Practical Report หมู ไบโอสโคป (สุภาพ หริมเทพาธิป): มองเรื่องของพวก ‘เรา’ ที่หนังไม่ได้เล่าผ่านเลนส์

สื่อในสังคมไทยนั้นถือว่าทรงอิทธิพลในการเป็นปากเสียง สะท้อนความคิดเห็นของคนในสังคม ขณะที่ภาพยนตร์นั้นถือว่าเป็นสื่อที่กระจายไปในวงกว้าง สะท้อนความคิดเห็นของคนในยุคสมัยนั้นๆ

แต่สิ่งที่น่าแปลกใจก็คือ ในประเทศไทยนั้นภาพยนตร์ถูกจำกัดอยู่บนเส้นแบ่งแดนเพียงแค่ความบันเทิงเท่านั้น กลับไม่ได้ทำหน้าที่ตรวจสอบ วิพากษ์ และตั้งคำถามกับสังคมอย่างที่ควรจะเป็น

อำนาจการเซ็นเซอร์ รวมไปถึงกรอบความคิดที่ถูกติดตั้งผ่านกลไกรัฐหรือสิ่งที่ อันโตนิโอ กรัมชี่ นักคิดชาวอิตาเลี่ยนเรียกว่า “อำนาจนำ” (Hegemony) โดยเฉพาะอำนาจนำทางวัฒนธรรมนั้น ทำให้หนังไม่สามารถบอกเล่าเรื่องในสิ่งที่ผู้เล่าอยากจะเล่าได้หมด

บทสนทนาวันนี้ถ่ายทอดโดยไม่ผ่านเลนส์ ไม่มีการลดทอน หรือหากใช้ภาษาภาพยนตร์อาจเรียกได้ว่า “ฉบับ Uncut” เพื่อสะท้อนความคิดของ คุณสุภาพ หริมเทพาธิป บรรณาธิการ นิตยสาร BIOSCOPE

นิตยสารภาพยนตร์ที่สะท้อนมุมมองที่ลึกกว่านิตยสารภาพยนตร์ทั่วไป และผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ค่าย “ออกไปเดิน” จะมาช่วยให้คำตอบ

โครงการ Redefine Thailand โดย SIU จากการสนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จะพาท่านไปสู่โลกที่ “เขาไม่ให้ตั้งคำถาม ไม่ให้คิด ไม่ให้สงสัยกัน” ผ่านภาพยนตร์ เมื่ออ่านจบอาจไม่ได้คำตอบแต่อย่างน้อยก็จะทำให้ผู้อ่านได้ตั้งคำถามกับสิ่งรอบๆตัวเราในสังคมมากขึ้น

สุภาพ หริมเทพาธิป Bioscope

SIU: ขอถามเรื่องความสำคัญของภาพยนตร์ ที่มันเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมการดูหนังของคน ว่ามันมีความสำคัญอย่างไรตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน?

สุภาพ หริมเทพาธิป: ผมว่าการเข้ามาของหนังในช่วงแรกนี่ มันก็คงเป็นแค่นวัตกรรม สิ่งประดิษฐ์ใหม่ที่เราอยากจะสัมผัสมัน คนไปดูหนังก็ต้องการไปดูอะไรที่มันเป็นความทันสมัย นั่นคือเมื่อประมาณ 100 กว่าปีที่แล้วในบ้านเรา

แต่ว่าหนังมันก็พัฒนาตัวเอง พยายามใส่เรื่องเล่าเข้าไปในนั้น เรื่องเล่าเหล่านั้นมันก็พัฒนาตัวเองด้วยการดึงคนดูเข้าไปมีส่วนร่วมกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่อยู่บนหน้าจอ เพราะว่าหนังมันมีลักษณะอีกแบบหนึ่งก็คือการดูในความมืด

การดูในความมืดมันเหมือนกับว่า มันสามารถจะดึงเราเข้าไปมีส่วนร่วมกับเหตุการณ์ที่มันปรากฏต่อหน้า มันเหมือนเรากับหนังมันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ซึ่งมีคนที่มีส่วนร่วมกับเราอีกเยอะ

มันแตกต่างจากการดูทีวีซึ่งเราจะเป็นคนอื่น และเราก็เห็นคนอื่นที่ดูทีวีกับเรา แลกเปลี่ยนพูดคุยได้ แต่หนังเมื่อเราอินไปแล้ว เราจะอยู่กับหนังเราจะไม่คุยกับคนอื่น แต่ถ้าเราอินกับทีวีเราจะคุยกับคนอื่นและดูทีวีไปด้วยพร้อมๆ กัน มันจะต่างกัน

SIU: ภาพยนตร์มีความรู้สึกร่วมและมีพลังในการดึงดูดมากกว่าใช่ไหม?

สุภาพ หริมเทพาธิป: ใช่ ความมืดมันทำให้เรามองไม่เห็นคนอื่น เราก็เลยเห็นหรือโฟกัส อยู่แค่ด้านหน้า อันนี้คือลักษณะเด่นของมันที่มีบทบาทในการโน้มน้าวคนมากกว่าสื่ออื่นๆ ด้วยเทคโนโลยีที่มันอิงกับอุตสาหกรรม ละครอาจจะทำได้แบบเดียวกัน แต่ละครก็ทำได้หนึ่งครั้งต่อคนจำนวนหนึ่ง แต่หนังมันทำหนึ่งครั้งบวกกับระบบการผลิต ผลิตออกมาแล้วมันก็กระจายออกไป มันทำหน้าที่แบบเดียวกันนี้ได้ในคนหมู่มากกว่า

SIU: ช่วงที่โทรทัศน์เข้ามาก็มีคนพูดกันอยู่พักหนึ่งว่ามันจะทำให้หนังลดลงหรือหายไป ทำไมมันกลับตรงข้าม ทำไมคนยังไปดูหนังกันอยู่?

สุภาพ หริมเทพาธิป: มันเป็นกิจกรรมทางสังคม คนเรายังต้องการการมีสังคมอยู่ การไปดูหนังมันคือกิจกรรมทางสังคม แต่ถ้ามีภารกิจ เราก็จะพบว่าคนที่เริ่มมีครอบครัว ก็จะให้ความสำคัญกับครอบครัว กิจกรรมทางสังคมอาจจะลดลง การดูหนังก็น้อยลง

แต่ถ้าเป็นวัยหนุ่มสาวที่กำลังเปิดตัวเองเข้าสู่สังคม เขาก็จะต้องการกิจกรรมลักษณะเดียวกันนี้ หนังก็จะเป็นพื้นที่ในการเข้าไปปฏิสัมพันธ์ของคนหนุ่มสาวมากกว่า ณ ปัจจุบัน

SIU: หนังเรื่องเดียวกันระหว่างดูในโรงกับดูในทีวี ดูผ่านโรงกับดูผ่านทีวีมันมีผลต่างกันอย่างไร?

