นับตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา ประเทศใดที่สามารถครอบครองเทคโนโลยี ประเทศนั้นย่อมมั่งคั่งร่ำรวย โดยที่คนธรรมดาทั่วไปที่ไม่เกี่ยวข้องกับการคิดค้นพัฒนาเทคโนโลยี ย่อมไร้คุณค่าความหมาย
อย่างไรก็ตาม ในยุคปัจจุบันที่เป็นโลกแห่งข้อมูลข่าวสาร เทคโนโลยีกลับมีบทบาทน้อยลงทุกที เนื่องเพราะบริษัทคู่แข่งสามารถลอกเลียนแบบได้ในเวลาไม่นานนัก ที่สำคัญ เทคโนโลยีในอุตสาหกรรมทั่วไป เช่น โทรทัศน์ รถยนต์ ก็ได้เข้าสู่ยุคแห่งความอิ่มตัว ซึ่งการวิจัยเพื่อเพิ่มคุณภาพสินค้า อาจมีคุณค่าในสายตาผู้บริโภค น้อยกว่าการออกแบบให้มีความหรูหราสอดคล้องกับอารมณ์ความรู้สึกของผู้บริโภค
สินทรัพย์สำคัญของบริษัท จึงไม่ได้ตกอยู่กับนักวิจัยเพียงไม่กี่คนที่ทุ่มเทเพื่อการคิดค้นเทคโนโลยี แต่กลับขึ้นอยู่กับ “คนเก่ง” ที่คอยขับเคลื่อนบริษัทให้พร้อมรับมือกับคู่แข่งในทุกแนวรบ ทั้งในเชิงการตลาด การวิจัยผู้บริโภค การบริหารต้นทุน และกลยุทธ์ ทั้งหมดนี้มีความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา จนยากที่บริษัทใดจะสามารถผูกขาดความสำเร็จไว้ได้ หากไม่มีคนเก่งที่คอยสร้างสรรค์นวัตกรรมให้อย่างต่อเนื่อง
Talent Management จึงเป็นศาสตร์ใหม่ ที่ได้รับการคิดค้นขึ้นมาใช้สำหรับองค์กรธุรกิจ ในการเฟ้นหา รักษา และบริหารคนเก่ง ให้สามารถร่วมมือกันสร้างนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำพาบริษัทไปสู่ความสำเร็จ
สำหรับประเทศไทยนั้น ได้มีการนำแนวคิด TM มาประยุกต์ใช้ในองค์กร แต่ก็ยังมีความสำเร็จไม่มากนัก เนื่องจากยังติดกรอบคิดในแบบอุตสาหกรรมที่แข็งเกร็งและทุกอย่างต้องชี้วัดได้ จึงทำให้ยากที่จะนำมาใช้กับ Talent ซึ่งเป็นผลผลิตของยุคข้อมูลข่าวสาร ที่มีความยืดหยุ่นและพลวัตสูงกว่าได้
ที่น่าเป็นห่วงยิ่งกว่า ก็คือ Talent Management ในระดับประเทศ ซึ่งแน่นอนว่า คงมีบริษัทไทยไม่กี่แห่งที่สามารถดึงดูด Talent จากต่างประเทศ เหมือนที่บริษัท IT จากอเมริกา เข้าไปเฟ้นหา Talent ถึงในแผ่นดินจีน ดังนั้น บริษัทไทย จึงต้องยอมรับชะตากรรมที่จะต้องเฟ้นหา Talent จากเมืองไทยอย่างไม่มีทางเลือก แต่ที่น่าเศร้าคือ Talent ในเมืองไทยก็มีจำกัดมาก โดยเฉพาะเมื่อถูกระบบการศึกษาไทยที่แสนคับแคบบั่นทอนความสามารถไปมากมาย
หากประเมินในบริบทประเทศไทยนั้น Talent Management คงต้องเริ่มจากมหาวิทยาลัย เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่ “ทรัพยากรมนุษย์” มีอิสรภาพสูงสุด เพราะในระดับมัธยมนั้น ผู้ปกครองย่อมคาดหวังที่จะให้ลูกหลานทุ่มเทเวลาให้กับการพิชิตชัยในสนามสอบเอนทรานซ์ ขณะเดียวกัน เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้ว บริษัทก็มุ่งหวังจะให้นักศึกษาเข้าทำงานในทันที หากใครเว้นว่างเพื่อไปทดลองใช้ชีวิตหรือทำธุรกิจส่วนตัว ก็อาจถูกประเมินในแง่ลบจากตลาดแรงงาน
