3.เติมเต็มความสุข ด้วยการเสพทุกข์
ปัญหาที่นักวิชาการเผชิญคือ การไม่ยอมปฏิบัติ แต่ปัญหาที่คนเจ้าสำราญอย่างเราพบคือ การไม่ยอมทนทุกข์ หลีกเลี่ยงที่จะเจอมัน โดยหารู้ไม่ว่า “ยิ่งหลีกหนีความทุกข์ตรมมากเพียงไร มันยิ่งถั่งและโถมโหมแรงไฟ” ดังนั้นทนๆมันหน่อยเถิดนะ แล้วเราจะทุกข์น้อยที่สุด ซึ่งเป็นทางที่คนเจ้าสำราญอย่างเราชอบอยู่แล้วใช่ไหมล่ะ
แต่สิ่งที่สำคัญสำหรับคนเจ้าสำราญนั้น คงไม่หยุดแค่นี้ เราต้องแปรเปลี่ยนความทุกข์นั้นเป็นความสุขของเราให้ได้ ถามว่าทำอย่างไร “เรียนรู้” คือ “คำตอบสุดท้าย” มองให้เห็นความงามในความอัปลักษณ์นั้น เช่นเราต้องทนทุกข์จากการสูญเสียคนรัก เราก็คร่ำครวญกับมัน แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป บาดแผลเริ่มปิดสนิท เราก็ลองนำความทุกข์นั้นมาร้อยเรียงเป็นประสบการณ์ชีวิต แล้วจะได้เห็นถึงความงามในประสบการณ์อันรวดร้าวนั้น บางทีอาจเห็นความขบขันที่ทำไมในตอนนั้นเราช่างพร่ำเพ้อไปได้ บทกวีและนิยายดีๆระดับโลกจำนวนมหาศาล ล้วนแล้วแต่มาจากประสบการณ์อันทุกข์ยากที่ผู้ประพันธ์ได้พบเจอ มันจะมีพลังลุกโชนเมื่อเราประสบกับตัวเองนั่นแหละ การเห็นคนอื่นมันไม่เร้าอารมณ์เท่าโดนเอง บางคนบอกว่าเพลงจะฟังเพราะที่สุดเมื่อเรา อกหัก เราอาจไม่ต้องเขียนออกมาเพื่อตีพิมพ์ให้ชาวโลกร่วมรับรู้ แต่อาจเก็บไว้เป็นประสบการณ์ส่วนตัว เพื่อสะสมไว้เสพในยามครึ้มใจ เรอมาร์กเขียน “แนวรบด้านตะวันตก เหตุการณ์ไม่เปลี่ยนแปลง” โดยกลั่นกรองมาจาก ชีวิตวัยหนุ่มในสงครามโลกครั้งที่ 1 ของตัวเอง เขาเขียนด้วยความทุกข์ยากขมขื่น แต่เราอ่านด้วยความซาบซึ้งตรึงใจ นี่คงเป็นความงามแบบหนึ่ง ถ้าเราได้เจอมันด้วยตัวเองล่ะ เราจะเป็นเช่นไรหนอ? แม้มันจะเป็นประสบการณ์ที่ปวดร้าวอาจเป็นแผลในใจเราไปตลอดชีวิต แต่เราได้ทุกข์ทนและสิ้นหวังกับมันมามากพอแล้ว ทำไมเราไม่นำสิ่งนี้มาแปรเปลี่ยนเป็นคุณค่าเชิงบวกล่ะ อย่างน้อยอาจจะได้ความงาม ความสุข กลับคืนมาบ้าง บางทีคนที่ไม่เคยมีทุกข์อะไรกับเขาเลย อาจรู้สึกอิจฉาเราก็ได้นะ(โดยเฉพาะพวกปัญญาชนผู้ใฝ่รู้ทั้งหลาย ซึ่งชอบวิเคราะห์ไปเสียทุกเรื่อง