Practical Report “ปาฟงหัน”: ผู้ใดดุดันอำมหิตกว่า ผู้นั้นจะมีชีวิตรอดสืบไป

ในชีวิตจริง ทุกคนล้วนปรารถนาได้เล่นบทเด่นเป็นพระเอกรูปงาม ไม่มีใครอยากเป็นเพียงพระรองประกอบฉากเท่านั้น

ในโลกนวนิยายกำลังภายในเพริศพริ้งของหวงอี้ กลับเต็มไปด้วยพระรองที่มีปัญญาฝีมือโดดเด่น บางครั้งยังสะกดให้ผู้อ่านแทบลืมเลือนพระเอกไปเลยทีเดียว

“ปาฟงหัน” เป็นหนึ่งในตัวละครที่ว่านั้น ซึ่งไม่ยอมให้พระเอกคนมากลบบังประกายรัศมีไป

ความโหดร้ายของวิถีทุ่งหญ้าทะเลทราย ได้หล่อหลอมให้ปาฟงหันมีบุคลิกภาพอำมหิตดุดัน ความสำเร็จในเชิงกระบี่ตั้งแต่วัยหนุ่มฉกรรจ์ ยิ่งเพาะสร้างเป็นบุคลิกเย่อหยิ่งถือดี หากทว่า ความขัดแย้งกับศัตรูเข้มแข็งมากหน้าหลายตา กลับพลิกผันให้เขาจำต้องยอมลดตัวลงคบหากับโคว่จงและฉีจื่อหลิง ยอดฝีมืออายุเยาว์ที่กำลังเติบโตกล้าแข็งขึ้นมา

“ข้าพเจ้าท่องเที่ยวเพียงลำพังตลอดมา การร่วมมือกับพวกท่าน เพียงเป็นแผนปรับตัวเฉพาะหน้า เพื่อผลักดันพวกเราก้าวสู่จุดสูงสุดของมรรรคาวิชาบู๊ ไม่แน่ว่าสักวันหนึ่งเราท่านอาจเผชิญหน้ากัน แต่ตอนนี้ได้แต่สลัดบุญคุณความแค้นที่ผ่านมารับมือศัตรูสำคัญ จึงจะอยู่รอดสืบไป”

(มังกรคู่สู้สิบทิศ เล่มที่ 4 — หน้า 175)

ความดุดันอำมหิตในวิถีแห่งปาฟงหัน จึงไม่ได้เป็นเพียงตะลุยแหลกห้ำหั่นศัตรูมิรู้เหนือใต้ หากยังผนวกรวมการพลิกแพลงกลยุทธ์และแสวงหาความร่วมมือกับผู้อื่น เพื่อจะมีชีวิตรอดจากห้วงสถานการณ์คับขันที่ตัวเองเพาะสร้างขึ้น

กาท้าสู้กับยอดฝีมือที่เหนือชั้นกว่า โดยไม่เลือกหน้าอินทร์หน้าพรหม นับเป็นยุทธวิธีท้าทายบ่มเพาะตัวเองที่ดียิ่ง นอกจากบีบคั้นให้เร่งพัฒนาพลังกระบี่แล้ว ยังต้องเฉียบแหลมในการวิเคราะห์จุดอ่อนศัตรู วางแผนหลอกล่อโจมตีเพื่อสร้างความได้เปรียบ และที่สำคัญสุดคือ การหลบหนีเอาชีวิตรอด เพื่อนำบทเรียนความพ่ายแพ้กลับไปซุ่มซ้อมฝึกฝน จนกว่าจะถึงห้วงเวลาท้าสู้ศึกในรอบถัดไป

ฝ่ายตรงข้ามที่เป็นยอดฝีมือรุ่นอาวุโส ย่อมไม่อาจปล่อยให้ปาฟงหันใช้วิธีการเช่นนี้เพาะสร้างตนเองขึ้นมา จึงต้องพลิกปฐพีค้นหาพิฆาตยอดฝีมือรุ่นเยาว์ไม่ให้โอกาสกล้าแข็งขึ้นมาเป็นหอกข้างแคร่ได้อีกต่อไป

การสร้างพันธมิตรกับยอดฝีมือรุ่นเดียวกันที่ถูกตามไล่ล่าประดุจเดียวกัน เพื่อแลกเปลี่ยนวิชาฝีมือเสริมจุดแข็งลดทอนจุดอ่อน จึงเป็นเรื่องจำเป็น ทั้งเพื่อความปลอดภัย เพื่อย่นเวลาในการเรียนรู้ และเพื่อเพิ่มโอกาสในการรอดชีวิตกลับมาเห็นแสงตะวันในวันพรุ่งนี้

