Practical Report การเสพสุขของชนชั้นสูง (ตอนที่ 2)

โดย เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์

การเสพสุขชั้นสูงนั้น ย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่ใช่เพียงแต่มีเงินมหาศาลแล้ว จะสามารถเสพรับความสุขที่ละเมียดนี้ได้ แต่ทุกสิ่งย่อมไม่ไกลเกินความพยายามแห่งมนุษย์ เราสามารถออกแบบวิธีการเพื่อเดินทางไปสู่ความสุขนี้ได้ ตามลำดับดังนี้

1. ก้าวข้ามกำแพง : หนทางสำหรับผู้เริ่มเสพสุขละเมียดละไม

การเสพสุขที่ละเมียดละไมนี้ โดยทั่วไปเป็นสิ่งที่ยากในการเข้าถึง หากคุณไม่ข้ามกำแพงเข้ามาก่อน คุณจะไม่มีวันได้เสพและการข้ามกำแพงนี่แหละเป็นสิ่งที่ยากที่สุด เนื่องจากเป็นเรื่องที่คุณไม่คุ้นเคย เมื่อเริ่มต้นแทนที่จะเป็นขนมหวานหอม มันกลับเป็นยาขมเฝื่อน แต่ถ้าอดทนสักพักคุณจะเริ่มคุ้นเคยจนสามารถสัมผัสรับรู้ถึงสุนทรียะ ความงาม และความละเมียดละไม ความสุขที่ได้ลิ้มรสนี้จะกระตุ้นให้คุณเพิ่มปริมาณการเสพมากขึ้นๆ จนในที่สุด คุณจะเข้ามาอยู่ในอาณาจักรของเรา อาณาจักรชั้นสูง คุณจะกลายเป็นชนชั้นสูงอย่างแท้จริง เป็นอภิสิทธ์ชนผู้เสพสุขในสิ่งอันคนอื่นเสพไม่ได้

แต่โลกนี้ไม่มีอะไรที่ง่ายดายขนาดนั้น การจะทนเสพในตอนแรกจนติดนั้น ไม่ใช่เรื่องกล้วยๆนะครับ บางคนอาจทนเสพอยู่หลายปีแต่กลับไม่มีพัฒนาการ เหตุการณ์นี้มิได้เป็นเครื่องยืนยันว่าการเสพสุขชนิดนี้มีเพียงมนุษย์ผู้เลอเลิศเท่านั้นที่จะเข้าถึงได้ แต่สาเหตุอาจมาจากวิธีการเสพที่ผิดพลาด เพราะไม่มีผู้เชี่ยวชาญมาคอยชี้แนะ นอกจากนี้ผู้เสพอาจเลือกชนิดของการเสพที่ไม่ตรงกับจริตของตัวเอง ผมเชื่ออย่างลึกๆว่าทุกคนมีศักยภาพที่จะเข้าถึงการเสพสุขที่ละเมียดละไมนี้ แต่ลางเนื้อชอบลางยา คุณอาจจะชอบคนละอย่างกับผม ดังนั้นขอเพียงทุกคนมีคนชี้แนะหรือใช้ความเพียรของตนจนสามารถเลือกในสิ่งที่ถูกจริตกับตนเอง ทุกคนก็จะได้เสพสุขนี้

สิ่งแรกที่สามารถทำได้อย่างง่ายๆคือ หาเวลาว่างสักเล็กน้อย ผมรู้ว่าทุกคนมีงานยุ่ง มีเงินต้องหา แต่เราทุกคนล้วนต้องการความสุขมิใช่หรือ ? ไม่เช่นนั้นจะดิ้นรนไขว่คว้าหาเงินมาทำไมตั้งมากมาย ดังนั้นเราย่อมต้องมีเวลาเพื่อการเสพสุขอยู่แล้ว แต่ถ้าหาเวลาไม่ได้เอาเสียเลย ผมมีข้อเสนอให้ลองแบ่งเวลาจากการเสพสุขทางวัตถุ เช่น กินอาหารนอกบ้านจากเดือนละสองครั้ง ให้ลดเหลือเดือนละครั้ง(ประหยัดเงินด้วย) แล้วนำเวลาจากการเสพสุขทางวัตถุเพียงครึ่งหนึ่งนี้มาใช้เสพสุขที่ละเมียดละไมกัน

