การเสพสุขของชนชั้นสูง (ตอนที่ 3)
December 17, 2008
โดย เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์
2. หลอมรวมบูรณาการ เพื่อยกระดับการเสพสุข
หากใครก้าวข้ามกำแพงมาแล้ว เขาย่อมได้ลิ้มรส “น้ำผึ้งแห่งความสุข” ไปไม่มากก็น้อย แต่ไม่ว่าจะเสพมานานเท่าไร หากยังไม่สามารถบูรณาการเข้าด้วยกัน เขาย่อมพลาดความสุขอีกระดับหนึ่ง เหมือนกับที่ครั้งหนึ่งเขาเคยผิดพลั้งจากการไม่ยอมข้ามกำแพง(เข้าสู่ขั้นที่ 1) เพื่อมาเสพสุขอันละเมียดละไมของอภิสิทธิ์ชนนี้
ขั้นนี้เกิดจากการนำส่วนผสมที่มีอยู่ทั้งหมดมาคลุกเคล้าเข้าด้วยกันอย่างมีศิลปะ ไม่หนักเกินขีดแต่ก็ไม่เบาเกินไป จนออกมาเป็นอาหารเลิศรสให้ตัวเราได้ลิ้มลอง
2.1 เริ่มจากเสพสุขให้หลากหลายแล้วนำมาเชื่อมร้อยกัน
เมื่อข้ามกำแพงได้ เราจะเริ่มดื่มด่ำในสื่อที่ได้เสพ อาจมาจากการดูหนังฟังเพลง ทำกิจกรรมเพื่อสังคม อ่านนวนิยาย บทละคร เสพศิลปะ หรือก้าวล้ำสู่อาณาจักรแห่งจิตวิญญาณ ทุกเส้นทางที่เลือก ขอให้พุ่งทะยานสู่ยอดที่สูงที่สุดของโอลิมปัส เพื่อคารวะเทพสวรรค์ทั้งมวล แต่ถ้าเริ่มเบื่อแล้วเราน่าจะลองข้ามสาขา(พจนานุกรมแห่งการเสพสุข ไม่มีระบุห้ามไว้นะครับ) อาจเริ่มจากการค้นหาเหมือนในขั้นที่ 1 ที่ผมได้แนะนำวิธีการเข้าถึงในแต่ละเส้นทางไปแล้ว ซึ่งตอนนี้พวกเราน่าจะเจาะได้ง่ายกว่าเดิม เพราะเคยผ่านขั้นที่ 1 มาครั้งนึงแล้ว ครั้งต่อไปจะไปยากอันใด
หากเธอรักในนิยาย ชำเลืองแลหาเรื่องสั้นมาเสพสันต์ หากหลงใหลในบทละคร ลองย้อนดูบทกวี รับรองจะได้อรรถรสใหม่ไม่ซ้ำแบบ เพราะแต่ละส่วนต่างมีข้อดีในตัวตน ถ้าต้องการคงรูปแบบเดิมแต่อยากเปลี่ยนสีสันและเนื้อหาย่อมสามารถทดลองได้ เช่น จากเรื่องรักใคร่มาเป็นเรื่องสงคราม จากลึกลับมาเป็นตลกขบขัน ฯลฯ หากเบื่อนักเขียนไทยให้เปลี่ยนบรรยากาศมาเริงร่ากับนิยายแปลจากต่างวัฒนธรรม ในปัจจุบันมีให้เลือกร้อยพันชนิด ทั้งนิยายจีนกำลังภายในที่ดำเนินเรื่องอย่างตื่นเต้นเร้าใจ ก่อเกิดแรงบันดาลใจให้สร้างวีรกรรมระบือลือลั่น นิยายจีนประเภทสะเทือนใจ เช่น หงส์ป่า ขุนเขาแห่งจิตวิญญาณ(โดยนักเขียนโนเบลคนแรกของจีน) หรือนิยายญี่ปุ่นที่เริ่มเข้ามาทดสอบตลาดบ้านเราเป็นระยะๆ “ด้วยรัก ความตาย หัวใจสลาย (Norwegian Wood)” อ่านแล้วให้ความรู้สึกสุขซึ้งตรึงเหงาเศร้า ลอยล่องไปในโลกที่สวยสด พริ้วไหวแต่แสนเปราะบาง (เล่มนี้ผมชอบเป็นพิเศษ)
ย้ายมาลุ่มแม่น้ำสินธุมีบทรจนาอันแว่วหวานอลังการให้เข้าถึงไม่จบสิ้น รามเกียรติ์ เวตาล มหาภารตะ หิโตปเทศ ล้วนยิ่งใหญ่ดุจขุนเขาหิมาลัย หากต้องการวิญญาณอินเดียใหม่ ได้เริ่มต้นแต่ท่าน “รพินทรนาถ ฐากูร” ยันจน“อรุณธาตี รอย” สามารถเลือกใช้สอยได้ตามสะดวก แนวรบด้านเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ของเราต่างสรรหามายั่วกิเลสได้ไม่แพ้กัน มีแปลเป็นไทยออกมามากหลาย เช่น “แผ่นดินของชีวิต” รจนาโดย ปราโมทยา อนันตา ตูร์ ยิ่งใหญ่และแสดงถึงจิตวิญญาณประชาชาติอิเหนา อย่างที่ “อิเหนา” ยังอายเลยครับ
