น้องปอย ตรีชฎา : ความงามที่ชวนลุ่มหลง

April 17, 2009

โดย เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์

“วีรบุรุษ ยากผ่านด่าน หญิงงาม”

ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า “หญิงงาม” สามารถดลบันดาลให้ “อาณาจักรที่ยิ่งใหญ่” ทั้งหลายต้องล่มสลายลง หรือสู้รบกันอย่างยืดเยื้อยาวนานหลายสิบปี เพียงเพื่อได้ยลโฉม “นงคราญล่มเมือง” แม้เพียงเศษเสี้ยววินาทีเดียว

แต่ประวัติศาสตร์กำลังจะเปลี่ยนไป



“ปอย ตรีชฏา” คือ ปรากฏการณ์ที่สร้างความตื่นตะลึงให้กับชาวไทยทั้งชาติ เนื่องจากเธอคือ ผลิตผลของเทคนิคการแพทย์อันเลอเลิศ ผสมเข้ากับ “ค่านิยม” ทางสังคมที่ได้เริ่มเปลี่ยนแปลงไป จึงทำให้ “ชายผู้รักจะเป็นหญิง” คนนี้ สามารถเสกสร้างความ “สั่นสะท้าน” ให้กับหัวใจชายหนุ่มนับล้านดวงในประเทศไทย

คนที่มีอายุมากกว่า 35 ปีขึ้นไป คงยากจะยอมรับได้ว่า “หญิงงามเทียม” เช่นนี้จะสามารถเชิดหน้าชูตาอยู่ในแวดวงมายาได้อย่างสง่างามเช่นนี้ ยังไม่ต้องพูดถึงว่า “หนุ่มไทย” จำนวนมากยังหลงใหล ใฝ่ฝันให้เธอมาร่วมเรียงเคียงหมอน และอาจถึงขั้นตบแต่งเป็นภรรยาโดยไม่ต้องรีรอลังเลให้กฎหมายมารับรองแต่อย่างใด

คนแต่ละรุ่นย่อมถูกกำหนดโดยบริบททางสังคมและวัฒนธรรมของตนเอง ในอดีต เมื่อมนุษย์ต้องเผชิญกับความอดอยากหิวโหยและภัยคุกคามจากธรรมชาติอันน่าสะพรึงกลัว สิ่งเดียวที่พวกเขาจะตอบโต้ได้ คือ การสืบพันธุ์เพื่อผลิตทายาทให้มากที่สุด เพื่อรองรับการบาดเจ็บล้มตายที่ไม่คาดฝัน ดังนั้น ชายที่รักชาย หญิงที่รักหญิง หรือความรักแบบใดที่ไม่สามารถผลิต “ทายาท” ได้ จึงต้องโดนกำจัดออกไป ถูกประณามหยามเหยียดและกดดันทุกประการ เพื่อให้คนรุ่นใหม่ต้องรักษา “หน้าที่” อย่างเต็มประสิทธิภาพ มิเช่นนั้น มวลมนุษยชาติอาจถึงขั้น “สูญพันธุ์”

พฤติกรรมรังเกียจ “รสนิยมรักร่วมเพศ” จึงไม่ใช่สิ่งที่ลอยขาดจากบริบททางสังคม หากเป็นส่วนหนึ่งในการดำรงอยู่ของอารยธรรมมนุษย์ แต่ในปัจจุบัน เมื่อภัยคุกคามจากธรรมชาติและความอดอยากหิวโหยเริ่มลดทอนลง “มนุษย์” จึงริเริ่มแสวงหา “ความสุข” ที่เหนือล้ำกว่าวัตถุสิ่งของ โดยก้าวไปถึงขั้น “อิสรภาพทางจิตใจ” ซึ่งไม่ยอมปล่อยให้ข้อจำกัดใดทางกายภาพมาขัดขวางได้อีกต่อไป

