Practical Report การบริหารคนเก่ง (Talent Management) : ยุทธศาสตร์ประเทศไทย

นับตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา ประเทศใดที่สามารถครอบครองเทคโนโลยี ประเทศนั้นย่อมมั่งคั่งร่ำรวย โดยที่คนธรรมดาทั่วไปที่ไม่เกี่ยวข้องกับการคิดค้นพัฒนาเทคโนโลยี ย่อมไร้คุณค่าความหมาย

อย่างไรก็ตาม ในยุคปัจจุบันที่เป็นโลกแห่งข้อมูลข่าวสาร เทคโนโลยีกลับมีบทบาทน้อยลงทุกที เนื่องเพราะบริษัทคู่แข่งสามารถลอกเลียนแบบได้ในเวลาไม่นานนัก ที่สำคัญ เทคโนโลยีในอุตสาหกรรมทั่วไป เช่น โทรทัศน์ รถยนต์ ก็ได้เข้าสู่ยุคแห่งความอิ่มตัว ซึ่งการวิจัยเพื่อเพิ่มคุณภาพสินค้า อาจมีคุณค่าในสายตาผู้บริโภค น้อยกว่าการออกแบบให้มีความหรูหราสอดคล้องกับอารมณ์ความรู้สึกของผู้บริโภค

สินทรัพย์สำคัญของบริษัท จึงไม่ได้ตกอยู่กับนักวิจัยเพียงไม่กี่คนที่ทุ่มเทเพื่อการคิดค้นเทคโนโลยี แต่กลับขึ้นอยู่กับ “คนเก่ง” ที่คอยขับเคลื่อนบริษัทให้พร้อมรับมือกับคู่แข่งในทุกแนวรบ ทั้งในเชิงการตลาด การวิจัยผู้บริโภค การบริหารต้นทุน และกลยุทธ์ ทั้งหมดนี้มีความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา จนยากที่บริษัทใดจะสามารถผูกขาดความสำเร็จไว้ได้ หากไม่มีคนเก่งที่คอยสร้างสรรค์นวัตกรรมให้อย่างต่อเนื่อง

Talent Management จึงเป็นศาสตร์ใหม่ ที่ได้รับการคิดค้นขึ้นมาใช้สำหรับองค์กรธุรกิจ ในการเฟ้นหา รักษา และบริหารคนเก่ง ให้สามารถร่วมมือกันสร้างนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำพาบริษัทไปสู่ความสำเร็จ

สำหรับประเทศไทยนั้น ได้มีการนำแนวคิด TM มาประยุกต์ใช้ในองค์กร แต่ก็ยังมีความสำเร็จไม่มากนัก เนื่องจากยังติดกรอบคิดในแบบอุตสาหกรรมที่แข็งเกร็งและทุกอย่างต้องชี้วัดได้ จึงทำให้ยากที่จะนำมาใช้กับ Talent ซึ่งเป็นผลผลิตของยุคข้อมูลข่าวสาร ที่มีความยืดหยุ่นและพลวัตสูงกว่าได้

ที่น่าเป็นห่วงยิ่งกว่า ก็คือ Talent Management ในระดับประเทศ ซึ่งแน่นอนว่า คงมีบริษัทไทยไม่กี่แห่งที่สามารถดึงดูด Talent จากต่างประเทศ เหมือนที่บริษัท IT จากอเมริกา เข้าไปเฟ้นหา Talent ถึงในแผ่นดินจีน ดังนั้น บริษัทไทย จึงต้องยอมรับชะตากรรมที่จะต้องเฟ้นหา Talent จากเมืองไทยอย่างไม่มีทางเลือก แต่ที่น่าเศร้าคือ Talent ในเมืองไทยก็มีจำกัดมาก โดยเฉพาะเมื่อถูกระบบการศึกษาไทยที่แสนคับแคบบั่นทอนความสามารถไปมากมาย