แต่หากคุณเป็นคนชอบใช้ปัญญามากหน่อย สนใจความงามน้อยไปนิด หรืออาจสนใจความงามในเชิงปัญญาแทน คุณอาจทดลองก้าวเข้ามาสู่โลกแห่งวิชาการอันลุ่มลึก ซึ่งเปิดกว้างสว่างไสว ในตะวันตกนั้นแต่ละหัวข้อที่คุณสนใจมีให้ค้นคว้าไม่รู้จักจบจักสิ้น บางทีละเอียดจนคุณรู้สึกว่า เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ ทำไมมันยังบ้าค้นคว้าออกมาตั้ง 300-400 หน้าได้อย่างไร ไม่ว่าจะเป็นประวัติศาสตร์ ท่านจะเอาของชาติอะไรล่ะมีหมด ละเอียดแค่ไหนก็ย่อมได้ สังคมชนเผ่าจะกี่ร้อยเผ่ามีครบถ้วน ล่วงเลยไปถึงอารยธรรมโบราณ กรีก อียิปต์ ข้ามไปยังโรมันอันเกรียงไกร หรือทวีปที่สาปสูญอย่างแอตแลนติส อ่านจนเพลินไปเลย
สำหรับเมืองไทยนั้นมีข่าวดีว่า “ความสนุกครั้งใหญ่ จะมาเคาะประตูถึงบ้านท่าน” เพราะประวัติศาสตร์โบราณแบบท่องจำ ปี พ.ศ. ชื่อคน อันไม่รู้จะมีประโยชน์และความสนุกให้เสพอันใด กำลังจะขุดหลุมฝังตัวเอง แต่นี้ไปเราจะได้พบเจอแต่ประวัติศาสตร์แสนท้าทายจินตนาการ ความคิดสดใหม่แหวกกรอบประเพณีเริ่มได้รับการต้อนรับ การถกเถียงเป็นไปอย่างเสรี การดำเนินเรื่องดุจราวนิยายนักสืบ ภาษาที่ใช้มีความเร้าใจ คมกริบดั่งการโต้วาทีของสุภาพบุรุษอันทรงเกียรติ ผมรับรองว่า มันส์สสสสะบัดช่อ ไม่เชื่อลองอ่าน “ปากไก่และใบเรือ” ผลงานชิ้นเอกของปรมาจารย์ นิธิ เอียวศรีวงศ์ ซึ่งเสนอแย้งกับความเชื่อของคนส่วนใหญ่ ซึ่งครูประวัติศาสตร์บังคับให้จำว่า…(ถ้าจำไม่ได้ผมจะฟ้องครูของท่านให้ตีท่าน 1ที) แต่ท่านนิธิ กลับเสนอว่าคนไทยในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ได้เริ่มต้นพัฒนาระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมโดยไม่ต้องให้ฝรั่งมาสอน(สงสัยฝรั่งเก็บค่าเรียนแพงไปหรือเปล่า อันนี้ต้องลองถามครูเคท) แต่แล้วชายผู้มีปืนกลัวว่าตัวเองจะไม่ได้มีลูกศิษย์ที่ยิ้มสวยแบบสยามจึงเสนอหน้าเข้ามาสอนโดยเราไม่ได้เชิญ มันจับเราทำสนธิสัญญาบาวริ่ง(เป็นเพื่อนพ้องของบราวนี่ ขนมหวานแสนอร่อย) และหลังจากนั้นเราก็กินแมคโดนัลด์อย่างที่เห็นนี่แหละ
หากยังไม่หนำใจลอง search google เพื่อหา “สุจิตต์ วงษ์เทศ” ดูสิครับ รับรองมีเป็นร้าน(ไม่ได้พิมพ์ผิด ร้านของมติชนอย่างไรล่ะครับ เพราะเห็นเที่ยวเร่ไปจัดงานหนังสือทั่วภูมิภาค เหนือใต้ออกตกก็บ่ยั่น) แต่ถ้าเน้นชื่อเท่ ต้องนี่เลย “คนไทยไม่ได้มาจากไหน” หรือ “คนไทยอยู่ที่นี่ ที่อุษาคเนย์” แต่หากต้องการลูกครึ่งตามกระแสนิยม ต้อง เฮีย “ไมเคิล ไรท์” ตัวเป็นฝรั่งแต่หัวใจไทยแท้(เพื่อมาข่มพวก “ตัวเป็นไทยหัวใจฝรั่ง” เสียให้เข็ดหลาบ) ได้ข่าวว่าพี่เขาอุตส่าห์ค้นคว้าเรื่องโบร่ำโบราณ อ่านจารึกพ่อขุนรามและลูกหลานว่านเครือ (ซึ่งคนเชื้อชาติไทยแท้ๆยังไม่อ่านเลย) งานในอดีตคือ “ฝรั่งคลั่งสยาม” ยันจนถึง “ฝรั่งหลังตะวันตก” อ่านแล้วแสบคันมันดีแท้ งานปัจจุบัน คือ “โลกนี้มีอนาคตหรือ ?” ซึ่งยิ่งเขียนยิ่งเฉียบคม)