แม้แต่ “น้องปอย” ก็คงไม่ทราบได้ว่า ความต้องการเป็นหญิงของเธอนั้น เกิดขึ้นจาก “กรรมพันธุ์หรือสิ่งแวดล้อม” กันแน่ แต่ทั้งหมดคงไม่สำคัญ เมื่อเธอได้เลือกเส้นทางเดินอย่างอาจหาญ โดยปราศจากความลังเลใจ นี่คือ จุดเริ่มต้นในความสำเร็จของเธอ หากชักช้าแม้เพียงก้าวเดียว “ความฝันในการเป็นที่เชิดชูของชายไทย” คงยากจะเกิดขึ้น เพราะภายหลังอายุ 15 ปี ที่เธอตัดสินใจครั้งใหญ่ในชีวิตนั้น ธรรมชาติจะเร่งความเจริญเติบโตจากวัยเด็กเข้าสู่ความเป็นชายอย่างเต็มที่ โดยที่เครื่องมือแพทย์ซึ่งวิเศษเลิศเลอเพียงใด ก็ยังไม่อาจฝืนมติแห่งสวรรค์ได้อีกต่อไป

ครอบครัวที่ “เข้าใจอย่างลึกซึ้ง” ก็มีส่วนใน “ชัยชนะ” ของเธอไม่มากก็น้อย ทันทีซึ่งรู้ว่า “ลูกชาย” ของเธอมีใจเป็นอื่น “คุณแม่” ก็ไม่รีรอลังเลที่จะให้กำลังใจและสนับสนุนในทุกทาง การรับประทานฮอร์โมนเพศหญิงอย่างทันท่วงที ย่อมช่วยขัดขวาง “ความเป็นชาย” ที่กำลังเริ่มต้นเติบใหญ่นั้น ให้หันเหทิศทางไปสู่ความเป็นหญิงตามที่ใจปรารถนาได้สำเร็จ

ในทางกฎหมาย คนที่บรรลุนิติภาวะแล้วเท่านั้น จึงจะเหมาะสมในการทำธุรกรรมที่สำคัญต่างๆ หากทว่า ข้อจำกัดทางธรรมชาติกลับไม่ยินยอมต่อกฎหมายของมนุษย์ หากน้องปอยต้องรอถึงวันบรรลุนิติภาวะแล้ว เธอคงไม่อาจเป็นหญิงได้สมบูรณ์แบบเช่นนี้

แต่กฎหมายก็มีเหตุผลที่น่าสนใจ เพราะคนที่อายุน้อยย่อมขาด “ความรู้และปัญญา” ที่จะตัดสินใจ “เลือก” อย่างชาญฉลาดได้ ดังนั้น การตัดสินใจในขณะที่อายุ 15 ปี ของน้องปอยนั้น จึงอาจเป็นการตัดสินใจที่สุ่มเสี่ยง เป็นการตัดสินใจด้วยอารมณ์ชั่ววูบของวัยรุ่น และอาจต้องเศร้าเสียใจในภายหลัง ดังนั้น จึงย่อมเชื่อได้ว่า “แรงผลักดันภายใน” คงจะยิ่งใหญ่มากเพียงพอที่จะทำให้เธอละทิ้งความกลัวทั้งมวล เพื่อก้าวสู่ความเป็นหญิง อย่างไม่คิดจะหวนกลับคืน

ฮอร์โมนที่รับประทานเข้าไปอย่างผิดธรรมชาติ การผ่าตัดแปลงเพศที่แสนเจ็บปวดและมีผลข้างเคียงทั้งในระยะสั้นและระยะยาว อาจส่งผลให้เธอต้องพบกับความผิดปกติและโรคภัยอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แต่สำหรับ “คนที่รู้ว่าตนเองต้องการอะไร” นั้น ย่อมยินดีจ่ายค่าตอบแทนทุกประการ เพียงเพื่อได้บรรลุความใฝ่ฝันอันสูงสุด