ขั้นต่อมาคือ การพัฒนาตัวเองให้เป็นคนละเอียดอ่อน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการเสพ ในตอนเริ่มต้นอาจจะยากและต้องใช้ความอดทนกันพอสมควร แต่สิ่งที่จะช่วยไม่ให้เหนื่อยยากจนเกินไปคือ การหาสื่อในการเสพที่เหมาะสมกับตัวเรา เพราะถ้าเลือกดีๆแล้ว จะทำให้เราฝืนทำในสิ่งนี้ได้ง่ายขึ้น(การฝืนในช่วงแรกเป็นสิ่งที่ต้องลงทุน แต่น่าจะคุ้มค่ากับผลตอบแทนและความสุขที่ได้รับ) เมื่อฝึกฝนผ่านสื่อจนหัวใจเริ่มมีความละเอียดอ่อนแล้ว ความน่าเบื่อในการเสพย่อมลดลง จนกลายเป็นความสนุกสนานในที่สุด เมื่อเกิดความสนุกในการเสพ ผู้เสพจะเริ่มติดใจในรสชาติและเพิ่มปริมาณการเสพขึ้นจนนำไปสู่ภาวะติดงอมแงมในท้ายที่สุด และนั่นคือ จุดเริ่มต้นของการเดินทางเข้าสู่อาณาจักรแห่งการเสพสุขอันละเมียดละไม

แต่เราจะเลือกสื่อแบบไหนถึงจะเหมาะสมกับตัวเรา ? คำตอบคือ เราต้องเสี่ยง แต่เสี่ยงอย่างมีหลักการ โดยลองใช้ความรู้สึกถามตัวเองดูว่า “สื่อประเภทใดที่เราเสพทีไรก็มักจะพบแต่ความสุขสมชื่นบาน เกิดอาการติดอกติดใจเสมอๆ” อาจหาข้อมูลประกอบว่าเราเป็นคนเช่นไร (ร้อนแรง เยือกเย็น ลึกซึ้ง ฯลฯ) ชอบความสุขแบบใด (ละเมียดละไม ซาบซ่าน ดิบเถื่อน ฯลฯ)

มีให้เลือกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น นวนิยาย เรื่องสั้น บทละคร ส่วนนี้สำหรับ “ผู้รักความงาม” แต่ถ้าชอบอะไรที่ดูมีเหตุผลมากขึ้น เราอาจเลือกสารคดี การเดินทางท่องเที่ยว การค้นหาอารยธรรมที่สาปสูญ หรือถ้าชอบขบคิดให้ลึกซึ้ง ปรัชญาและวิทยาศาสตร์ น่าจะเป็นคำตอบที่ดีพร้อม แต่ถ้าชอบอะไรที่ป้อนให้ถึงชิวหา มีบรรยากาศเป็นใจ คงหนีไม่พ้น “ภาพยนตร์” แต่จะต้องเลือกเรื่องที่ดี มีคุณค่า ถ้าเรื่องไหนดูจบแล้วเกิดความซาบซึ้งตรึงใจ ให้เลือกเรื่องนั้นมาศึกษาเพิ่มเติม วิเคราะห์วิจารณ์ดูว่า อะไรเป็นจุดดึงดูดของหนังเรื่องนี้ ? ทำไมเราจึงติดอกติดใจมากกว่าเรื่องอื่น ? ฯลฯ ยิ่งถ้าหาต้นฉบับที่เป็นนิยายหรือบทภาพยนตร์มาอ่านและศึกษาได้ จะมีส่วนช่วยพัฒนาความสามารถในการเสพสุขที่ละเมียดละไมได้เป็นอย่างดี (จำไว้ว่าการอ่านเรื่องหรือเสพในสิ่งที่เราชอบมากๆ จะเป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายและมีประสิทธิภาพดีกว่าการเสพหรือทำในสิ่งที่เราไม่ชอบหรือชอบในระดับธรรมดา)

อย่างตัวผมนั้นได้เริ่มจากศูนย์เช่นกัน เพราะแต่เดิมการอ่านหนังสือจะเป็นเหตุบังเอิญมากกว่าความจงใจ เช่น หนังสืออ่านนอกเวลา หรือมีคนมาแนะนำให้อ่าน ถ้าเรื่องใดติดอกติดใจจะเร่งเสพจนจบอย่างรวดเร็ว แต่ไม่ได้มีแรงบันดาลใจถึงขั้นไปเสาะหาหนังสือเล่มอื่นมาอ่านให้หนำใจยิ่งขึ้น หรือกลายเป็นคนชอบอ่านหนังสือแบบถาวร

