยได้เป็นชนชั้นสูงที่แท้จริง ผู้มีทั้งทรัพย์สิน ปัญญาและรสนิยม แม้อาจมีเศรษฐีใหม่บางคนสามารถยกระดับรสนิยมจนล้ำเลิศได้ แต่คนกลุ่มนี้ยังมีจำนวนไม่มากนัก ผู้ร่ำรวยรุ่นใหม่ส่วนใหญ่คงไม่เห็นความจำเป็นที่จะปรับรสนิยมไปเพื่ออะไร โดยเฉพาะถ้าต้องทุ่มเทอย่างหนักหน่วงเพียงเพื่อให้ได้ชื่อว่าเป็น “ผู้มีรสนิยม” สิ่งที่สะดวกรวดเร็วกว่า คือ การซื้อภาพเขียนแพงๆ มาประดับผนังห้องรับแขก โดยที่ไม่จำเป็นต้องรู้แม้เพียงสักนิดว่า “ความงาม และสุนทรียะ คืออะไร”
มีเพียงชนชั้นสูง จำนวนหยิบมือเดียวเท่านั้นหรือที่ได้เสพสุขอันละเมียดละไมเช่นนี้ ?
นับแต่การปฏิวัติอุตสาหกรรมเป็นต้นมา ผู้คนจำนวนมากได้รับผลพวงจากการเปลี่ยนแปลง เหลือคณานับ โดยเฉพาะชีวิตทางวัตถุมีการยกระดับเพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าตื่นตาตื่นใจ แม้ว่ายังมีผู้ยากไร้ที่เงื้อมมือความเจริญเอื้อมไปไม่ถึง แต่ความลำบากยากเข็ญย่อมลดน้อยลงกว่าในอดีตมากมายนัก สมัยก่อนต้องทำงานหนักถึงวันละ 12ชั่วโมง แต่ปัจจุบันลดเหลือเพียง 8-10 ชั่วโมง เวลาที่เพิ่มขึ้นเปิดโอกาสให้พวกเขาแสวงหาความสนุกสบายในชีวิตชดเชยความเหน็ดเหนื่อยตรากตรำ “เดินทอดน่องเที่ยวห้างสรรพสินค้า เพลิดเพลินในผลิตภัณฑ์งดงามละลานตา หากเหงาหงอยเปลี่ยวใจสามารถติดต่อเพื่อนที่ห่างไกลผ่านโทรศัพท์มือถือ” แม้ความสุขทางวัตถุยังเป็นไปอย่างจำกัด แต่นับว่าไม่เลวทีเดียวเมื่อเทียบกับในอดีตที่แสนเงียบงัน
ขณะเดียวกันได้เกิดคนกลุ่มใหม่ขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นพ่อค้า นักธุรกิจ หรือคนรวยยุคใหม่ ที่มีสัดส่วนเพิ่มสูงขึ้น แทนที่จะผูกขาดอยู่กับคนกลุ่มเดียวเหมือนในอดีต ชนชั้นกลางที่มีความรู้เป็นอาวุธในการเพิ่มฐานะ ได้เริ่มเบ่งบานอยู่ในสังคม ในอัตราส่วนที่เพิ่มมากขึ้นทุกขณะ
การเติบโตของความมั่งคั่งเหล่านี้ย่อมเป็นไปตามพัฒนาการทางสังคม ส่วนเกินที่ขูดรีดกันมาหลายชั่วอายุคนเมื่อนำมาผสานกับเทคโนโลยีอันล้ำยุค ได้ทำให้ผลประโยชน์เริ่มแพร่กระจายไปสู่คนทุกหมู่เหล่ามากน้อยลดหลั่นกันไป นักธุรกิจรุ่นใหม่อาจจะขับโรสลอยซ์ คนชั้นกลางได้เค้กช็อกโกแลตสักชิ้น ส่วนคนจนแม้จะเหลือเพียงเนื้อหมูสับ แต่อย่างน้อยคงดีกว่าซี่โครงไก่ หรือไม่ได้อะไรเลย