ภาวะนี้อาจดำรงอยู่เพียงชั่วข้ามคืน หรือไม่กี่สิบปี และอาจต้องแลกกับความผิดปกติและเจ็บปวดอันยาวนานตลอดชีวิต แต่ทั้งหมดย่อมคู่ควรแก่การเสียสละ ดีกว่าปล่อยให้ “ความกลัว” ขัดขวางภารกิจศักดิ์สิทธิ์ในการบรรลุความเป็นหญิงอย่างสมบูรณ์ จนกระทั่งต้องตายจากไปอย่างไม่เคยลิ้มรสความสมหวังอันหอมหวาน

ชายที่อายุเกิน 35 ปี คงลังเลที่จะได้ใกล้ชิดเธอ เนื่องจาก “รสนิยม” ของคนยุคนี้ ยังยึดติดกับ “ขาวและดำ” อย่างเหนียวแน่น หากทว่า ชายที่อายุต่ำกว่า 35 ปีลงมานั้น ย่อมเติบโตมาในสภาพสังคมที่เริ่มต้นเข้าสู่ยุคโพสต์โมเดิร์น ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแต่ “พร่าเลือน” ความดีความชั่วที่เคยยึดถือ ความเป็นหญิงเป็นชายที่เคยเชื่อมั่น เริ่มไม่อาจตัดสินได้อย่างแน่นอนอีกต่อไป โลกทั้งโลกล้วนเป็น “สีเทา” ดังนั้น “ความงามล่มเมือง” ของน้องปอย จึงได้สร้างปาฏิหาริย์ให้กับคนกลุ่มนี้อย่างถอนตัวไม่ขึ้น แรกเริ่มอาจรู้สึกต่อต้านเล็กน้อย เนื่องจากค่านิยมที่บรรพบุรุษสั่งสอนมายังติดตรึงในเบื้องลึกแห่งจิตใต้สำนึก แต่เมื่อเผชิญกับ “หยดน้ำแห่งความงาม” อันหยดย้อยของน้องปอย ที่กัดเซาะลูบไล้เข้าทุกวัน “หนุ่มน้อย” ทั้งหลายจึงได้แปรเปลี่ยนใจเข้าสู่อ้อมกอดของเธอ อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

ปรากฏการณ์น้องปอย จึงอาจถึงขั้นคุกคาม “ผู้หญิง” โดยตรง เพราะนอกจากเธอจะต้องสูญเสีย “ชายหนุ่ม” ไปให้กับ “ชาวเกย์” และ “คู่รักของเกย์” จำนวนมากแล้ว มาบัดนี้เธอยังต้องสูญเสีย “เผ่าพันธุ์ชายที่แทบสาปสูญ” ไปให้กับ “หญิงเทียม” ที่เทคนิคแพทย์เสกสรรขึ้นมาอีก และการคุกคามทั้งหลายนี้ ในอนาคตยังอาจส่งผลสะเทือนถึงการดำรงเผ่าพันธุ์ของมนุษยชาติก็เป็นได้

ข้อดีของ “ปรากฏการณ์” น้องปอย ที่นอกจากช่วยลดปัญหาโลกร้อน อันเนื่องจากประชากรบนโลกที่แย่งกันบริโภคนี้จะต้องมีปริมาณที่ลดลงแล้ว เธอยังช่วยบรรเทาปัญหา “เมียน้อย” ที่คุกคามความสงบสุขของครอบครัวไทยลงไปได้มาก เพราะเมื่อถึงขั้นนี้แล้ว “เมียหลวง” คงยุ่งมากจนไม่มีเวลามาตรวจสอบหรือใส่ใจกับปัญหาเมียน้อยได้อีกต่อไป เพราะพวกเธอต้องหันไปหมกมุ่นกับปัญหาใหม่ นั่นคือ เกย์น้อย และ หญิงเทียม ที่กำลังแย่งชิง “ชายในดวงใจ” ไปครอบครอง