หากประเมินในบริบทประเทศไทยนั้น Talent Management คงต้องเริ่มจากมหาวิทยาลัย เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่ “ทรัพยากรมนุษย์” มีอิสรภาพสูงสุด เพราะในระดับมัธยมนั้น ผู้ปกครองย่อมคาดหวังที่จะให้ลูกหลานทุ่มเทเวลาให้กับการพิชิตชัยในสนามสอบเอนทรานซ์ ขณะเดียวกัน เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้ว บริษัทก็มุ่งหวังจะให้นักศึกษาเข้าทำงานในทันที หากใครเว้นว่างเพื่อไปทดลองใช้ชีวิตหรือทำธุรกิจส่วนตัว ก็อาจถูกประเมินในแง่ลบจากตลาดแรงงาน

ยิ่งกว่านั้น ในบริบทประเทศไทย ยังไม่นิยมลาออกจากมหาวิทยาลัย เพื่อไปเริ่มต้นธุรกิจเหมือนในอเมริกา ยังไม่ต้องพูดถึงว่า พ่อแม่มีค่านิยมที่จะส่งเสียให้ลูกเรียนหนังสือเพียงอย่างเดียว ดังนั้น นักศึกษาจึงสามารถทดลองทำในสิ่งที่แตกต่าง เพื่อพัฒนาทักษะตนเองในการเป็น Talent ได้ดีที่สุด โดยไม่ต้องกังวลเรื่องเงินทองหรือเวลาว่าง

1. Inspiration

ปัญหาของ Talent ในเมืองไทย คือ การหมกมุ่นในสาขาที่ตนเชี่ยวชาญ โดยขาดความเฉลียวใจว่า ความสำเร็จในยุคข้อมูลข่าวสารนั้น มีความแตกต่างจากในโลกอุตสาหกรรม นั่นคือ ในโลกที่อัดแน่นไปด้วยตัวเลือก ทั้งสินค้าและแรงงานนั้น ผู้ซื้อจะไม่ลงทุนค้นหาข้อมูลเพื่อเลือกเฟ้นคนเก่งที่สุด แต่จะเลือกคนเก่งระดับรองลงมาที่มีความสามารถในการสื่อสารเป็นเลิศ เนื่องจากบริษัทก็ต้องการคนเก่งที่สามารถติดต่อสื่อสารกับคนเก่งในแผนกอื่น เพื่อร่วมมือกันคิดค้นนวัตกรรมในการพิชิตคู่แข่งอย่างทันท่วงที

มหาวิทยาลัยจึงควรตระหนักถึงความสำคัญของ “ทักษะการสื่อสาร” โดยวางหลักสูตรให้นักศึกษามีหน่วยกิจที่เกี่ยวกับการเขียนเรียงความ (Essay) และการพูดที่เปี่ยมด้วยแรงบันดาลใจ (Inspiration) เพื่อให้คนที่ไม่ได้อยู่ในสาขาวิชานั้น ตระหนักรับรู้ในความสำคัญและเนื้อหาสาระของวิชานั้นได้

วิธีนี้มีข้อดี คือ การช่วยลดต้นทุนในการเฟ้นหาคนเก่งของบริษัท ไม่ให้หลงกลไปจ้างคนเก่งพูดแต่อ่อนคุณสมบัติเข้ามาในบริษัท เพียงเพราะว่า Talent ขาดคุณประสบการณ์ในการสื่อสาร

ที่สำคัญ Talent ที่ฝึกฝนทักษะการสื่อสารอย่างดีเยี่ยม ย่อมเป็นคนมีเสน่ห์และมีเพื่อนฝูงมากมาย ดังนั้น Talent จึงไม่หมกมุ่นแต่ในสาขาแคบๆของตน หากแต่สามารถบูรณาการความรู้จากสาขาอื่นมาเสริมให้ความสามารถเฉพาะทางของตนยอดเยี่ยมและตอบสนองต่อความต้องการในตลาดได้ดียิ่งขึ้นด้วย