ไม่เว้นแม้กระทั่งความทุกข์ แต่ตัวเองกลับไม่เคยสัมผัสกับมันจริงๆ) แม้มันอาจบวกได้ไม่เท่าลบ แต่อย่างน้อยการนำความเศร้าหมองมาร้อยเรียงผ่านศิลปะอาจจะช่วยลดทุกข์เพิ่มสุขได้ใช่ไหม ? นี่เป็นหนทางที่กำไรมากที่สุดแล้ว ดังนั้น “การเห็นความงามในความอัปลักษณ์ ผ่านประสบการณ์อันปวดร้าวของคุณเอง” ย่อมเป็นความงาม และการเสพสุขที่ยิ่งใหญ่ในตัวเอง ผมกลับมองว่า ความสุขขั้น 3 นี้ “เหนือชั้นกว่าขั้น 1-2” เป็นไหนๆ แต่ถ้าคุณมีขั้น 1-2 ด้วย จะยิ่งทำให้คุณขบคิดได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น แล้วสองขั้นนั้นจะมาเสริมให้ขั้นที่สามของคุณมีความตื่นเต้นสุดสยิวอย่างที่คิดไม่ถึงทีเดียว
บางคนอาจโต้แย้งว่าไม่เห็นต้องนำการเสพสุขขั้นนี้มาแนะนำกันเลย เพราะคนทั่วไปได้ทำกันจนเป็นปรกติอยู่แล้ว แต่เราต้องไม่ลืมว่าคนทั่วไปก็อ่านนิยายน้ำเน่ากันอยู่แล้ว และนิยายดีต่างกับนิยายไม่ดีตรงไหน ? “ความลึกซึ้ง” นั่นเอง หากคุณไม่รู้วิธีที่จะเปลี่ยนความทุกข์ของคุณให้เป็น “ความตระหนักแห่งประสบการณ์ชีวิตอันหวานล้ำ” คุณคงไม่มีความสุขอะไรเพิ่มขึ้นมากนัก(ขณะที่ความทุกข์ยังคงโหมกระหน่ำ) แต่ถ้ารู้จักวิธีการแปรเปลี่ยน คุณจะกลายเป็นคนที่สุขุมลุ่มลึกอย่างแท้จริง และในอนาคตอาจมีนักเขียนชื่อก้องโลกปรากฏนามขึ้น “ให้ประวัติศาสตร์ได้จดจาร” ตราบนานเท่านั้น
ทำไมต้องจัดขั้นนี้ให้อยู่สูงกว่าสองขั้นแรกด้วย นี่อาจเป็นเรื่องที่อธิบายได้ยากยิ่ง เพราะการแบ่งเป็นขั้นที่ชัดเจนนั้นเป็นแนวคิดที่ไม่ถูกต้องอยู่แล้ว แต่การแบ่งก็มีประโยชน์ในแง่ที่ทำให้การอธิบายมีความชัดเจน เข้าใจง่าย โดยเฉพาะสำหรับผู้เริ่มต้น แต่สิ่งหนึ่งที่พอจะบอกได้คือ ขั้น 1-2 จะเป็นตัวเสริมให้ขั้นนี้สมบูรณ์ที่สุด กลั่นกรองความเจ็บปวดออกมาเป็นความสุขซึ้งได้ดีที่สุด และ ขั้น 3 นี้จะกลับไปช่วยให้การอ่าน การปฏิบัติในขั้น 1-2 เพิ่มมูลค่าแห่งความเมามันส์ยิ่งขึ้นเพียงนั้น
4.พระโพธิ์สัตว์ที่โรแมนซ์แสนคลาสสิค