ความพยายามของ “เมียหลวง” ในการควานหาและกำจัด “เมียน้อย” จึงกลายเป็นความวุ่นวายที่ไร้สาระ โดยที่ ประวัติศาสตร์ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า “เมียน้อย” เป็นเพียงปรากฏการณ์ชั่วคราวของสังคมเท่านั้น เมื่อบริบทเปลี่ยนไป ความต้องการก็ย่อมเปลี่ยนไป บรรดาชายไทยทั้งหลายที่เคยต้องเก็บกดความต้องการทางเพศไว้กับผู้หญิงเท่านั้น จึงเริ่มได้รับอิสรภาพยิ่งใหญ่เป็นครั้งแรก พวกเขาจึงอาจหันเหไปเสพสุขกับ เกย์แท้ และหญิงเทียม ได้อย่างเปิดเผยมากขึ้น ตามความใจกว้างของสังคมที่กำลังวิวัฒน์ไปอย่างไม่หยุดยั้ง

หากทว่า บุคคลที่ควรค่าแก่การเห็นใจโดยแท้จริง คือ “หญิงสาว” เช่นเดียวกับน้องปอย ที่อาจต้องผ่านความเจ็บปวดอันยิ่งใหญ่จากการผ่าตัดที่แสนทรมานลึกล้ำ ต้องรับประทานฮอร์โมนซึ่งอาจส่งผลกระทบเลวร้ายไปชั่วชีวิต อีกทั้งสภาพความสาวและสวยนี้ อาจมีช่วงเวลาที่สั้นกว่า “ผู้หญิงธรรมดา” ทั่วไป ที่สำคัญ “คู่รัก” ของเธอ อาจพร้อมจะเบื่อหน่ายและทอดทิ้งไปได้เสมอ ทั้งจากความเบื่อหน่ายตามปกติของชายหญิง ทั้งจากความเบื่อหน่ายในความเป็นหญิงเทียมที่อาจมีบางส่วนสัดซึ่งไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการทางเพศรสของชายได้ร้อยเปอร์เซนต์ ทั้งจากความเบื่อหน่ายที่ไม่สามารถให้กำเนิดทารกน่ารักที่จะเป็นโซ่ทองคล้องใจพ่อแม่ได้ และรวมถึง ความเบื่อหน่ายรำคาญใจกับคำถามจากสังคมและผู้คนรอบข้าง ทั้งหมดจึงอาจทำให้ในบั้นปลายชีวิตของเธอนั้น ต้องพบจุดจบที่น่าสงสารก็เป็นได้

อย่างไรก็ตาม “น้องปอย” ยังคงโชคดีกว่าเพื่อนร่วมชะตากรรมอีกเป็นจำนวนมาก ที่แม้แต่แปลงเพศให้เหมือนผู้หญิงก็ยังทำได้ไม่สำเร็จ ยังไม่นับว่าที่แปลงสำเร็จแล้ว แต่ก็ยังไม่สวยได้ทัดเทียมกัน จึงอาจไม่เป็นที่หมายปองของชายหนุ่มได้เช่นเดียวกับน้องปอยที่แสนสดใสน่ารัก ยิ่งกว่านั้น บรรดา “สาวแท้” ทั้งหลาย ที่ยังไร้คู่หรือขาดชายใดเหลียวแล ก็อาจต้องแอบอิจฉาเธอไปอีกหลายสิบตลบ ที่สำคัญ ในการตัดสินใจครั้งแรกเมื่อวัย 15 ปีนั้น เธอก็คงเตรียมใจรับสภาพอันเลวร้ายของการถูกทอดทิ้งจากผู้ชายและสังคมอยู่แล้ว ดังนั้น ช่วงเวลาแห่งความสุขที่มีแต่ “ชายหนุ่ม” รุมล้อมขอความรัก และได้รับกระแสตอบรับจากแวดวงบันเทิงที่ชายหญิงน้อยคนในเมืองไทยจะได้รับเกียรติยศนี้ ก็ยิ่งเป็นความสำเร็จที่ล้นเกินกว่าที่เธอจะคาดคิดแต่แรกแล้ว