เมื่อสังคมไทยพัฒนาถึงขั้นหนึ่ง สินค้าที่นำมาบริโภคย่อมต้องเปลี่ยนไป มีการยกระดับคุณภาพมาตรฐาน ร้านอาหารชั้นดีเริ่มเปิดกิจการเพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของชนชั้นกลาง ส่วนร้านอาหารชั้นเลิศย่อมเพิ่มตามนายทุนใหม่ สิทธิ์ในการเสพสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นของชนชั้นสูงแต่อย่างเดียวเหมือนในอดีต ชนชั้นสูงจึงต้องพัฒนาการเสพขึ้นไปอีกชั้น อาจเสพอะไรที่เลอเลิศถึงสวรรค์ชั้นฟ้า ซึ่งมีการผลิตออกมาเพียงน้อยนิด ด้วยราคาแสนแพง แต่อย่างหนึ่งที่เราต้องยอมรับคือ การเสพสุขเชิงคุณภาพได้เปิดสู่คนจำนวนมากขึ้นๆแล้ว (แม้จะยังมีหลายมาตรฐานก็ตาม)
แต่การเสพสุขอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นการผูกขาดของชนชั้นสูงมาอย่างยาวนาน และไม่มีใครสามารถแย่งชิงไปได้คือ การเสพสุขทางใจ ทางอารมณ์รส ด้วยความละเมียดละไม ซึ่งมักจะมาจาก “การอ่านวรรณคดีชั้นเลิศ เสพงานศิลปะล้ำค่า ด้วยวัฒนธรรมและประเพณีแบบผู้ดีชาววัง” สิ่งนี้เป็นของมีคุณภาพอย่างแท้จริง ซึ่งความมั่งคั่งไม่อาจซื้อหา แต่ต้องอาศัยภูมิรู้ที่สั่งสมกันมาอย่างยาวนาน ต้องใช้สติปัญญาขบคิดใคร่ครวญและสืบทอด
“หากไม่มีรสนิยมพอย่อมไม่อาจเสพรับได้” นี่คือสิ่งสำคัญที่ช่วยในการแบ่งชนชั้นสูงออกจากชนชั้นกลางซึ่งสามารถเขยิบฐานะขึ้นมาจนเท่าเทียมกันทางวัตถุได้ แต่กลับไม่อาจเลียนแบบความ มั่งคั่งรุ่มรวยในแง่มุมเชิงคุณภาพทั้งทางจิตใจและวัฒนธรรมได้
อย่างไรก็ตาม สิทธิ์ที่เป็นการผูกขาดของชนชั้นสูงนี้เริ่มสั่นคลอน สาเหตุหนึ่งอาจเป็นเพราะคนที่มีการศึกษาได้เพิ่มมากขึ้นตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา พวกเขาจึงสามารถเสพสุขทางจิตใจอันละเมียดละไมได้ ชนชั้นสูงไม่มีสิทธิ์ผูกขาดอีกต่อไป แต่ที่น่าขบขันคือ อภิสิทธิ์ชนิดนี้ชนชั้นสูงในปัจจุบันกลับไม่ต้องการที่จะสงวนไว้เชยชม ชนชั้นกลางที่เข้ามาตีเสมอก็ไม่ต้องการชิงดีในด้านนี้เช่นกัน กระหายเพียงการประชันด้านทรัพย์สินเท่านั้น
เรื่องที่น่าขบขันตลกร้ายจึงบังเกิดขึ้น
ขณะที่ผู้มีภูมิปัญญาและศักยภาพมากเพียงพอที่จะเข้าถึงการเสพสุขทางจิตใจอันเป็นศาสตร์ชั้นสูงนี้จะมีจำนวนเพิ่มขึ้น(จากการศึกษาและข้อมูลข่าวสารที่เข้าถึงได้ง่ายกว่าในอดีต) แต่จำนวนคนเสพสุขที่ละเมียดละไมกลับเพิ่มขึ้นไม่มากนัก ดังนั้นอัตราส่วนการเสพสุขแบบละเมียดฯ (อัตราส่วนระหว่างคนที่เสพจริงกับคนที่มีศักยภาพพอจะเสพ) จึงน่าที่จะลดลงอย่างน่าใจหายใจคว่ำ
เราจะปล่อยให้เป็นเช่นนี้หรือ ?