แต่มีวันหนึ่งที่ทำให้ชีวิตผมต้องพบกับพายุแห่งความเปลี่ยนแปลง ในบ่ายวันที่ร้อนอบอ้าวนั้นผมฉับพลันเกิดความว้าเหว่ทางจิตใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก (ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะคนรุ่นเราเป็นพวกที่มีเวลาว่างมาก ความเหงาจึงมาเยือนเสมอ) ผมจึงเข้าไปเดินในร้านหนังสือ แล้วเกิดความคิดแผลงๆว่า หนังสือประเภทใดหนอ ที่จะช่วยดลบันดาลให้ผู้อ่านเกิดความเท่อย่างสุดระงับ แลดูเหนือชั้นกว่าคนธรรมดาทั่วไป ? ผมคิดตั้งนานก็คิดไม่ออกสักที จนในที่สุดจึงปิ๊งแวบขึ้นมาว่า หนังสือที่ต้องใช้ความคิดนั่นเองที่ทำให้เราดูทรงภูมิและเหนือชั้นกว่าผู้ใด แล้วผมยังต้องใช้เวลาไตร่ตรองอีกหลายเพลาว่า หนังสือประเภทไหนล่ะที่ช่วยหลอมความคิดให้คมกริบประดุจดาบฟ้าฟื้น

จนในที่สุดสายตาได้เหลือบไปเห็นคำว่า “ปรัชญา” ใช่ มันเท่มาก จะมีคำไหนที่เจ๋งไปกว่าคำนี้อีก เพราะมันให้ความรู้สึกยากและไกลเกินเอื้อมเสียเหลือเกิน แต่ยิ่งยากก็ยิ่งเท่ ผมคิดเช่นนั้น จึงมุ่งหน้าเสาะหาหนังสืออะไรก็ได้ที่มีคำว่า “ปรัชญา” และแล้วพรหมลิขิตได้บันดาลชักพาให้ผมสะดุดตากับหน้าปกสีน้ำตาลหวานละมุน รูปเล่มหรูหราสง่างามพร้อมตัวหนังสือสีทองผ่องอำไพ สลักเสลาว่า “ปรัชญาชีวิต” ด้วยรูปร่างหน้าตาที่แสนรัญจวนใจ ได้ทำให้หนุ่มน้อยอย่างผมสนใจที่จะเข้าไปค้นหาภายในใจของเธอว่าจะงดงามปานใด มือน้อยๆได้สัมผัสเธออย่างทะนุถนอม ค้นหาลึกเข้าไปลึกเข้าไป จนผมได้พบความวิจิตรบรรจงอย่างที่ไม่เคยพานพบมาในชีวิต แม้ว่าจะยังไม่ค่อยเข้าใจกับถ้อยคำที่เธอได้เอื้อนเอ่ยออกมา…แต่หัวใจของผมพร้อมแล้วที่จะร่วมอภิรมย์กับจิตวิญญาณที่หวานล้ำนั้น

คาลิล ยิบราน (Kahlil Gibran) เป็นนักเขียนที่ใช้ภาษาได้ไพเราะยิ่ง โรแมนติคประดุจฝั่งทะเลสีน้ำผึ้ง เขาวาดภาพชีวิตสุขภิรมย์บนสวนสวรรค์ แต่ได้แอบหยอดหยดปัญญาในผลแอปเปิ้ลสีทอง เราจึงอ่านเพื่อเสพความงามก็ได้ หรือศึกษาเพื่อเสพความคิดลุ่มลึกก็ย่อมดี และนี่เป็นที่มาแห่งการเสพติด “ปรัชญาชีวิต” ของผม มีข้อน่าสังเกตคือ หนังสือที่มีเนื้อหาหนักแน่น แฝงแง่คิดที่ลึกซึ้งต่อชีวิต แต่ไม่มีคุณค่าเชิงวรรณศิลป์ย่อมดึงดูดผู้อ่านได้น้อยยิ่ง ส่วนหนังสือที่มีแต่ความงดงามหากไร้ซึ่งแก่นสารสาระก็ย่อมไม่มีค่าคู่ควรให้จุมพิต นักเสพสุขชั้นสูงย่อมหนีห่างจากสุดโต่งทั้งสองข้าง ดังนั้น “ปรัชญาชีวิต” จึงเพียบพร้อมยิ่งทั้งสองสุดยอด

