Practical Utopia สัมภาษณ์ ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ “เราจะพลิกโฉมประเทศไทยอย่างไร”

ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ จบการศึกษาปริญญาตรีด้านเภสัชกรรม แต่ภายหลังหันมาสนใจด้านบริหารธุรกิจ จึงเข้าไปเรียนที่ NIDA และเป็นศิษย์เอกคนหนึ่งของ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ภายหลัง ดร.สมคิด พาเขาไปฝากเป็นลูกศิษย์ของ ศ.ฟิลิป คอตเลอร์ (Philip Kotler) ศาตราจารย์ด้านการตลาดชื่อก้องโลกที่Kellog School of Management มหาวิทยาลัย Northwestern จนจบปริญญาเอก

ดร.สุวิทย์ มีงานเขียนสำคัญคือ The Marketing of Nations ร่วมกับอาจารย์ของเขาทั้งสองคน มีประสบการณ์ทำงานในบริษัทหลายแห่ง ก่อนที่ ดร.สมคิดจะดึงมาช่วยงานด้านนโยบายเศรษฐกิจและการแข่งขันของรัฐบาลทักษิณ 1

หลังเหตุการณ์รัฐประหาร 2549 ดร.สุวิทย์กลับมาทำงานเชิงวิชาการเต็มตัว โดยปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการ Sasin Institute for Global Affairs (SIGA) ของศศินทร์ มีภารกิจหลักคือเสนอแนวทางปรับปรุงความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย ในสถานการณ์ที่ต้องเผชิญความท้าทายจากโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างสุดขั้ว

ผลงานเขียนล่าสุดของ ดร.สุวิทย์ คือหนังสือ เมื่อโลกไม่ใช่ใบเดิม อธิบายปรากฏการณ์เปลี่ยนแปลงของโลกสมัยใหม่ที่ซับซ้อนกว่าโลกที่เราคุ้นเคย

SIU สัมภาษณ์ ดร.สุวิทย์ ในประเด็นด้านยุทธศาสตร์การแข่งขันของประเทศไทย และการวางนโยบายภาครัฐเพื่อเดินทางไปให้ถึงจุดนั้น

อ่านประวัติของ ดร.สุวิทย์ ได้ที่ ศูนย์ข้อมูลการเมืองไทย และติดตามความคิดของ ดร.สุวิทย์ ที่เว็บไซต์ส่วนตัว Dr.Suvit Maesincee

ถอดคำสัมภาษณ์

Q: ดร.สุวิทย์ มีความคิดเห็นกับการจัดทำนโยบายในปัจจุบันอย่างไร?

ในแง่มุมของผม ผมดูใน 2 ระดับไปพร้อมๆ กัน ด้านแรกคือ เราต้องมองภาพใหญ่ (grand strategy) ซึ่งตอนนี้เราอยู่ในยุคหลังสมัยใหม่ (post-modern) ปัญหามีความซับซ้อนมากขึ้น ทำให้เราต้องมองอีกส่วนคือมองภาพย่อย (ground strategy) เราต้องมองนโยบายที่เป็นประชานิยมเพื่อตอบโจทย์และแก้ปัญหาในทันที

สองสิ่งนี้ต้องทำให้มันสมดุลกัน เพราะปัญหานั้นมันมีทั้งในระดับจากล่างขึ้นบน (bottom up) และจากบนลงล่าง (top down) เราต้องอาศัยคนที่มีความสามารถในการมองกรอบใหญ่ได้ว่าจะต้องรับมืออย่างไร

Q: ในยุคปัจจุบันประเทศไทยอาจไม่ได้อยู่ประเทศเดียวโดดๆ ในโลก เราจะต้องมีการรับมือกับการเชื่อมต่อระกับภูมิภาคและระดับโลกอย่างไรบ้าง?

ต้องแบ่งเป็น 2 แบบ แบบแรกคือ แบ่งตามอัตราส่วน ตั้งส่วนท้องถิ่น ส่วนภูมิภาค และระดับโลก ซึ่งแบบนี้จะต้องไปตัดกับอีกแบบคือ การมองแบบเชิงประเด็น ทั้งประเด็นทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

การเห็นภาพมิติแบบเมทริกซ์ตัดกันทำให้เราเห็นภาพรวม เห็นว่านโยบายต่างๆ กำลังตอบโจทย์ในระดับไหน บางเรื่องเป็นการตอบโจทย์ระดับโลก บางเรื่องเป็นการตอบโจทย์ระดับท้องถิ่น เช่น เรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศกลายเป็นปัญหาในทุกระดับชั้น

ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์

Q: การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่กำลังมาถึง อาจารย์มองว่าอะไรจะเกิดขึ้นหลังประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน 2015?

