สัมภาษณ์ รศ. ดร. สุวินัย ภรณวลัย
October 30, 2008
โครงการ Challenge Thailand 2010 เป็นการสัมภาษณ์ผู้นำความคิด ผู้บริหารนโยบายสาธารณะ นักวิชาการอาวุโส ผู้นำภาคประชาชนที่มีมุมมองต่อความขัดแย้งทางการเมืองตลอดระยะเวลากว่า 2 ปีที่ผ่านมา โดยบริบทการสัมภาษณ์เป็นการใช้ความเป็นไปได้ของประเทศไทยในอนาคต ที่ถูกกำหนดโดยสถานการณ์ทั้งภายในและภายนอกประเทศ
Challenge Thailand 2010 ตอนที่หก (เราข้ามตอนที่ห้าไปหนึ่งครั้ง) เป็นการสัมภาษณ์ รศ. ดร. สุวินัย ภรณวลัย คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตอนนี้จะเป็นการวิเคราะห์การพัฒนาสังคมโดยอาศัยมุมมองเชิงจิตวิญญาณ และการพัฒนามีมจากกรอบบูรณาการของเคน วิลเบอร์ (ดูวิดิโอคลิปที่ YouTube เรื่อง Ken Wilber on Seeking Enlightenment)
ตอนนี้ยังเป็นสุนทรียสนทนาถึงประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมาของ อ. สุวินัย ตั้งแต่ช่วงเป็นนักศึกษาให้ความสนใจกับแนวคิดฝ่ายซ้าย จนกระทั่งจากลากับความคิดฝ่ายซ้ายอย่างฉันท์มิตร มาถึงการอธิบายและคาดการณ์เรื่องฟองสบู่ในระบบทุนนิยมล่วงหน้า แต่ในช่วงนั้นยังไม่มีคนให้ความสนใจ
ชมเว็บไซต์ศูนย์บูรณาการศาสตร์และภูมิปัญญาโบราณ ของ อ. สุวินัย เพื่ออ่านบทความและเนื้อหาที่น่าสนใจต่างๆได้ที่ http://www.suvinai-dragon.com
โครงการ Challenge Thailand 2010 ครั้งที่ผ่านมา
- ตอนที่ 1 – สัมภาษณ์คุณจักรภพ เพ็ญแข
- ตอนที่ 2 – สัมภาษณ์คุณสุริยะใส กตะศิลา
- ตอนที่ 3 – สัมภาษณ์ รศ. ดร. ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ
- ตอนที่ 4 – สัมภาษณ์ รศ. ดร. พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์
- ตอนที่ 5 – (ข้าม)
Comments
23 Responses to “สัมภาษณ์ รศ. ดร. สุวินัย ภรณวลัย”
Got something to say?






อิ่มเอมและลึกซึ้งนัก
ติดตามผลงานอาจารย์สมัยแรกๆ ตอนเด็ก แล้วก็ไม่ค่อยได้อ่านนัก มาอ่านอีกทีก็เรื่องของท่านพุทธทาส เพราะสำนวนเพรียวลมยิ่ง
อาจเป็นเพราะมีจริตเชิงพุทธสุดโต่ง กลับไปกลับมากับจริตเชิงวาทกรรมแนวซ้ายไร้เดียงสานินทาเจ้า.นาย หลายครั้งจึงมองข้ามความคิดของอาจารย์ไป และมองเพียงว่าเป็น “เชิงศรัทธา” หรือ “เชิงรับใช้” อีกแนวหนึ่ง ต้องเขกกระโหลกตัวเองแล้วไปหาหนังสือมุชาชิมาอ่านด่วน (บอกตรงๆ ว่าหยิบมาครั้งแรก เห็นความหนาและฟ้อนท์เล็ก กลัวขอรับ)