สุภาพ หริมเทพาธิป: ต่างกัน เพียงแต่ว่าเราอาจจะรู้สึกไม่ต่างกันก็ได้ แต่ผมรู้สึกว่าจริงๆมันต่างกัน อรรถรสในการดูมันไม่เหมือนกัน การที่เราดูคนเดียว เราอาจจะขาดหายในบางสิ่ง ซึ่งต้องการการโน้มนำโดยคนอื่นอยู่พอสมควร เช่น หนังตลก ดูคนเดียวอยู่บ้านมันอาจจะตลกแค่ “หึ หึ” แต่พอดูในโรงมันมีเสียงหัวเราะอื่น มันมีเสียงเร้าอื่น ช่วยให้เราสนุกกับมัน อันนี้ไม่ใช่ความตลกอย่างเดียว มันเป็นเรื่องความสนุกด้วย ซึ่งความบันเทิงเหล่านี้มันอยู่ในหนัง

SIU: ในฐานะที่อยู่ในวงการมาพอสมควร มองพัฒนาการของหนังไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันอย่างไร?

สุภาพ หริมเทพาธิป: ผมมองว่ามันมีเส้นเดียวเลยสำหรับหนังของบ้านเรา เส้นของความบันเทิง เพียงแต่ว่าความบันเทิงของแต่ละยุคสมัยมันก็เปลี่ยนไปตามสังคมในแต่ละช่วงเวลา

แต่ว่าถ้าหนังมันไม่ตอบเรื่องความบันเทิง ไม่สามารถที่จะดึงคนออกจากบ้าน เพื่อไปรับความบันเทิง โดยที่เสียสตางค์ด้วยได้หรอก ณ ปัจจุบัน ท่ามกลางความบันเทิงที่เราเรียนรู้ความบันเทิงอื่นๆหรือมีลักษณะวัฒนธรรมที่ค่อนข้างถูกครอบงำจากฮอลลีวูดมา และหนังจำนวนหนึ่งที่ผลิตกันเอง

รวมทั้งที่ถูกฮอลลีวูดส่งเข้ามา มันถูกทำให้เป็นเหมือนๆกันไปหมด หนังที่มันสามารถดึงดูดคน มันจะกลายเป็นหนังในแบบเดียวกัน มันจะไม่ใช่หนังในแบบเดิมๆ ที่เราเคยดูในโรงที่มีลักษณะเฉพาะตัวของหนังไทย

ตอนนี้ผมว่าหนังไทยมันค่อนข้างจะเดินตามขนบแบบฮอลลีวูดค่อนข้างเยอะขึ้น หรือเมื่อเรียนรู้แล้วว่าตลาด/ คนดูโดยทั่วไปมีความสนใจในหนังแบบใดแบบหนึ่ง เช่นคนติดหนัง ติดซีรีส์จากเกาหลี มันก็จะถูกผนวกเข้าไปในโครงสร้างแบบฮอลลีวูด แต่เราจะเห็นหนังในแบบอื่นๆที่มันไม่มีความเป็นฮอลลีวูด น้อยลง หรืออาจจะไม่มีเลยในหนังกระแสหลักก็ได้

ณ ปัจจุบันนี้ผมยังไม่เห็นนะ ยกเว้นหนังที่ฉายของอาร์ตไปเลยหนังของอภิชาตพงศ์ หนังของกลุ่มป๊อบพิคเจอร์อะไรทำนองนี้ อันนั้นก็จะเป็นอีกแบบหนึ่ง ซึ่งผมว่าเอามาพูดถึงในฐานะของหนังที่ออกฉายตามโรงปกติไม่ได้

SIU: เราสามารถอธิบายได้ไหมว่าหนังไทยนั้นถูกหล่อหลอมด้วยขนบแบบหนังฮอลลีวูด?

สุภาพ หริมเทพาธิป: ย้อนไปประมาณ 20 กว่าปีที่แล้ว หนังฮอลลีวูดไม่ใช่หนังที่ทำรายได้ หรือสามารถพูดคุยกับคนดูหนังไทยโดยรวมได้

ในวันที่หนังไทยเป็นหนังที่มีกลุ่มคนดูสูงสุดในช่วง 20 กว่าปีที่แล้ว เราเห็นหนังไทยได้ 20 – 30 กว่าล้านบาท หนังฮอลลีวูดตอนนั้นยังทำรายได้อย่างสูงหน่อยก็ 10 ล้าน 12 ล้านเท่านั้นเอง

แต่ ณ วันนี้ อย่างต้นปีไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เราเห็นว่าหนังไทยเรื่องหนึ่งอย่าง เอทีเอ็มเออรักเออเรอ ทำรายได้ทั้งโปรแกรมน้อย 50 ล้าน เรามองว่าเป็นหนังไทยที่ทำรายได้สูงจัง แต่ผ่านมาไม่นานเราเห็นหนังอย่าง the avengers เข้าฉายแค่สัปดาห์เดียวก็ได้ไปแล้ว 160 ล้าน ทั้งโปรแกรม ได้ทั้งหมด 200 ล้านบาท มันเป็นสิ่งที่มันไม่เคยเกิดขึ้นในอดีต

มันเป็นเรื่องที่ไม่ใช่อยู่ๆก็เกิด มันค่อยๆถูกสร้างขึ้นมา มันเป็นตลาดในกลุ่มคนดู ที่ค่อยๆถูกทำให้คุ้นชินกับวิธีการนำเสนอของฮอลลีวูด จนสุดท้ายเราไม่สามารถทำหนังแบบบุญชูที่มีตอนที่เป็นตลกสลับหน้าม่านได้อีกแล้ว

เราต้องทำหนังแบบที่โครงสร้างการเล่าเรื่องเป็นแบบฮอลลีวูด คือเมื่อก่อนเราก็จะมีหนังที่มีจังหวะการนำเสนอคล้ายๆ กับมหรสพเดิมๆ มาใช้กับหนัง อย่างเรื่องบุญชูก็จะมีเรื่องสลับกับตลกหน้าม่าน ซึ่งก็เป็นฉากประเภท ตีหัวอะไรพวกนี้ หรืออย่างบ้านผีปอบ ยังเป็นหนังที่ประสบความสำเร็จในตลาด

แต่ในวันนี้ เราไม่สามารถทำหนังที่มีลักษณะอย่างนั้นได้อีกแล้ว คนดูมองว่ามันเป็นหนังที่ไม่ใช่หนังแบบที่เขาคิดว่ามันควรจะเป็น หนังที่เขาสามารถจ่ายเงินไปดูได้ในโรงหนัง อันนี้เป็นหนึ่งแค่ในช่วงระยะเวลา 20 ปีที่เราได้เห็นความเปลี่ยนแปลงมาก

SIU: ถ้ามองภาพรวมภาพยนตร์ในระดับเอเชีย จีน ญี่ปุ่น เกาหลีนั้น โดนการครอบงำแบบฮอลลีวูดด้วยหรือไม่? อย่างในสมัยก่อนเราจะเห็นภาพยนตร์เอเชียที่มีเอกลักษณ์เด่นๆ เช่น เจ็ดเซียนซามูไร ของ อากิระ คุโรซาวา

สุภาพ หริมเทพาธิป: วัฒนธรรมการทำหนังของทั้งโลก วัฒนธรรมฮอลลีวูดมันเข้าไปรุกพื้นที่ทางวัฒนธรรมของทุกชาติ เพียงแต่ว่าวิธีการที่จะต่อต้านกระแสที่มันเข้ามาก็มีแตกต่างกันออกไป เช่น อันนี้เป็นเรื่องที่เห็นในบ้านเราค่อนข้างน้อย