ขั้นนี้อาจไม่ต้องพูดกัน เพราะตัวผู้เขียนเองยังไปไม่ถึง เพราะถ้าไปถึงแล้วจะมานั่งเขียนอยู่อย่างนี้เหรอ แต่ตามลักษณะของปราชญ์และปัญญาชนนั้นย่อมอยากรู้ไปทุกเรื่อง แม้แต่เรื่องที่ตนไม่มีประสบการณ์แต่ขอเป็นแค่ทฤษฎีก็พอ ผมเองคงต้องทำเช่นนั้น
ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าขั้นนี้จะเป็นความสุขยิ่งๆกว่าขั้น 1-3 (เพราะไม่เคยมีประสบการณ์) แต่ผมเชื่อตาม “ปัญญาตรัสรู้” ของพุทธองค์ว่า ขั้นนี้น่าจะเหนือล้ำกว่า เป็นความสุขสงบล้ำเลิศ
แต่ไม่รู้สิ ผมรู้สึกว่าขั้นนี้ออกจากขาดสีสันและความสร้างสรรค์ไปมากทีเดียว เพราะ “อะไรก็ไม่แตกต่าง อะไรก็เหมือนกันไปหมด” ทำตัวราวกับเป็นหุ่นยนต์ เป็นโลกแห่งแบบ เป็นความฝันอุดมคติ แต่เราก็ไม่อาจรู้หรอกว่าความจริงเป็นเช่นไร มันเหมือนกับกล่องดำ ที่แต่ละคนต่างคาดเดาไปต่างๆนานา จนกว่าคุณจะเปิดออกมาดูเท่านั้นแหละจึงจะพบว่า “ความจริงคืออะไร”
แต่ตามภาษานักคิด ผมขอตีความไปตามความคิดผมนะ
จากประสบการณ์ การนั่งสมาธิของผมดูเหมือนจะยืนยันเช่นนั้น เพราะในยามนั้นมันไร้สุขไร้ทุกข์ มันมีแต่ปิติสุข ที่ไปเหนือพ้นความทุกข์ความสุขแบบโลกีย์ ผมรู้สึกอย่างรุนแรงว่าความสุขนี้มีคุณภาพที่แตกต่างจากขั้น 1-3 มันเป็นบางสิ่งที่ลึกล้ำจนยากจะอธิบาย (ขนาดยังไม่บรรลุหรือเดินจนสุดทางยังมีสรรพคุณขนาดนี้ ถ้าฝึกถึงขั้นบรรลุจะล้ำค่าขนาดไหน) เพราะฉะนั้น ถ้าคุณหัดนั่งสมาธิ โดยหาหนังสือมาศึกษาเพิ่มเติม เพิ่มประสบการณ์ในขั้น 3 เพื่อให้เห็นความงามในความทุกข์ได้ ผมเชื่อว่าด้วยประสบการณ์อันหลากหลายนี้จะไปกระตุ้นธาตุรู้ในตัวคุณให้ตื่นขึ้น จนหยั่งเห็น “สัจจะ” แห่งสรรพสิ่ง ซึ่งน่าจะมีผลต่อการนั่งสมาธิและปฏิบัติธรรมของตัวคุณ แล้วคุณจะได้ผมกับความสุขที่มหัศจรรย์ยิ่งๆขึ้น อย่างไรก็ตาม ผมยังไม่อาจยืนยันว่าขั้นนี้จะเป็นขั้นสูงสุด แต่จากประสบการณ์เท่าที่มีของผมได้ยืนยันว่า นี่เป็นความสุขอีกรูปแบบหนึ่งที่น่าลิ้มลอง หากคุณมี option ของความสุขให้เสพเพิ่มขึ้นอีกหนึ่ง ย่อมดีกว่าลดลงอีกหนึ่งใช่ไหมล่ะ รีบๆเสพมันซะนะ ก่อนที่คุณจะลาโลกนี้ไปลับ ขอให้เสพสุขมากๆเข้าไว้ คนสมัยใหม่คิดแบบนี้ไม่ใช่เหรอ ผมสนับสนุนความคิดนี้นะเพราะถ้าถึงขั้นนี้แล้ว ความคิดเบียดเบียนคนอื่นของคุณคงน้อยลงมากๆๆๆ ยิ่งเสพสุขพวกนี้มากเท่าไร ยิ่งดีต่อคนอื่นมากเท่านั้น