การพลิกผันของเรื่องราวแบบนี้ เป็นเรื่องบังเอิญหรือโชคชะตา ? จากความอยากเท่จึงออกตามหาปรัชญา แต่กลับได้พานพบ “ปรัชญาชีวิต” ซึ่งไม่ใช่หนังสือที่ใช้เหตุผลอย่างหนักหน่วงตามสไตล์ปราชญ์ทรงภูมิ แต่เป็นหนังสือที่ทำให้เราได้สัมผัสถึงอารมณ์อันเพริศแพร้ว และถ้าคุณพ่อของคุณอรุณ ภาวิไล (ดร. ระวี ภาวิไล นักดาราศาสตร์ชั้นนำของเมืองไทย แต่ดังน้อยกว่าลูก) ไม่เลือกใช้ชื่อ “ปรัชญาชีวิต” แต่เลือกที่จะแปลตรงๆจากคำว่า The Prophet ผมคงไม่ได้มานั่งเขียนบทความแนะนำการเสพอันละเมียดละไมอยู่ ณ ที่นี้ แต่ผมคงเป็นหนึ่งในผู้ที่กำลังเรียนรู้การเสพชนิดนี้ หรือแม้แต่ต่อต้านก็เป็นได้

อาจมีส่วนของความบังเอิญอยู่บ้าง แต่เพราะไอ้ความบังเอิญนี่แหละ ที่เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า “มันไม่ได้ยากอย่างที่คิด” เพราะผมเองก็ไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจที่จะเสพมาก่อน แต่ยังบังเอิญเดินเข้าไป ทดลองเสพ จนในที่สุดก็ติดจนงอมแงม เมื่อเทียบกับคุณที่มีผู้เชี่ยวชาญที่น่ารักอย่างผมคอยแนะนำแล้ว “ความสุขอันละเมียดละไม จะหนีไปไหนได้เล่า”

สิ่งต่อไปที่เราต้องทำคือ เริ่มค้นหาสื่อที่จะใช้เสพ อาจเริ่มต้นโดยการเดินเข้าไปในร้านหนังสือ แล้วมองหาหนังสือดีๆสักเล่มมาอ่าน โดยการเปิดคำนำ ดูชื่อและประวัติผู้เขียนที่เชื่อถือได้ แต่ถ้าต้องการคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ ให้ลองมองหาหนังสือประเภทวรรณคดีวิจารณ์ ประวัติวรรณคดี หรือนิตยสารต่างๆที่มีคอลัมน์แนะนำหนังสือ โดยเฉพาะ “สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์”, “ มติชนสุดสัปดาห์”, และ “เนชั่นสุดสัปดาห์” (ไม่ได้ค่าโฆษณานะ) เขามีหนังสือดีๆมาแนะนำอยู่ประจำซึ่งค่อนข้างเชื่อถือได้ แต่ถ้าต้องการความคุ้มค่า ผมแนะนำให้อ่านบทความอื่นๆที่อยู่ในเล่มด้วย และเราอาจจะกลายเป็นนักเสพสุขจากการอ่านไปก่อนที่จะไปตามอ่านเจ้าหนังสือที่เขาแนะนำเสียอีก เพราะนิตยสารทั้งสามในตัวมันเองถือเป็นหนังสือชั้นเลิศ ที่จะทำให้คุณเพลิดเพลินในอาณาจักรแห่งความละเอียดอ่อนของอารมณ์และความคิดที่ลึกซึ้ง

เห็นไหมล่ะว่ามีทางให้เราเลือกที่จะเข้าไปในบ่วงแห่งการเสพติดนี้ มากกว่าที่จะเดินหนีเสียด้วยซ้ำ เพียงแต่เราจะเปิดรับและมองหาหรือไม่เท่านั้น