แต่ในทางยุโรปเอง ญี่ปุ่นเอง ผมว่าเขามีความพยายามที่จะฝืนมันออกมาในรูปแบบของมาตรการต่างๆ เช่นมาตรการการสนับสนุนของการผลิตท้องถิ่น หรือกระทั่งการจำกัดการรุกเข้ามาของวัฒนธรรมต่างชาติ

อันนี้ก็ยังปรากฏอยู่ในจีนหรือเกาหลีนั้นก็ยังมีอยู่ แต่ว่าของเรานี่ค่อนข้างเปิด เปิดในยุคที่เราถูกมาตรการกีดกันทางการค้า ที่เป็นเรื่องของการได้รับการสนับสนุนจากอเมริกา ซึ่งมีเงื่อนไขมาในแง่ที่ว่าจะให้ทางเรายอมลดภาษีเกี่ยวกับฟิล์มลง

ซึ่งมันก็นำไปสู่การรุกเข้ามาของหนังฮอลลีวูดค่อนข้างเยอะในช่วงเวลาหนึ่ง นี่ยังไม่นับรวมไปถึงการปราบเทปผีซีดีเถื่อนในช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่จะถูกบวกในเรื่องของการให้โอกาสทางภาษีกับสินค้าไทย

ซึ่งข้อแลกเปลี่ยนเหล่านี้ผมว่ามีผลต่ออุตสาหกรรมภาพยนตร์ในบ้านเราค่อนข้างเยอะ คือในช่วงที่เรามีเรื่องของกำแพงภาษี มันก็เป็นช่วงที่หนังฮอลลีวูดก็ถูกต่อต้านด้วยการไม่ส่งหนังเข้ามาในบ้านเรา

ในขณะเดียวกัน เราก็จะเห็นอุตสาหกรรมบันเทิงหรืออุตสาหกรรมหนังในบ้านเรามันก็เติบโต อย่างมากในช่วงเวลานั้น มีหนังไทยสร้างออกมาฉายในปีหนึ่ง 100-200 กว่าเรื่อง แต่ว่าพอพื้นที่ฮอลลีวูดถูกเปิดกว้าง โดยข้อต่อรองทั้งเรื่องสนับสนุน ทางภาษีจากอเมริกา เราก็เห็นการค่อยๆเติบโตทางตลาดมากขึ้น

หรือสถานการณ์ง่ายๆ แบบเมื่อก่อนที่ฮอลลีวูดเริ่มเข้ามา นี่ก็เข้ามาพร้อมกับบริษัทจัดจำหน่าย ซึ่งแพ็ครวมกันเป็นหนึ่งเดียวแล้วก็ปล่อยหนังออกไป

แต่ในเวลาต่อมาเมื่อหนังมันมากขึ้น บริษัทเดิมไม่สามารถดูแลได้ มันก็จะเกิดการยกตัวเป็นค่ายที่มีสตูดิโออยู่ในมือ ซึ่งทำให้คนที่จะมาถ่ายหนังในประเทศ มีเวลาโฟกัสตรงนั้นมากขึ้น มีหนังมากขึ้น แตกบริษัทออกไปเรื่อยๆ มันก็จะเห็นว่าพอเติบโต มันก็จะครอบครองพื้นที่ของตลาดหนังไว้ได้เกือบทั้งหมด

เราก็เลยเห็นตลาดของหนังชาติอื่นๆ ถูกเบียดลงไป เบียดลงไป เบียดลงไป จนกระทั่งปัจจุบันนี้มันเริ่มเบียดพื้นที่ของหนังไทยเองด้วยซ้ำ ซึ่งเรื่องเหล่านี้เราจะยังไม่เห็นในตลาดที่มีการควบคุม เช่นในเกาหลีใต้ จีน หนังที่ประสบความสำเร็จยังเป็นหนังท้องถิ่นอยู่

อย่างของเรา ก็เห็นแล้วว่าเมื่อปล่อยเสรีเต็มรูปแบบ ขาดการควบคุม หนังท้องถิ่นก็จะถูกเบียดทั้งเรื่องของจำนวน และในเรื่องของตัวเลขรายได้ ซึ่งมันก็เป็นเรื่องที่เราต้องกลับมาทบทวนในแง่เราเองว่าเราอาจต้องทำอะไรบ้างในข้อจำกัดต่างๆที่เป็นข้อตกลงทางการค้ากันไปแล้ว เราจะสามารถให้พื้นที่ของหนังท้องถิ่นมันกลับมามีมากขึ้น

มันคงไม่กลับไปสู่จุดเดิมคือคุณเป็นตลาดใหญ่ได้ เพราะว่าให้มันมีพื้นที่มากขึ้นกว่าเดิม หรือแม้กระทั่งตอนนี้ค่อยๆ รักษาพื้นที่ของตัวเองเอาไว้ แล้วค่อยๆ ขยับออก ผมว่าก็เป็นเรื่องที่ถือว่าไม่ได้ทำกันง่ายๆ และโดยเรื่องของการออกแบบคงต้องคิดกันเยอะพอสมควรว่าจะทำอย่างไร ซึ่งจริงๆ ชาติอื่นเขาก็พยายามทำ

อย่างอังกฤษเขาก็พยายามทำ อย่างทางยุโรปเองแต่ละประเทศก็พยายามทำในแต่ละรูปแบบต่างๆ กันไป ผมว่ามันมีผลอยู่พอสมควร

SIU: แล้วตอนนี้หนังไทย ผู้กำกับไทย เรื่องแนวไหนที่น่าสนใจ?

สุภาพ หริมเทพาธิป: ในแง่ของคนทำหนังที่เขาเล่าออกมา ผมก็ยังให้ความสำคัญให้ความสนใจกับกลุ่มคนทำหนังที่เป็นอิสระ เพราะว่ามันจะเป็นหนังที่มีตัวตนของคนที่ต้องการจะเล่าเรื่องมากกว่าหนังที่ถูกกำหนดโดยตลาด

อย่างที่อธิบายแล้วว่าตลาดมันถูกครอบงำด้วยวิธีคิดแบบฮอลลีวูดไปแล้ว ดังนั้น หนังเหล่านี้มันก็จะน้อยลงสำหรับเรามันอาจจะมีบางจุดที่มันน่าสนใจ มันก็จะน้อยลงสำหรับเรา

มันอาจจะมีบางจุดที่น่าสนใจ แต่ว่ามันไม่ใช่ทั้งหมดของหนังเหล่านั้น ขณะที่หนังที่มีอิสระในการเล่าเรื่อง หนังที่อยู่นอกกระแสหลักคือหนังที่ตัวตนของคนเล่าเรื่องมีอยู่สูง ดังนั้นเราก็ศึกษาในแง่ของงานเขา ในแง่ความคิดของเขาที่มีต่อเรื่องราวเหล่านั้น ได้มากกว่าที่จะเป็นเรื่องของคน หรือเรื่องของสังคมก็ตาม มันก็จะน่าสนใจกว่า ถึงแม้ว่าจะเป็นความคิดที่เป็นเฉพาะบุคคลก็ตาม

แต่เมื่อตัวหนังมันออกไปแล้ว ความคิดเหล่านั้นมันก็ถูกพูดออกไปในสังคม จำนวนน้อยมากแล้วหนังแต่ละเรื่องเมื่อพูดออกไปแล้วมันเกิดการแลกเปลี่ยน การโต้เถียง เกิดการต่อยอดอะไรก็แล้วแต่ มันมีผลมากกว่าเราดูจบ แล้วเดินออกจากโรงแล้วหมดประเด็นคำถามต่อมัน

หนังที่เป็นอิสระทั้งหลาย เหมือนเป็นหนังที่โยนประเด็นเพื่อให้เกิดการคิดต่อ

SIU: ขอถามเรื่องกลไกการเซ็นเซอร์ เมื่อกระแสออลลีวูดเข้ามาครอบงำ แทนที่เราจะส่งเสริมหนังท้องถิ่น ที่พยายามจะทำหนังแบบแปลกหรือแหวกแนวขึ้นมา กลับไปเจอกลไกการเซ็นเซอร์ของรัฐ?