มาสโลว์กล่าวเรื่อง “ลำดับชั้นของความสุข” ไว้เข้าใจง่าย (แรงจูงใจ) พระพุทธเจ้ากล่าวเรื่อง “ลำดับชั้นของความสุข” ไว้ลึกซึ้ง (สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค ๑๘/๒๗๘ แต่ถ้าอยากเอาแบบ How-to ก็ต้อง มงคล ๓๘ ประการ) แต่เนื่องจากเป็นคนศึกษาน้อย จึงเพิ่งเคยได้ยินเรื่องมีมครั้งแรก พบว่าน่าสนใจมากครับ หากมีบันทึกหรือ link ใดน่าอ่าน โปรดชี้แนะ
ขอคารวะท่านผู้จัดทำ และท่านอาจารย์สุวินัย แม้บ้านเมืองนี้จะไม่ให้เกียรติท่านอาจารย์นัก แต่ความคิดของท่านอาจารย์ ยังเป็นประโยชน์กับคนอื่นๆ อยู่เสมอครับ
ผมติดตามงานของอ.สุวินัยมานานเหมือนกัน ก็มีทั้งส่วนที่ชื่นชมและตั้งขอสงสัย ในส่วนของสัมภาษณ์ครั้งนี้ ขอตั้งขอสงสัยเชิงมโนทัศน์สักสองข้อ
หนึ่ง ปัญหาว่าด้วยการเชื่อ “บุคคล” แบบ wholesale
สอง ปัญหาว่าด้วยการแบ่งลำดับชั้นของคนแบบ static
ผมคิดว่าสองข้อนี้มีความเกี่ยวพันกันอย่างแนบแน่น และอาจเกี่ยวกับจุดยืนทางการเมืองด้วยเช่นกัน (ขอไม่อภิปรายในที่นี้)
แต่ผมคิดว่ามันนำมาทั้งข้อดีและข้อเสียที่อาจถึงขั้นอันตรายทั้งในระดับบุคคลและระดับสังคม
แง่มุมความเป็นมนุษย์ของคนนั้นย่อมหลากหลายและยากที่จะตัดสินถูกผิด ความมีคุณธรรมก็เป็นสิ่งที่ขึ้นกับกาละและเทศะ การเชื่อในบุคคลและสมาทานเป็นศิษย์ต่อใครสักผู้ จะมาพร้อมกับการต้องการบรรลุธรรมในระดับสีขั้นสูงได้หรือ ? ผมไม่แน่ใจ เพราะอาจขัดแย้งกันเองแม้แต่ภายใต้กรอบคิดเดียวกัน
เศรษฐศาสตร์กระแสหลักนั้น แม้ว่าจะมีจุดอ่อนและเลวร้ายอย่างไรก็ตาม ข้อดีข้อหนึ่งก็คือการสมมติว่ามนุษย์มีลักษณะ rational และตัดสินใจตามเหตุปัจจัยเพื่อบรรลุอะไรสักอย่างภายใตัข้อจำกัดที่ตัวเองมี
สมมติฐานข้อนี้เป็นการให้เกียรติแก่มนุษย์ทุกคนอย่างเท่าเทียม
การตั้งข้อสมมติฐานแบบลำดับขั้นคำนึงถึงความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมและแตกต่างหรือไม่ ? ผมไม่แน่ใจ
หวังว่าหากอาจารย์มาอ่านคงไม่โกรธนะครับ การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นน่าจะยังเป็นไปได้โดยไม่ต้องตัดสินว่าใครโง่ใครฉลาด
เป็นเทปที่เซ็งมากๆที่ได้เห็นพวกซ้ายเก่าคืนดี ความคิดซ้ายๆนี่ตายแล้วตายเลยใช่มั้ยครับ
เอาศาสนามาเกี่ยวการเมือง ประเด็นประเภทไม่เข้าถึงนี่ไม่มีทางรู้มันเลวสำหรับเรื่องการเมืองมากนะครับ เราจะมีเทวดาที่อ้างตัวว่าเข้าถึงหลักต่างๆมานั่งให้ความคิดเห็นพอคนอื่นโต้แย้งคุณก็อ้างว่าถ้าไม่เข้าถึงไม่มีทางเข้าใจ?
