Practical Report “หลบหนี เอาตัวรอด และมั่งคั่งร่ำรวย” ท่ามกลางมหาวิกฤตการเมืองไทย

รู้สิ่งไรไม่สู้รู้วิชา รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี

สุนทรภู่

การเมือง คือ ศิลปะแห่งการสร้างภาพลักษณ์ เพื่อล่อลวงชนชั้นล่างที่ไร้การศึกษา และชนชั้นกลางที่ไร้ปฏิภาณไหวพริบ ได้เคลิบเคลิ้มในอุดมการณ์สูงส่งเลอเลิศ และยอมสละแม้กระทั่งชีวิตเพื่อประเทศไทยที่ดีกว่า

ในห้วงยามที่ชัยชนะอยู่ไกลสุดเอื้อม นักการเมืองทั้งในและนอกรัฐธรรมนูญ ย่อมอดมิได้ที่จะรู้สึกร่วมไปกับพลังศรัทธาของประชาชนเรือนล้านที่มอบให้ตน จนกระทั่งความปรารถนาสูงส่งแบบรัฐบุรุษมีชัยชนะเหนือความทะเยอทะยานต่ำช้าแบบนักการเมือง ความจริงใจที่ไม่เสแสร้งแกล้งดัดของนักการเมืองในภาวะจนตรอกแบบนี้ กลับยิ่งตอกย้ำให้ประชาชนเชื่อมั่นว่า สงครามครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้าย นักการเมืองที่เคยหลอกลวงตลอดประวัติศาสตร์หลายพันปีที่ล่วงมาจะสำนึกเปลี่ยนใจกลับมารับใช้ประชาชน

ภายหลังกวาดล้างปฏิปักษ์จนหมดสิ้นเสี้ยนหนามแผ่นดิน ชนชั้นนำทั้งหน้าเก่าและใหม่ก็เริ่มกลับเข้าสู่โลกความจริงที่โหดร้าย การแบ่งปันอำนาจให้ประชาชนมีส่วนร่วมเยี่ยงรัฐบุรุษอย่างที่เคยเคลิ้มฝันในยามยากไร้ย่อมเป็นไปไม่ได้ อำนาจมีเพียงหนึ่งเดียวและหากจัดสรรมากไปก็จะทำให้อำนาจที่ตนเองไขว่คว้ามาอย่างยากลำบากต้องเสื่อมถอยลง

ทางออกเดียว คือ ประชาชนต้องยอมเสียสละจากสมการอำนาจอีกครั้ง รัฐบุรุษจึงสามารถแบ่งปันอำนาจที่มีจำกัดให้กับนักการเมืองที่ตราตรำเหนื่อยยากมาด้วยกันได้อย่างยุติธรรมที่สุด

1. ผูกมิตรกับนักการเมือง เหินห่างจากมวลชนไร้สติ

ชนชั้นกลางขี้ระแวงสงสัยและนักธุรกิจระดับแมงเม่า ย่อมฉลาดพอเพียงที่จะไม่เข้าร่วมกับกลุ่มการเมืองใด เพราะรู้เท่าทันความจริงที่โหดร้ายของการเมืองไทย หากทว่าคนเหล่านี้ก็ต้องทนเจ็บปวดทุกครั้งไป เพราะถูกผลกระทบทางอ้อมของการเมืองเข้าเล่นงาน ทั้งเศรษฐกิจที่ตกต่ำ ธุรกิจไม่คล่องตัว การจราจรติดขัด และที่น่าเจ็บใจที่สุดก็คือ สยามพารากอนปิดทำการ สถานที่หลบร้อนทางการเมืองที่ดีทีสุดก็ยังไม่อาจหนีพ้นชะตากรรม