สุภาพ หริมเทพาธิป: ถ้าคนมีคำถามการจัดการโดยรัฐจะจัดการได้ยาก ดังนั้นก็คือทำให้คนเชื่อ เป็นเรื่องง่ายกว่า สังคมไทยอาจจะไม่ต้องการ ในมุมมองของรัฐอาจจะไม่ต้องการคนที่มีคำถามเยอะ เขาขี้เกียจตอบคำถามเยอะ

ดังนั้น ควบคุมสื่อที่จะทำให้คนเกิดคำถามซะก่อนจะดีกว่า พอคนไม่เกิดคำถาม คนถูกโน้มน้าวได้ง่ายและเชื่อแล้วจบ มีคำถามมีคำตอบ-จบ จบลงไปโดยที่ไม่มีคำถามใหม่ๆเกิดขึ้น ไม่ต้องไปถกเถียงกับใครเพื่อหาคำตอบ

ในแง่ของผม ถ้าผมเป็นรัฐที่ต้องการควบคุมมันทำได้ง่าย ดังนั้น ก็ตัดตอนตั้งแต่ตอนต้น ไม่ให้มันเกิดหนังเหล่านี้ขึ้นมา หนังเรื่องไหนที่มีแนวโน้มที่จะทำให้คนตั้งคำถาม หนังเรื่องไหนที่มีแนวโน้มที่จะทำให้คนเดินออกจากกรอบที่ถูกกำหนดไว้ ก็อย่าให้มันออกไปสู่พื้นที่สาธารณะ ก็คือเป็นเรื่องที่ดีที่สุด จัดการได้ง่ายที่สุด ในแง่ของด้านการควบคุม

SIU: ในแง่ของการควบคุมเราก็จะขาดการสร้างโอกาสใหม่ๆ หรือการสร้างกระแสหนังต่างชาติเหมือนกัน ใช่ไหม?

สุภาพ หริมเทพาธิป: อันนั้นเป็นมุมที่เราอยากจะเปิดรับอยู่แล้ว เราต้องการเปิดรับแง่ที่ทันสมัยโดยที่เราไม่ต้องทำอะไร ไม่ต้องทำอะไรกับข้างในเราเองแต่การทำตัวทันสมัยก็คือการรับเอาสิ่งที่เรามองว่ามันคือความทันสมัยจากที่อื่นเข้ามา

นั่นก็คือการเป็นคน เป็นสังคมที่มันทันสมัยแล้ว เราไม่ต้องมาตั้งคำถามว่าประเทศเรามีอุณหภูมิเท่าไหร่ อย่างไร แต่ว่าเราใส่สูท เราก็ดูเป็นคนมีอารยะขึ้นมาแล้ว ซึ่งมันก็เกิดขึ้นมาเป็นร้อยปีแล้ว ไม่ใช่เพิ่งเกิด

เราเริ่มเปิดรับวัฒนธรรมตะวันตกในแบบที่ว่าขอให้เป็นเหมือนเขา แล้วเราก็อารยะเท่าเขา ผมคิดว่าหนังก็คงอยู่ในลักษณะเดียวกัน

SIU: คณะกรรมการเซ็นเซอร์เขามีกรอบความคิดอย่างไร คุณสุภาพเคยเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องไหม?

สุภาพ หริมเทพาธิป: คนเราถ้าหากมีอำนาจอยู่ในมือ แล้วมีคนไปขอแชร์อำนาจคงยากมั้ง คุณมีอำนาจที่บอกว่าคุณควรจะได้หรือไม่ได้เผยแพร่ออกไป อำนาจมีอยู่ในมือ เช่น หนังของอภิชาตพงศ์ ที่มีฉากพระเล่นกีต้าร์ ทั้งที่ในชีวิตจริงพระที่มีพฤฒิกรรมที่ผิดยิ่งกว่าเล่นกีตาร์ก็มีมากมายในข่าวในหนังสือพิมพ์

SIU: การเซ็นเซอร์ของคณะกรรมการเซ็นเซอร์นั้น เขาไปรับผิดชอบกับใคร ทำไมเขาคิดว่าการเซ็นเซอร์นั้นเป็นสิ่งที่คนในสังคมรับได้?

สุภาพ หริมเทพาธิป: เขาไม่ได้รับผิดชอบต่อสังคมไง เขารับผิดชอบต่ออำนาจที่อยู่ข้างบนเขาอีกที ซึ่งอำนาจที่อยู่ข้างบนเขาไม่มีคำถามต่อสิ่งเหล่านี้ก็จบ เช่น สมมติว่าอำนาจที่อยู่บนการตัดสินใจนั้น คืออำนาจของแพทยสภา ฉะนั้นฉากหมอกินเหล้าพอออกไป แพทยสภาคือคนที่คุมเนื้อหานี้อยู่ เขาก็ไม่มีคำถามอะไรกับเรื่องเหล่านี้ โอเค คุณทำตามหน้าที่ก็จบ แต่สังคมไม่เกี่ยวไง ไม่ใช่หน้าที่ของเขาที่จะต้องมารับผิดชอบ

เป็นเรื่องกลไกภาคอำนาจสูงต่ำไล่ลงมา คนที่มีหน้าที่ถูกมอบหมายให้ทำ ทำหน้าที่ตามที่ข้างบนมอบหมายมาเท่านั้นจบ ดังนั้นคนที่ถูกเอามาอยู่ในคณะกรรมการเซ็นเซอร์ตั้งแต่อดีต อย่างกรณีของแสงศตวรรษ ย่อมไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นหมอ แต่คนที่ได้รับมอบหมายจากหมอ ให้ดูแลผลประโยชน์ของหมอที่เป็นผู้จ้าง ก็จบแล้ว

เท่าที่จำได้ก็คือว่าคนที่มาเป็นตัวแทนของฝ่ายแพทย์ ในการดูหนังเรื่องแสงศตวรรษในคราวนั้นก็คือนักกฎหมายประจำสำนักงานไม่ได้เป็นแพทย์ แต่คุณทำหน้าที่ตรงนั้นก็จบ

คุณทำหน้าที่ตามอำนาจที่คุณได้รับมอบหมายมาจากผู้เป็นเจ้านาย มันก็ไม่ได้มีอะไรที่เขาจะมีส่วนไปรับผิดชอบต่อสังคม มันไม่ใช่หน้าที่ของเขา

แต่ถ้าว่าอำนาจเรื่องนี้อยู่ในมือของภาคประชาชน ผมว่าคนที่มารับผิดชอบเรื่องเหล่านี้ เขาก็ต้องทำหน้าที่ตามความต้องการของประชาชน แต่ตอนนี้มันคือมันอยู่ในกลไกของอำนาจรัฐ ที่ไม่ได้มีประชาชนเป็นคนกำหนดบทบาทของคุณ มันมาตามข้อกฎหมายที่มีวิธีคิดแบบเดิมอยู่

SIU: หรือจริงๆแล้วคณะกรรมการเขาเพียงทำแต่ตามจุดคำสั่งหรือกรอบที่วางมาไว้ให้แล้วเท่านั้น?