ความจริงแล้วบางคนอาจจะกลัวก็ได้ว่าไอ้ความสุขขั้น 4 นี้มันอาจจะห่วยที่สุดเลย หรือมันจะมาทำลายความสุขที่ฉันกำลังสะสมไว้ทั้งหมด(ตั้งแต่ขั้น 1-3) แต่การมองแบบนี้เป็นการมองที่ง่ายเกินไป อย่าลืมสิว่า กว่าคุณจะก้าวมาสู่ขั้นนี้ได้ คุณต้องผ่านสิ่งที่คุณไม่เคยเชื่อมามากมายเพียงไร เริ่มจากคุณไม่เคยอ่านหนังสือหนักๆเลย ไม่เคยดูหนังที่จัดว่ามีสาระเลย แต่พอคุณข้ามกำแพงเข้ามาได้ คุณกลับพบว่า “กูไม่น่าโง่เลย ความสุขอยู่แค่เอื้อมนี้ทำไมไม่ไขว่คว้า” แต่เมื่อสิงสถิตย์อยู่ในขั้นที่ 1 นานๆ คุณอาจเริ่มชินชาและรู้สึกว่าสิ่งที่ให้ความสุขสุดยอดมันมีเท่านี้เอง พอคุณเริ่มเดินทางเข้าสู่ประตูแห่งบูรณาการในขั้นที่ 2 คุณอาจเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าและต้องการจะถอนตัว แต่ในที่สุดเมื่อสำเร็จยุทธ์ คุณกลับพบว่า “กูทำไมโง่จัง ไม่เสพแต่แรก” ในขั้น 2 นี้ เมื่อคุณฝึกปฏิบัติจนเจนจัด หลอมรวมและแสวงหาไม่หยุดยั้ง คุณจะเริ่มมีพลังเพียงพอที่จะยกระดับตัวเองเข้าสู่ขั้นที่ 3 เมื่อนั้นคุณจะเริ่มเกิดความทุกข์อย่างรุนแรงว่าทำอย่างไรถึงจะหนีความทุกข์อันแสนเข็ญนี้ไปได้ แต่เมื่อนำความรู้ที่ได้เรียนรู้ในสองขั้นแรกมาประยุกต์ใช้ คุณย่อมเห็นความงามในความอัปลักษณ์ จนบรรลุขั้นที่ 3 อย่างสมบูรณ์พร้อม ในขั้นนี้คุณคงต้องการเบิร์ดกระโหลกตัวคุณเองสักครั้ง “กูโง่อีกแล้ว ทำไมถึงปฏิเสธสิ่งดีๆอยู่เรื่อย เจ็บแล้วไม่เคยจำหรืออย่างไร จงจำไว้ว่าเจ้าคือกบในกะลา” บางคนอาจจะเผลอคิดไปอีกว่า “เราเต็มแล้ว” ไม่ต้องแสวงหาอะไรอีกต่อไป แต่ผมอยากเตือนให้ระลึกกันว่าตั้งแต่ขั้น 1-3 เราเองมิใช่เหรอที่เคยพูดประมาณนี้ แล้วมันถูกต้องหรือไม่
คำตอบที่น่าจะสรุปได้ในตอนนี้คือ ขั้นที่ 3 เป็นสุดยอดแล้ว ส่วนขั้นที่ 4 ซึ่งเหนือล้ำกว่าจะมีหรือไม่เป็นเรื่องที่ต้องพิสูจน์ด้วยตัวเองต่อไป ดังนั้นเราไม่ควรไปปฏิเสธ หรือตอบรับเสียทีเดียว เราต้องลองค้นหาดูก่อน