สำหรับปรัชญาซึ่งเป็นเรื่องนามธรรมไกลตัวนั้น บัดนี้ได้เริ่มมีแนวทางเลือกออกมาท้าทาย โดยเฉพาะ “โลกของโซฟี” ซึ่งเป็นนิยายที่ขายดีไปทั่วโลก ไม่ต้องแปลกใจครับ เพราะผู้เขียนตั้งใจให้งานชิ้นนี้มีรูปแบบเป็นนิยาย เพื่อให้คนทั่วไปรู้สึกเป็นมิตรกับปรัชญา เสพสุขกับปรัชญา ไม่ใช่มัวแต่ถอยห่างพันลี้แบบในอดีต แต่ไม่ต้องห่วงครับสาระยังอยู่ครบถ้วน เพียงแต่เคลือบน้ำตาลให้รสหวานทานง่ายเท่านั้น สำหรับเมืองไทย อาจไม่มีการป้อนถึงปากปานนั้น แต่คงไม่สิ้นหวังเสียทีเดียว เพราะนักปรัชญาของเราได้เริ่มปรับตัว ที่จะนำเสนอความคิดให้เหมาะสมกับผู้อ่านในวงกว้าง โดยเฉพาะอาจารย์สมภาร พรมทา กับ ดร. สุวรรณา สถาอานันท์ ได้เป็นนักวิชาการที่บุกเบิกในแนวทางดังกล่าว รับรองว่าคุณจะติดใจกับคำว่า ปรัชญา จนถอนตัวไม่ขึ้น แต่ถ้าต้องการเป็นเด็กแนว อินเทรนด์ ไม่ตกยุค ต้องอ่านปรัชญา Post-modernism ซึ่งแม้แต่เจ้าสำนักยังไม่รู้เลยว่ามันหมายถึงอะไร (เพราะถ้ารู้ก็ไม่ใช่ Post-modernism) โดยขอแนะนำให้ไปถามท่านอาจารย์ ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร หรือตามไปลูบไล้หนังสือเรื่อง “วาทกรรมกับการพัฒนา” (ชื่อเท่อีกแล้ว) แล้วท่านจะรู้ว่า “ท่านถูกหลอกให้เชื่อมาตลอดว่า…” (ท่านอาจสงสัยว่า ในจุดไข่ปลาคืออะไรอย่ารู้เลยครับ เดี๋ยวท่านจะหาว่าผมหลอกให้ท่านเชื่อ ไปหามาอ่านกันเองดีกว่า)
นอกจากนี้การเดินทางเพื่อแสวงหาความหมายของชีวิตยังคงน่าสนใจไม่หยอก อันนี้ต้องลองหาหนังสือของคุรุเสกมาเชยชม ส่วนชาวตะวันตกยุคใหม่ ที่พึ่งค้นพบว่าระบบอุตสาหกรรมอันมั่งคั่งล้นเกินของพวกเขา ได้สร้างความอึดอัดให้ชีวิตมากแค่ไหน แทนที่จะก่อสุขกลับเกิดทุกข์ ชายผมแดงรุ่นใหม่จึงได้เริ่มค้นหาและเขียนงานออกมามากมายให้เราเลือกสรรกัน แนวนี้จะช่วยเติมเต็มส่วนที่ขาดหายไปให้ชีวิตเรา อย่าลืมว่าแม้เราจะเป็นชาวตะวันออกที่เน้นเรื่องจิตใจและการค้นหาความหมายของชีวิตมากว่าสองพันปี แต่ร้อยกว่าปีที่ผ่านมา เราต่างได้ซึมซับและน้อมรับวัฒนธรรมแห่งอารยะ โดยเฉพาะทางด้านวัตถุ(จริงๆพวกเขาสนใจด้านจิตใจด้วยเช่นกัน เพียงแต่เราเองมักเลือกจะรับแต่ทางด้านวัตถุ) จนเราลืมอดีตอันยาวนานของเราแทบจะหมดสิ้น ดังนั้น การแสวงหาความหมายผ่านการเดินทางท่องเที่ยวนี้จึงเป็นหนังสือแนวใหม่ที่น่าลิ้มรส ในตอนแรก บางคนอาจจะรู้สึกดูถูกแนวทางนี้คิดว่าเป็นเรื่องไร้สาระจนไม่อยากอ่าน(ท่องเที่ยวส่วนท่องเที่ยว ค้นหาความหมายของชีวิตก็ส่วนค้นหาไม่น่าจะเกี่ยวข้องกัน)
แต่ความจริงแล้วคุณจะรู้ว่าโลกนี้กว้างใหญ่นัก มีอะไรให้เรียนรู้อีกมาก หรือคุณอาจสัมผัสผ่านภาพยนตร์ก็ย่อมทำได้ Seven years in Tibet ซึ่งพระเอกได้ดั้นด้นหลีกลี้จากความว้าวุ่นในยุโรป หนีจากภรรยาสุดที่รัก เพียงเพื่อได้มาเยี่ยมเยือนดินแดนหลังคาโลก(อาจเพียงแค่ต้องการท้าทายความสูงของขุนเขา มิใช่ท้าทายความสูงของจิตใจอันใดทั้งสิ้นก็เป็นได้) จึงอาจดูไร้เหตุผลในช่วงแรก