นี่เป็นสิ่งที่ยังความแปลกใจให้ผมเป็นอย่างมาก ทำไมพื้นที่อันศักดิ์สิทธิ์ทรงคุณค่าตลอดมาและตลอดไป มาบัดนี้จึงไม่มีใครทำสงครามเพื่อแย่งชิง คนชั้นสูงได้ละทิ้ง คนชั้นกลางกลับไม่ฉวยโอกาสเข้ายึดครองเป็นสมบัติส่วนตัวที่ล้ำเลอค่า หรือว่ามนุษย์เพียงแต่เสพสุขทางใจเพื่ออวดโชว์ แต่สิ่งนี้ไม่เคยมีคุณค่าในตัวเอง ? หรือว่าการเสพแบบนี้มันช้า ต้องใช้เวลาและความพยายามในการพัฒนาสูง แต่คนอื่นกลับเห็นได้ยาก จึงไม่คุ้มค่าแก่การลงทุนฝึกฝน? หรือว่าหน้าตาทางสังคมไม่ได้วัดกันที่ตรงนี้อีกแล้ว ค่านิยมสังคมเปลี่ยนไปตามกาลเวลา นี่เป็นคำถามที่ยังหาคำตอบไม่ได้
แม้พื้นที่นี้จะไม่ใช่ทำเลทองที่คนส่วนใหญ่ในสังคมประสงค์จะเข้าครอบครองเพื่อเชยชมอีกต่อไป แต่เราได้สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นหรือไม่ว่า พื้นที่นี้ไม่ได้หยุดนิ่งและรอวันสูญสลายเสียทีเดียว ตรงข้ามได้มีการขยายตัวและแปรรูปสินค้าทั้งในเชิงคุณภาพและปริมาณ สิ่งที่ชัดเจนคือ กิจการหนังสือทุกประเภทล้วนมีปริมาณ ความหลากหลาย และคุณภาพสูงขึ้นทุกขณะ ไม่ว่าจะเป็น การจัดทำรูปเล่มที่มีเสน่ห์ชวนมองมากกว่าในอดีต นักเขียนหน้าใหม่ที่โผล่ขึ้นมาโลดแล่นโชว์ฝีมือกันอย่างเนืองแน่น ทำให้วงการดูอบอุ่นชื่นบานอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
นอกจากนี้ การเสพสุขจากโรงหนังได้กลายเป็นทางเลือกใหม่ของผู้มีเวลาน้อย แต่ต้องการเสพสุขอย่างมีรสนิยม เพราะปัจจุบันมีหนังจำนวนไม่น้อยที่ให้สาระแง่คิด ให้ทางเลือกกับผู้เสพเพิ่มมากขึ้นจากเดิมที่ต้องทนเสพแต่ภาพยนตร์น้ำเน่า ที่สำคัญหนังดีที่ต้องใช้ปัญญาอย่างหนักหน่วงในการเสพ อันเหมาะสำหรับ Serious looker ต่างมีปริมาณเพิ่มขึ้นจนเห็นได้ชัด
ทั้งหมดนี้มีนัยยะบ่งชี้ถึงอะไร ? เกิดอะไรขึ้นกับเมืองไทยของเรา ?
ภาพยนตร์และสิ่งพิมพ์เพื่อการบันเทิงชั้นสูงได้เกิดพลวัตขึ้นอย่างรวดเร็ว ในเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ในช่วงแรกดูเหมือนว่าคุณภาพได้ถูกเรียกร้องอย่างหนักหน่วง หนังสือที่มีเนื้อหาน้ำเน่าเริ่มได้รับการปฏิเสธ หนังที่ทำอย่างสุกเอาเผากินเริ่มมีคนเข้าไปนั่งเสียดายตังค์และแช่งด่าตัวเอง แต่เมื่อเวลาผ่านไปหนังที่เคยละเมียด หนังสือที่มีเนื้อหาสาระ กลับเริ่มปรับตัวอีกครั้ง โดยยอมลดคุณภาพลงบ้าง เพื่อแลกกับการขยายฐานตลาดไปสู่ลูกค้าที่มีรสนิยมด้อยกว่า แต่มีปริมาณมากกว่า ในที่สุดปริมาณคนที่นิยมหนังคุณภาพจึงเพิ่มมากขึ้น ช่วยกระตุ้นความสนใจของนายทุนในการสนับสนุนหนังคุณภาพ อย่างไรก็ดี การปรับตัวครั้งนี้ย่อมไม่หวนคืนสู่ความเป็นอภิมหาน้ำเน่าเหมือนในอดีต แต่ได้ปรับตัวสู่สมดุลระหว่าง “ความไร้สาระ” ที่ยังคงความน่าอภิรมย์สำหรับคนบางกลุ่ม กับ “ความมีสาระ” ที่ช่วยพัฒนาภูมิปัญญาให้กับคนอีกกลุ่มหนึ่ง
