Practical Report ซีเรีย หวังแก้ปัญหาประท้วง: ยกเลิก “กฎหมายสถานการณ์ฉุกเฉิน” และ “ปรับคณะรัฐมนตรี”

ผู้นำซีเรียประกาศจะยกเลิกกฎหมายสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีผลบังคับใช้มาเกือบ 50 ปี พร้อมปรับคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ หวังผ่อนคลายความตึงเครียดระหว่างประชาชนกับรัฐบาลได้

การยกเลิกกฎหมายสถานการณ์ฉุกเฉินในซีเรีย

ซีเรียนำกฎหมายสถานการณ์ฉุกเฉินมาบังคับใช้ตั้งแต่ทศวรรษ 1960 ทำให้ระบอบการปกครองมีอำนาจในการจับกุมประชาชนโดยปราศจากข้อกล่าวหา ทั้งยังขยายอำนาจรัฐมากขึ้น โดยกฎหมายสถานการณ์ฉุกเฉินนั้นถูกบังคับใช้ตั้งแต่พรรคบาธได้ครองอำนาจฝ่ายรัฐบาลราว 50 ปี เพื่อใช้สั่งห้ามไม่ให้มีการรวมตัวในที่สาธารณะเกินกว่า 5 คน

การประท้วงขนาดใหญ่ได้เริ่มขึ้นภายหลังการร่วมละหมาดในบ่ายวันศุกร์ ทำให้มีผู้ประท้วงรวมตัวเป็นจำนวนมาก ผู้นำซีเรียจึงออกประกาศยกเลิกกฎหมายสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยเห็นว่าเพื่อเป็นการบรรเทาความต้องการหลักของกลุ่มผู้ประท้วงที่เคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องและท้าทายต่อระบอบการปกครองของรัฐบาล

ประธานาธิบดีอัล อัสซาด ปรากฏตัวต่อสาธารณชนเป็นครั้งที่ 2 นับจากการประท้วงเริ่มต้นขึ้น เขากล่าวเตือนว่า “จะไม่มีข้ออ้างใดๆ สำหรับกลุ่มผู้ประท้วงอีกแล้ว หลังจากซีเรียยกเลิกกฎหมายสถานการณ์ฉุกเฉินซึ่งมีผลต่อการปฏิรูปทางการเมือง หลังจากนี้ เราจะไม่ยอมให้เกิดความพยายามใดๆ ที่เป็นบ่อนทำลายเรา” เขากล่าวหลังจากเผยโผจัดตั้งคณะรัฐมนตรีใหม่เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา

การปรับคณะรัฐมนตรีซีเรียใหม่

โดยมอบหมายให้คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ของซีเรีย มีนายกรัฐมนตรีเป็น นายอาเดล ซาฟาร์ อดีตรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นรัฐบาลแห่งการคอร์รัปชั่น นอกจากนั้น ในจำนวนคณะรัฐมนตรีทั้ง 30 คนนี้ จะมีหน้าใหม่อยู่ 16 ราย

โดยมีอดีตผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ Mohammed Ibahim al-Shaar เป็นรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยแทนที่ Mohammad Sammour และ Adnan Mahmoud เป็นรัฐมนตรีกระทรวงข่าวสาร แทนที่ Mohsen Bilal

อดีตรัฐมนตรีเศรษฐกิจ Lamia Asi ย้ายไปเป็นรัฐมนตรีกระทรวงท่องเที่ยว ส่วน Walid al-Moallem ยังคงเป็นรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ และรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมยังคงเป็น Ali Habib คงเดิม (ดูโผการเปลี่ยนแปลงคณะรัฐมนตรี ที่นี่)

การประท้วงเริ่มเคลื่อนไหวขึ้นเมื่อ 4 สัปดาห์ก่อนหน้านี้ และขยายตัวเพิ่มขึ้นมากที่สุดในวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยประชาชนได้รวมตัวกันนับหมื่นรายเพื่อเรียกร้องต่อต้านรัฐบาลในเมืองหลวง Damacus