ต่อให้โง่ไม่เข้าถึง แต่ไม่เลวเหมือนเทวดาอรหันต์
พันธมิตรไม่ใช่ทางเดียวในการเปลี่ยนแปลงสังคมแน่นอน แต่ทุกคนต่างหากคือทางแห่งการเปลี่ยนสังคม สงสัยคงมีแต่สังคมของพวกชั้นนำชั้นสูงเท่านั้นที่หวังพึ่งพันธมิตร
พิธีกรน่าจะหาที่ทำการบ้านหน่อย บางทีก็ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกับวิทยากร แต่ควรเข้าใจที่วิทยากรอธิบายบ้าง บางครั้งถามคำถามหรือสรุปอะไรที่แสดงว่าไม่เข้าใจที่วิทยากรพูดเลย
ขอบคุณทุกความเห็น
iMenn ถือว่า วิจารณ์ในเชิงบวก ไม่ใช่เยินยอ แต่เป็นการเพิ่มศักยภาพให้เนื้อหายอดเยี่ยมขึ้น
วี ผมว่าดีนะ การจะพัฒนาเนื้อหา ต้องใช้ความเห็นตรงข้าม แต่ไม่ใช่แย้งเพราะหมั่นไส้ แต่เพื่อเสริมให้เนื้อหาน่าสนใจขึ้น
Olahlah ความเซ็งเป็นเรื่องปกติ ที่เจอความเห็นตรงข้าม แต่ยังไงอาจารย์ก็ดูประนีประนอมระดับหนึ่ง ไม่ใช่พวกสุดขั้วที่น่ากลัวกว่า
CH ขอบคุณสำหรับคำติชมครับ จะพยายามปรับปรุง อย่างไรก็ตาม บางครั้งก็มีความเห็นแย้งมากมาย แต่ติดด้วยข้อจำกัดหลายประการ ทั้งความเคารพในตัวผู้สัมภาษณ์ และเรื่องเวลาอันจำกัด ที่สำคัญ เราจะแย้งอย่างไรให้สร้างสรรค์(ไม่ใช่แย้งด้วยอารมณ์) และทุกคนรู้สึกดี
การสัมภาษณ์มีหลายแบบ ทั้งประจบ ทั้งขัดแย้ง แต่รายการของเราเน้นที่
“ดึงศักยภาพสูงสุดของผู้ให้สัมภาษณ์ออกมา” ไม่ใช่เรื่องง่าย การประจบไม่ใช่ศักยภาพสูงสุด แต่คือ ความหลอกลวง การขัดแย้งถ้าทำอย่างเหมาะสมสามารถดึงศักยภาพสูงสุด แต่หากทำไม่ดี ก็จะตกในหล่มปัก คือ กลายเป็นเน้นจุดอ่อนของผู้สัมภาษณ์ไป ซึ่งสิ่งที่น่าสนใจสำหรับผู้ฟังคือ การได้อะไรจากบทสัมภาษณ์ ซึ่งจุดแข็งของผู้ถูกสัมภาษณ์ ถ้าขัดเกลายกระดับดีๆ น่าจะให้ประโยชน์มากกว่า
แต่เราก็จะพยายามปรับปรุงการสัมภาษณ์ให้ Better ยิ่งๆขึ้นครับ โดยเฉพาะการขัดแย้งแบบสร้างสรรค์ เปี่ยมศิลปะ ที่ทุกคนชื่นชอบ Win-Win-Win
ผมเชื่อแล้วว่า อาจารย์ บ้าจริงๆ บ้ามันไปทุกเรืองเลย แฮะ
ทำไมถึงไม่ขยายความเรื่องที่ “พันธมิตรเท่านั้นที่มีพลังเปลี่ยนแปลงสังคม” หน่อยละครับ
หาก อาจารย์ เห็นว่า พวกพันธมิตรยังเป็นกลุ่มชนชั้นกลาง สงสัย คงมาใช้ในบริบท
นี้ไม่ได้แล้วครับ เพราะ “ระดับจิต” ของ พธม นั้นหล่นลงไป เรื่อยๆ จนแทบจะเป็น
“มายาคติ” แล้ว
ขำดี ตรงที่เจริญชัย พยายามจะให้ อาจารย์ แสดง road map ของจิตวิญญาณ
ของ อาจารย์ ซึ่งแม้แต่ผมยังสำเหนียกได้เลยว่า อาจารย์ จะไม่พูดเรื่องนี้ อย่างแน่นอน
เพราะบริเวณที่เคยเป้นแผล มันต้องไว ต่อความรู้สึกมากกว่าก่อน
ขอบคุณเพื่อนรัก ที่เข้ามาเยี่ยมกัน