ผมว่าบางทีเราไปโฟกัสแต่มิติด้านประชาคมเศรษฐกิจ (AEC) จนลืมว่ามันยังมีพันธกิจอื่นๆ เช่น ประชาคมด้านความมั่นคง (ASC) และประชาคมด้านสังคมและวัฒนธรรมด้วย (ASCC)

สมมติถ้าเราจะไปสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ลาว เขาจะรับได้หรือเปล่า หรือถ้าเกิดการเคลื่อนย้ายแรงงานอย่างอิสระได้ มันจะมีปัญหาอะไรเกิดขึ้นเช่น หากแรงงานเคลื่อนย้ายเป็นกลุ่มผู้ก่อการร้าย เราจะเอานโยบายแบบไหนไปรับมือ ดังนั้น อย่างที่ผมบอกไปเราต้องมองสองมิติที่ครอบคลุมทั้งในเชิงประเด็น และในเชิงระดับพื้นที่ เพื่อที่จะรองรับกับความเปลี่ยนแปลง

Q: นาซิม ทาเล็บ (Nasim Taleb) เคยเสนอทฤษฎีหงส์ดำ หรือ ‘blackswan’ ซึ่งเกี่ยวกับ “ปรากฏการณ์บางอย่างที่เกิดขึ้นอย่างคาดไม่ถึง แต่ส่งผลกระทบไปในระดับวงกว้าง” ซึ่งหลังจากเหตุการผ่านพ้นไปแล้วเราถึงจะสามารถอธิบายปรากฏการณ์นั้นได้ เราจะรับมือปัญหารูปแบบนี้ได้อย่างไร?

เราต้องมองกรอบนโยบายที่ไม่หยุดนิ่งเป็นเส้นตรงหรือรวมศูนย์ เช่น เราไปเชื่อว่ารัฐไปร่วมมือกับฝ่ายทุนในการกดขี่ประชาชน แต่ก็ไม่ถึงกับใช้แนวทางกระจายศูนย์เสียทั้งหมด เราต้องมองว่ามันมีบางเรื่องที่จะต้องทำให้เป็นวาระแห่งชาติ โดยเฉพาะเรื่องที่เชื่อมโยงกับระดับโลกและการปรับโครงสร้างภายในของเรา

ผมเชื่อว่าคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดทำนโยบายจะต้องเปลี่ยนทัศนคติในการทำงาน อันแรกเลยคือคุณจะต้องไม่ติดกับการมองภาพใหญ่อย่างเดียวที่ใช้งานไม่ได้จริง อันที่สอง ก็ไม่ใช่มัวแต่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าจนไม่ได้ริเริ่มนโยบายใหม่ อย่างที่กล่าวไปแล้วคือการปรับความสมดุล

และเรื่องสุดท้ายคือเรา ต้องยอมรับว่าปัญหาปัจจุบันนั้นมีความซับซ้อน ผมยกตัวอย่างเรื่องมาบตาพุด เป็นปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม แต่ก็ลุกลามไปยังด้านเศรษฐกิจและสังคมด้วย เราไม่สามารถแก้ไขแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดได้ รัฐเองก็ไม่สามารถตอบโจทย์ในทุกๆ เรื่องได้ ต้องมาคิดว่าเราจะเพิ่มศักยภาพในการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนและภาคเอกชนได้อย่างไรบ้าง

Q: ความร่วมมือในแต่ละภาคส่วนเป็นสิ่งที่ถูกพูดถึงเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ความร่วมมือในรูปแบบดังกล่าวจะเกิดขึ้นจริงได้อย่างไร?