ยิ่งกว่านั้น ในบริบทประเทศไทย ยังไม่นิยมลาออกจากมหาวิทยาลัย เพื่อไปเริ่มต้นธุรกิจเหมือนในอเมริกา ยังไม่ต้องพูดถึงว่า พ่อแม่มีค่านิยมที่จะส่งเสียให้ลูกเรียนหนังสือเพียงอย่างเดียว ดังนั้น นักศึกษาจึงสามารถทดลองทำในสิ่งที่แตกต่าง เพื่อพัฒนาทักษะตนเองในการเป็น Talent ได้ดีที่สุด โดยไม่ต้องกังวลเรื่องเงินทองหรือเวลาว่าง
1. Inspiration
ปัญหาของ Talent ในเมืองไทย คือ การหมกมุ่นในสาขาที่ตนเชี่ยวชาญ โดยขาดความเฉลียวใจว่า ความสำเร็จในยุคข้อมูลข่าวสารนั้น มีความแตกต่างจากในโลกอุตสาหกรรม นั่นคือ ในโลกที่อัดแน่นไปด้วยตัวเลือก ทั้งสินค้าและแรงงานนั้น ผู้ซื้อจะไม่ลงทุนค้นหาข้อมูลเพื่อเลือกเฟ้นคนเก่งที่สุด แต่จะเลือกคนเก่งระดับรองลงมาที่มีความสามารถในการสื่อสารเป็นเลิศ เนื่องจากบริษัทก็ต้องการคนเก่งที่สามารถติดต่อสื่อสารกับคนเก่งในแผนกอื่น เพื่อร่วมมือกันคิดค้นนวัตกรรมในการพิชิตคู่แข่งอย่างทันท่วงที
มหาวิทยาลัยจึงควรตระหนักถึงความสำคัญของ “ทักษะการสื่อสาร” โดยวางหลักสูตรให้นักศึกษามีหน่วยกิจที่เกี่ยวกับการเขียนเรียงความ (Essay) และการพูดที่เปี่ยมด้วยแรงบันดาลใจ (Inspiration) เพื่อให้คนที่ไม่ได้อยู่ในสาขาวิชานั้น ตระหนักรับรู้ในความสำคัญและเนื้อหาสาระของวิชานั้นได้
วิธีนี้มีข้อดี คือ การช่วยลดต้นทุนในการเฟ้นหาคนเก่งของบริษัท ไม่ให้หลงกลไปจ้างคนเก่งพูดแต่อ่อนคุณสมบัติเข้ามาในบริษัท เพียงเพราะว่า Talent ขาดคุณประสบการณ์ในการสื่อสาร
ที่สำคัญ Talent ที่ฝึกฝนทักษะการสื่อสารอย่างดีเยี่ยม ย่อมเป็นคนมีเสน่ห์และมีเพื่อนฝูงมากมาย ดังนั้น Talent จึงไม่หมกมุ่นแต่ในสาขาแคบๆของตน หากแต่สามารถบูรณาการความรู้จากสาขาอื่นมาเสริมให้ความสามารถเฉพาะทางของตนยอดเยี่ยมและตอบสนองต่อความต้องการในตลาดได้ดียิ่งขึ้นด้วย
2. Network
ในประเทศไทย ที่ขาดแคลนเงินทุนและธุรกิจที่แตกต่างหลากหลายนั้น ย่อมทำให้ความสามารถของ Talent ต้องถูกบีบแคบให้เหลือในไม่กี่สาขา ทั้งที่ธรรมชาติได้บันดาลความสามารถของคนให้แตกต่างกันเพื่อร่วมกันสร้างสรรค์โลกให้งดงาม จึงไม่น่าแปลกใจว่า Talent ในเมืองไทยจึงมีสัดส่วนที่ต่ำเมื่อเทียบกับจำนวนประชากร เนื่องเพราะ Talent ในสาขาที่ไม่มีธุรกิจรองรับ จะต้องกลายเป็นผู้ด้อยพรสวรรค์เพราะถูกบังคับให้ไปทำงานในสาขาที่ทำเงินได้ดีกว่า
