การพิพากษาคดีประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญทางการเมืองไทย นั่นคือคดียึดทรัพย์มูลค่า 76,000 ล้านบาท ของ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งจะทำการพิจารณาคดีในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553 โดยเริ่มพิพาิกษาเวลา 13.30 โดยองค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกา มีจำนวนทั้งสิ้น 9 ท่าน ประกอบด้วย
1. นายสมศักดิ์ เนตรมัย ผู้พิพากษาอาวุโสศาลฏีกา ถูกรับเลือกเป็นเจ้าของสำนวนคดียึดทรัพย์ โดยผ่านการพิจารณาตัดสินคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งการเมืองมาแล้ว 2 คดี คือ
1.1 เป็นองค์คณะร่วมในการพิจารณาคดีทุจริตซื้อขายที่ดินรัชดาภิเษกของกองทุน เพื่อกา่รฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรและคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพ็ชร ตกเป็นจำเลย โดยเป้นเสียงข้างมาก1 ใน 5 ของเสียงพิพากษาว่าพ.ต.ทักษิณ ชินวัตรกระทำผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตพ.ศ.2542 มาตรา 100 เห็นควรให้จำคุก 2 ปี
1.2 เป็นองค์คณะในการพิจารณาคดีคดีของนายวัฒนา อัศวเหมตกเป้นจำเลยในคดีทุจริตออกโฉนดที่ดิน ต.คลองด่าน จากโครงการบำบัดน้ำเสียคลองด่าน ซึ่งเป็นผู้พิพากษาเสียงข้างมากที่ตัดสินว่ากระทำผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 148 ฐานใช้อำนาจในตำแหน่งข่มขู่ จูงใจเจ้่าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรปราการให้ออกโฉนดที่ดินให้พวกนายวัฒนาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้จำคุก 10 ปี
2. นายธานิศ เกศวพิทักษ์ ประธานแผนกคดีผู้บริโภคในศาลฎีกา ในช่วงหนึ่งของการเป็นข้าราชการตุลาการศาลยุติธรรม ได้เลือกจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา เข้าไปปฏิบัติหน้าที่เป็นตุลาการรัฐธรรมนูญตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ฯ ฉบับชั่วคราว ปี 2549 หลังจากมีการรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เมื่อวันที่ 19 ก.ย.2549 ซึ่งขณะนั้นนายธานิศ ดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาศาลฎีกา
โดยระหว่างที่ปฏิบัติหน้าที่ตุลาการรัฐธรรมนูญ นายธานิศ ได้ร่วมพิจารณาพิพากษาคดียุบพรรคไทยรักไทยด้วย ขณะที่การทำหน้าที่ตัดสินคดียุบพรรคไทยรักไทยแม้ตุลาการรัฐธรรมนูญจะมีมติ เอกฉันท์ 9 ต่อ 0 ให้ยุบพรรคการเมือง
แต่นายธานิศ เป็น 1 ใน 3 ตุลาการรัฐธรรมนูญเสียงข้างน้อยที่ไม่เห็นด้วยว่าจะนำประกาศ คปค.ฉบับที่ 27 มาย้อนหลังใช้บังคับเพื่อกำหนดโทษการตัดสิทธิ์การเมืองกรรมการบริหารพรรค เป็นเวลา 5 ปี และหลังจากทำหน้าที่ดังกล่าวแล้ว ได้โอนย้ายกลับมาเป็นข้าราชการตุลาการศาลยุติธรรม และได้รับเลือกปฏิบัติหน้าที่เป็นประธานแผนกคดีผู้บริโภคในศาลฎีกา เมื่อปี 2552และได้รับเลือกที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกามาเป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษาคดียึด ทรัพย์นี้
ประวัติการรับราชการตุลาการของนายธานิศ เริ่มจากเป็นอัยการผู้ช่วย และได้สอบจนเป็นผู้พิพากษาเป็นหัวหน้าศาลจังหวัดมุกดาหาร ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลภาษีอากรกลาง ผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา เลขานุการศาลฎีกาในยุคนายศักดา โมกขมรรคกุล อดีตประธานศาลฎีกาและอดีตองคมนตรี เป็นรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่งธนบุรีและผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์
โดยนายธานิศ มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับในหมู่ผู้พิพากษา ถือเป็นปรมาจารย์ทางประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาผู้แต่งตำรา ป.วิอาญา และเป็นอาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เนติบัณฑิตยสภา เขียนคำพิพากษาศาลฎีกาเป็นบรรทัดฐานไว้ 86 คดี
3.นายพิทักษ์ คงจันทร์ ประธานแผนกคดีเลือกตั้งในศาลฎีกา ได้รับเลือกเป็นองค์คณะ แทนนายบุญรอด ตันประเสริฐ อดีตประธานแผนกคดีเลือกตั้งในศาลฎีกา ที่ขอถอนตัวจากการเป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษายึดทรัพย์ เนื่องจากป้องกันข้อครหาการตรวจสอบข้อเท็จจริงว่ามีบุคคลภายนอกล่วงรู้คำ พิพากษาคดีจัดซื้อต้นกล้ายางพาราที่นายบุญรอด เป็นเจ้าของสำนวนก่อนหรือไม่