“หลบหนี” จึงไม่ใช่ยอดกลยุทธ์ในการเอาตัวรอดเสมอไป เพราะการเมืองมีกงเล็บและผลกระทบกว้างไกลกว่าที่คาดคิด หากทว่าการเข้าร่วมแบบภักดีสุดชีวิตของมวลชนทั้งหลายก็ย่อมเป็นทางเลือกที่เลวร้ายยิ่งกว่า เพราะนอกจากไม่ได้อะไรตอบแทนเมื่อเสร็จสิ้นภารกิจแล้ว ยังอาจต้องเผชิญความเสี่ยงจากการสูญเสียชีวิตทั้งก่อนและหลังชัยชนะของฝ่ายตน หากพ่ายแพ้ก็ยังต้องหลบหนีหัวซุกหัวซุนไร้แผ่นดินพสุธาจะอาศัย เพราะไม่ได้ร่ำรวยพอจะบินไปพักร้อนที่มอนเตเนโกร หรือไปพักผ่อนฟื้นฟูเรี่ยวแรงที่ประเทศเยอรมัน

จงเข้าร่วมอย่างชาญฉลาด พลิกวิกฤตชีวิต ให้กลายเป็นโอกาสธุรกิจ ในห้วงยามหน้าสิ่วหน้าขวานที่จิตใจคนมีความอ่อนไหวเปราะบางที่สุดนี้ จึงเป็นเวลาประเสริฐที่จะสร้างสายสัมพันธ์กับนักการเมืองอย่างใกล้ชิดซึ่งในยามปรกติไม่อาจกระทำได้ พยายามหาช่องว่างเจาะเข้าไป โดยเฉพาะในช่วงก่อนและหลังการปราศรัยเพื่อปลุกเร้ามวลชน ในยามนี้มนุษย์ทั้งหลายไม่ว่าจะเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมหรืออ่อนซื่อเพียงใด ล้วนแต่โหยหาสมัครพรรคพวกและผู้คนที่เห็นพ้องต้องกัน สืบดูให้รู้ว่านักการเมืองจะไปช้อปปิ้งหรือรับประทานอาหารในสถานที่แห่งใด จงเข้าไปทักทายและสานสัมพันธ์ด้วยบทเจรจาที่กระชับสั้นฉลาดลึก

หากศิลปะการเจรจาของท่านมีความล้ำเลิศอ่อนหวาน นักการเมืองย่อมรู้สึกไว้ใจระดับหนึ่ง จึงอาจเผยกลยุทธ์ทางการเมืองบางส่วน ที่มากไปกว่าถ้อยคำปราศรัยที่หวานหูหากยากไร้สารัตถะ นักการเมืองย่อมวางตำแหน่งของท่านไว้ที่คนรู้จักผิวเผินซึ่งอาจพัฒนาความสัมพันธ์และกลายเป็นผลประโยชน์ร่วมกันในอนาคต โดยจัดแยกชั้นจากมวลชนทั่วไปที่มีไว้ช่วงใช้เพื่อประโยชน์เฉพาะหน้าเพียงอย่างเดียว การแบ่งปันผลประโยชน์ร่วมกันย่อมเป็นไปไม่ได้ เพราะมวลชนมีจำนวนที่มากเกินไป เงินพันล้านย่อมน้อยนิดเมื่อหารเฉลี่ยออกไป

ชนชั้นนำย่อมมีวิธีคิดและวิถีชีวิตที่แตกต่างจากคนธรรมดาทั่วไป ในยามสุขสบายมักรู้สึกหวาดระแวงคนแปลกหน้า จึงกักตัวเองไว้ที่แวดวงชั้นสูงอย่างเหนียวแน่น หากทว่าในยามเดือดร้อนลำบาก ย่อมปรารถนามิตรภาพอย่างมิรู้อิ่ม โดยไม่เลือกว่าจะมาจากฐานันดรใด นี่คือ โอกาสเพียงหนึ่งเดียวของชนชั้นกลางเจนจัดและนักธุรกิจแมงเม่าที่จะใช้เป็นบันไดไต่ระดับชั้นไปสู่ความมั่งคั่งใหม่ภายหลังวิกฤตการเมืองสิ้นสุดลง