แต่ ถ้าคุณเป็นคนไม่ชอบอ่านหนังสือ เราย่อมมีทางเลือกอื่นให้คุณเสมอ ซึ่งทางเลือกนี้กำลังเป็นที่นิยมในประเทศพัฒนาแล้ว (โปรดอ่านบทความของ Peter Drucker ที่เกี่ยวกับ องค์กรไม่แสวงหากำไร) คือ การทำงานเพื่อสังคม ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร แต่ถ้าคิดให้ลึกซึ้งองค์กรแบบนี้ก็ยังคงแสวงหาผลกำไร แต่เป็นกำไรในจิตใจของคุณ คุณจะได้พบกับคุณค่าทางจิตใจมากมายให้เลือกเสพสุข เริ่มจากความภูมิใจที่ได้ช่วยเพื่อนร่วมโลกของเรา ได้ทดลองทำสิ่งท้าทายใหม่ๆ ได้เลือกที่จะวางแผนงานเอง ได้เพลิดเพลินไปกับการทำความรู้จักผู้คนที่แตกต่างไปจากแวดวงที่คุณอาศัยอยู่ ที่สำคัญคนเหล่านี้ต่างเข้ามาอาสาทำงานด้วยใจรักไม่ได้คิดเรื่องผลประโยชน์เป็นสรณะ จึงมีความจริงใจปรารถนาดีและความอบอุ่นมากกว่าคนปกติ การได้ร่วมงานกับบุคคลเหล่านี้ย่อมทำให้คุณได้ปลดปล่อยผ่อนคลาย และมีความสุข

แต่ช่องทางนี้ในเมืองไทยอาจแคบกว่าอเมริกา ซึ่งแน่นอนย่อมเป็นเช่นนั้น เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นไปตามพัฒนาการสังคม บ้านเราในอีก 10 ปีข้างหน้าอาจมีองค์กรเหล่านี้ใกล้เคียงกับอเมริกาในวันนี้ แต่เราสามารถชิงลงมือเสียก่อน ซึ่งจะทำให้เราเป็นผู้นำแฟชั่นแห่งยุค เพราะในวันนี้การแข่งขันในการเสพสุขบนเส้นทางนี้ยังมีไม่มากนัก เฉกเช่นเดียวกับการซื้อหุ้นดีตั้งแต่ยังไม่เป็นที่รู้จัก ซึ่งนอกจากจะทำให้มีราคาไม่แพงแล้วผู้ลงทุนยังสามารถเก็บเกี่ยวผลกำไรได้เป็นระยะ แต่สำหรับการเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อสังคม(เพื่อหากำไรอันละเอียดอ่อนให้กับจิตใจของผู้เข้าร่วม)ในอเมริกานั้น กำลังเป็นที่แข่งขันกันอย่างสูง และอาจต้องต่อคิวกันเลยก็ว่าได้ เห็นไหมว่าสินค้าที่ละเอียดอ่อนทางจิตใจนั้น กำลังขายดีและเป็นที่แย่งกัน แล้วทำไมเราต้องรอให้ถึงเวลานั้น ?

การเปิดหูเปิดตา ด้วยการย่ำเดินในสถานที่แปลกใหม่หลุดออกจากกรอบที่คุ้นเคย ย่อมสร้างบรรยากาศที่ปลุกเร้าจินตนาการอันสดใส แล้วเมื่อสมองของเราเบิกบาน บางทีอาจถึงห้วงเวลาที่จะเริ่มสัมผัสลิ้มรสหนังสือดีๆสักเล่ม หรือเสพคุณค่าทางจิตใจที่ประเมินค่ามิได้ แต่การหาที่ใหม่ๆอย่างเดียวคงไม่พอ เรายังต้องเปลี่ยนตัวเอง เปิดสมองให้ชอบขบคิด ซึ่งหากเปิดแล้ว แม้แต่การเดินอยู่ในที่เดิม เราก็จะเห็นโลกที่เปลี่ยนไป ไม่ใช่โลกเปลี่ยนแต่เป็นความคิดและรสนิยมของเราที่เปลี่ยนโฉม เราอาจเห็นความงามในความซ้ำซากน่าเบื่อหน่าย ชีวิตคนงาน แม่ค้าตลาดสด และคนเร่ร่อน อาจสวยสดขึ้นจากสายตาใหม่ที่เปลี่ยนไปของเราก็เป็นได้ ถ้ายังไม่เชื่อให้เราลิ้มลอง “เหยื่ออธรรม(Les Miserables)” บทประพันธ์อมตะของ Victor Hugo นักเขียนระดับโลกชาวฝรั่งเศส แล้วจะได้เห็นความงามท่ามกลางความอัปลักษณ์ของชีวิต ดังที่มีผู้วิจารณ์ว่า หนังสือเล่มนี้ “เป็นดอกไม้ของชีวิต เป็นความหวังของผู้หมดหวัง เป็นคัมภีร์ของสุภาพชน เป็นไฟที่จะชะล้างโลกให้หมดจดด้วยรัก”