แต่เราจะค่อยๆเห็นความคลี่คลายทางจิตวิญญาณของพระเอก นอกจากนี้ยังมีหนังอีกหลายเรื่องที่ได้สะท้อนจิตวิญญาณก้นบึ้งของมนุษย์ อย่างหนังสงครามโดยเฉพาะสงครามเวียดนามซึ่งเป็นที่นิยมสร้างกัน เราจะเริ่มสงสัยว่า แท้จริงแล้วมนุษย์แสวงหาอะไร คำตอบนั้นล่องลอยอยู่ในสายลม โดยเราไม่เคยเงี่ยหูฟัง แต่เมื่อมีบางอย่างมากระตุ้นให้ขบคิด เช่น สงครามที่ทำร้ายทุกสิ่งอย่างโหดร้ายและไร้เหตุผล เราจึงเริ่มมองเห็นและเริ่มไตร่ตรอง ภาพยนตร์เหล่านี้จะช่วยสะท้อนภาพจิตใจของทหารในห้วงความเป็นความตายซึ่งต่างก็รู้สึกว่า สงครามไม่ได้เป็นอะไรนอกจากความว่างเปล่า และเมื่อสงครามสิ้นสุด ชีวิตของพวกเขาแทบจะกลวงโล่งตามไปด้วย ถามว่าคนเราทำไมต้องเข่นฆ่ากัน ไม่มีคำตอบเลย นี่แหละคือสิ่งที่พวกเราต้องค้นหา
ก่อนหน้านี้ ผมได้พยายามแยกแนวทางเสพสุข โดยแยกประเภทมานำเสนอ แต่จุดสำคัญของขั้นนี้คือ “บูรณาการ” เราอาจไม่ต้องเลือกมาครบทุกแนว แต่เราต้องหลอมรวมให้ได้ โดยนำทุกอย่างที่เราได้เสพไปแล้วมาเชื่อมกัน เพื่อสังเคราะห์ให้เป็นความสุขความงามที่สูงส่งขึ้นอีกขั้น
ขอยกตัวอย่างจากประสบการณ์ส่วนตัว หลังจากได้อ่านหนังสือเรื่องแรกที่เปลี่ยนชีวิตการอ่าน ของผม “ปรัชญาชีวิต” แม้จะเน้นหนักไปในทางความงาม แต่ได้เพาะพันธุ์แห่งการแสวงหาความหมายชีวิตและการขบคิดให้ผมแล้ว หลังจากนั้นได้พานพบ “เหมือนหนึ่งนกที่จากรัง” ของท่านรพินทรนาถ จึงยิ่งลิ้มรสความเพริศแพร้วของภาษา พร้อมทั้งความลุ่มลึกและรุ่มรวยของชีวิตตามแบบวัฒนธรรมอินเดีย “โลกทั้งผองพี่น้องกัน” ของท่านมหาตมะ ทำให้ซาบซึ้งดื่มด่ำในความรักเพื่อนมนุษย์ที่มากล้นเกินกว่าที่มนุษย์เดินดินจะทำได้ แต่เราสามารถสัมผัสและลิ้มรสของความรักนี้ได้ผ่านภาษาที่จริงใจเพราะกลั่นออกมาจากเลือดเนื้อและชีวิตของท่านที่ทุ่มเทเพื่อภารกิจนี้ อ่านแล้วช่วยดลใจให้เรากระหายในความดี ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความศรัทธาในคุณความดีที่ท่านได้แสดงให้เราเห็น แต่อีกส่วนอาจเป็นเพราะความสุขที่ดื่มด่ำในรสชาติอันละเมียดละไมของการทำดีด้วยกระมัง(ถ้าคุณยังไม่เข้าใจ ให้ย้อนกลับไปอ่านทั้งหมดใหม่ เพราะผมย้ำเสมอว่า เราสามารถเสพสุขจากทุกอย่างได้ แม้แต่ความดีหรือความทุกข์) และเมื่อผมอ่านนวนิยายที่ลุ่มลึกมากขึ้น ผมได้ค่อยๆกลายเป็นคนช่างคิดไปโดยไม่รู้ตัว ร่วมเดินทางอย่างถ่อมตนเข้าสู่อาณาจักรทางภูมิปัญญามากขึ้น เพิ่มเติมจากการสถิตย์ในสวนดอกไม้แต่เพียงอย่างเดียว แต่ในช่วงนั้นผมยังอ่านนิยายที่ให้ความงามซึ้งเพิ่มเติมอยู่เสมอเพราะลุ่มหลงอย่างโงหัวไม่ขึ้น เช่น เหยื่ออธรรม รวมถึงนิยายกำลังภายในที่มีเสน่ห์แบบวีรบุรุษ และการผจญภัยที่สุดแสนโรแมนติค แต่ยิ่งอ่านนิยายที่มีทั้งความงามและความลุ่มลึกเพิ่มขึ้นเท่าไร ความคิดทางสังคม ความคิดทางปรัชญา ความคิดวิชาการต่างยิ่งพอกพูนตามไปด้วย ทั้งหมดได้เริ่มหลอมรวมและรอวันคลี่คลายไปสู่การบูรณาการ จนมาพบความสุขที่ลุ่มลึกขึ้นในขั้นต่อไป