สุภาพ หริมเทพาธิป: ใช่ คือการออกแบบตัว พรบ. ภาพยนตร์ฉบับล่าสุด อย่างเช่นกรณีของแสงศตวรรษ นี่เป็น พรบ.ฉบับเก่า เมื่อออกแบบ พรบ. ภาพยนตร์ฉบับใหม่ขึ้นมา ทุกคนก็มองภาพว่าหนังที่จะถูกพิจารณาเพื่อให้ฉายออกไปสู่สาธารณะเป็นหนังที่ต้องอยู่ภายใต้ความเห็นชอบของสังคม ของประชาชน

แต่เมื่อผ่านกระบวนการออกกฎหมาย มันก็ถูกกำหนดกรอบการคิดแบบเดิมเข้ามา ส่วนที่เป็นการควบคุมดูแลโดยประชาชน มันก็ถูกกร่อนหายไปหมด เช่น การจัดเรตติ้ง การกำหนดอายุคนดู มันไม่ใช่เรื่องของคนเจ็ดคนที่จะมากำหนดว่าคนอายุเท่าไร ควรดูหนังเรื่องอะไร เพื่อจะได้เรตติ้งตามนั้น แต่มันเป็นเรื่องของข้อตกลงของสังคมนี้

สมมติว่าหนังเรื่องนี้ห้ามคนดูอายุต่ำกว่า 18 ปีดู ถ้าจะดู ต้องได้รับความเห็นชอบจากผู้ปกครอง นั่นหมายความว่าผมในฐานะของคนที่มีลูกอายุต่ำกว่า 18 ปี ผมดูแล้วรู้สึกว่าหมิ่นเหม่ถ้าลูกผมไปดูและไม่ได้รับคำอธิบายที่ดีพอ ผมก็ต้องเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการกำหนด หรือผมต้องไปเป็นตัวแทนของพ่อแม่ที่มีลูกเท่านี้ ก็คือเข้าไปเพื่อที่จะมีส่วนร่วมว่ามันควรจะแนะนำในเรื่องนี้กับ ลูกหลานของเราที่อายุต่ำกว่านี้ เขาจะได้เข้าใจอย่างไร

แต่ทีนี้พอกลไกมันถูกออกแบบมาให้คนเจ็ดคนซึ่งเป็นใครก็ไม่รู้มาตามสายการบังคับบัญชาที่ถูกกำหนดไว้โดยข้อกฎหมาย มันก็กลายเป็นว่าเขาไม่ต้องรับผิดชอบอะไร เพราะเขารับผิดชอบต่อคนที่ส่งเขามา เป็นคณะกรรมการเท่านั้น เพราะฉะนั้นคุณจะมีลูกอายุ 18 ปี หรือ 20 ปีมันก็ไม่ใช่เรื่องของเขา

เพราะฉะนั้นเรื่องการกำหนดอายุ ก็ไม่ใช่เรื่องแบบล่องลอย มันไม่ได้อยู่บนรากฐานของอะไรทั้งสิ้น แต่ว่ามันมีแค่รูปโฉมหน้าตาที่ดูเหมือนอารยะ แต่ว่าในความเป็นจริงมันก็คือว่ามันเป็นอารยะที่มันไม่มีราก มันลอยๆ แล้วมันไม่ตอบโจทย์กับสังคม สุดท้ายมันไม่ได้ตอบโจทย์กับใคร มันไม่ได้ตอบโจทย์ประชาชน

SIU: ขอถามกรณีภาพยนตร์เรื่อง ลุงบุญมีระลึกชาติ เท่าที่ได้ชมคือหนังมันวิพากษ์สังคมไทยได้รุนแรงมาก ทำไมถึงรอดการเซ็นเซอร์ออกมาได้?

สุภาพ หริมเทพาธิป: อาจเพราะมันได้รับรางวัลระดับนานาชาติเป็นตราประทับว่านี่คืออารยะเขายอมรับ แต่มันไม่ใช่โอกาสของหนังทุกเรื่องที่จะได้

หนังไทยทุกเรื่องไม่ได้รางวัลปาล์มทองคำ ถ้าไม่ได้รับรางวัลมันต้องโดนอะไรสักอย่าง เพราะว่ามันเป็นหนังที่มันไม่ได้อยู่ในกระบวนการที่ต้องการให้หนังทำหน้าที่นั้นๆในสังคมนี้ คือหนังที่มีคำถามและคำตอบจบในตัว คือหนังที่ให้คนดูเกิดคำถามหรือให้คนดูเกิดความคิดวิพากษ์ ซึ่งมันจะเป็นเรื่องยากในการจัดการของผู้มีอำนาจในสังคมนี้

สุภาพ หริมเทพาธิป Bioscope

SIU: หนังต่างประเทศหรือหนังฮอลลีวูดก็มีการสอนให้คนตั้งคำถามใช่ไหม?

สุภาพ หริมเทพาธิป: เขามีมากกว่าเรา และสังคมเขาอนุญาตให้มี แต่คนโดยส่วนใหญ่ถ้าต้องการความบันเทิงโดยธรรมชาติ เขาก็ต้องการความบันเทิงที่มันสำเร็จรูป กิน เคี้ยว ย่อย เสร็จ แล้วก็จบ นั่นเป็นเรื่องธรรมชาติของเขา แต่อย่างน้อยเขาก็มีคำถามต่อสังคมเขาอยู่

แบทแมน สไปเดอร์แมน มันถูกอธิบายในทางสังคมของเขาได้อยู่ แต่ของเราหากจะเอาหนังไทยที่มี แล้วมาอธิบายสังคมไทยค่อนข้างยาก ถามว่าได้ไหม ได้แต่มันค่อนข้างยาก เพราะมันไม่ได้ตอบโจทย์อะไรกับคนดูจริงๆ คือมันไม่ใช่หนังที่ออกมาเพื่อตอบโจทย์คนดู

แต่หนังจะออกมาแล้วจะตอบคนดู มันต้องผ่านตัวกรองตัวนี้ ตัวกรองตัวนี้มันจะเป็นตัวกำหนดเลยว่าคุณทำอะไรได้ คุณทำอะไรไม่ได้

มันอาจจะเป็นหนังทีมีอารมณ์ขันอย่างมากๆที่ตอบสังคมไทยก็ได้ แต่ต้นทางนี่ไม่อยากทำหรอก เพราะทำแล้วเจอไอ้ตัวกรองนี้ก็ตายแล้ว มันเป็นสินค้าที่มีต้นทุนการผลิตที่สูง โอกาสที่คุณจะทำหนังที่ผ่านตัวกรองนี้ เพื่อหวังจะไปสร้างตลาดใหม่ๆขึ้นมา มีหรือเปล่ายังไม่รู้ เพราะยังไม่มีใครเคยถาม ยังไม่มีใครรู้เลย

ในแง่ผม เป็นผู้สร้างในแบบที่ผู้สร้างอื่นๆ เขาเป็นกันอยู่ ผมก็ไม่ทำ เพราะมันก็เท่ากับว่า เราก็พาตัวเองไปสู่หายนะทางอาชีพ มันก็เลยกลายเป็นว่า นี่มันคือตัวที่ทำให้หนังไทยเป็นหนังอย่างที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้

SIU: พล็อตของภาพยนตร์ไทยกำลังมาถึงทางตันไหม?