อย่างไรก็ตาม หากสามารถรวมตัวระหว่าง Talent ในสาขาวิชาที่แตกต่างกันได้สำเร็จ โดยเฉพาะการทักถอความเชื่อใจในความซื่อสัตย์และฝีไม้ลายมือผ่านการสร้าง Network มาระดับหนึ่งแล้ว ก็ย่อมสามารถรวมตัวกันเพื่อมาร่วมกันสร้างสรรค์ธุรกิจใหม่ที่ยังไม่เคยมีในตลาดได้ โดยที่มีความเสี่ยงต่ำกว่าการเปิดบริษัทเพียงลำพัง เนื่องจากเป็นการจ้างงานกันเองภายใน Network และยังมีการระดมทุนจากสมาชิกใน Network ได้อีกด้วย
ในโลกยุคข้อมูลข่าวสารที่เต็มไปด้วยเครื่องมือสื่อสารทั้งเว็บไซด์ ทวิตเตอร์ และเฟซบุ๊ก ย่อมเอื้ออำนวยให้ Talent สามารถติดต่อสื่อสารกับผู้คนในหลากหลายสาขาวิชาชีพได้ โดยเฉพาะผู้บริหารระดับสูงในบริษัทต่างๆ ที่อาจนำไปสู่การได้รับคัดเลือกให้ทำงานในตำแหน่งที่ยอดเยี่ยม
มหาวิทยาลัยจึงอาจช่วยเหลือนักศึกษาในการสร้าง Network ทั้งกับเพื่อนต่างสาขาและกับบุคคลภายนอก โดยการเชิญนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ ผู้ประสบความสำเร็จในอาชีพที่หลากหลาย และบุคคลสาธารณะที่มีชื่อเสียง เพื่อมาพบปะและพูดคุยกับนักศึกษาตลอดทั้งปี
3. Love
ในยุคข้อมูลข่าวสารนี้ การเป็นพนักงานธรรมดาในสาขาอาชีพยอดฮิตที่มีค่าเฉลี่ยรายได้สูงสุด อาจทำเงินได้น้อยกว่าการเป็น Talent ในสาขาอาชีพธรรมดาก็เป็นได้ ดังนั้น การทุ่มเทหยาดเหงื่อแรงงานให้กับสาขาที่ตนเองรักและถนัด ย่อมมีค่ามากกว่าการฝืนทนในสิ่งที่ไม่ถนัดเพราะคิดว่าทำเงินได้ดีกว่า

อย่างไรก็ตาม พ่อแม่ผู้ปกครองซึ่งเป็นคนที่เกิดในยุคอุตสาหกรรมที่เน้นเทคโนโลยีมากกว่า Talent ย่อมยังยึดติดกับกรอบคิดแบบเดิม โดยลืมไปว่า Trend ได้เปลี่ยนไปแล้ว จึงยังคงยัดเยียดให้ลูกหลานเข้าเรียนในคณะที่โด่งดังโดยไม่คำนึงถึงความถนัดของลูกหลาน
มหาวิทยาลัยย่อมมีส่วนช่วยเหลือในจุดนี้ โดยการเข้มงวดในมาตรฐานของแต่ละคณะ ไม่ปล่อยให้นักศึกษาสอบผ่านไปจนถึงปี 3-4 ได้ โดยกว่าที่นักศึกษาจะตระหนักว่าตนเองไม่ได้ถนัดหรือรักในสาขาที่เรียนเลยก็ต้องเสียแรงงานและเวลาไปมากมาย
ที่สำคัญยังทำให้ ผู้ปกครองได้ตระหนักถึงศักยภาพของลูกหลาน และพร้อมจะเปิดทางให้เลือกในสิ่งที่ตนต้องการได้ เพื่อจะจบออกมาพร้อมกับความเป็น Talent ที่ทำเงินมหาศาลในสาขาที่ตนรัก
มหาวิทยาลัยจะต้องสร้างค่านิยมให้นักศึกษาและผู้ปกครองเห็นว่า “ความล้มเหลว” เป็นเรื่องธรรมดาของชีวิต โดยเฉพาะการถูกรีไทร์จากมหาวิทยาลัยเป็นความขมขื่นที่เล็กน้อยมาก เมื่อเทียบกับชีวิตการแข่งขันในโลกธุรกิจที่โหดร้าย
ความกล้าที่จะล้มเหลวและความรักในสิ่งที่ทำ ย่อมเป็นคุณสมบัติที่ยิ่งใหญ่ในการก้าวไปสู่ความเป็น Talent ชั้นแนวหน้าของสังคมไทย