สุดท้ายแล้ว ทุกคนคงจะเกิด “คำถาม” ตัวเบ้อเริ่มว่า กฎเกณฑ์ทางสังคม ควรจะตอบรับกับ “กรณีน้องปอย” รวมถึง เกย์ ทอม ดี้ และเพศสภาพที่หลากหลายนี้อย่างไร สำหรับผมแล้ว ในตอนแรกก่อนจะเขียนบทความนี้ ย่อมรู้สึกลังเลที่จะตัดสิน เพราะทั้งฝ่ายที่สนับสนุนและคัดค้าน “ความแตกต่างทางเพศ” นั้น ต่างก็มีเหตุผลที่น่าฟังของตนเอง แต่เมื่อปลายปากกาได้พาวิญญาณผมล่องลอยไปสำรวจชีวิตและความพยายามยิ่งใหญ่ของน้องปอยแล้ว ผมก็มีคำตอบอย่างไม่ลังเลแล้วว่า “ทุกคนมีวิถีของตัวเอง” ดังนั้น หากการกระทำนั้นไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้กับสังคมและปัจเจกชนคนใด ก็ไม่ควรที่กฎหมายและธรรมเนียมประเพณีจะมาทำลาย “ความแตกต่าง” ที่ไม่มีความผิดนี้อย่างโหดร้ายอีกต่อไป

ที่สำคัญ โลกในศตวรรษที่ 21 นี้ ได้มีข้อพิสูจน์มากมายที่แสดงให้เห็นว่า ประเพณีโบราณที่เคยเชื่อถือและศรัทธากันมานานว่าอยู่บนรากฐานความจริงนิรันดรที่ไม่มีวันแปรเปลี่ยนนั้น แท้จริงแล้วล้วนแต่อยู่บนความจำเป็นในบริบทสังคมของห้วงเวลานั้น และเมื่อความจำเป็นและปัญหาของยุคสมัยได้เปลี่ยนไป ประเพณีเหล่านั้นก็จะค่อยๆหมดบทบาทและความสำคัญลง ดังนั้น บางทีประเพณีเรื่อง “โลกนี้มีเพียงเพศชายและเพศหญิงเท่านั้น” จึงอาจเป็นสิ่งที่กำลังล้าสมัยผุกร่อนลง ยิ่งกว่านั้น สังคมที่สลับซับซ้อนยิ่งขึ้นกว่าในอดีตนั้น ก็มีเรื่องวุ่นวายให้ชำระสะสางกันอย่างมโหฬาร จึงอาจจะเป็นข่าวดีว่า “ปัญหาเรื่องเพศที่แตกต่าง” จะได้รับความสนใจน้อยลง

นับแต่นี้ไป ผมจึงไม่ “ลังเลใจ” ที่จะร่วมชื่นชมและดื่มด่ำกับ “ความงามหยาดเยิ้มล่มเมือง” ของ น้องปอย ตรีชฎา เพชรรัตน์ อีกต่อไป ที่สำคัญ ผมอยากเชิญชวนคนไทยทุกคนให้หันมามอบความรักและความอบอุ่นกับเธอมากกว่านี้ เนื่องเพราะความกล้าหาญในการเผชิญหน้ากับความยากลำบากและอุปสรรคท้าทายนานัปการ เพียงเพื่อจะได้เผยโฉมความงามเจิดจรัสแห่ง “เพศหญิง” ที่ในประวัติศาสตร์มนุษยชาติหลายพันปี ล้วนพิสูจน์ว่า ในบางยุคสมัยนั้น “หญิงงาม” ได้บรรลุถึง “สุดยอดความงาม” ที่เหนือชั้นและน่าลุ่มหลงยิ่งกว่า “ความงาม” จากศิลปะที่ยอดศิลปินทั้งหลายได้เคยรังสรรค์ขึ้นมา

……………………………………..