ว่างๆต้องนัดเสวนากันหน่อยแล้ว
ไม่น่าเชื่อว่าจะสนใจการเมืองและเศรษฐกิจเหมือนกัน
อ่านความเห็นแล้วสนุกดีครับ
เปรตแกยังเชื่อเลย จะหลงเชื่อพวกพันธมิตรก็ไม่แปลกหรอก
แล้วเดี๋ยววันหลังแกก็คงมาบอกว่าโดนพันธมิตรหลอก อีกตามเคย
คนเราถ้าลองงมงายเชื่อกระทั่งเปรต ก็หาราคาไม่ได้แล้วล่ะครับ
ผมว่าอาจารย์เป็น “สุภาพบุรุษ” ที่น่านับถือคนหนึ่ง
จะผิดจะพลาดอย่างไรก็น่าจะอภัยกันได้
และท่านเองก็ไม่เคยทำให้ใครเดือดร้อน
สิ่งหนึ่งที่ท่านเคยทำประโยชน์กับคนไทย คือ การกล่าวเตือนเรื่อง “ฟองสบู่”
เพียงแต่คนไทยจำนวนมากไม่ฟังท่าน
พอเกิดวิกฤตก็ดังอยู่พักหนึ่ง สุดท้าย เมื่อเกิดกรณีเปรต
คนก็พร้อมจะจำแต่เหตุการณ์นี้
จนลื้มคุณความดีไปหมดเลย
อีกอย่าง หนังสือของท่านก็ได้สร้างแรงบันดาลใจให้คนมากมาย
แต่พอเกิดเหตุการณ์นั้น ก็ไม่มีใครกล้าเอ่ยอ้างถึงท่านอีก
ช่างน่าเศร้าใจ
ผมไม่ได้ต้องการแก้ตัวให้ในกรณีเปรต หรือกรณีใดๆ
แต่ต้องการให้คนไทย พิจารณาคนอย่างรอบด้าน
ไม่มองแต่ด้านดีหรือด้านร้ายเพียงด้านเดียว
ไม่มองแต่จุดอ่อนหรือจุดแข็งเพียงอย่างเดียว
แต่ยังไงผมก็เคารพความคิดของคุณ pop ครับ
ทุกคนมีสิทธิ์แสดงความคิดเห็น
กาลเวลาจะเป็นเครื่องตัดสิน
แวะมาเยี่ยมครับ เชิญวิพากษ์ความคิดผมตามสบายเลยนะครับ แต่ก็อยากให้เข้าใจสิ่งที่ผมอยากจะนำเสนอด้วย อาจจะแปลกใหม่สำหรับสัคมนี้ในขณะนี้ แต่นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในอเมริกาและจะอยู่เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงของโอบามาในทางความคิดหลังจากนี้
ยินดีมากครับอาจารย์
คงเป็นเรื่องธรรมดาของความคิดใหม่ ที่อาจต้องถูกโจมตีบ้าง
แต่ในท้ายที่สุด ถ้าเป็นแนวคิดที่ทรงคุณค่า ย่อมจะกลายเป็นที่ยอมรับ
เป็นกระแสที่คนทั้งโลกปฏิบัติตาม
ขอบคุณอาจารย์มากๆครับ
[...] ตอนที่ 6 – สัมภาษณ์ รศ. ดร. สุวินัย ภรณวลัย [...]
ขอบอกไว้ก่อน
ส่วนตัวผมเคยได้ยินเรื่อง อาจารย์กู้นะครับ แต่ไม่ได้รู้เรื่องอะไรเลยและไม่ได้สนใจอะไร
ไม่รู้ว่าอาจารย์เกี่ยวข้องด้วยเลย ซึ่งมันมีแว๊ปหนึ่งว่าอาจารย์จะมีอาการจิตเพสไหม
แต่ก็คิดว่าไม่น่าใช่
ผมฟังอาจารย์พูดแล้ว ผมพยายามคิดตาม
บอกตรงๆ ให้ความรู้สึกที่ตื่นตาตื่นใจครับ
ผมตัดประเด็นเรื่องการเมืองออก(แม้มันจะน่าสนใจแต่คิดว่าคงมีคนอคติเยอะ)
ขอคิดตามเรื่องจิตดีกว่า
ผมว่าอาจารย์แก นำเสนอเรื่องจิต จนผมรู้สึกว่ามันอาจจะเป็นอีกทางที่จะเข้าถึงการศึกษาจิตได้เหมือนกันแฮะ
ส่วนตัวผมศรัทธาเรื่องการเจริญสติ
แต่อาจารย์เหมือนมาอีกทาง จากศาสนาพุทธเลย
ส่วนตัวผมศรัทธา อาจารย์ ปราโมทย์ และสายวัดป่า