หากใครยังหาที่ทางไม่ได้ เรามีสินค้าตัวใหม่มานำเสนอ “ศาสนา” อย่างไรล่ะครับ นี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น ไม่ใช่เรื่องน่าเบื่อ แต่กำลังเป็นที่นิยม เพียงแต่คนส่วนใหญ่ยังไม่ทราบกันเท่านั้น พวกเราคงเคยแต่เห็นพิธีกรรมไสยศาสตร์ที่ไม่น่าเชื่อถือ การมาเรี่ยไรของพระ การประพฤติผิดที่มีอยู่เนืองๆ แต่ผมขอบอกให้เราทดลอง “ศาสนาใหม่” โดยอาจต้องเปลี่ยนชื่อที่ใช้เรียกเพื่อลบภาพพจน์เดิมๆ โดยใช้คำว่า “กระบวนการทางจิตวิญญาณใหม่” ซึ่งจะทำให้มนุษย์เห็นแง่มุมอันงามแท้ของศาสนา ตัวอย่างง่ายๆ ลองไปดูภาพยนตร์สุดคลาสสิคเรื่อง Seven years in Tibet แล้วจะพบความวิจิตรบรรจงของธรรมชาติ ความสงบเรียบง่ายแบบชาวธิเบต ซึ่งหัวใจมนุษย์ทุกดวงต่างโหยหา(แต่สมองของเรากลับชอบความวุ่นวาย) คุณสามารถอ่านเรื่องทางจิตวิญญาณใหม่นี้ได้จาก บทความในต่างประเทศ โดยนักคิดชั้นนำของโลก ซึ่งได้เริ่มหันมาสนใจทางด้านนี้ โดยพวกเขามองว่าสิ่งนี้จะเป็นคำตอบให้โลกในอนาคต ซึ่งเทคโนโลยีและความเจริญก้าวหน้าจะไม่สามารถเป็นหลักชัยให้อารยธรรมได้อีกต่อไป ขณะที่ศาสนาในแบบเดิมยิ่งเป็นสิ่งที่นับวันแต่จะเสื่อมค่าลง

หากใครถูกจริตกับเส้นทางนี้ขอบอกว่าในอนาคตอาจได้กลายเป็นผู้ทรงภูมิปัญญาชั้นแนวหน้าของเมืองไทย(เท่ !!! ใช่ไหมล่ะ)

สำหรับนักคิดไทย ได้เริ่มมีการนำเสนอแนวคิดทำนองนี้บ้างแล้ว โดยเป็นการนำบทความดีๆของนักคิดระดับโลกมาย่อยให้อ่านอีกทีนั่นเอง คนที่เป็นมือวางอันดับหนึ่งของเมืองไทย คือ นายแพทย์ประสาน ต่างใจ โดยผมขอแนะนำ “บุพนิมิตแห่งกระบวนทัศน์ใหม่” ซึ่ง มีเรื่องราวน่าตื่นเต้นมากมาย ให้ทดลองชิมกันได้ แต่หากต้องการความสวยสดแบบนวนิยายผสมเค้าเงื่อนแห่งการปฏิบัติจริง(ในแบบศาสนายุคใหม่ New age) ให้ออกตามหาหนังสือของ Hesse ผู้ได้รับรางวัลโนเบลทางวรรณกรรมเป็นการันตี โดยท่านเป็นผู้ที่ศึกษาศาสนาตะวันออกอย่างลึกซึ้งจนถึงขั้นดื่มด่ำซาบซ่าน มีงานชิ้นเอกที่แปลเป็นไทยแล้วหลายเล่ม เช่น สิทธารัตถะ, นาร์ซิสซัสและโกลด์มุนต์, เกมลูกแก้ว (ผลงาน Master Piece ซึ่งมีผลอย่างมากในการทำให้เขาได้รับรางวัลโนเบล) ฯลฯ