2. มือที่มองไม่เห็น: ตัวแปรแห่งการกำหนดชัยชนะ

เหลืองแดงเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็ง ลึกลงไปแล้วนักการเมืองของแต่ละฝ่ายก็แอบจับมือกัน แน่นอนที่สุดว่า ในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่เช่นนี้ ชนชั้นนำระดับบนสุดอาจต้องถึงเวลาแตกหัก ไม่มีวันประนีประนอมกันได้ หากทว่าชนชั้นนำระดับลดหลั่นลงมาซึ่งไม่ได้มีความแค้นล้ำลึกเหมือนที่กับที่แสดงออกมาตามสื่อมวลชนทั้งหลาย ก็อาจกระจายความเสี่ยงด้วยการไปจับมือกับอีกฝ่ายหนึ่งไว้ เพราะอำนาจที่เข้มแข็งที่สุดก็ย่อมมีวันอ่อนล้าเจ็บป่วยลง

การสร้างสายสัมพันธ์กับนักการเมืองในยามวิกฤตนี้ จึงอาจต้องลงทุนจ้างหน่วยข่าวกรองที่หลากหลาย จะไว้วางใจแต่หนังสือพิมพ์และการวิเคราะห์ส่วนตัวไม่ได้ หากทว่าสำหรับนักธุรกิจแมงเม่าที่พอมีฐานะเงินทุนระดับหนึ่ง การลงทุนเพียงเล็กน้อยแค่นี้ย่อมคุ้มค่า เพื่อแลกกับผลประโยชน์ในการเลื่อนชั้นเป็นธุรกิจพันล้าน ที่ไม่อาจเกิดขึ้นได้หากปราศจากสายสัมพันธ์ทางการเมือง

นักการเมืองที่ท่านทำความรู้จักไว้ในข้อ 1 หากไม่สนิทกันจริงก็คงไม่มีวันเปิดเผยหน้าไพ่ว่าตนเองได้แอบไปจับมือกับฝ่ายตรงข้ามไว้อย่างไรบ้าง หากท่านลงทุนด้านข่าวกรองได้ดีพอ ก็ย่อมเปิดไพ่ชิ้นนี้ได้อย่างแยบยล ที่ทำให้นักการเมืองซึ่งยังไม่รู้ตื้นลึกหนาบางกันนักต้องลอบประเมินและให้คุณค่ากับท่านเพิ่มมากขึ้น หากท่านแสดงออกอย่างชัดแจ้งว่า “แอบเชียร์” และเยินยออย่างพอเหมาะ ก็ย่อมทำให้มิตรภาพยกระดับแน่นแฟ้นขึ้นอีกขั้นหนึ่ง

นักการเมืองที่ท่านควรจะวางเดิมพันด้วย ย่อมไม่ใช่คนที่ล้ำเลิศไปด้วยอุดมการณ์ เพราะคนกลุ่มนี้จะต้องถูกกวาดล้างไปไม่ช้าก็เร็ว ขณะเดียวกันนักการเมืองที่กลิ้งกลอกก็ไม่ควรใกล้ชิดเกินไปนัก เพราะย่อมไม่อาจคาดเดาได้ว่ามีดเล่มที่ใช้ทิ่มแทงศัตรูนั้นจะย้อนกลับวางที่กลางหลังท่านในเวลาใด นักการเมืองที่น่าสนใจคือ รัฐบุรุษที่มีอุดมการณ์พอประมาณ หากทว่าเจนจัดไปด้วยวิธีการที่สุขุมรอบคอบในการได้มาซึ่งอำนาจ เพื่อใช้เปลี่ยนแปลงสังคมไทยไปสู่วันคืนที่ดีกว่า

การเมืองย่อมเช่นเดียวกับธุรกิจที่เต็มไปด้วยความเสี่ยงและผลตอบแทนมหาศาล ดังนั้น การเข้าใจถึงศาสตร์แห่งมือที่มองไม่เห็นอย่างลึกซึ้ง ก็ย่อมทำให้คนธรรมดาหน้าใหม่ที่ต้องการปกป้องผลประโยชน์ตนเองในห้วงวิกฤตนี้ สามารถสร้างสายสัมพันธ์ทางการเมืองได้อย่างชาญฉลาด ไม่ทุ่มเสี่ยงข้างใดอย่างหลับหูหลับตา หากทว่าสามารถเลือกสรรลงทุนในนักการเมืองที่มีอนาคตยาวไกลได้ โดยพิจารณาจากมือที่มองไม่เห็น ซึ่งไม่ว่าระดับบนสุดจะพลิกเปลี่ยนไปเยี่ยงไร ระดับกลางก็สามารถย้ายข้างไปมาได้ พร้อมกับเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ได้คุ้มค่ากับที่ลงทุนเหนื่อยากไปมากมาย