สุภาพ หริมเทพาธิป: ถ้าเอาแค่ พล็อต มีเรื่องที่น่าสนใจมาก มีโอกาสได้ไปเจอคนที่เขามีเรื่องอยากจะเล่าผ่านหนัง แต่ว่าสุดท้ายอุตสาหกรรมและการควบคุมโดยภาครัฐ มันก็รวมไปถึงว่า พล็อตไหนจะรอด พล็อตไหนจะไม่รอด ซึ่งพอถึงจุดหนึ่ง ถึงเวลาหนึ่งมันก็ไป shape ความคิดของคนในอุตสาหกรรมหนังเองว่า พล็อตอย่างนี้ไม่ต้องไปคิดหรอกเสียเวลา คุณไม่มีโอกาสได้ทำแน่ๆ คนที่จะกล้าคิด ก็มีแต่คนทำหนังที่อยู่พ้นไปจากอุตสาหกรรมเท่านั้น

นั่นก็คือตอบคำถามเมื่อกี้ที่ว่า ทำไมเราถึงสนใจหนังที่มันอยู่นอกอุตสาหกรรม คือเราไม่คิดว่าคนทำหนัง ในบ้านเราจะสิ้นไร้ซึ่งไอเดียที่จะเล่าเรื่องแต่ระบบมันทำให้เขาทำได้แค่นี้ และไม่อยากคิดมากไปกว่านี้ เพราะว่าคิดไปมันไม่มีโอกาสที่จะเกิด อย่างตอนนี้เราจำชื่อผู้กำกับจีทีเอชไม่ได้สักคน

ในแง่ของหนังถ้ามันคือตัวตนของคนทำมันก็ย่อมไม่ดีอยู่แล้ว ถ้าเทียบกับหวังเต๊ะ นี่คือความคิดเห็นของนายหวังเต๊ะ กับนี่คือความคิดเห็นของผู้กำกับคนหนึ่งที่อยู่ในบริษัทนี้ ซึ่งบริษัทกรองมาแล้วว่านี่พูดได้แค่นี้นะ

ในแง่ของงานศิลปะมันก็คือ อุตสาหกรรมศิลปะ ศิลปะอุตสาหกรรม มันเป็นศิลปะที่ไม่มีศิลปิน ผมมองว่ามันเป็นความถดถอย นี่พูดในแง่ของผ่านไบโอสโคป ก็จะมาน้อยอกน้อยใจ ด่าทอพวกเรา ไม่เข้าใจอีก แต่ว่ามันคือความหายนะ ขณะที่ในแง่ธุรกิจ โอเคผมเข้าใจคุณ

SIU: แล้วเราจะมีกลไกหรือวิธีการท้าทายเงื่อนไขเหล่านี้ได้อย่างไร?

สุภาพ หริมเทพาธิป: คือ ณ วันนี้ผมมองว่า การควบคุมโดยวิธีการมองโลกแบบหยุดนิ่ง ท่ามกลางโลกที่มันเปลี่ยนแปลงหรือการสื่อสารที่มันไม่ได้ถูกออกแบบมาว่ามีแค่เดิมๆ คือการพัฒนาการสื่อสาร โลกของการสื่อสารมันเปลี่ยนไป

ผมว่ามันก็จะมีช่อง มีรูที่เปิดโอกาสให้คนทำหนัง คนที่อยากจะเล่าเรื่อง มีโอกาสได้แสดงความคิดเห็นของตัวเองออกไปได้มากขึ้นกว่าเมื่อก่อน คนอย่างรุ่นเทียนวรรณ พิมพ์หนังสืออกมา แค่บล็อกไม่ให้หนังสือออกไปมันก็จบ แต่รุ่นนี้มันมีอินเทอร์เน็ต มีช่องทางอื่นๆ อีก

ผมมองว่าอันนั้นมันเป็นสิ่งที่ โลกที่ยังไม่หยุดนิ่งมันก็จะสามารถทำงานได้ทรงประสิทธิภาพ เหมือนในอดีต แต่ว่ามันยังมีอิทธิพลอยู่ไหม ยังมีอยู่ แต่ว่าโลกที่มันเปลี่ยนไปเรื่อยๆ อิทธิพลเหล่านั้นมันก็จะลดลงไปด้วย

ผมคิดว่าสุดท้ายแล้วพอรู้ตัวเองว่าไม่สามารถที่จะควบคุมอะไรได้ ผมมองว่ามันก็ถึงความล้มเหลวของระบบเดิมที่จะต้องดีไซน์ระบบใหม่ขึ้นมา หรือไม่ก็เปิดรับ ผมว่าแนวโน้มของการเปิดรับจากการที่มันค่อยๆ ถูกผลิตออกมา บนฐานของโลกที่เปลี่ยนไปแล้ว

ผมว่าภาคประชาชนก็จะมีบทบาทมากขึ้นในอนาคต ต่อการเปลี่ยนแปลงของการควบคุม ดูแล จัดการโดยภาครัฐ ต่อวัฒนธรรมหนังในบ้านเรา แต่ว่ามันคงไม่ใช่ระยะเวลาเพียงระยะหนึ่ง คือว่าหนังมันกำลังทำหน้าที่ คนทำหนังจำนวนหนึ่งกำลังทำหน้าที่โดยอาศัยช่องทางอื่นๆ เพื่อไปเปิดโลกให้กับคนดูของเขาที่อยู่ทุกมุมของบ้านนี้ที่มันพ้นไปจากตัวกรอง แบบเดียวกับที่หนังในระบบเจอ

SIU: เรื่องของสิ่งที่หลุดรอดจากเซ็นเซอร์ออกมาจะสร้างความปั่นป่วนให้กับคนที่กุมอำนาจใช่ไหม?