ก่อนอื่นต้องกล้ายอมรับว่าไม่มีใครตอบโจทย์ทุกเรื่องได้ด้วยตัวคนเดียว ซึ่งมันจะทำให้เราหันกลับมาถามว่าเรามีจุดยืนในแต่ละเรื่องอย่างไร เช่น ในเรื่องของผลประโยชน์ของชาติ เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้ทุกภาคส่วนมองเห็นร่วมกัน

เรื่องนี้มีประเด็นหลักๆ อยู่ 2 ประเด็น ประเด็นแรกคือ ประเทศของเราปัจจุบันอยู่ในจุดที่ไม่สมดุล เราจะต้องปรับอย่างไร เช่น การลงทุนภายในประเทศอาจช่วยกระตุ้นภาคเศรษฐกิจ แต่ทำให้ภาคสังคมประสบปัญหา เราจะต้องปรับสมดุลอย่างไร ภาพสะท้อนความขัดแย้งระหว่างสีนั้นก็เป็นภาพสะท้อนของความเหลื่อมล้ำ

ประเด็นที่สองที่สำคัญมากแต่หลายๆ คนละเลยคือ เราจะพลิกโฉมประเทศไทยไปอย่างไร มันเป็นเรื่องที่ทำให้ประเทศหลายๆ ประเทศยกระดับเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว อย่างเกาหลีใต้ สิงคโปร์ หรือฮ่องกง แต่เรากำลังติดกับดักของประเทศที่มีรายได้ระดับปานกลาง (middle-income) อธิบายยกตัวอย่างง่ายๆ คือ เราไม่สามารถปรับตัวจากภาคการผลิตที่มีประสิทธิภาพ ให้กลายเป็นภาคการผลิตเชิงนวัตกรรมได้

ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์

Q: อยากให้ช่วยยกตัวอย่าง ประเทศที่มีขั้นตอนการพัฒนาไปสู่ช่วงหลังการเปลี่ยนผ่านประเทศ จนสามารถก้าวขึ้นเป็นประเทศพัฒนาแล้วได้สำเร็จ

เกาหลีใต้ตอนนี้เขากำลังไปถึงธุรกิจยุค 3.0 ที่เน้นเรื่องของนวัตกรรมสีเขียว (green innovation) และนวัตกรรมการสื่อสารแบบเชื่อมโยง (convergence technology) และผลิตออกมา ทำให้มันเป็นสินค้าแล้ว

หรืออย่างญี่ปุ่น ตอนนี้เขาเริ่มมองกลับมายังตลาดกลุ่มประเทศเอเชียด้วยกัน และให้ความสำคัญกับปัญหาสภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงมากขึ้น

แต่เราจะเห็นว่าหลายๆ ประเทศจะมาจับจุดเดียวกันคือ “ภาคการท่องเที่ยว” ซึ่งเป็นการถ่ายทอดเนื้อหาและองค์ความรู้ท้องถิ่นที่เฉพาะมากๆ ให้กับบุคคลภายนอก

ประเทศไทยเป็นประเทศที่นักท่องเที่ยวสนใจ แต่เราไม่มีระบบการจัดการที่ดีพอ ประเทศเรานี่ใครอยากมาเที่ยวก็ยกขบวนกันมาเลย เราเน้นจำนวนมากเข้าไว้ก่อน จนทำให้ทรัพยากรที่มีเสื่อมโทรมเร็ว

ถ้าให้ยกตัวอย่างประเทศที่มีการจัดการท่องเที่ยวที่ดีก็เช่น ประเทศมัลดีฟส์ หรือภูฎาน เขาจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวซึ่งส่วนใหญ่เป็นระดับไฮเอนด์

Q: แสดงว่าจริงๆ แล้วปัญหาใหญ่ๆ ของประเทศไทยคือขาดการจัดการที่ดี?

ประเทศไทยเป็นประเทศที่น่าอิจฉานะครับ พระเจ้าให้ทรัพยากรธรรมชาติเรามาเยอะมาก แต่เราขาดการจัดการที่ดีทั้งในเรื่องการจัดการเชิงนโยบาย และการจัดการเชิงธุรกิจ บ้านเราแย่มาก

เราไม่มีรัฐบาลไหนพูดเรื่องนี้เลย การเปลี่ยนผ่านประเทศไทยที่สำคัญนั้นมีหัวใจอยู่ 3 เรื่อง เรื่องแรกคือการยกระดับและปฏิรูปการศึกษา เรื่องที่สองคือวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และเรื่องสุดท้ายคือความซับซ้อนในการธุรกิจของคนไทย เรื่องหลังนี่สำคัญ คนไทยเราคิดเพียงว่าซื้อมาแล้วขายไปคอยกินกำไรส่วนต่าง แทนที่จะพัฒนานวัตกรรมหรือเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า