หลังจากนั้นได้ท้าทายชีวิตครั้งยิ่งใหญ่ด้วยหนังสือวิชาการอันแสนเครียด(แต่ผมยังยืนยันว่าเราสามารถเสพสุขจากมันได้อีกนั่นแหละ) โดยเฉพาะลัทธิมาร์กซ์ ใครอย่าเห็นเป็นเรื่องโหดร้ายอย่างที่สอนกันมาในโรงเรียนนะครับ เชยตายเลย เพราะความจริงแล้ว นายทุนนั้นโหดร้ายไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน “ไม่เชื่อลองถาม(อาจารย์)ใจ ของเราดูสิครับ” ผมได้เมามันส์ไปกับลัทธิพิสดารนี้โดยเฉพาะเมื่อผ่านการวิเคราะห์อันลุ่มลึกของท่านอาจารย์สุวินัย ในหนังสือ “ประวัติศาสตร์ขบวนการความคิดสังคมนิยมโดยสังเขป” ท่านอาจารย์ได้พยายามทำสลัดบาร์รสเข้มข้นให้เรารับประทาน ผ่านการวิเคราะห์เศรษฐกิจผสานการเมือง ผนวกทฤษฎีการปฏิวัติ มีการนำชีวิตและเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยของนักคิดนักปฏิวัติแต่ละคนมาประกอบการวิเคราะห์เพื่อทำให้รู้ว่าแม้แต่นักคิดนักปฏิวัติที่ดูเหมือนจะมีหัวใจที่หลอมจากเหล็ก ยังอดมีความอ่อนไหวในจิตใจมิได้ มีการแปรเปลี่ยนทางความคิดครั้งแล้วครั้งเล่าตามประสบการณ์และสภาพแวดล้อมของชีวิต จนทำให้พวกเราเข้าใจแนวคิดของแต่ละคนได้กระจ่างชัด แล้วในท้ายที่สุดอาจารย์สุวินัยได้นำทั้งหมดมาคลุกเคล้ากันจนสังเคราะห์เป็นข้อสรุปที่แหลมคม หนังสือเล่มนี้จึงเหมาะกับผู้ที่ชอบทารุณขูดรีดช่วงใช้สมองสีเทาอย่างหนักหน่วง ในห้วงเวลาเดียวกัน ผมได้อ่านนิยายอันยิ่งใหญ่ของแดนหมีขาว “แม่” ประพันธ์โดย “กอร์กี้” ฟังดูชื่ออาจนึกว่าเป็นนิยายโรแมนติค เป็นความรักความผูกพันฉันท์บุตรกับมารดา แต่ความจริงชื่อเรื่องที่เรียบง่ายเยี่ยงนี้ ได้ส่งผลสะเทือนฟ้าสะท้านดินต่อชะตาชีวิตของประเทศหนึ่งมาแล้ว เพราะ “แม่” ของกอร์กี้ คือ ผู้หญิงที่ตื่นขึ้นจากความไม่รู้เพราะด้อยการศึกษา กลายมาเป็นแม่ที่รู้และเข้าอกเข้าใจ ในภารกิจเพื่อมนุษยชาติของลูกชาย เมื่ออ่านจบแล้วทำให้นิยายกับวิชาการได้หลอมรวมกันในตัวผมอย่างแยกไม่ออก
เมื่อลัทธิมาร์กซ์ซึ่งผสมหลายศาสตร์ ได้ผลักดันให้ผมหันมาสนใจประวัติศาสตร์ โดยเริ่มด้วยหนังสือของอาจารย์นิธิ เรื่อง ปากไก่และใบเรือ ซึ่งช่วยให้ภาพใหม่ของสังคมต้นรัตนโกสินทร์ว่าเป็นความ “สงบงามที่แฝงไว้ด้วยความแปรเปลี่ยน” โดยหนังสือเล่มนี้ได้พลิกภาพเดิมที่เราเคยจินตนาการผ่านภาพยนตร์ทั้งจอเงินและจอแก้วซึ่งเป็นภาพด้านเดียวอย่างไม่ปราณี ท่านได้ชี้ให้เห็นว่า สังคมของเรามีความเคลื่อนไหวมากกว่าที่เราเคยถูกทำให้เชื่อกันมา นี่แหละคือความสนุกที่แท้จริงของวิชาอันน่าเบื่อหน่ายนี้ ทั้งหมดเป็นหน่ออ่อนในการทำให้ผมหันไปศึกษาประวัติศาสตร์ไทยของเราอย่างเริงร่าท้าลมร้อน ทั้งแบบที่เป็นเชิงวิพากษ์แนวอาจารย์นิธิ อาจารย์ธงชัย อาจารย์ศรีศักร และอีกหลายจาน(เพราะอร่อยมาก) สุดท้ายยังเลยเถิดไปถึงขั้น กลับไปอ่านแนวดั้งเดิมที่พี่สาวผมชอบอ่าน ซึ่งเป็นเรื่องการต่อสู้ของเหล่าผู้มีบุญญาธิการ บางครั้งมีการชิงรักหักสวาท มีเกมการเมืองที่แยบยล แม้จะเน่ายิ่งกว่านิยายช่อง 10 (3+7) แต่ก็ได้เสพสนุกไปอีกแบบ(ไม่มีอะไรใต้อาทิตย์ดวงนี้ ที่ผมจะฉวยโอกาสเสพสุขไม่ได้) ถ้าอ่านผสมกันทั้งสองแบบยิ่งเพิ่มพูนความหฤหรรษ์