สุภาพ หริมเทพาธิป: ปั่นป่วนครับ เพราะว่าอะไรที่เราไม่เคยเจอ แล้วได้เจอ แต่ว่าปฏิกิริยา จะเป็นการตอบรับ หรือโต้กลับอย่างไรอันนี้ยังไม่รู้ แต่ว่าอะไรที่มันใหม่ๆ แล้วโยนเข้ามา พอสร้างความสนใจได้ เกิดการถกเถียงได้ มันปั่นป่วนแล้ว

สิ่งที่เป็นตัวกรองเดิมก็สงสัยว่า ทำไมไม่สามารถไปจัดการข้อสงสัยที่เกิดขึ้นกับคนต่อตัวปฏิกิริยาที่มีต่อสิ่งเหล่านี้ แล้วเกิดการถกเถียง เกิดความคิดของบุคคลๆขึ้นมา ทำให้คนในสังคมกล้าคิด กล้าวิพากษ์วิจารณ์มากขึ้น มันก็น่าตกใจสำหรับคนที่อยู่ในโลกเดิม

เป็นเรื่องความตกใจเมื่อเห็นอิทธิพลของมัน หรือเมื่อประเมินไม่ได้ว่าอิทธิพลของมันมีมากน้อยแค่ไหน หากว่าฉันไม่มีสิ่งเหล่านี้มาช่วยสร้างความมั่นใจ ฉันก็คงมันไว้ดีกว่า ความตกใจมันก็เกิดขึ้นเมื่อเห็นสื่อนี้มันมีอิทธิพลมาก

ปี 2473 จึงได้เกิดแนวคิดที่จะสร้างตัวกรอง จริงๆ มันมีตั้งแต่ปี 2470-71 แล้วด้วยซ้ำ แต่ว่ามาสำเร็จในปี 2473 ออกกฎหมายในการเซ็นเซอร์หนังขึ้นมาสำเร็จ เพราะตอนนั้นประเทศอื่นๆ ในโลกมันมีกระแสการปฏิวัติ

หนังก็มีส่วนในการสร้างอารมณ์ร่วมของคน เช่น ในรัสเซีย ถ้าไม่มีการเซ็นเซอร์ บางทีคณะราษฎรอาจจะไม่เกิดแต่ประชาชนจะเป็นผู้เปลี่ยนแปลงการปกครองเองก็เป็นได้

SIU: ในต่างประเทศเขาอาจจะมองว่า ก็ไม่เป็นไรปล่อยไปเถอะ สุดท้ายมันก็มีการถกเถียงที่มัน คุยกันไปคุยกันมา มันก็ไม่ได้สร้างความวุ่นวายอย่างที่เรากลัวกันหรือเปล่า?

สุภาพ หริมเทพาธิป: ในประเทศไทยมันมีเรื่องพูดไม่ได้เยอะ พอพูดขึ้นมา มันก็ไม่จบกันแค่คำพูดที่เป็นการแลกเปลี่ยนกัน หลายๆครั้งที่เราเห็น พอเราไม่คุ้นเคยกับวัฒนธรรมการแลกเปลี่ยน พอแลกเปลี่ยนกัน แล้วมันเห็นไม่เหมือนกัน มันก็ต้องลงไม้ลงมือกัน เป็นอย่างนี้เสมอ เพราะเราไม่คุ้นเคย

แต่ถ้าเราค่อยๆ สร้างวัฒนธรรม ในการแลกเปลี่ยนกันขึ้นมา ผมว่ามันไม่ลงเอยอย่างนั้นหรอก ซึ่งวัฒนธรรมการแลกเปลี่ยนกัน การวิจารณ์กัน มันจะเกิดขึ้นได้มันต้องพูดได้ทุกเรื่อง แต่ของเรามีเรื่องพูดไม่ได้ตั้งเยอะแยะ พูดไปเดี๋ยวโดนฟ้องหมิ่นประมาท พูดไปเดี๋ยวโดนนั่นนี่มันเป็นคำพุดที่สุดท้ายมันมาบล็อกเรา พูดไปเดี๋ยวโดนฟ้องพูดไปเดี๋ยวติดคุก พูดไปเดี๋ยวหัวขาด เยอะแยะไปหมดคำพูดที่มันมีลักษณะทำนองนี้ ซึ่งสุดท้ายมันก็เลยเป็นตัวกำหนดคนของเราเองว่า พูดไปทำไม พูดไปสองไพเบี้ย

นั่นแหละคือสิ่งที่ถูกกำหนดให้สังคมนี้เป็นเรื่อง “พูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียตำลึงทอง”

SIU: ปี 2555 มีหนังสั้นล่าสุดที่กำลังพูดถึง คือกำลังจะมีงานประกวดหนังของการรถไฟ โดยมีไอเดียว่า เขาอยากให้ทำหนังที่คล้ายๆกับช่วยโปรโมทการรถไฟ แต่คนทำหนังไอเดียดีมาก

เรื่อง”ฉันนั่งรถไฟไปเยี่ยมแม่ที่กำลังจะตาย แต่ไปไม่ทัน แม่ฉันตายก่อน ฉันรักการรถไฟจังเลย” มันวิพากษ์แบบแรงมากเลยนะ คือพี่มองว่าอันนี้มันเป็นพัฒนาการที่น่าสนใจไหม สำหรับสังคมไทย?

สุภาพ หริมเทพาธิป: ก็คนได้ดูหนังเรื่องนี้ที่ทำออกมา ถ้าได้ดูในระบบเดิมที่หนังต้องฉายในพื้นที่สาธารณะแล้วมีคนดูจริงๆ จับต้องได้ เห็นระหว่างเครื่องฉายกับคนดูอยู่ด้วยกัน มันก็คงไม่ได้เป็นหนังที่มีอิทธิพลอะไรนัก

แต่ว่ามันมีอิทธิพลมากขึ้นมาเมื่อมันมีเทคโนโลยีมารองรับ อันนี้ก็จะสื่อสารออกไปและไม่มีตัวกรองอะไรที่จะปิดกั้นเขาได้ แม้กระทั่งมันเป็นคำพูดระคายหูต่อคนที่จัดการประกวด แต่ว่าหนังมันต้องได้ฝ่าฟันจนกระทั่งชนะได้รางวัลยอดนิยมได้ เพราะว่ามีคนดูเยอะ คนเห็นด้วยกับสิ่งที่เขาพูด ซึ่งเขามีระบบตัวกรองแบบเดิมที่มีคณะกรรมการ 7 คนมาให้แล้วบอกว่าหนังเรื่องนี้ควรจะได้รางวัล ไม่ได้รางวัลอย่างไร หนังเรื่องนี้ก็ย่อมไม่ได้รางวัลถูกไหม เพราะว่ามันไม่ผ่านตัวกรองนั้น

แต่พอมันถูกปล่อยออกไปโดยไม่มีตัวกรอง แล้วไม่มีระบบการวัดผลใหม่ หนังเรื่องนี้ก็จำใจต้องถูกให้รางวัลโดยคนจัดงานทั้งๆ ที่ไม่อยากจะให้ เพราะมันสามารถอ้างอิงได้ว่าคนดูเยอะที่สุด คุณไม่ให้เขาก็ไม่ได้ ซึ่งอันนี้ก็เป็นความตกใจของเขาเหมือนกัน ของคนที่ไม่อยากเห็นสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น แต่ไม่สามารถปฏิเสธปรากฏการณ์ที่มันเกิดขึ้นได้

นี่เป็นเรื่องหนึ่งที่ หากเราจะมองสะท้อนกลับไปว่าทำไมสังคมนี้ยังไม่อนุญาตให้ลบตัวกรองออกไปเลย เพราะว่าเขาไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ซึ่งจริงๆอาจจะเป็นเรื่องดีหรือเรื่องไม่ดี เราก็ไม่รู้เหมือนกัน กลัวไม่ดีมากกว่าไง

SIU: ทำไมวัฒนธรรมการวิพากษ์วิจารณ์ถึงมีน้อยในหนัง ถ้าเทียบกับสื่ออื่นๆ?