คำตาม

ผมยังคงสงสัยมิรู้วายว่า ชายหนุ่มทั้งหลายในโฆษณา G-Moblile ที่กำลังร้องครวญครางอย่างแสนสุขใจนั้น เกิดจากสาเหตุใดกันแน่ บางทีอาจเป็น ความปรารถนาในความงามแห่งความเป็นหญิงของน้องปอย โดยที่ไม่เคยสำนึกรู้เลยว่า เธอเคยมีสถานะใดมาก่อน หรือแท้จริงแล้ว ชายหนุ่มเหล่านั้นกำลังตกตะลึงในความมหัศจรรย์ที่โลกได้ประทาน “ความงามหยดย้อย” มาให้ผู้ชายได้มากมายถึงเพียงนี้ หรือแท้จริงแล้ว ชายหนุ่มเหล่านั้น เพียงแค่หลงใหลในความงามของมือถือรุ่นใหม่ “Pink” ที่มีสีสันและรูปร่างสวยใสสะดุดตา

ผมไม่อาจรู้จริงๆ

รู้แต่ว่าผมชอบโฆษณานี้อย่างสุดขั้วหัวใจ โดยเฉพาะสีชมพูบนเครื่องแต่งกายของน้องปอยนั้น มันช่างแสนสดใสดีแท้ ผมก็ขออวยพรให้เธอสดใสเริงร่าเช่นนี้ไปนานๆ

สาธุ !!!

Comments

8 Responses to “น้องปอย ตรีชฎา : ความงามที่ชวนลุ่มหลง”

  1. 1. kan on April 17th, 2009 2:40

    ทำไม trend นี้มันมาแรงจังนะ

    ใน “หงสาจอมราชันย์” ก็มี “เสี่ยวม่าน”

  2. 2. สุรศักดิ์ SIU on April 17th, 2009 6:11

    ผมแปลกใจมากเลยนะที่ทุกวันนี้สังคมเรามีจำนวนสมาชิกของเพศทางเลือกมากเหลือเกิน เวลาผมทำงานที่ไหน ผมสังเกตเห็นว่าจำนวนคนของเพศทางเลือกในแต่ละสังคมทำงานที่ผมเคยอยู่และอยู่มีจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว

    นี่ถ้านับผู้ชายแท้ๆที่ไปปันใจให้หญิงเทียมอย่างน้องปอยอีก

    ผมคงได้แต่บอกกับสาวๆทั้งหลายว่า “เกิดเป็นหญิงแท้จริงแสนลำบาก” จริงๆครับ

  3. 3. Sheradia on April 17th, 2009 8:53

    อันที่จริง ปรากฏกาารณ์ผู้ชายที่จะสามารถสร้างตัวเองให้มี femininity ได้สมบูรณ์แบบขนาดระดับน้องปอยนี่ ไม่ใช่สิ่งที่จะได้พบเห็นบ่อย และก็ไม่ใช่สิ่งที่ได้มาเอง โดยที่ไม่ต้องทำอะไร ดังนั้นในศึกแย่งชิงชาย ผู้หญิงแท้ ไม่ค่อยกังวลกับเรื่องคู่แข่ง “หญิงเทียม” สักเท่าไร แต่เรื่องเกย์เกลื่้อนเมืองนี่สิ ที่ดูเป็นภัยคุกคามที่น่ากลัวของผู้หญิงในเวลานี้

    มีเรื่องตลกอย่างหนึ่งคือ เคยลองถามผู้หญิงด้วยกันว่า ถ้าต้องเลือกระหว่างสามีไปมี “ภรรยาน้อย” กับสามีไปมี “สามีน้อย” จะยอมให้กรณีไหนมากกว่ากัน ปรากฏว่า คำตอบคือ สามีกลายเป็นเกย์ไปซะยัึงดีกว่าไปมีภรรยาน้อย เธอถือว่าเสียสามีให้ชายอื่น ยังดีกว่าเสียให้หญิงอื่น