แต่อาจารย์ก็กลับให้นิยามของอรหันต์หรือการหลุดพ้นในอีกแบบ ที่ผมฟังก็อึ้งๆผสมงงๆ
ตอนแรกผมรู้สึกไม่ค่อยเห็นด้วยกับอาจารย์ในเรื่องการให้ความหมายของการเจริญสติ
แต่ยังไงก็แล้วแต่ การฟังอาจารย์วันนี้เป็นการพัฒนาความคิดของผมไปไม่มากก็น้อยเลยครับ
ขอบคุณทีมงาน กับเทปนี้ครับ
แม้มีบางอย่างที่ผมยังเข้าไม่ถึงและแอบไม่เห็นด้วย แต่ผมก็ชอบอาจารย์และการความคิดอาจารย์มากครับ
ชอบตอนนี้ครับ มากกว่าตอนอื่นๆ ชอบพิธีกรคุณเจริญชัยครับ
สอดคล้องกับวิทยากรดี
เป็นพิธีกรที่เป็นกลางดี
แต่ระบบเสียงยังต้องแก้ไขครับ
ขอบคุณมากครับ พี่หมี icr
เพื่อนเก่า เพื่อนแก่ เข้ามาเยี่ยมชมเรา
ยินดีที่คุณนัท ชื่นชอบครับ
สมเจตนารายการเรา ที่ต้องการให้ “มุมคิด” ที่แตกต่าง
การเจริญสติกับ การยกระดับจิตไม่เหมือนกันทั้งหมดแต่ต้องบูรณาเข้าด้วยกันครับ ก่อนอื่น ผู้เจริญสติต้องร็ก่อนว่าตนเองอยู่ในระดับจิตใด และจะยกระดับจิตให้สูงขึ้นไปสู่ขั้นอทิภาวะได้ด้วยวิธีการอะไร แน่นอนว่า การเจริญตัวรู้ย่อมเป็นแนวทางหลักอยู่แล้วแต่ไม่น่าจะพอเพียงครับ
[...] ตอนที่ 6 – สัมภาษณ์ รศ. ดร. สุวินัย ภรณวลัย [...]
ขอบคุณท่านอาจารย์มากๆครับ ผมจะเก็บไว้เจริญสตินะครับ
ประสบการณ์ครั้งหนึ่ง ที่ผมเคยได้ฝึกฝน “สมาธิ” กับอาจารย์
ผมจะไม่ลืมเลือนเลยครับ
“วัชรเซน”
ที่นี่ไม่มีอีโมติคอนให้แสดงหน่อยเหรอ
มันเกินกว่าที่จะบรรยายเป็นคำพูด
555
อยากเขียน Comment แต่เกรงว่าจะช้าเกินไป
ความเห็นสั้นๆคือ รู้สึกยินดีกับความงอกงามทางจิตวิญญาณของอาจารย์ แม้จะศรัทธาต่างกันแต่ผมก็ศรัทธาเส้นทางที่ยิ่งใหญ่ของอาจารย์ครับ
และดูเหมือนอาจารย์กำลังเข้าใกล้จุดหมายมากขึ้นทุกที
ไม่ช้าหรอกครับ ทก Comment ของแฟนๆ SIU มีคุณค่าเสมอ
เราเป็นคนที่ไม่ค่อยรู้รายละเอียดเรื่องการเมืองนะ (แต่ก็รู้เรื่องศาสนาพุทธพอสมควร)แต่อยากจะบอกว่าหลักธรรมทางศาสนาพุทธสามารถอธิบายเกี่ยวโยงไปกับเรื่องทุกเรื่องได้ อย่างเช่น เรื่องเศรษฐศาสตร์ การเมือง การปกครอง นิเวศวิทยา ฯลฯ เพราะหลักธรรมของพุทธนั้นเป็นสัจจะ แล้วก็ไม่เหมือนศาสนาอื่นที่มีศาสดาบัญญัติกฎเกณฑ์ข้อบังคับต่างๆ แต่สาวกไม่สามารถใช้ปัญญาตรวจสอบได้ ว่า จริง เท็จ ถูก ผิด ควร หรือ ไม่ควรปฏิบัติตาม
ดังนั้น จึงไม่แปลกที่พุทธศาสนิกชนจะเกิดความไม่เข้าใจหรือเคลือบแคลงสงสัย ในตัวหลักธรรมเอง และข้อปฏบัติ (ซึ่งมีหลายวิธีขึ้นอยู่กับว่าคนๆนั้นเหมาะกับวิธีแบบไหน) เพราะคำสั่งสอนของพุทธองค์เป็นของประณีต ละเอียดอ่อน แต่หากฝึกเจริญสติ และบำเพ็ญสมาธิภาวนาอย่างต่อเนื่อง จนเกิดปัญญาก็สามารถใช้ปัญญาตัวนี้แหละพิจารณาเอาได้ ว่าอะไรเป็นอะไร เพราะพุทธองค์ก็ตรัสไว้แล้วในกาลามสูตร(ไม่ให้เชื่ออะไรอย่างงมงาย ให้พิจารณาด้วยสติปัญญาของตัวเอง)