หากคุณเป็นคนช่างเลือก จะเอาทั้งสวยงาม ภาษาดี มีการท่องเที่ยวเดินทาง มีแง่มุมที่ลึกซึ้งทางภูมิปัญญาให้ใคร่ครวญ ทั้งยังนำหนังสือล้ำค่ามาย่อยแต่พอคำให้ลิ้มรส ผมแนะนำ “วิหารที่ว่างเปล่า” ของ พี่เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ผู้มีอดีตอันลือลั่นและปัจจุบันที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน เขาเขียนเรื่องนี้ได้อย่างกลมกล่อม ผู้อ่านจะพบคุณสมบัติที่ครบถ้วนในเล่มเดียว แต่ผมขอแนะนำว่า ถ้าเราไม่ใช่คนที่ชอบขบคิดจริงจังแล้ว การได้คุณสมบัติที่มากล้นกลับจะเป็นการทำร้ายตัวเอง ดังนั้น เราอาจต้องไปหาผลงานก่อนหน้านี้ของพี่เสกที่แสนจะโรแมนติค ซึ่งเป็นเรื่องราวของการเดินทางท่องเที่ยว และค้นหาตัวตน ที่ไม่มีความเคร่งเครียดเหมือนในเล่มนี้มาอ่านก่อน อ่านจนติดใจและคุ้นเคยแล้วนั่นแหละ จึงค่อยขยับขยายทำเลไปทำภารกิจที่ยากขึ้น ก็คงไม่ถึงกับสายเกินไป

สำหรับนิสิตนักศึกษา ผู้เยาว์วัยในเส้นทางแห่งการแสวงหา ผมแนะนำให้ไปลิ้มลองทำกิจกรรมที่ชั้น 4 ตึกจุลจักรพงษ์ อันสิงสถิตย์อยู่ ณ สถาบันอันศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่งแถว “เซนเตอร์พอยท์” สำหรับมหาวิทยาลัยอื่นย่อมมีชมรมให้เลือกสรรมากมายเช่นเดียวกัน แต่ไม่ว่าจะไปที่ใดต้องเลือกชมรมที่ดีและเหมาะสมกับตัวคุณ ถ้าเลือกไม่เป็น คงต้องใช้วิธีทดลองไปเรื่อยๆจนกว่าจะพบความลงตัว แต่ไม่ต้องหวาดกลัวความล้มเหลวผิดพลาดในการเลือก ให้ถือว่าเป็นการลิ้มรสอาหารนานาชนิดจนกว่าจะพบที่ถูกจิตสนิทใจ ผมเองนั้นได้รับพรอันศักดิ์สิทธิ์จากที่นี่นั่นเอง เมื่อนำมาคลุกเคล้าเข้ากับหนังสือที่เคยเสพ ทำให้ผมสามารถยกระดับการเสพสุขขึ้นอีกขั้นหนึ่ง

สังคมชาวชมรมนี้มีวัฒนธรรมที่น่ารักหลงใหล เปี่ยมด้วยไฟฝันอันอิ่มอุ่น ผูกพัน รักใคร่ฉันท์น้องพี่ (แต่หากบรรยากาศเป็นใจ อาจเกินเลยถึงขั้น “กิ๊ก” ก็คงไม่มีใครว่า ถ้าไม่เกินเลยไป) ที่นี่เป็นสังคมอุดมคติโดยแท้ แต่ไม่ได้หมายความว่า พวกเด็กชมรมจะเป็นคนดีแบบบริสุทธิ์ผุดผ่อง พวกเขามีรัก โลภ โกรธ หลง ไม่ต่างจากเรา แต่สิ่งที่ทำให้ที่นั่นเป็นสถานที่อันวิเศษ คือ บรรยากาศ ความงาม ความปรารถนาดีที่ร้อยรัดกันและกันไว้ ซึ่งไม่ใช่เพราะบุคคลเหล่านี้ได้รับการขัดเกลามาดี แต่เป็นเพราะลักษณะกิจกรรมและห้องชมรมที่เอื้ออำนวย พูดง่ายๆคือ มีระบบและสิ่งแวดล้อมที่ออกแบบมาอย่างดีเพื่อส่งเสริมต่อการเสพสุขทางใจ มีการทำค่ายอาสาพัฒนาชนบท ซึ่งอาจไม่ได้ช่วยเหลือชาวบ้านได้มากมายกระไรนัก เพราะพวกเราเป็นชาวกรุงเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อเหมือนกันทั้งสิ้น แต่สิ่งที่ชาวบ้านได้รับคือ การเสพสุขทางจิตใจ ที่เห็นน้องๆนักศึกษาหน้าตาน่ารัก เข้ามาทำความรู้จัก มาให้ความเคารพนับถือ แม้เขาจะลำบากกว่าเดิมด้วยซ้ำ(หลังจากเรากลับออกไป) แต่เขาได้เสพสุขมากกว่าที่สูญเสีย ยิ่งพวกเรานั้นไม่ต้องพูดถึง การได้ไปในบรรยากาศของชนบท กรุ่นกลิ่นไอดิน ได้ทำกิจกรรมที่เป็นอุดมคติอันปลุกเร้าความดีงามลึกๆในก้นบึ้งแห่งหัวใจอันละเอียดอ่อน ได้ร้องเพลงเพื่อชีวิตที่มีเนื้อหากระตุ้นบรรยากาศอันอบอุ่นหวานซึ้ง ได้… ฯลฯ