อย่างไรก็ตาม การสลายการชุมนุมภายหลังกลุ่มผู้ประท้วงเรียกร้องให้มีการปฏิรูปทางการเมือง ทำให้ประชาชนเสียชีวิตไปแล้วกว่า 200 รายภายใน 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา

ประธานาธิบดีอัล อัสซาด พยายามจะทำให้กลุ่มผู้ประท้วงสงบด้วยการให้คำสัญญาว่าจะปฏิรูป อาทิ การจัดตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อยกเลิกกฎหมายสถานการณ์ฉุกเฉิน และปล่อยตัวผู้ถูกจับกุมและถูกคุมขังหลังการชุมนุมประท้วงเพื่อลดความตึงเครียดที่มีการประท้วงขนาดใหญ่ในวันศุกร์ที่ผ่านมา

นอกจากนี้ เขายังปลดคณะรัฐมนตรีที่มีอยู่เดิม ซึ่งถือว่าเป็นสัญลักษณ์สำคัญที่มีนัยต่อการแสดงอำนาจของผู้นำซีเรีย

แต่..แค่นั้นยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้ประท้วง หากจะว่าไปแล้ว การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ก็มาจากผู้นำรัฐบาลชุดเดิมอยู่ดี เพียงการเปลี่ยนร่างทรงอำนาจในแต่ละกระทรวง ย่อมไม่ได้ทำให้การปกครองเปลี่ยนไปเป็นแน่

รัฐบาลซีเรียและสื่อของรัฐมองว่าการก่อความไม่สงบดังกล่าวมีการสมคบคิดวางแผนลับๆ จากต่างประเทศและมีการซ่องสุมกลุ่มติดอาวุธโดยมีเป้าหมายเป็นหน่วยความมั่นคงและพลเรือน ขณะที่กลุ่มผู้ประท้วงที่เรียกร้องเพื่อให้มีการปฏิรูปก็กล่าวว่า การเคลื่อนไหวของพวกเขาดำเนินไปอย่างสันติ

แน่นอนว่า การกล่าวอ้างของรัฐบาลดังกล่าว อาจนำมาซึ่ง การโยนความผิดจากการประหัตประหารประชาชนไปให้ใครก็ตามที่ถูกกล่าวหา ผ่านวาทกรรมทางการเมืองว่าด้วย “การสมคบคิดอย่างลับๆ กับต่างประเทศโดยมีเป้าหมายเป็นฝ่ายความมั่นคงและพลเรือน”

หากรัฐบาลซีเรียจะพิสูจน์ถึงการปกครองที่ชอบธรรม และไม่จำกัดซึ่งเสรีภาพของประชาชน อาจต้องแลกมาซึ่งระยะเวลาอันยาวนานพอๆ กับระยะเวลาการปกครองมาก่อนหน้า รวมถึงการสูญเสียชีวิตเล็กๆ ของประชาชนผู้ไม่พอใจในการปกครองแบบเผด็จการของรัฐบาลซีเรีย

ตามที่ผู้นำซีเรียได้กล่าวไปแล้วข้างต้นว่า จะไม่มีข้ออ้างใดๆ ในการประท้วง เพราะรัฐบาลจะยกเลิกกฎหมายภาวะฉุกเฉินซึ่งมีผลต่อการปกครอง และจะไม่ยอมให้มีการกระทำใดๆ เป็นบ่อนทำลายเรา หมายความว่า หากมีการประท้วงเกิดขึ้นภายใต้รัฐบาลเหล้าเก่าในขวดใหม่

อาจนำมาซึ่งการล้างบางกลุ่มผู้ประท้วงด้วยการสลายการชุมนุม และนั่นจะกลายเป็นฝีมือของ การสมคบคิดอย่างลับๆ กับต่างประเทศ โดยมีเป้าหมายเป็นหน่วยงานความมั่นคงและประชาชน อย่างที่รัฐบาลได้กล่าวอ้าง โดยที่รัฐบาลไม่ได้ยื่นมือเข้าไปเกี่ยวข้องเลยใช่หรือไม่ คงต้องติดตามกันต่อไป

 

France24