และการตัดสินว่าสิ่งที่อาจารย์สื่อออกมานั้นเป็นจริงและเชื่อถือได้แค่ไหน คงขึ้นอยู่กับระดับปัญญาของแต่ละคน เพราะแนวคิดของอาจารย์นั้นบอกตามตรงว่า หาได้น้อยคนจริงๆที่จะเข้าใจและยอมรับได้ เพราะแนวคิดและวิธีปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้นนั้นมีหลายแนวทาง แต่เราสามารถใช้สติปัญญาตรวจสอบตัวเราเองได้ว่าเหมาะกับวิถีทางไหน
อีกประเด็นหนึ่งคือเราว่าอาจารย์เค้าไม่บ้าหรอก แต่ถ้าคนอื่นมองว่าเพี้ยนเราก็เข้าใจอยู่ เพราะตั้งแต่ติดตามผลงานของอาจารย์มา เราไม่เคยเห็นนักเขียน หรืออาจารย์คนไหนเลยที่มี แนวคิด ทัศนคติ เหมือนอาจารย์สุวินัย แต่ถ้าเค้าบ้าจริงก็คงมีเราอีกคนหนึ่งที่บ้าเป็นเพื่อนเค้า เพราะความคิดของเค้าหลายอย่างมากที่ตรงกับความคิดของตัวเรา ซึ่งเวลาพูดกับคนรอบข้าง ก็ไม่ค่อยมีใครเข้าใจ
อีกอย่างหนึ่งที่เราชอบคืออาจารย์เป็นคนใจกว้าง คือมองอะไรแบบองค์รวม เพราะ ผิด กับ ถูก ก็เป็นเพียงแค่จุดยืนที่แตกต่าง อยู่ที่ว่าเรามองจากแง่มุมไหน ดังนั้น การที่จะมองว่าอาจารย์เป็นคนยังไงกันแน่ งมงายหรือว่ารู้จริง หรือว่าเป็นคนซื่อจริงๆหรือเปล่าเลยถูกหลอก(จากกรณีเรื่องเปรต) นั้น ต้องมองแบบองค์รวม ไม่ใช่มองแต่ข้อผิดพลาดหรือความเลวในอดีตเพียงแง่มุมเดียว เพราะเราก็เป็นอีกคนหนึ่งซึ่งขอยืนยันว่า งานเขียนของอาจารย์เป็นงานเขียนที่ทรงคุณค่า และมีประโยชน์ต่อคนรุ่นหลังจริงๆ
……………………………………………………..
โดนัลด์ รัมเฟลด์ (อภิมหาเศรษฐี) ได้ตายลง และไปสวรรค์
ขณะที่เขานั่งต่อหน้าเซนต์ปีเตอร์ เขามองเห็นกำแพงขนาดมหึมา
ที่เต็มไปด้วยด้วยนาฬิกาอยู่เบื้องหลัง เขาจึงถามว่า “พวกนั้นคืออะไร”
เซนต์ปีเตอร์ตอบ “มันคือนาฬิกาแห่งการโกหก ทุก ๆ คนบนโลก
จะมีนาฬิกาแบบนี้คนละหนึ่งเครื่อง เมื่อใดก็ตามที่คุณโกหก
เข็มนาฬิกาของคุณจะเคลื่อนไป”
รัมเฟลด์ชี้ไปที่นาฬิกาเรือนหนึ่งแล้วกล่าวว่า ”นั่นนาฬิกาของใครกัน?”
“โอ…นั่นเป็นของแม่ชีเทเรซ่า เห็นมั้ยว่า เข็มนาฬิกาไม่เคยเคลื่อนเลย
แสดงว่าท่านไม่เคยโกหกเลยซักครั้ง”
“เหลือเชื่อจริง ๆ” รัมเฟลด์ถามต่อ “แล้วนั่นนาฬิกาของใครล่ะ”
เซนปีเตอร์ตอบ “นั่นของอับราฮัม ลินคอล์น เข็มนาฬิกาเดินไปสองครั้ง
บอกให้รู้ว่า อับราฮัม พูดโกหกแค่สองครั้งเท่านั้นตลอดชีวิตของเขา”
“เอ๊ะ…! แล้วนาฬิกาของทักษิณอยู่ไหนกันล่ะ?”
“อ๋อ…นาฬิกาของทักษิณอยู่ในห้องทำงานของพระเยซูน่ะ