Practical Report “นักเขียน” คือ ผู้พิชิตความงาม ด้วยใจทรหด

งานเขียนไม่ใช่งานสูตรสำเร็จหรืองานประเภทกดปุ่มที่พอนั่งลงตั้งใจจะทำงานแล้วได้ผลสำเร็จออกมาดังใจหมาย

บางครั้งกว่าจะสำเร็จเป็นต้นฉบับพร้อมตีพิมพ์ต้องใช้เวลาเป็น 10 ปี หรือบางครั้งผู้เขียนเสียชีวิตไปก่อนก็ยังมี !

ทว่าตรงกันข้ามผู้อ่านกลับใช้เวลาอ่านหนังสือเพียงไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น

ช่วงเวลาการเดินทางของหนังสือเล่มหนึ่งสู่มือผู้อ่านจึงไม่ใช่เรื่องจะสามารถกำหนดกฎเกณฑ์ใด ๆ ได้ โดยเฉพาะหากนักเขียนต้องเผชิญหน้าเขาวงกตแห่งการเขียนเช่นชายผู้นี้

จิม ครูโซ (Jim Krusoe) มีผลงานบทกวี 5 เล่ม รวมเรื่องสั้น 1 เล่ม และนวนิยายอีกหลายเล่ม โดยเฉพาะเรื่อง Iceland ได้รับการยกย่องว่ามีฝีมือเทียบเคียง คาฟกา (Kafka)

นอกจากผลงานหลากหลายการันตีฝีมือที่ไม่ธรรมดาแล้ว จิมยังเป็นอาจารย์สอนการเขียนเชิงสร้างสรรค์ที่ Anitoch Uniersity และ Monica College อีกด้วย…เรียกได้ว่าครบเครื่องเรื่องการเขียนทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ

และหากเราจะคิดต่อไปอีกว่าการผลิตนวนิยายของเขาน่าจะทำได้อย่างง่ายดายนั้น…ขอบอกว่า “เราคิดผิด”

จากการพูดคุยกันเราสรุปได้ว่า เขามีวิธีการเขียนนวนิยายที่ค่อนข้างแปลกกว่าคนอื่น ๆ ที่เราเคยพบเห็น เริ่มตั้งแต่ขั้นตอนแรกตัวอย่างจากเรื่อง Girl Factory เขาไม่มีโครงเรื่องตายตัวแต่แรก หากค่อย ๆ ให้เรื่องเปิดเผยตัวเองออกมา ด้วยวิธีการนี้เขาต้องเขียนร่างถึง 12 แบบก่อนที่จะเริ่มนึกภาพออกว่าหนังสือที่เขาเขียนเกี่ยวกับอะไร

เขาเขียนร่างแรก 60 หน้า ด้วยช่วงเวลาที่ต่างกัน 12 ช่วงเวลา ที่สำคัญแต่ละช่วงใช้ฉากและตัวละครแตกต่างกันจนเมื่อรู้สึกว่าแบบไหนที่อ่าน แล้วทำให้ตื่นเต้นได้ เขาก็จะเลือกเอาร่างนั้น…

เมื่อเราถามถึงขั้นตอนต่อไป เขาถึงกับส่ายหัวแล้วพึมพำว่า “กว่าจะสำเร็จเป็นรูปเล่มได้ก็เป็นเรื่องที่เยิ่นเย้อเอามากๆ”
เขา เล่าว่า เขียนร่างแรกของนวนิยายเรื่องนี้เสร็จเมื่อ 7 ปีที่แล้ว และก็นำไปให้คนนั้นคนนี้ลองอ่าน ผลคือต่างคนต่างชอบกันคนละตอน หลากหลายกันไป แต่เชื่อไหมว่าไม่มีใครชอบเหมือนกัน หรือชอบนวนิยายเรื่องนี้ทั้งเรื่องเลยสักคน !