Q: จะทำอย่างไรให้ประเทศไทยสามารถพัฒนาภาคธุรกิจให้มีความซับซ้อน และก้าวทันกับโลกที่กำลังเปลี่ยนไปและหมุนเร็วขึ้นทุกๆ วัน

แกนหลักของเรื่องนี้มี 2 ประการ เรื่องแรกคือ เราต้องส่งเสริมการค้นคว้าวิจัย ซึ่งนี่คือพื้นฐานสำคัญในการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ เรื่องที่สองคือการคิดระดับโลก

ไม่ใช่เฉพาะในตลาดระดับประเทศ อย่างภาคธุรกิจของไทยตอนนี้ เก่งเต็มที่ก็สามารถยืนได้แค่ในตลาดระดับภูมิภาคเท่านั้น

ในขณะที่บริษัทใหญ่ระดับโลกในรอบ 10 ปีนี้เพิ่มขึ้น 2 เท่าตัว จากเดิมมีอยู่ 4 หมื่นแห่งขึ้นมาเป็น 8 หมื่นแห่ง แต่แบรนด์ไทยในระดับโลกเรายังคงมีแค่ 2–3 รายเท่าเดิม

ผมมีโอกาสไปดูงานที่ญี่ปุ่น เราจะเห็นว่าแบรนด์ระดับโลกล็อตแรกของเขาคือพวกแบรนด์ โซนี่ ฮอนด้า โตโยต้า ส่วนล็อตที่สองของเขาก็พวกธุรกิจ SMEs ที่ตอนนี้มีขนาดใหญ่พอๆ กับบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ SET 100 ของไทยแล้ว

Q: ปัญหาที่แท้จริงของเราอยู่ตรงไหน ในเรื่องการพัฒนาตัวเองสู่ระดับโลก?

ปัญหาของเราผมคิดว่ามองได้หลากมิติ ข้อแรกเราไม่มีนักการเมืองที่เป็นนักการเมืองที่ทำหน้าที่เพียงประสานผลประโยชน์ และมักจะอยู่ไม่ยาวทำให้มีปัญหาในเรื่องการสานต่อนโยบายที่ต่อเนื่อง บางทีก็เกิดปัญหาคอร์รัปชั่น

เราไม่มีพวกนักการเมืองชั้นหนึ่งหัวกะทิเลย (first tier) ผมได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่งเขาพูดถึงประเทศสิงคโปร์ว่าเป็นประเทศที่ไม่มีความมั่นคงเพราะต้องพึ่งพาประเทศอื่นๆ จำนวนมาก ดังนั้นในระดับการบริหารประเทศตั้งแต่อธิบดีถึงรัฐมนตรี เขาจึงพยายามคัดคนที่เก่งที่สุดมาบริหารประเทศ เขาพยายามสร้างคนขึ้นใหม่ๆ อาจจะให้เงินเดือนสูงๆ เพื่อป้องกันการคอร์รัปชั่น เขาไประดมคนสิงคโปร์ที่เก่งๆ จากทั่วทุกมุมโลกมาพัฒนาประเทศ เขาพูดแค่นี้ก็จบแล้ว จริงๆ เราทำได้แต่เราไม่ทำกัน

ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์

Q: การที่ประเทศไทยมีการเมืองที่ไม่มีเสถียรภาพส่งผลกระทบอย่างไร?

เราจะเห็นได้ว่าการเมืองไทยนั้นมีการสวิงตัว แต่เดิมเคยอยู่ข้างหนึ่งก็พลิกไปอยู่อีกข้างหนึ่ง แล้วถามว่าคนที่มีอำนาจอยู่ในมือเขามองไปถึงการพลิกโฉมประเทศไหม ผมว่าอย่างเก่งแค่ปรับสมดุลประเทศก็ยากแล้ว

ประเทศไทยต้องการเบรกและคันเร่งในเวลาเดียวกัน เราเสียเวลาไปกับความขัดแย้งทางการเมืองไปมาก บางคนก็พยายามปลอบใจตัวเองว่าขนาดการเมืองเราไม่ดีแต่เศรษฐกิจเรายังเติบโตได้ขนาดนี้ แทนที่จะมองว่าเรามองเสียโอกาสไปมากน้อยขนาดไหน

Q: เมื่อรู้ว่าเราต้องการทั้งเบรกและคันเร่งพร้อมๆ กัน การลงทุนภายในประเทศไทยควรจะมีการปรับตัวไปในทิศทางใด?