    เอวัง …

  4. 4. บดินทร์ on April 17th, 2009 22:22

    มาแว้วววว รออยู่ ง่ะ

  5. 5. สารวัตรอาเคจิ on April 19th, 2009 6:58

    คงเป็นแค่ความหลงต่อรูปกายภายนอก
    เพียงแต่ว่าน้องคนนี้
    กลับมีสุ้มเสียงที่ละม้ายหญิง
    จนทำให้รู้สึกว่าน้องคนที่ว่า
    เป็นหญิงมากกว่าชาย
    ตอนนี้ผมก็ยังไม่มี wisdom เลยไม่รู้ว่า เป็นหญิงหรือชาย
    แต่พับผ่า
    เมื่อวานดูมิสไทยแลนด์เวิลด์ให้สัมภาษณ์
    ดูคล้ายกระเทยมากกว่า

  6. 6. Jeerasak on April 19th, 2009 14:14

    ผมมองว่าไม่มีถูกหรือผิดหรอก เพราะวิทยาศาสตร์ก้าวหน้าเกินกว่าจะบังคับให้ผู้คนอยู่ในสิ่งที่คิดว่าเป็นอดีตมนุษย์จะมีอิสระมากขึ้น ทุกคนมีทางเลือกแต่เรื่องของการตัดสินใจยังคงเป็นปัญหาสำหรับใครสักคนที่ต้องการเปลี่ยนแปลงตัวเอง เพราะไม่มีใครรุ้ว่าอนาคตถัดจากนี้จะต้องเผชิญกับอะไร กับสิ่งที่อาจจะเปลี่ยนชีวิตไปตลอดกาล และอาจจะกระทบต่อจารีตของคนสมัยก่อนที่วิทยาศาสตร์ยังไม่เจริญเท่าปัจจุบัน

    ผมยังคงนึกไม่ออกเท่าไรว่าทำไมอาจารย์บิ๊กของผม วันนี้เปลี่ยนมาแนวที่เรียกว่าไม่อยู่ในกรอบการเมืองเลย ถ้ามองตามสถิติศาสตร์คงไม่สามารถเป็นข้อมูลเชิงคุณภาพได้ แต่ถ้ามองแง่การตลาดดูเหมือนเป็นการตลาดที่ยอดเยี่ยม แต่ว่าอย่าลืมลืมวัตถุประสงค์หลักนะครับ เพราะมันเป็นจุดขายของคุณเอง ส่วนอื่นๆที่เข้ามาเติมเต็มล้วนเป็นสีสันให้น่ามองยิ่งขึ้น แม้ไม่ยึดติดแต่ยืนบนหลักการณ์ครับ

    ผมไม่ถามท่านหรอกนะว่าขายหนังสือดีไหม แต่จะบอกว่าหนังสือท่านบิ๊ก เท่าที่ผมอ่านมีประโยชน์กับผมมากทีเดียว และคงมีประโยชน์กับคนอื่นอีกหลายๆคน อย่างน้อยปีนี้ผมก็ได้อ่านหนังสือดีๆเล่มหนึ่งแล้ว

  7. 7. Lert on April 19th, 2009 14:59

    มายก๊อด … โดนคุณเจริญชัยหลอกมาดูคลิป 555

  8. 8. big on April 20th, 2009 1:17

    ขอบคุณพี่สารวัตรอาเคจิ มากๆครับ ที่อุตส่าห์มาเยี่ยมเยือนกัน
    ตอนนี้ท่านเลยติดสำนวน wisdom ของผมไปใช้เลยนะครับ อิอิ

    สำหรับคุณ Jeerasak ก็วิเคราะห์ได้ดีครับ ผมยังไม่รู้ตัวเลยว่าทำอย่างนั้น
    ส่วนหนังสือ The Big Secret ผมก็ยินดีที่ทำให้ได้อะไรไปมากมาย

    ว่างๆเจอกันครับ

    ผมไม่ได้หลอกนะครับคุณ Lert ผมแค่เชื้อเชิญ

Got something to say?