ดังนั้น เราลองปฏิบัติสมาธิ หยั่งเห็นประสบการณ์แห่งความทุกข์ อ่านหนังสือหาความรู้ไปเรื่อยๆ เราทำเช่นนี้ไม่เสียหายเลย มีแต่เพิ่มความสุข และถ้าจะเกิดสำเร็จมรรคผล เราก็ไม่จำเป็นต้องหวาดกลัวแต่อย่างใด เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ย่อมแสดงว่า “ขั้น 4 ดีกว่าขั้น 3 จริง” ไม่เช่นนั้นแล้ว ตัวเราในตอนนั้น(อนาคต)คงไม่เลือกมันหรอก เช่นเดียวกับ ก่อนหน้านี้เราเกิดตื่นกลัวในการเข้าสู่ขั้น 1 แต่พอเจอมันจริงๆ เรากลับเดินเข้าหา เพราะรู้ว่ามันให้ความสุขมากกว่า การข้ามจากขั้น 3 เพื่อเข้าสู่ขั้น 4 (ถ้ามี) คงเป็นเช่นเดียวกัน ถ้าความสุขน้อยกว่าเราคงไม่หลงไปเลือกหรอกครับ แต่สิ่งที่ผมยืนยันกับคุณได้แน่ว่า ไอ้การนั่งสมาธิจนเกิดปิติสุขที่เหนือสุขและทุกข์แบบคนทั่วไป เป็นความสุขที่ล้ำลึกกว่า และคุณยังไม่ต้องละขั้น 1-3 ด้วย เท่ากับว่าคุณได้เพิ่มความสุขขึ้นอีกหนึ่งชนิด ส่วนใครจะบรรลุหรือไม่บรรลุนั้น อยู่เกินขอบข่ายของบทความนี้นะครับ
5. บทสรุป
เมื่อคุณได้เดินทางมาถึงตอนนี้แล้ว เราควรจะมาสรุปกันเสียทีนะครับ
อย่างแรกที่บทความนี้ต้องการนำเสนอคือ การเปลี่ยนมุมมอง โดยชี้ให้เห็นว่า “การแสวงหาความรู้ การช่วยเหลือผู้อื่น การทำตัวเป็นคนดี” ให้ประโยชน์กับคุณมากกว่าที่คุณคิดไว้ โดยผมพยายามแปรมันออกมาเป็น “การเสพสุข” ซึ่งผู้คนทุกวันนี้ต้องการมันยิ่งนัก และผมไม่เห็นว่าความต้องการนี้จะเสียหายตรงไหน เพราะมีแต่ได้กับได้ เพราะถ้าคุณหันมาเสพสุขนี้แทน ตัวคุณจะมีจิตใจที่ละเอียดอ่อนขึ้น โหดร้ายน้อยลง สังคมย่อมจะได้ประโยชน์เช่นกัน
แต่คนทั่วไปมักมองข้าม ส่วนหนึ่งอาจเพราะความยากในการเสพ แต่ผมว่าไม่จริง เพราะขอให้เป็นการเสพสุขเถอะ ต่อให้ยากแค่ไหนพวกเราย่อมต้องฝ่าฟันเพื่อให้ได้ลิ้มลองกัน ดังนั้น ปัญหาอยู่ที่การนำเสนอในมุมมองใหม่มากกว่า ทำให้คนส่วนใหญ่ยอมรับและเห็นว่า “สิ่งดีๆ ความรู้ คุณค่าทางจิตใจ” ถือเป็นการเสพสุขได้เหมือนกัน และเป็นความสุขอย่างสูง ซึ่งอภิสิทธิ์ชน(ทางปัญญา)เท่านั้นที่จะเสพได้ เงินทองไม่อาจซื้อหาได้แม้เพียงเศษเสี้ยว