นี่นับเป็นพลวัตที่เปลี่ยนแปลงไปตามมิติที่ 4 ของไอนสไตน์ แต่สามารถสรุปได้ว่า คุณภาพและปริมาณได้ยกระดับขึ้นมาอีกขั้น แม้ว่าจะมีช่วงเวียนซ้ำ ตกต่ำ แต่แนวโน้มของมันได้สูงขึ้นตลอดเวลา (ปรากฎการณ์นี้อาจนำไปเทียบกับพัฒนาการของสังคมและคุณภาพชีวิตของคนจนได้หรือไม่ ? เพราะทั้งสามสิ่งนี้มีการพัฒนาที่สูงขึ้นตลอดเวลา และยังต้องผ่านเส้นทางอันคดเคี้ยวของการตกต่ำเป็นช่วงๆ เช่นเดียวกัน) เหมือนกับ เกลียว Helix ที่หมุนเป็นวง แต่ในการหมุนแต่ละครั้ง ระดับขั้นได้รับการยกให้สูงขึ้น
ที่อธิบายมาทั้งหมด คงพอทำให้เห็นภาพคร่าวๆว่า สังคมมีพัฒนาการทั้งการเสพสุขทางวัตถุที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน และการเสพสุขทางจิตใจอันละเมียดละไมที่ได้เพิ่มขึ้นแบบ “ถ้าสังเกตคงพอมองเห็นได้” แม้ว่าการยกระดับเชิงคุณภาพจะมีทั้งช่วงขาขึ้นและขาลง แต่โดยรวมเมื่อเวลาผ่านไปจะยกระดับขึ้นเสมอ สิ่งนี้ทำให้เรามองเห็นโลกที่สดใสขึ้น แต่นี่เป็นเพียงประวัติศาสตร์ซึ่งไม่จำเป็นต้องเวียนซ้ำเช่นเดิมก็ได้ อย่างไรก็ตาม เราจะปล่อยให้อนาคตของสังคมพัฒนาไปตามบุญทำกรรมแต่งกระนั้นหรือ(โดยเชื่อตามประวัติศาสตร์ว่าทุกอย่างจะต้องดีขึ้น) ทำไมเราไม่ชิงลงมือทำอะไรเสียก่อน ทำให้มันดีขึ้นด้วยสองมือของเรา ถ้าโชคร้ายอาจได้ผลเพียงน้อยนิด แต่อย่างน้อยคงดีกว่าไม่ทำอะไรเลย ผมมีความเชื่อว่าการใส่อะไรบางอย่างเข้าไปในกระบวนการย่อมก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มเสมอ แต่มีข้อแม้ว่า สิ่งที่ใส่เข้าไปต้องมีคุณภาพ และมีวิธีการที่ถูกต้องในการปฏิบัติการ ดังนั้นจึงน่าจะมาค้นหาวิธีการทำให้เพื่อนร่วมชาติของเราหันมา “เสพสุขอันละเมียดละไมทางจิตใจ” เพิ่มมากขึ้น
ผมคงไม่อภิปรายถึงการทำให้สังคมดีขึ้น โดยการเข้าไปเปลี่ยนแปลงสังคมอย่างขนานใหญ่ ถอนรากถอนโคนและผลักดันกงล้อประวัติศาสตร์เพื่อปลอดปล่อยให้มนุษยชาติพ้นจากรอยน้ำตา มีแต่ความสุขสันต์รื่นรมย์ตราบจนนิรันดรกาล ไม่ใช่ว่าผมไม่อยากให้ความฝันนี้กลายเป็นความจริง แต่เพราะผมเชื่อว่ามันเป็นภารกิจที่นอกจากจะสำเร็จยากแล้ว ยังมีน้อยคนที่จะลงทุนลงแรงโดยไม่ได้สิ่งใดตอบแทน ยิ่งในยุคนี้ที่ภาพมายาในการช่วยเหลือผู้ยากไร้ การปฏิรูปสังคม และการเป็นพลเมืองดีของสังคม ได้ถูกทำลายหรือลดความนิยมลงจนแทบจะสูญพันธุ์ การออกมาต่อสู้เรียกร้องเช่นนี้ย่อมสูญเปล่า หรือเป็นไปได้ยากยิ่ง