การร่วมมือในการเผชิญหน้าความเป็นตาย ย่อมไม่ใช่ภารกิจที่ล้อเล่นกันได้ สิ่งสำคัญคือ ความไว้เนื้อเชื่อใจว่าอีกฝ่ายจะไม่ทรยศหลบหนีเมื่อเผชิญศัตรูเข้มแข็ง หลังจากภัยคุกคามผ่านพ้น จึงไม่น่าแปลกใจที่ยอดฝีมือทั้งสามจะกลายเป็นมิตรสหายรู้ใจที่พร้อมตายแทนกัน

อย่างไรก็ตาม ความโดดเดี่ยวหยาบกระด้างของปาฟงหันที่เป็นชนเผ่าทุ่งหญ้านอกกำแพงเมืองจีน ก็ยังไม่อาจหลอมรวมกลมเกลียวเข้ากับวิถีอารยธรรมจีนที่ซับซ้อนด้วยความสัมพันธ์ ดังนั้น การแยกจากกันของมิตรสหายทั้งสามเพื่อไปใช้ชีวิตในวิถีแห่งตนอย่างเต็มพิกัด และกลับมาร่วมเป็นตายกันอีกครั้งมื่อภารกิจเรียกร้อง จึงนับเป็นการคบหาที่เต็มไปด้วยสีสันหลากล้น

อิสรภาพ มิตรภาพ และความโดดเดี่ยว จึงไม่ใช่วิถีที่ไม่มีวันบรรจบพบกันได้ หากสามารถผสมกลมกล่อมอย่างดีในบุคลิกภาพที่เย้ยฟ้าท้าดินของปาฟงหัน

“นับตั้งแต่จำความได้ ข้าพเจ้ามีความรู้สึกว่าชีวิตเป็นสิ่งซ้ำซากจำเจ แต่ละวันกระทำเรื่องราวที่คล้ายคลึงกัน มีแต่เปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม และรับมือกับการท้าทายใหม่ๆ จึงอาจพาตัวเองเข้าสู่ห้วงที่แตกต่าง ค่อยรับรู้ถึงด้านที่แปลกใหม่ของชีวิต

…สมมติเช่นตอนนี้ไม่เกิดความซ้ำซากหรือน่าอึดอัด เบื้องหน้าเป็นอนาคตที่ยากหยั่งคะเน คล้ายตกอยู่ในกำมือท่าน และไม่อยู่ภายใต้การควบคุม การร่วมมือกับพวกท่าน ยิ่งสร้างความตื่นเต้นเร้าใจกว่าเดิม เพราะเหตุนี้ข้าพเจ้าจึงไม่ใส่ใจกับความรักฉันบุรุษสตรี”

(มังกรคู่สู้สิบทิศ เล่มที่ 4 — หน้า 228)

โคว่จงสลัดทิ้งวิถีดาบเพื่อเคี่ยวกรำตนเองเข้าสู่ยุทธศาสตร์ช่วงชิงแผ่นดิน ฉีจื่อหลิงมุ่งแสวงหาสันติสุขทางใจท่ามกลางสมรภูมิรบที่โหดร้าย หากทว่าปาฟงหันกลับแสวงหาห้วงเวลาแห่งความเป็นความตายเพื่อพัฒนาตนเองสู่ความเป็นเลิศของวิถีกระบี่

การเผชิญหน้ากับราชันบู๊ซึ่งเป็น 1 ใน 3 สุดยอดฝีมือแห่งยุทธจักร จึงเป็นชะตากรรมที่เลี่ยงไม่พ้นของปาฟงหัน หากปล่อยให้โคว่จงและฉีจื่อหลิงเข้าร่วมช่วยเหลือ แม้ว่าจะเป็นกลยุทธ์รักษาชีวิตไว้เพื่อพัฒนาฝีมือกลับมาท้าสู้ใหม่อีกครั้ง แต่ตัวเขาเองก็จะสูญเสียความมั่นใจไปตลอดกาลและไม่อาจก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของวิทยายุทธ์ได้อีกเลย

บางครั้งคนเราก็ต้องกล้าที่จะวางเดิมพันชีวิต เพียงเพื่อจะรักษาความเชื่อมั่นและนับถือตัวเองไว้

