สุริยะใส กตะศิลา “คนกลาง” ระหว่างความขัดแย้งของพันธมิตรฯ-พรรคการเมืองใหม่ ระบุว่าจะลาออกจากตำแหน่งเลขาธิการพรรคแล้ว

สุริยะใส กตะศิลา
นายสุริยะใส กตะศิลา เลขาธิการพรรคการเมืองใหม่ เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้แจ้งต่อกรรมการบริหารพรรคการเมืองใหม่ไปบ้างแล้วว่า หลังการประชุมใหญ่ของพรรค จะขอถอยออกจากตำแหน่ง และคงเว้นวรรคการเมืองไปช่วงหนึ่ง หลังจากที่แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) มีมติโหวตโนและไม่ส่งผู้สมัครลงเลือกตั้ง ซึ่งสวนทางกับ นายสมศักดิ์ โกศัยสุข หัวหน้า ที่ต้องการส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้ง
นายสุริยะใสระบุว่าจะอยู่กับพรรคไปอีกสักระยะหนึ่งเพื่อแก้ปัญหาทางกฎหมายที่ยังผูกพันกับชื่อของเขาในฐานะเลขาธิการพรรค เช่น สัญญาเช่าตึก หนี้สิน แต่ในระยะยาวจะ “เว้นวรรคทางการเมือง” เพื่อจัดการตัวเองก่อนเริ่มใหม่
“ผมคงเว้นวรรคไปสักช่วงหนึ่ง แต่ในใจก็คิดว่าควรจะคืนพรรคนี้ให้พันธมิตรฯ ไปจัดการ จะออกแบบกันใหม่หรือจะอะไรก็แล้วแต่ “
ที่มา – มติชน, โพสต์ทูเดย์
นายสุริยะใสยังให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ถึงเหตุผลและที่มาของความขัดแย้งในเชิงลึกระหว่างพันธมิตรและพรรคการเมืองใหม่ด้วย โดยระบุว่าสาเหตุสำคัญมาจากแกนนำ 5 คนมีโอกาสพูดคุยกันน้อย ไม่บ่อยเหมือนสถานการณ์เก่าก่อน และตัวเขาเองก็เล็งเห็นถึงปัญหารอยร้าวระหว่างแกนนำทั้งสองกลุ่มมานาน แต่การพยายามประสานรอยร้าวไม่ประสบผลสำเร็จ
“ผมในฐานะที่ได้รับมอบหมายจากแกนนำให้มาเป็นเลขาธิการพรรค ด้านหนึ่งก็เคยเป็นผู้ประสานงานพันธมิตรฯ ก็พยายามที่จะจัดการความขัดแย้งนี้ เช่น จัดเวทีคุยในหมู่แกนนำในผู้ปฏิบัติงานพรรค ทางการไม่ทางการ วงเล็กวงใหญ่ ผมก็ออกแบบสารพัด แต่ผมก็รู้ว่าความขัดแย้งทางความคิดครั้งนี้ไม่ง่าย สุดท้ายอาจจะนำไปสู่การแตกหักกัน ซึ่งในขณะนี้หลายคนจะประเมินว่ามันแตกหักกันก็คงไม่ผิด ถ้าจะอธิบายปรากฏการณ์พันธมิตรฯ กับพรรคในตอนนี้ เพราะว่าความขัดแย้งทางความคิดมันชัดขึ้น คือมันเริ่มต้นจากวันนั้นประชุมแกนนำ 5 คน ผมก็อยู่ 4 คนก็ลงมติกันอยากให้พรรคเว้นวรรค ก็ถามพี่สมศักดิ์ในฐานะหัวหน้าพรรค ผมในฐานะเลขาธิการพรรค ผมกับพี่สมศักดิ์ก็บอกว่าส่วนตัวมันคงไม่ดีถ้าจะไปบอกว่าเห็นด้วยหรือไม่ เห็นด้วย เพราะว่าเรามาในฐานะหัวหน้าพรรคกับเลขาฯ พรรคด้วย แม้เราจะเป็นแกนนำเป็นผู้ประสานงานด้วยก็ตาม ควรกลับไปถามคนทำงานในพรรค ก็เลยไปจัดประชุมศูนย์สาขาเพื่อเช็กความเห็นในวันที่ 22 มี.ค. ซึ่งก็มีศูนย์สาขามาทั้งประเทศ ความเห็นของศูนย์สาขาก็บอกว่าต้องลงเลือกตั้ง แต่ตอนนั้นต้องยอมรับว่า vote no ยังไม่แรง ยังไม่เป็นประเด็น เพราะบนเวทีก็ยังจัดการประเด็น vote no ไม่ชัดว่า vote แล้วได้อะไร เพื่ออะไร ความเห็นยังกระจัดกระจายอยู่”
“หลังจากนั้นแกนนำก็บอกว่าถ้าพรรคมีความเห็นสวนทางกับ 4 แกนนำ มันก็ไม่ใช่พรรคของพันธมิตรฯ แล้ว ก็เกิดคำถามกันมากมายว่าพรรคนี้จะจัดความสัมพันธ์กับพันธมิตรฯ อย่างไร ในเมื่อเราบอกว่าตั้งพรรคนี้ขึ้นมาโดยพันธมิตรฯ และเป็นเครื่องมือเคลื่อนไหวทางการเมืองของพันธมิตรฯ เมื่อมติของแกนนำออกมาอย่างนี้ พรรคก็ควรปฏิบัติตามไม่ใช่หรือ ก็เกิดข้อถกเถียงกัน ซึ่งมันก็ยากที่จะจัดการได้ จนนำไปสู่ความเห็นที่แตกต่าง ในส่วนของแกนนำก็ค่อนข้างขัดแย้งกันรุนแรงในเรื่องมุมมอง vote no ไม่ vote no”
นายสุริยะใสยังบอกด้วยว่าแนวคิดเรื่อง Vote No ของพันธมิตร ไม่ได้เริ่มมาจากนายสนธิ ลิ้มทองกุล แต่มาจากนายพิภพ ธงไชย ซึ่งเคเสนอเรื่องนี้มาตั้งแต่การร่างรัฐธรรมนูญปี 2540
เขาวิเคราะห์ว่าความอ่อนแรงของพันธมิตรเกิดจากการแบ่งฐานมวลชนกับพรรคประชาธิปัตย์ในช่วงตั้งพรรคการเมืองใหม่ ส่วนการเลือกตั้ง ส.ก. และ ส.ข. กรุงเทพเมื่อปีที่แล้วที่พันธมิตรแพ้ย่อยยับ เป็นเพราะประชาธิปัตย์ใช้แคมเปญ “ไม่เลือกเรา เขา (หมายถึงทักษิณ) มาแน่” ทำให้มวลชนพันธมิตรตื่นตกใจ และหันไปเลือกพรรคประชาธิปัตย์เพื่อหยุดพรรคเพื่อไทย
สุดท้าย สุริยะใสมองว่าถ้าพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งครั้งนี้ พันธมิตรอาจกลับมารวมตัวกันได้อีกครั้ง เพราะมวลชน “ยังรู้สึกหลอน” กับทักษิณอยู่ อย่างไรก็ตาม เขาบอกว่าถึงแม้ประชาธิปัตย์ชนะ ปัญหาทางการเมืองก็ยังไม่จบ และกลุ่ม นปช. น่าจะเคลื่อนไหวอีกในระดับที่รุนแรงขึ้น
ที่มา – ไทยโพสต์