อย่างไรก็ตาม ผมยังคงเชื่ออยู่เสมอว่า “ความดีงาม” หลงเหลือหลบซ่อนอยู่ในจิตใจของคนตัวเล็กๆจำนวนมาก พวกเขายินดีช่วยเหลือสังคมในขอบเขตที่ตัวเองไม่เดือดร้อนเกินไปนัก แม้นในบางสถานการณ์ความดีที่หยิบยื่นไปอาจไม่บริสุทธิ์ผุดผ่อง100 % โดยมีผลประโยชน์เจือปนแอบแฝงอยู่บ้าง แต่นั่นย่อมเป็นวิสัยธรรมดาของปุถุชน ซึ่งย่อมดีกว่าไม่ทำอะไรเลย หรือมัวแต่ก่นด่าประณามผู้อื่น แต่เพราะความดีที่มีอยู่บ้างนี่แหละ (ไม่ว่าจะบริสุทธิ์ผุดผ่องหรือไม่) ย่อมทำให้โลกนี้ยังคงสวยงามน่าอยู่ ส่วนสาเหตุที่ผมเชื่อว่ามีคนดีไม่บริสุทธิ์แบบนี้อยู่มากก็เพราะตาม “หลักสถิติ” ของโลกที่ไม่สมบูรณ์แบบใบนี้ คนที่เลวบริสุทธิ์ดุจซาตานกับคนที่ดีบริสุทธิ์ดุจบุตรพระเจ้ามีเพียงหยิบมือเดียว
แต่ความถนัดของผม คือ การชี้แนะคนส่วนใหญ่ให้มองเห็นความสำราญที่ได้จากการเสพสุขทางใจหรือการเสพสุขชั้นสูงนี้ และเมื่อพวกเขาเห็นดีเห็นงามตามไป เขาย่อมเข้าไปเสพและเมื่อนั้นเขาจะติดกับดัก แต่เป็นกับดักแห่งความอภิรมย์ ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของผมที่อยากให้ทุกคนมีความสุข โดยเฉพาะสุขอย่างละเมียดละไม มีรสนิยม ที่ยิ่งเสพก็ยิ่งมันส์ซาบซ่าน ดีเด่นกว่าเสพสุขทางวัตถุมากโข ยิ่งกว่านั้น ความสุขทางวัตถุยังเป็นความสุขแบบ “ง่าย อิ่มตัว จืดชืด” ไม่ต้องรอให้ผมแนะนำ ทุกคนย่อมสามารถซื้อหามาเสพได้โดยไม่ต้องใช้หยาดเหงื่อมานะเพื่อลิ้มรสความสุขแท้ยั่งยืน
สิ่งที่ตามมาคือ เมื่อพวกคุณได้เสพสุขในแนวทางใหม่แล้ว คุณจะลืมหรือลดความอยากในการเสพวัตถุลง เพราะมีทางเลือกในการเสพที่หลากหลายมากขึ้น การแสวงหาทางวัตถุเพื่อระบายความอยากจึงอาจลดลงเพราะส่วนหนึ่งถูกระบายผ่านการเสพสุขทางจิตใจ จนอาจถึงขั้นเบื่อหน่ายวัตถุไปเลยก็ได้ แต่ผมไม่ได้หวังผลถึงเพียงนั้น ผมอยากให้คุณมีความสุขในโลกนี้อย่างเปี่ยมล้น โดยเสพทั้งวัตถุและจิตใจอย่างครบครัน แต่ที่ผมเน้นย้ำการเสพสุขซึ่งใช้ภูมิปัญญาชั้นสูงนี้ เพราะไม่อยากให้คุณพลาดการเสพอีกแนวที่ซาบซ่านไม่ยิ่งหย่อนกว่าทางวัตถุ หรือบางทีอาจเหนือล้ำกว่าเสียอีก
เมื่อเสพติดความละเมียดละไมนี้แล้ว บางทีคุณอาจจะเห็นความงามในการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์เป็นเงาตามตัว หรืออย่างต่ำก็เบียดเบียนคนอื่นน้อยลง เพราะจิตของคุณได้รับการพัฒนาจนละเอียดอ่อนแล้ว เนื่องจากการเสพที่ผมจะแนะนำต่อไปนั้นต้องอาศัยการฝึกฝนจิตให้งดงามและอ่อนโยนพอที่จะรองรับความสุขอันละเมียดละไมนั้นได้ เมื่อเป็นดังนี้เท่ากับคุณได้ช่วยเหลือสังคมให้ดีขึ้นบ้างไม่มากก็น้อย เพราะการช่วยเหลือสังคมให้ดีขึ้นนั้น ย่อมทำได้ถึง 2 ทาง คือ ประพฤติดีมากขึ้น หรือประพฤติเลวน้อยลง
ช้าก่อน! โลกนี้คงไม่มีอะไรฟรี หรือง่ายดายปานนั้น
แต่การทำอะไรบางอย่าง คงจะดีกว่าไม่ได้ทำอะไรเลย