การตีฝ่าวงล้อมที่นครลั่วหยางก็เป็นอีกภารกิจหนึ่งที่ปาฟงหันเลือกเฟ้นเป็นอย่างดีเพื่อท้าทายตนเองให้ก้าวล้ำไปอีกขีดขั้น แน่นอนว่า การเผชิญหน้ากับทัพถังภายใต้ผู้บัญชาการศึกไร้พ่ายอย่างหลี่ซื่อหมิน อาจไม่ได้ช่วยพัฒนาเพลงกระบี่โดยตรงเหมือนการโหมปะทะกับราชันบู๊ หากทว่าการสู้รบกับผู้คนนับหมื่นที่จัดตั้งรวมตัวกันมาเป็นอย่างดี ก็กลับช่วยฝึกฝนไหวพริบในการรับเหตุเปลี่ยนแปลง การต่อสู้ในพื้นที่ซึ่งถูกปิดล้อม การเลือกเฟ้นชัยภูมิเพื่อโจมตีหรือหลบหนี จนกระทั่งถึง ความอำมหิตดุดันที่ไม่อาจใช้ไปอย่างฟุ่มเฟือย หากต้องรู้จักเลือกเฟ้นให้เหมาะสมกับจังหวะเวลา

วิถีสู่ยอดคน จึงไม่อาจจำกัดตัวเองไว้ที่ความเชี่ยวชาญในแขนงวิชาใดเพียงหนึ่งเดียว หากยังควรเปิดกว้างหล่อหล่อมความรู้หลากหลายสาขา เพื่อเข้าสู่ความเป็นเลิศในแบบของตน

ปาฟงหันป็นตัวอย่างที่ดีของการช่วงใช้วิกฤตจากภายนอกมารีดเร้นการพัฒนาตัวเองตลอดเวลา การเพิ่มระดับของความเสี่ยงทีละขั้น จนกระทั่งไปถึงเป้าหมายสูงสุดที่ตั้งใจไว้

“ข้าพเจ้าสลัดลืมเลือนผู้คนและเรื่องราวในโลก เข้าสู่ภาวะไร้ผู้คนไร้ตัวเรา ทุกวันนั่งกรรมฐานและฝึกกระบี่ หลอมรวมประสบการณ์ที่แล้วมาทั้งหมดเข้าด้วยกัน ที่ส่งผลต่อข้าพเจ้ามากที่สุด มิใช่การต่อสู้กับราชันบู๊ทั้งสองครั้ง หากแต่เป็นช่วงเหตุการณ์ที่ตายแล้วฟื้นคืนชีพ ดังนั้นการศึกที่นครลั่วหยางมีความสำคัญต่อข้าพเจ้าอย่างยิ่ง มีแต่เผชิญหน้ากับความตาย เพลงกระบี่ขโมยฟ้าของข้าพเจ้าค่อยก้าวล้ำไปอีกขั้นหนึ่ง”

(มังกรคู่สู้สิบทิศ เล่มที่ 17 — หน้า 116)

การเลือกเส้นทางชีวิตที่โดดเด่นเหนือล้ำธรรมดา ย่อมมีต้นทุนที่ต้องสละละทิ้งไป ตั้งแต่เวลาในการเสพสุขกินดื่มชมเที่ยวทิวทัศน์ กระทั่งถึงความรักฉันท์บุรุษสตรีที่ต้องทุ่มเททั้งเวลาและสมาธิจิตใจ

รูปแบบความรักของปาฟงหันก็เฉกเช่นวิถีกระบี่ที่โดดเดี่ยวและแตกต่างจากคนธรรมดา ด้านหนึ่งก็คบหากับหญิงงามหลากหลายเชื้อชาติ ตั้งแต่ชอนกุนชังแห่งเกาหลี กงจู้ห้วงน้ำบูรพาแห่งเกาะริวกิว ไปจนกระทั่งถึงเสิ่นลั่วเอียนแห่งกองกำลังหวากัง แต่ถึงที่สุดแล้วหญิงงามเหล่านี้กลับไม่มีคนใดที่พิชิตหัวใจเย็นชาของเขาได้เลย