หลังจากนั้น จึงหันไปเริงระบำกับปรัชญา โดยเริ่มจากฟากตะวันตก ในตอนนี้ผมมีความพร้อมที่จะรับมือกับ “พระกระโดดกำแพง” ชามนี้แล้ว เนื่องจากผมได้ผ่านประสบการณ์การอ่านที่ต้องใช้ภูมิปัญญามามากพอแล้ว จึงเริ่มเข้าใจแนวคิดที่เป็นนามธรรมมากขึ้น ดังนั้นจึงล้อเล่นกับปรัชญาได้อย่างคึกคักแจ่มใส สนุกสนานเพลิดเพลิน จนเผลอตกเก้าอี้แล้วยังไม่รู้สึกเจ็บ (เพราะนักปรัชญาท่านหนึ่งสอนว่า สสารไม่มีอยู่จริง ทั้งหมดเป็นสิ่งที่เราคิดขึ้นมา) หลังจากนั้นได้นั่งเรือข้ามฟากไปฝั่งตะวันออกซึ่งเป็นดินแดนแห่งการหลุดพ้น ที่ศาสนาปรัชญาและวัตรปฏิบัติได้หลอมหัวใจเป็นหนึ่งเดียว ตอนแรกนึกว่าไม่มีสิ่งใดน่าสนใจ แต่เมื่อเปิดใจกว้างกลับพบว่าเป็นแนวคิดที่ลึกซึ้งไปอีกมุม และยิ่งเร้นลับชวนค้นหาเมื่อแนวทางการเขียนปรัชญาของตะวันออกไม่เหมือนกับทางตะวันตก เพราะทางตะวันออกมักไม่ใคร่ยกเหตุผลประกอบแนวคิด แต่ได้มุ่งเน้นแง่มุมการปฏิบัติมากกว่า ทำให้การสืบค้นของนักวิชาการทำได้ยากลำบาก โชคดีที่เราไม่ต้องทำหน้าที่นั้น แต่ถ้าเราไม่อยากให้ใครตราหน้าว่าเป็น “นักปราชญ์เพียงแต่อธิบายโลกไปต่างๆนานา แต่สิ่งสำคัญต้องปฏิบัติด้วย” เช่นนั้นเราต้องกลับไปสู่สุวินัย “มังกรจักรวาลทั้ง 7 เล่ม” ซึ่งเป็นจุดสุดยอดของท่านในแนวนี้(หลังจากที่ได้ “หย่าร้างทางความคิดอย่างฉันท์มิตรกับลัทธิมาร์กซ์” ไปแล้วหลายพรรษา) ก่อนที่จะก้าวต่อไปอีกขั้นหนึ่ง โดยไปสิงสถิตที่ท่าน Ken Wilber ผู้มีฉายาว่า “ไอนสไตน์แห่งจิตวิญญาณ” รจนามหาคัมภีร์ “A brief history of everything” โดยนำแนวคิดศาสนามาหล่อหลอมกับการวิเคราะห์สังคมผูกร้อยเข้ากับวิทยาศาสตร์ จนตกผลึกเป็นแนวคิดอันล้ำค่า นับว่าเป็นต้นแบบแห่งการ “ก้าวข้ามและหลอมรวม” อย่างแท้จริง แต่เราอย่าพึ่งท้อถอยเสียก่อนนะครับ เพราะอย่างที่บทความนี้ได้พยายามมาทั้งหมด คือ การทำให้ผู้อ่านมองเห็นว่า วรรณคดี Classic ศิลปะที่ลุ่มลึก งานวิชาการทั้งวิทยาศาสตร์ ปรัชญา ประวัติศาสตร์ที่แสนยากนั้น ถ้าเราเปิดใจและเรียนรู้ เราจะค้นพบความงาม และความสุขที่ละเอียดอ่อนจากการเสพ ซึ่งเป็นความหรรษาอันเหนือล้ำกว่าการรับประทานไอศครีม 7 เส้น ที่ร้าน 711 มากนัก
เมื่อมาถึงขั้นนี้แล้ว ให้เริ่มแสวงหาประสบการณ์ผ่านการเดินทางและการปฏิบัติของนักเสพสุขทางจิตวิญญาณ โดยเฉพาะพี่เสกที่ได้แนะนำไปแล้ว และยังมีอีกหลายท่าน โดยเฉพาะถ้าเป็นนักแสวงหาจากตะวันตกน่าจะมีเยอะกว่าเยอะ ถ้าเน้นการเดินทาง เน้นการบรรยายภาพที่สวยงาม ผ่านนิยาย พร้อมด้วยปรัชญาศาสนา ให้ผนวกท่าน Hesse เข้าไป นี่เป็นการยกระดับความสุขอย่างแท้จริง ยิ่งอ่านงานของท่าน Kant มหาปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ ยิ่งน่าจะจี๊ดจ๊าดเข้าไปใหญ่ (ที่แน่ๆหนามาก จนผมยังไม่กล้าดอมดมสักบรรทัดเลย 555) นักปรัชญาเยอรมันในยุคของท่าน Kant นี้มีแนวโน้มเอียงมาทางจิตนิยมแบบศาสนาตะวันออกพอสมควรทีเดียว จึงเป็นการท้าทายนักเสพอยู่มากที่จะต้องอ่านงานหนักๆแบบนี้ แต่อย่างที่กล่าวมาตลอดว่า “เราอ่านเพื่อเสพสุข” โดยตามเส้นทางอาจทุกข์บ้างสุขบ้าง แต่ถ้าเรามั่นใจว่าเราชอบก็ควรที่จะ “สู้เข้าไปอย่าได้ถอย” แล้วผลสุดท้ายจะดีเอง