โดยนอกจากเป็นองค์คณะนี้แล้ว นายพิทักษ์ ยังได้รับเลือกเป็นองค์คณะพิจารณาสำนวนคดีที่ ส.ส.พรรคเพื่อไทย รวบรวมรายชื่อใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ยื่นเรื่องต่อประธานวุฒิสภา ส่งคำร้องมายังศาลฎีกาตั้งองค์คณะ ถอด ป.ป.ช. ทั้งคณะ 9 คน ออกจากตำแหน่ง กรณีถูกกล่าวหาปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ที่ชี้มูลความผิดการสลายกลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยปิด ล้อมหน้าอาคารรัฐสภา มิชอบด้วยกฎหมาย กระทำทำผิดวินัยร้ายแรง และกรณีมีมติไล่นายตำรวจที่สลายม็อบออกจากราชการ
4.นายพงศ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์ (ไม่มีรูป) ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกานั้น เคยเป็นหนึ่งในองค์คณะพิจารณาพิพากษาคดีสลากพิเศษเลขท้าย 2 และ 3 ตัว หรือหวยบนดิน โดยนายพงศ์เทพ เคยดำรงตำแหน่งสูงสุดเป็นประธานแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองใน ศาลฎีกา ก่อนที่จะเป็นผู้พิพากษาอาวุโสและได้รับเลือกให้มาเป็นองค์คณะตัดสินคดียึด ทรัพย์
5.นายอดิศักดิ์ ทิมมาศย์ ประธานแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวในศาลฎีกา ได้รับเลือกเป็นองค์คณะแทนนายปัญญารัตน์ วิระยะวานิช ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะศาลฎีกา และนายอดิศักดิ์ ยังเป็นองค์คณะพิจารณาสำนวนคดีที่ ส.ส.พรรคเพื่อไทย รวบรวมรายชื่อใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ยื่นเรื่องต่อประธานวุฒิสภา ส่งคำร้องมายังศาลฎีกาตั้งองค์คณะ ถอด ป.ป.ช. ทั้งคณะ 9 คน ออกจากตำแหน่ง กรณีถูกกล่าวหาปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ที่ชี้มูลความผิดการสลายกลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยปิด ล้อมหน้าอาคารรัฐสภา มิชอบด้วยกฎหมาย กระทำทำผิดวินัยร้ายแรง และกรณีมีมติไล่นายตำรวจที่สลายม็อบออกจากราชการ
6.ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา รองประธานศาลฎีกา ก่อนเป็นรองประนศาลฎีกา เป็นผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ผู้พิพากษาศาลฎีกา ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ภาค 5 อธิบดีผู้พิพากษาภาค 9 รองอธิบดีผู้พิพากษาภาค 5 ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอาญา ผู้พิพากษาศาลแพ่ง ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดกระบี่
ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลประจำ กระทรวง ช่วยทำงานในตำแหน่งผู้พิพากษาศาลแพ่งผู้พิพากษาประจำกระทรวง ช่วยทำงานในตำแหน่งผู้พิพากษาศาลอาญา ผู้พิพากษาศาลจังหวัดภูเก็ต ผู้ พิพากษาศาลจังหวัดระนอง ผู้พิพากษาประจำกระทรวง ช่วยทำงานในตำแหน่งผู้พิพากษาศาลจังหวัดสุโขทัย เป็นผู้ช่วยผู้ พิพากษา เมื่อปีพ.ศ.2519
7.นายประทีป เฉลิมภัทรกุล ประธานแผนกคดีสิ่งแวดล้อมในศาลฎีกา ได้รับเลือกจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเป็นองค์คณะคดียึดทรัพย์ และองค์คณะพิจารณาพิพากษาคดีแปลงภาษีสรรพสามิต ที่อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ด้วยโดยคดีดังกล่าวพักการพิจารณาคดีชั่วคราวจนกว่าจะได้ตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งหลบหนีคดีอยู่มาพิจารณาคดี
8.นายกำพล ภู่สุดแสวง (ไม่มีรูป)ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกานั้น เคยได้รับเลือกจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา เป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษาคดีธนาคารเพื่อการส่งออกและนำข้าแห่งประเทศไทย หรือเอ็กซิมแบงค์ ปล่อยกู้ให้รัฐบาลพม่า ที่ คตส. เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นจำเลย แต่คดีต้องพักการพิจารณาคดีไว้ชั่วคราวเนื่องจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ยังอยู่ระหว่างหลบหนี นอกจากนี้นายกำพล ยังเป็นหนึ่งในองค์คณะพิจารณาพิพากษาคดีหวยบนดินด้วย
9.นายไพโรจน์ วายุภาพ รองประธานศาลฎีกา นั้นหลังจากดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ก็เพิ่งจะได้รับแต่งตั้งขึ้นมาดำรงตำแหน่งเป็นรองประธานศาลฎีกาเมื่อ ต.ค.2552 ซึ่งนอกจากคดียึดทรัพย์ นายไพโรจน์ได้รับเลือกจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษาคดี แปลงภาษีสรรพสามิต ขณะที่ด้านวิชาการนายไพโรจน์ ได้เป็นกรรมการเนติบัณฑิตยสภาในพระบรมราชูปถัมภ์ด้วย