2. Network

ในประเทศไทย ที่ขาดแคลนเงินทุนและธุรกิจที่แตกต่างหลากหลายนั้น ย่อมทำให้ความสามารถของ Talent ต้องถูกบีบแคบให้เหลือในไม่กี่สาขา ทั้งที่ธรรมชาติได้บันดาลความสามารถของคนให้แตกต่างกันเพื่อร่วมกันสร้างสรรค์โลกให้งดงาม จึงไม่น่าแปลกใจว่า Talent ในเมืองไทยจึงมีสัดส่วนที่ต่ำเมื่อเทียบกับจำนวนประชากร เนื่องเพราะ Talent ในสาขาที่ไม่มีธุรกิจรองรับ จะต้องกลายเป็นผู้ด้อยพรสวรรค์เพราะถูกบังคับให้ไปทำงานในสาขาที่ทำเงินได้ดีกว่า

อย่างไรก็ตาม หากสามารถรวมตัวระหว่าง Talent ในสาขาวิชาที่แตกต่างกันได้สำเร็จ โดยเฉพาะการทักถอความเชื่อใจในความซื่อสัตย์และฝีไม้ลายมือผ่านการสร้าง Network มาระดับหนึ่งแล้ว ก็ย่อมสามารถรวมตัวกันเพื่อมาร่วมกันสร้างสรรค์ธุรกิจใหม่ที่ยังไม่เคยมีในตลาดได้ โดยที่มีความเสี่ยงต่ำกว่าการเปิดบริษัทเพียงลำพัง เนื่องจากเป็นการจ้างงานกันเองภายใน Network และยังมีการระดมทุนจากสมาชิกใน Network ได้อีกด้วย

ในโลกยุคข้อมูลข่าวสารที่เต็มไปด้วยเครื่องมือสื่อสารทั้งเว็บไซด์ ทวิตเตอร์ และเฟซบุ๊ก ย่อมเอื้ออำนวยให้ Talent สามารถติดต่อสื่อสารกับผู้คนในหลากหลายสาขาวิชาชีพได้ โดยเฉพาะผู้บริหารระดับสูงในบริษัทต่างๆ ที่อาจนำไปสู่การได้รับคัดเลือกให้ทำงานในตำแหน่งที่ยอดเยี่ยม

มหาวิทยาลัยจึงอาจช่วยเหลือนักศึกษาในการสร้าง Network ทั้งกับเพื่อนต่างสาขาและกับบุคคลภายนอก โดยการเชิญนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ ผู้ประสบความสำเร็จในอาชีพที่หลากหลาย และบุคคลสาธารณะที่มีชื่อเสียง เพื่อมาพบปะและพูดคุยกับนักศึกษาตลอดทั้งปี

3. Love

ในยุคข้อมูลข่าวสารนี้ การเป็นพนักงานธรรมดาในสาขาอาชีพยอดฮิตที่มีค่าเฉลี่ยรายได้สูงสุด อาจทำเงินได้น้อยกว่าการเป็น Talent ในสาขาอาชีพธรรมดาก็เป็นได้ ดังนั้น การทุ่มเทหยาดเหงื่อแรงงานให้กับสาขาที่ตนเองรักและถนัด ย่อมมีค่ามากกว่าการฝืนทนในสิ่งที่ไม่ถนัดเพราะคิดว่าทำเงินได้ดีกว่า

อย่างไรก็ตาม พ่อแม่ผู้ปกครองซึ่งเป็นคนที่เกิดในยุคอุตสาหกรรมที่เน้นเทคโนโลยีมากกว่า Talent ย่อมยังยึดติดกับกรอบคิดแบบเดิม โดยลืมไปว่า Trend ได้เปลี่ยนไปแล้ว จึงยังคงยัดเยียดให้ลูกหลานเข้าเรียนในคณะที่โด่งดังโดยไม่คำนึงถึงความถนัดของลูกหลาน