อย่างที่สองคือ การจุดประกาย ให้เห็นว่า “เราจะเสพสุขนี้ได้อย่างไร” โดยพยายามแบ่งให้ละเอียดเท่าที่จะทำได้ มีการแยกเป็นขั้นให้ชัดเจน และที่สำคัญมีการแนะนำหนังสือประกอบ มีการเชื่อมโยงให้เห็นบูรณาการและการก้าวข้าม อย่างไรก็ตาม ตัวหนังสือยังเป็นตัวหนังสือ และยิ่งมีเพียงไม่กี่หน้าแล้ว ย่อมไม่ละเอียดเพียงพอ บทความนี้จึงเป็นแค่การจุดประกายเท่านั้น แต่เหนือสิ่งอื่นใด สิ่งที่บทความนี้(และหนังสือทั้งหลายในสากลโลก)ให้ไม่ได้คือ ประสบการณ์ คุณต้องลองสัมผัสเอง ค่อยๆซึมซาบอย่าท้อแท้ ถ้าไม่สำเร็จ แปลว่าคุณเข้าหาไม่ถูกวิธี อาจเป็นเพราะคุณไม่เข้าใจการเสพสุขนี้ดีพอ ทางออกคือ หาหนังสือแนะนำมาอ่านเพิ่มเติม หรือหาผู้รู้ให้ช่วยชี้แนะ
สุดท้ายคือ ขอให้เชื่อเถิดว่า ความสุขที่ว่ามานั้นมันแสนจะล้ำเลิศเพริศแพร้วและมีอยู่จริง ถ้าไม่เชื่อ(หรือเชื่อก็ตาม)ก็ควรที่จะทดลองจริงๆอย่างปราศจากอคติ แม้ว่าภายหลังคุณพบว่าอย่างอื่นให้ความสุขมากกว่า แต่การมีความสุขให้เลือกเพิ่มขึ้นอีกชนิด ย่อมดีกว่าน้อยลงอีกชนิด ความสุขนี้น่าลิ้มลองและเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง แต่ถ้าคุณลองแล้วเกิดความทุกข์มหาศาลก็ควรเลิกเถิดครับ บางทีผมอาจเข้าใจผิดก็ได้ โดยเฉพาะในโลกยุคใหม่ที่เขาต้องการให้มีความหลากหลายทางความคิด ผมก็ไม่อยากครอบงำหรือยัดเยียดว่าสิ่งที่ผมเสนอเป็นความสุข ที่ทุกคนควรเสพ แต่ถ้าคุณได้รับความสำเร็จ ขอให้คุณอย่าหยุดยั้งนะ ขอให้ก้าวข้ามเป็นขั้นๆ อย่างน้อยให้เจนจบถึงขั้นที่ 3 แล้วคุณจะรู้ว่า ความสุขที่ชนชั้นสูง(ทางปัญญา)เสพนั้นเป็นอย่างไร ที่สำคัญคือ หากคุณมีความก้าวหน้าในการปฏิบัติ ขอให้นึกถึงสังคม ผ่องถ่ายความรักและความสุขสู่เพื่อนมนุษย์ แต่ไม่ต้องฝืน ควรทำเท่าที่ทำได้ (และอยู่ในระดับที่คุณมีความสุขใจที่จะทำ ถ้าไม่มีความสุขอย่าทำ) สิ่งที่ทำได้ง่ายที่สุดเลยคือ แนะนำการเสพความสุขแบบใหม่นี้ให้เพื่อน(ร่วมโลก) ของคุณอย่างไรล่ะ เพื่อพวกเขาจะได้มีความสุขมากขึ้น คุณจะได้มีเพื่อนที่มีความสุข โลกของเราจะได้มีความสุข
ขอความสุขจงสถิตย์กับคุณ
“เรามาเสพ/ลองลิ้ม/ชิมรส ความสุขของชนชั้นสูงที่ปิดลับและเกินเอื้อมนี้กันเถิด”