เริ่มเห็นวิธีการเชื่อมโยงแล้วหรือยังครับ คุณพร้อมเสพสุขในขั้นนี้แล้วใช่ไหม เราไม่ต้องเชื่อมโยงทุกอันก็ได้ แต่ควรให้หลากหลายมากที่สุด ยิ่งมากยิ่งแซ่บ อย่างไรก็ตาม มันสำคัญที่การเคี่ยวกรำให้เรื่องราวนั้นร้อยรัดกัน จนกลายเป็นนิยายเรื่องเดียว เฉกเช่น “1001 ราตรี”
อย่าลืมว่า หากรักจะเสพของดี เราต้องกล้าที่จะแสวงหาและทุ่มเทคุณค่าบางอย่างลงไป ดังสุภาษิตที่ว่า “ไม่ผ่านความเหน็บหนาว ไยจะได้ยลเหมยงาม”
2.2 เชื่อมทฤษฎีเข้าสู่การปฏิบัติ
นักคิดจำนวนมากตกม้าตายในระดับชั้นนี้ เพราะท่านชอบพูดและคิดมากกว่าทำ แต่ผมขอเสนอว่า ถ้าอยากเสพสุขให้ลึกและลึกขึ้น เราต้องนำทฤษฎีและความคิดที่ได้จากหนังสือมาทดลองในโลกแห่งความจริง แล้วจะได้พบสีสรรสดใหม่ที่มีคุณค่าต่อชีวิต ไม่ว่าจะประสบผลสำเร็จในการปฏิบัติหรือไม่ เราจะได้เรียนรู้ประสบการณ์อันมีค่าซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ปรับปรุงการทำงานในอนาคตให้ดียิ่งขึ้น แต่ผลพลอยได้สำคัญที่จะละเลยไปไม่ได้คือ การเสพสุขในระหว่างการปฏิบัติ(อีกแล้ว) ทำไมการปฏิบัติจึงถือเป็นการเสพสุข ? คำตอบคือ เพราะเราจะได้เห็นและสัมผัส “ความงาม ท่ามกลางการปฏิบัติ” (โดยที่ทฤษฎีหรือหนังสือไม่สามารถรองรับตรงนี้) ในตอนแรกเราอาจจะรู้สึกเซ็งมากว่า ทำไมสิ่งที่อ่านมาจากทฤษฎี จึงไม่ได้ผลเลยเมื่อนำไปปฏิบัติ แต่หากเรายืนหยัดที่จะสู้ต่อไปเรื่อยๆ สุดท้ายจะเริ่มเจนจัดและเห็นเหลี่ยมคูแห่งการแปรทฤษฎีมาสู่การปฏิบัติ เริ่มรู้ข้อจำกัดแห่งทฤษฎีว่าอยู่ที่ใด ทำไมสิ่งที่คิดไว้สวยหรูจึงไม่มีผู้ใดยอมร่วมทาง บางทีอาจบรรลุสัจธรรมที่ว่า “โอ้ หนอ! ช่างยากเย็น มนุษย์เป็นเช่นนี้เอง แต่ก่อนเป็นเช่นไรมา เดี๋ยวนี้เป็นเช่นนั้นเอย”
โลกทางทฤษฎีมักเป็นโลกที่สมบูรณ์พร้อม หยุดนิ่งประดุจแท่นบูชาแห่งนิรันดร์ ส่วนโลกปฏิบัติกลับเป็นโลกที่แหว่งเว้า ขาดตกบกพร่องอยู่เสมอ แม้กระนั้นเราจะเห็นความเคลื่อนไหวเพื่อพัฒนาตัวเองตลอดเวลา โลกทั้งสองจึงดูเหมือนจะไม่มีวันบรรจบ แต่หากสังเกตให้ดีจะเห็นการปรับตัวเขาหากันเพราะ “ชีวิตย่อมแสวงหาการเดินทางเพื่อเข้าแนบชิดความสมบูรณ์” ในรอบ 10 ปี ที่ผ่านมา สังคมไทยเปิดกว้างยิ่ง เสรีภาพในการคิดและแสดงออกผลิบาน แม้อาจไม่เร็วอย่างที่ “ใจ”คิด หรืออย่างที่ทฤษฎีต้องการให้เป็น แต่บางเรื่องที่คนรุ่นนี้สามารถแก้ไขได้ เราควรจะทำกันอย่างสุดกำลัง หากบางเรื่องต้องรอความสุกงอม รอคนรุ่นต่อไปมาสะสาง เราก็ควร “อดทนและรอคอยด้วยความหวัง” แต่สิ่งที่เราได้รับอย่างแน่นอนคือ ความสุข สุขที่ได้รู้ ได้เห็นความงามของชีวิตที่มีความไม่สมบูรณ์อยู่ทั่วทุกหนแห่ง เพื่อให้ชีวิตได้มีรสชาติ ถ้าเรื่องราวสมบูรณ์พร้อมมันจะมิจืดชืดไปหน่อยเหรอ แล้วคุณจะซึ้งถึงคำว่า “มันก็เป็นเช่นนี้เอง” ทั้งหมดนี้ทฤษฎีให้เราไม่ได้ เพราะในหนังสือ ในความคิด ในการอ่าน ทุกอย่างมันดูเป็นไปได้เสียหมด (วงกลมยังคงกลมอย่างน่าเบื่อ)