ระบบการลงทุนของทุนต่างชาติที่มาลงทุนในเมืองไทยมันล้าหลังแล้ว มันมีแต่มลพิษ เรามัวแต่ไปแข่งเรื่องค่าแรงราคาถูก เราไม่เคยเรียนรู้การถ่ายทอดเทคโนโลยี เมื่อคุณใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการขายแรงงานราคาถูก คุณจะไม่มีเวลามานั่งคิดเรื่องนวัตกรรมใหม่หรือการถ่ายทอดเทคโนโลยี

การลงทุนในต่างประเทศเขาเริ่มมองถึงการลงทุนสีเขียว (green investment) แล้ว ผมเคยไปทำงานวิจัยเรื่องวิสัยทัศน์เกาหลีใต้ ช่วงที่เราไปพักผ่อนที่โรงแรม เขาแอบมาดูในรายงานเลยนะว่าเราคิดอะไร ประเทศพัฒนาแล้วเขาเล่นกันแบบนี้

หรืออีกตัวอย่างการเจราจาต่อรองเขตเสรีการค้าไทย – ญี่ปุ่น (JTEPA) ข้าราชการไทยไปแล้วนั่งเงียบเฉยไม่กล้าต่อรอง ในขณะที่ข้าราชการญี่ปุ่นต่อรองกันเต็มที่ เขาถือว่านั่นคือผลประโยชน์ของชาติเขา นี่คือจิตวิญญาณที่แตกต่างกัน

Q: คนไทยบางส่วนชอบบอกว่าที่เราเป็นแบบนี้เพราะประเทศของเราสะดวกสบายเกินไป อาจารย์มีความคิดเห็นอย่างไรกับประโยคนี้?

ผมว่าเราคิดตื้นเกินไปมากกว่า ไม่ใช่สบายมากไป ความคิดที่ตื้นไปมีต้นทุนมหาศาลในอนาคต เช่น ฝ่ายการเมืองไม่เข้าใจนโยบายที่ตัวเองผลิตออกมาว่า บางนโยบายมันมีความซับซ้อน บางทีก็ตอบรับประชาชนไปมั่วๆ แต่ไม่สามารถทำได้ เมื่อประชาชนทนรอไม่ไหวก็มาไล่รัฐบาลออกไป

ยกตัวอย่าง เรายังส่งเสริมเรื่องกฏหมายการใช้แรงงานต่างด้าวอยู่เลย แทนที่จะพัฒนาประสิทธิภาพแรงงานไทย

สิ่งที่น่ากลัวคือคนที่มีอำนาจแต่ไม่มีความรู้ อีกส่วนคือเราไม่เคยวิสัยทัศน์รวมของคนทั้งประเทศ เราจึงไปพึ่งแต่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์ฯ) มาช่วยวางแผน ซึ่งก็รู้ว่ามันไม่ได้ตอบโจทย์

มันถึงเวลาแล้วที่นโยบายจะมาจากฐานของประชาชน ซึ่งต้องมองต่อว่าเราต้องพัฒนาระบบการศึกษาเพื่อให้ประชาชนของเราคิดได้ทำได้

Q: แล้วอะไรคือจุดดีที่ยังพอจะเป็นความหวังของประเทศไทยในอนาคต โดยเฉพาะเมื่อเกิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน 2015 ?

แน่นอน จุดดีของเราคือ มีทรัพยากรที่ค่อนข้างสมบูรณ์ และศักยภาพทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ (geopolitics) ดีมาก

ถึงแม้อาเซียนในอนาคตจะมีส่วนทางเศรษฐกิจแค่ 2 เปอร์เซนต์ในเวทีโลก แต่มันเป็นพื้นที่ที่ใครๆ ก็อยากเข้ามามีส่วนร่วมเพราะมันเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญ ทั้งจีน อินเดีย หรือญี่ปุ่นก็สนใจอาเซียน เราเพียงแค่ทำตัวให้มีเสน่ห์และก็คอยบริหารเสน่ห์ไปเรื่อยๆ แค่นี้ก็เพียงพอแล้วครับ

  • mike

    ไม่มีมหาวิทยาลัย Kellog นะครับ
    มีแต่ Kellog School of Management ของมหาวิทยาลัย Northwestern