ผมว่างบประมาณที่มหาวิทยาลัยจัดให้นิสิตเหล่านี้ ไม่สูญเปล่า เขาอาจไม่ได้ช่วยชาวบ้านมากนัก แต่เขาได้ช่วยพัฒนาจิตใจของตัวเขา ผ่านการออกค่าย ผ่านกิจกรรมชมรม ทำให้เขาเป็นคนดีขึ้น เกะกะระรานสังคมลดลง โดยเฉพาะเมื่อเติบโตขึ้นและได้เป็นใหญ่เป็นโตในสังคม

  • บดินทร์

    ถ้าเป้นเมื่อก่อน จำกัดอยู่ที่คำว่า ชนชั้นสูง คงไม่ผิดเท่าไหร่
    เพราะการจะมีเวลาเสพอะไรแบบนั้นได้ ต้องใช้งานทาส
    ที่ทำหน้าที่ผลิต ปัจจัย ที่จำเป็นต่อชีวิตให้แทน
    สมัยนี้คนเรามีทางเลือกเพิ่มเป็นผลจากการสะสม technology
    ทาง เศรษฐกิจ

    เรื่องเสพนี่ ละเอียดอ่อนมาก มีทั้งด้านที่ ส่งเสริมปัญญา และ ด้าน
    ที่สุ่มเสี่ยงต่อการลุ่มหลง เป้นอบายมุข แบบการชื่นชมความงาม
    ของสตรี

    ผมเดาว่าเจริญชัย คงไม่มีประสบการณ์ แบบหลัง ละมั้ง อิอิ

  • big

    เรื่องเสพนี่ ละเอียดอ่อนมาก มีทั้งด้านที่ ส่งเสริมปัญญา และ ด้าน
    ที่สุ่มเสี่ยงต่อการลุ่มหลง เป้นอบายมุข แบบการชื่นชมความงาม
    ของสตรี

    ผมชอบประโยคนี้ครับ
    มันสุ่มเสี่ยง
    แต่มนุษย์ก็เป็นเผ่าพันธ์ชอบเสี่ยงอยู่แล้ว

    ผมว่าถ้า “ปัญญา” แหลมคมพอ ก็จะไม่มีปัญหา

    สำหรับเรื่องประสบการณ์ “การชื่นชมความงามของสตรี” นั้น

    ผมก็พอมีอยู่บ้าง แต่เอามาเล่าในที่นี้ไม่ได้

    อิอิ เดี๋ยวเป็นหนังอีโรติคลามก SIU จะพลอยเสียภาพลักษณ์

    เพราะผมไม่มีปัญญาทำเรื่องลามกให้เป็นศิลปะได้อย่าง “นิวัต กองเพียร”

    บดินทร์ ไม่สนใจเขียนบทความอะไรบ้างหรือครับ

    อยากชมฝีมือ

    ไม่น่าเชื่อว่า จะมาสนใจเรื่องทางสังคมการเมือง

    ดูแล้ว นายน่าจะออกแนววิศวะ IT วิทยาศาสตร์ อะไรแบบนี้นะ