จิม รู้สึกว่ามันชักแปลก ๆ แล้ว เขาจึงเริ่มตรวจแก้ไขต้นฉบับรวมถึงเขียนเพิ่มเติมใหม่อีกประมาณ 30 รอบ ในเวลา 5 ปีต่อมา และเกือบจะโยนมันทิ้งซะแล้ว

จนเมื่อ Lee Montgomery ผู้เคยอ่านร่างแรกมาก่อนแล้วถามเขาว่าต้องการจะตีพิมพ์นวนิยายเรื่องนี้หรือไม่
เมื่อ คำตอบคือต้องการ คราวนี้จิมต้องเป็นฝ่ายนั่งฟังการแก้ไขร่างแรกแบบยกเครื่องมโหฬาร ซึ่งตัวเขาเองก็เห็นด้วยในหลักการ แต่คงมึนมากไปหน่อย เพราะหลังจากนั้นจิมปล่อยเวลาให้ผ่านไปอีก 2 ปี จึงพอนึกภาพออกว่าต้องแก้ไขเพิ่มเติมอะไรลงไปบ้าง

คราวนี้เขาลงมือเขียนใหม่อีกประมาณ 12 ร่าง โดยตัดส่วนที่เกิน เติมส่วนที่ขาด

ที่สำคัญเกือบถอดใจ “ล้มเลิก” ตั้งหลายครั้ง ทว่ามีหลายตอนในเรื่องที่เขายังคาใจ ไม่สามารถทอดทิ้งได้ จนที่สุดก็ฝ่าฟันเขาวงกต (ที่เขาอาจสร้างขึ้นมาเอง) จนสำเร็จ

สุดท้ายเขาฝากบอกว่าสิ่งสำคัญที่หนังสือต้องมี 4 อย่าง คือ สิ่งที่ผู้เขียนต้องการเขียนถึง สิ่งที่อนุญาตให้ผู้เขียนเขียนได้ สิ่งที่ผู้อ่านต้องการ และสุดท้าย คือ ประเด็นจริงๆ ของหนังสือ

และแถมสิ่งที่แย่ที่สุด คือ การคิดว่าหนังสือเล่มนี้จบแล้ว เพียงเพราะว่านักเขียนเขียนมาถึงตอนจบ

ที่มา : บงกช กรุงเทพธุรกิจ

………..

ความเห็น SIU

ผู้เขียนบทความนี้ ชางฉลาดล้ำในการนำเสนอ “ความงามแห่งความทรหด” ในการเขียนหนังสือสักเล่มของนักเขียน มาให้เราได้ดื่มด่ำกัน

คนไทยมักประเมินคุณค่าของงานเขียนอย่างผิวเผิน โดยวัดทีคุณภาพ ความงาม หรือความยาวของเนื้อหา

แต่สิ่งที่ละเลยไปคือ “ภูเขาน้ำแข็ง แห่งการสร้างสรรค์”

เนื้อหาที่มีคุณภาพ ที่อ่านซ้ำแล้วซ้ำอีกก็ยังได้อะไรใหม่ บรรเจิดจ้าด้วย “ความลับ” ระหว่างบรรทัดที่ทะยอดผุดออกมาให้ลิ้มรสมิรู้หมดสิ้น

ย่อมไม่อาจได้มาโดยง่าย เพียงแค่มีอารมณ์สุนทรีย์แล้วถ่ายทอดออกมา

แต่ยังต้องผ่านการขัดเกลา เพิ่มเข้า ตัดออก รอคอยความเติบโตในชีวิต เขียนใหม่ ละทิ้ง สังเคราะห์ ตกผลึก

สุดท้าย จึงกลายเป็น “นวนิยายที่งามประดุจบทกวี” ซึ่งคุณค่าความหอมกระจายข้ามกาลเวลา

จงอ่าน “หนังสือที่ยิ่งใหญ่” แล้วท่านจะพบความไพศาลของจิตใจมนุษย์ ที่หนังสือดีระดับธรรมดาไม่มีวันเอื้อมถึง