“มือที่มองไม่เห็น” จึงไม่ใช่เป็นสิ่งเลวร้ายเสมอไป รัฐบุรุษที่เจนจัดทั้งในฝ่ายเหลืองและแดง ย่อมตระหนักรู้ว่าควรจะจับมือกับฝ่ายตรงข้ามอย่างไรไม่ให้เกินเลยขอบเขตแห่งอุดมการณ์ฝ่ายตน ขณะเดียวกันก็สามารถลดทอนพลังการเมืองของฝ่ายตรงข้ามให้หันมาสนับสนุนพลังของฝ่ายตนในห้วงเวลาชี้เป็นชี้ตาย กลยุทธ์เช่นนี้เองที่จะสร้างความบอบช้ำให้บ้านเมืองน้อยที่สุด และพร้อมจะร่วมมือกันฟื้นฟูประเทศชาติไปสู่ยุคสมัยใหม่ ท่ามกลางข้อจำกัดของมนุษย์ที่ไม่มีวันครบถ้วนสมบูรณ์แบบ

3. นักธุรกิจที่ดี คือ นักการเมืองที่รู้จักพอเพียง

นักการเมืองที่ไม่มีธุรกิจหนุนหลังย่อมเป็นได้เพียงนักการเมืองระดับปลายแถว นักธุรกิจที่ไม่มีสายสัมพันธ์ทางเมืองสนับสนุนย่อมเป็นได้เพียงนักธุรกิจแมงเม่า ที่ต้องคอยเป็นลูกไล่ของนักธุรกิจรายใหญ่อยู่ร่ำไป

อย่างไรก็ตาม การเมืองและธุรกิจต่างก็มีรูปแบบเฉพาะของตนเอง ดังนั้น วันใดที่นักธุรกิจใหญ่ที่เชื่อมั่นในความรู้และเส้นสายทางการเมืองของตนเอง ก้าวเดินจากผู้อยู่เบื้องหลังเข้าสู่แวดวงการเมืองอย่างเต็มตัว ก็ย่อมหนีไม่พ้นหายนะ ที่จะตกเป็นบันไดให้คนอื่นได้เหยียบย่างขึ้นสู่อำนาจและความมั่งคั่งในท้ายที่สุด

นักการเมืองระดับเทพก็ยิ่งไม่ควรกระโดดเข้าไปสร้างสรรค์ธุรกิจอย่างเต็มตัว จงพอเพียงที่จะใช้เส้นสายและบารมีเพื่อสนับสนุนธุรกิจของตนอย่างไม่เอิกเกริก เพื่อรักษาฐานอำนาจและความนิยมไว้ให้ยั่งยืนยาว

มหาวิกฤตทางการเมืองครั้งใหญ่ในรอบ 75 ปี ภายหลังเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงในปี 2475 จึงนับเป็นโอกาสครั้งใหญ่ที่หาได้ยากยิ่ง สำหรับผู้ที่ยากไร้เงินทอง หากเต็มไปด้วยมันสมองที่เปิดกว้าง ในการแยกแยะความจริงออกจากความลวง ไม่หลงไปกับอุดมการณ์หวานหู และความโลภที่ไร้สติ จึงสามารถดำรงอยู่อย่างมีสุขสงบและมั่งคั่งได้ ท่ามกลางเปลวไฟแห่งการเปลี่ยนแปลงที่เต็มไปด้วยสีสันเย้ายวน หลอกล่อแมงเม่าทั้งตัวใหญ่ตัวเล็กให้ล่วงไปสู่สวรรคาลัย

จงไปสู่สุคติเถิด !