“เช้าวันนั้นนางผละจากไปเอง ตอนที่นางจากไป ข้าพเจ้าเพียงแสร้งหลับ แต่ข้าพเจ้าไม่ได้รั้งนางเอาไว้ เป็นเหตุให้นางแค้นข้าพเจ้าจับใจ สิ่งที่พันผ่านไม่อาจเหนี่ยวรั้งกลับคืน ยิ่งเป็นไปไม่ได้ที่พวกเราจะสานความฝันกันใหม่ หลายปีมานี้ข้าพเจ้าเห็นชืดชาต่อความรักฉันบุรุษสตรี ไม่ถวิลหาเช่นกาลก่อน แต่ในใจข้าพเจ้ายังบังเกิดความเสียใจต่อนาง ที่แล้วมาข้าพเจ้าไม่ต้องการนึกถึง และไม่กล้านึกถึง ระหว่างที่อยู่บนป้อมเฮ่อเหลียน พริบตาที่เผชิญหน้ากับความตาย ข้าพเจ้าพลันพบว่าตัวเองยังฝังใจในเรื่องนี้ ดังนั้นตั้งใจว่าหากตัวเองรอดชีวิตได้ จะไปพบหน้านาง ถ่ายทอดความรู้สึกเสียใจต่อนาง”

(มังกรคู่สู้สิบทิศ เล่มที่ 15 — หน้า 89)

ตราบกระทั่งการศึกที่ป้อมเฮ่อเหลียน ซึ่งตนเองรู้สึกถึงการเยือนกรายของความตายเป็นครั้งแรก ก็พลันบังเกิดห้วงคะนึงถึง “ปาไต้เอ๋อ” หญิงคนรักคนแรกขึ้นมาโดยพลัน เขาจึงได้หยั่งรู้ว่าส่วนลึกในใจปรารถนาสิ่งใด

ความใฝ่ฝันชั่วชีวิตของตนที่จะก้าวสู่การเป็นมือกระบี่อันดับหนึ่งโดยการท้าสู้กับราชันบู๊ก็กลับเป็นตัวขัดขวางไม่ให้ปาฟงหันกล้าที่จะเปิดใจให้ความรักทะลวงความว่างเปล่าเข้ามา เพราะกลัวว่าจะทำให้พลังฝีมือมีช่องโหว่จุดอ่อน ที่สำคัญยังกลัวจะซ้ำเติมให้หญิงคนรักต้องปวดร้าว ถ้าเขาไม่มีชีวิตรอดกลับมา

“อย่าได้หลอกตัวเองอีกต่อไป สตรีที่ท่านรักชอบที่สุดคือปาไต้เอ๋อ ดังนั้นตอนอยู่ที่ป้อมเฮ่อเหลียน ท่านเพียงนึกถึงนางคนเดียว ตอนนี้นางอยู่ในโรงเตี๊ยมภายในเมือง รอให้ท่านเปลี่ยนใจ ท่านสามารถเลือกระหว่างการเป็นมือกระบี่ไร้น้ำใจ และสามารถแปลงโฉมเป็นคนรักที่น่ารัก ระหว่างความเปลี่ยวเหงากับความสุข ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของท่าน…มีแต่คลายเงื่อนปมของหัวใจค่อยขจัดความดื้อดึงยืนกรานของตัวเองได้ ไม่เช่นนั้นด้วยสภาพของท่านตอนนี้ หากเผชิญกับราชันบู๊ต้องตายแน่นอน คิดทะลวงฝ่ามรรคากระบี่ ไม่มีหนทางอื่นอีก”

(มังกรคู่สู้สิบทิศ เล่มที่ 20 หน้า 178-179)

สุดท้าย ปาฟงหันก็ตัดสินใจที่จะเลือกคลี่คลายเงื่อนปมหัวใจให้เสร็จสิ้น ก่อนที่จะประลองวรยุทธ์กับยอดคนราชันบู๊ แม้นเหตุการณ์จะพลิกผันทำให้ไม่ได้พิสูจน์ฝีมือกัน แต่ปาฟงหันก็ได้ก้าวไปอีกระดับของวิชาบู๊นั่นคือ การหลอมรวมความรักเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ไม่จำเป็นต้องฝืนต้านความรักที่เป็นธรรมชาติของมนุษย์ จนกระทั่งก่อเกิดเป็นช่องว่างของวิถีกระบี่อีกต่อไป

บุคลิกภาพและการต่อสู้ของปาฟังหัน อาจดูเหมือนโดดเดี่ยวและเต็มไปด้วยเส้นทางสลับซับซ้อน แต่หากเราย้อนกลับมามองดูตัวเอง ก็จะค้นพบว่าความดื้อดึงถือดี ความกล้าบ้าบิ่นที่จะเอาชนะโชคชะตา จนกระทั่งถึง หัวใจอุ่นระอุที่ต้องปิดบังซ่อนเร้น ทั้งหมดนี้ ล้วนแล้วแต่ฝังแน่นอยู่แล้วในความเป็นมนุษย์ปุถุชน