แต่สิ่งที่คุณปฏิบัติได้แน่นอน แต่หลายคนกลับมองข้าม สิ่งนั้นคือ สมาธิ เมื่อเราศึกษาปรัชญา ศาสนามามากมาย อาจเกิดความสงสัยขึ้นได้ว่า ภาวะดื่มด่ำจากสมาธิและความสุขสงบเป็นเช่นไร เอ้!!! แล้วเราจะเข้าถึงภาวะนั้นได้ไหม คำตอบคือ ได้แน่นอน เพียงแต่ในตอนเริ่มแรกเรา ต้องอดทนและพยายามมากสักนิด มันเหมือนกับตอนแรกที่เราจะฝ่ากำแพงขั้น 1 เข้ามานั่นแหละ มันย่อมยากและพาลจะท้อแท้ทุกทีไป แต่เมื่อฝ่าเข้ามาได้แล้ว เราจะรู้สึกได้ทันทีว่า “ชีวิตนี้มีคุณค่าและสวยงามอะไรเช่นนี้” ถ้าได้ลิ้มลองสมาธิจนชำนาญแล้ว เราจะรื่นรมย์มาก ฮอร์โมนแห่งความสุขในกายจะหลั่งริน ยิ่งถ้าเสริมด้วยโยคะและไทเก๊ก ชีวิตจะมีสุขภาพดีอย่างวิเศษ ไม่ต้องพึ่งยาหรือหมอฮัวโต๋ ร่างกายจะแข็งแรง กระปรี้กระเปร่า ความสดชื่นดื่มด่ำนี้จะยิ่งไปหนุนเสริมการเสพปรัชญาของเรา เพราะสมาธิทำให้ประสิทธิภาพในการครุ่นคิดไตร่ตรองเพิ่มขึ้นมหาศาล สามารถหยั่งรู้ในช่องว่างที่ความคิดไปไม่ถึง ยิ่งกว่านั้นเรายังสามารถเสพหนังสือเล่มอื่นๆที่สุดรักได้มากขึ้น โดยไม่ต้องเสียเวลาไปกับการรักษาสังขารเพราะร่างกายได้รับการดูแลจากน้ำมือของสมาธิ
เห็นไหมล่ะ ความสุขแค่เอื้อมมือ
2.3 แสวงหาต่อไปไม่หยุดยั้ง
สุดท้ายคือ อย่าหยุดยั้ง เราต้องแสวงหาไปเรื่อยๆทั้งในด้านลึกและด้านกว้าง เพื่อให้ชีวิตของเรามีช่องทางให้เสพสุขและดื่มด่ำยิ่งๆขึ้น ผมเคยหยุดเพราะคิดว่าที่เรารู้นั้นสมบูรณ์แล้ว แต่ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ ยังมีสิ่งใหม่ให้เราค้นหาอยู่เสมอ เหมือนเรากินอาหาร กินผลไม้ของประเทศเราหมดแล้ว เรารู้สึกว่าความอร่อยมีอยู่เท่านี้เอง แต่เมื่อได้ลิ้มลองอาหารตะวันตก แยกย่อยเป็นชาติต่างๆ เราจะรู้ว่ายังคงมีสิ่งมากมายรอให้เราเสวยรส เฉกเช่นกัน เราสามารถเลือกเสพหนังสือได้มิรู้สิ้น โดยเฉพาะถ้าประสานกับการดูหนังชั้นดี การฟังเพลงพริ้วไหว เราจะยิ่งสุขสันต์ หรรษา อิ่มเอม เปรมปรีดิ์ สำคัญคือ อย่าหยุดค้นหา(ความสุขที่สุดยอด) ทั้งในทางทฤษฎีและปฏิบัติ เรายังคงนั่งสมาธิเพื่อรับผลแห่งปิติสุขซาบซ่าน ยังปฏิบัติเพื่อค้นหาสิ่งดีๆให้สังคม ทำให้เราเห็นโลกมากขึ้นและมีความสุขกับความเป็นเช่นนั้นเอง
เมื่อคุณซ่องเสพจนถึงขั้นนี้ นับว่าไม่เสียชาติเกิดแล้ว คุณได้สัมผัสความสุขสมอันประณีตชนิดที่มีประชากรอยู่ไม่กี่คนบนโลกที่จะได้ลิ้มลอง อาจจะมีจำนวนพอๆกับปริมาณคนรวยบนโลกนี้ก็ได้นะ (เท่ากับคุณเป็นชนชั้นสูงทางการเสพสุขอันละเมียดละไมเลยเชียวล่ะ)
Comments
Got something to say?