สุภาพ หริมเทพาธิป: สื่ออื่นมันไม่แพงเท่าหนังอาจจะเป็นเหตุผลนั้นก็ได้ พอมันมีความเสี่ยงเยอะ คนก็เลยจำกัดความเสี่ยงด้วยการอย่าไปทำอะไรที่มันมีความเสี่ยง ดังนั้น จะทำให้สุดท้ายเราต้องยอมรับต่อวิธีคิดที่ถูกกำหนดมาจากผู้ที่มีอำนาจ ต้องการให้มันเป็นก็เป็นเรื่องยาก

แต่ว่าสื่ออื่นเขาก็ต่อสู้กันมาไม่ใช่ว่าใช้เวลากันน้อยนะ สื่อหนังสือพิมพ์เกิดก่อนสื่อภาพยนตร์ในสังคมนี้ แต่สื่อหนังสือพิมพ์ก็เพิ่งจะพ้นออกไปจากกรอบที่ว่านี้ พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณเอง หนังเกิดหลังจากนี้ตั้งนาน ถ้านับเวลาเท่าๆ กันก็คงต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง ผมก็คิดว่ามันคงต้องมีสักวันหนึ่งที่หนังจะพ้นจากระบบวิธีคิดที่มันกรองเอาไว้อยู่

SIU: คำถามสุดท้าย ความคิดของไทยเปลี่ยนไปหรือเปล่ามองจากอดีตมาถึงปัจจุบันผ่านตัวภาพยนตร์? อยากให้ลองยกตัวอย่างให้ชัดเจน

สุภาพ หริมเทพาธิป: หนังสำหรับผม ในแง่ของหนังคือ ผลผลิตที่ถูกต่อยอดโดยใช้เทคโนโลยีมารองรับ รูปแบบของมหรสพเดิมที่เป็นอยู่ ผมมองว่าหนังทำหน้าที่ได้ไม่ดีเท่ากับมหรสพเดิมที่เคยทำหน้าที่นั้นไว้อยู่ ทำหน้าที่ในการที่จะสื่อสาร ความคิดเห็นของคนที่เป็นคนเล่าเรื่อง หรือคนที่เป็นศิลปินในแต่ละแขนงนั้น

เพลงฉ่อย เพลงอีแซว เพลงลำตัดหรือกระทั่งลิเก ผมมองว่ามันยังมีแง่มุมความคิดในความตลกโปกฮามันยังมีแง่มุมความคิดที่เขามีต่ออำนาจอื่นๆ ที่มาส่งผลต่อชีวิตของเขาแล้วสื่อสารมันออกมา ในรูปแบบนั้น

ลำตัดถ้าเคยดูจริงๆ เอาง่ายๆ ข้าวยากหมากแพงเขาก็สามารถพูดและด่าคนที่ทำให้ข้าวยากหมากแพงได้ ลิเกเขาก็จะสามารถเสนอเรื่องราวที่เขารู้สึกต่อช่วงเวลานั้นๆ ได้ แต่หนังนี่เรายังไม่ค่อยเห็นนะ ว่ามีความคิดเห็นต่อโลกที่เขาอยู่ และนำเสนอมันออกมาผ่านเรื่องราว ชีวิต หรือตลก หรือแอคชั่น หรืออะไรก็แล้วแต่อย่างที่เขารู้สึกจริงๆ

แต่มันก็จะถูกนำเสนอออกมาผ่านคำพูด หรือมุมมองเดิมที่ทุกคนมีกันอยู่ ที่ทุกคนรู้ว่าพูดไปได้เท่านี้ต่อเรื่องนี้ เพราะว่าความกลัวที่มีต่อกระบวนการที่จะกลั่นกรองความคิดของคุณ ก็ไม่รู้จะสื่อประเด็นอะไรถ้าจะด่าเรื่องข้าวยากหมากแพงด่านักการเมืองง่ายดี ซึ่งมันอาจจะหมายถึงฝ่ายที่มีอำนาจอยู่หรือไม่มีอำนาจอยู่ก็ได้

แต่มันไม่เหมือนกับสื่ออื่นๆ ที่เขารู้สึกเขาก็พูดออกไปเลย แต่หนังนี่มันจะพูดออกไปเลยพอผ่านตัวกรอง ถ้าไม่ผ่านเท่ากับคุณไม่มีโอกาสได้พูดอะไรเลยสักอย่างหนึ่ง หนังถูกเก็บเข้าลิ้นชัก นั่นคือความหายนะ สู้พูดเรื่องเดิมๆดีกว่า ซึ่งมันก็ไม่ใช่ความจริงที่เขารู้สึก สุดท้ายเมื่อไม่ได้พูดสิ่งที่เป็นความจริงที่เขารู้สึก ก็ไม่พูดดีกว่า ไปพูดเรื่องอากาศดี ฝนตก ฟ้าร้อง ทั่วไป

SIU: คุณกำลังบอกว่าคนในอดีตจริงใจต่อความรู้สึกของตัวเองมากกว่าคนในยุคปัจจุบันใช่ไหม?

สุภาพ หริมเทพาธิป: มีแต่หนัง ผมพูดแค่หนังกับมหรสพอื่น แต่หนังที่ไม่ได้ถูกนำเสนอแบบหนังที่เป็นแบบดั้งเดิม แต่เป็นหนังที่มันถูกนำเสนอผ่านช่องทางอื่น มันคือความพยายามที่จะคลี่คลาย ณ ปัจจุบัน เช่น หนังรถไฟที่เราพูดเมื่อสักครู่นี้

แต่ถ้าหนังที่มันต้องถูกพูดผ่านออกมา เป็นระยะเวลาประมาณ 70-80 ปีที่หนังมันเกิดขึ้นในบ้านเรา เราอยู่ในตรงนี้มาโดยตลอด แต่ตอนนี้เราเห็นแล้วว่าคนทำหนังรู้แล้ว ถ้าฉันจะพูดอย่างตรงไปตรงมา ฉันจะไม่พูดมันในหนังที่ผ่านช่องทางเดิม ฉันจะพูดมันด้วยหนังที่ผ่านช่องทางใหม่ๆ ซึ่งมันก็เห็นอย่างที่เราได้ยกตัวอย่างกันขึ้นมาเมื่อซักครู่ แล้วมันก็จะเกิดขึ้นมากขึ้นเรื่อยๆ ที่เราคิดว่ามันน่าจะส่งผล

เฉพาะหนังเรื่องนี้ ส่งผลทำให้คนกล้าวิพากษ์วิจารณ์ผ่านตัวหนังมากขึ้น แต่กฎหมายที่จะมาควบคุม จะตามทันหรือมีวิธีการอย่างไร อันนี้ต้องตามดูต่อ แต่ว่ามันจะเกิดขึ้นแน่ๆในระยะใกล้ๆนี้ แต่หนังในระบบดั้งเดิมผมยังไม่รู้ ในเมื่อแรงเหวี่ยงมันไปสุดทางแล้ว แต่จะตีกลับสุดทางแค่นี้ได้ถึงเมื่อไร คงต้องใช้เวลา พอๆกัน