มหาวิทยาลัยย่อมมีส่วนช่วยเหลือในจุดนี้ โดยการเข้มงวดในมาตรฐานของแต่ละคณะ ไม่ปล่อยให้นักศึกษาสอบผ่านไปจนถึงปี 3-4 ได้ โดยกว่าที่นักศึกษาจะตระหนักว่าตนเองไม่ได้ถนัดหรือรักในสาขาที่เรียนเลยก็ต้องเสียแรงงานและเวลาไปมากมาย

ที่สำคัญยังทำให้ ผู้ปกครองได้ตระหนักถึงศักยภาพของลูกหลาน และพร้อมจะเปิดทางให้เลือกในสิ่งที่ตนต้องการได้ เพื่อจะจบออกมาพร้อมกับความเป็น Talent ที่ทำเงินมหาศาลในสาขาที่ตนรัก

มหาวิทยาลัยจะต้องสร้างค่านิยมให้นักศึกษาและผู้ปกครองเห็นว่า “ความล้มเหลว” เป็นเรื่องธรรมดาของชีวิต โดยเฉพาะการถูกรีไทร์จากมหาวิทยาลัยเป็นความขมขื่นที่เล็กน้อยมาก เมื่อเทียบกับชีวิตการแข่งขันในโลกธุรกิจที่โหดร้าย

ความกล้าที่จะล้มเหลวและความรักในสิ่งที่ทำ ย่อมเป็นคุณสมบัติที่ยิ่งใหญ่ในการก้าวไปสู่ความเป็น Talent ชั้นแนวหน้าของสังคมไทย

  • นคร

    “การช่วยลดต้นทุนในการเฟ้นหาคนเก่งของบริษัท ไม่ให้หลงกลไปจ้างคนเก่งพูดแต่อ่อนคุณสมบัติเข้ามาในบริษัท เพียงเพราะว่า Talent ขาดคุณประสบการณ์ในการสื่อสาร”

    คุณเจริญชัย กำลังบอกว่า คนทำงานไม่เก่ง แต่พูดเก่ง มีคุณค่ากว่า คนเก่่งแต่พูดไม่เก่งหรือเปล่าครับ จากประสบการณ์ที่เห็นมา ผมกลับมองว่า ฝึกคนทำงานเก่งให้พูดเป็น ง่ายกว่าฝึกคนเก่งแต่พูดให้ทำงานเป็นน่ะครับ

    เมืองไทยเรามีคนดีแต่พูดมากพอแล้วน่ะครับผมว่า คนแบบนั้นไม่น่าหายากเท่าไหร่หรอก

  • นคร

    ^
    โอ้ ต้องขอประทานโทษด้วยครับ ผมอ่านแล้วเข้าใจผิดเอง พออ่านอีกทีถึงเข้าใจความหมายที่คุณเขียน ความเห็นที่ 1 ของผมนั้น ขอยอมรับผิดแต่โดยดีครับ

  • S

    อ่านหัวข้อตอนแรก คิดว่าพูดถึงเคล็ดลับการบริหารคนเก่งของผู้บริหารในองค์กร แต่พออ่านจบเหมือนเป็นเคล็บลับการค้นหาพรสวรรค์ของตัวเอง เอ๊ะ!! หรือว่าเป็นเรื่องเดียวกันนะ

    การบริหารคนเก่งในองค์กรให้สามารถดึงศักยภาพของพนักงานออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่รวมถึงการประสานความเก่งของพนักงานแต่ละคนให้ทำงานร่วมกันได้ดีและผลิตงานที่สร้างสรรค์ให้กับบริษัทได้นั้น ผู้บริหารต้องมีวิสัยทัศน์และความศิลปะในการบริหารคนเป็นอย่างดี รู้จักจังหวะว่าช่วงใดควรผ่อนช่วงใดควรดึง ผู้บริหารต้องรู้จักพรสวรรค์ของพนักงานทุกคนในทีม มี Empowerment

    เท่าที่สังเกต ธุรกิจหรือองค์กรที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่ ผู้บริหารต้องเป็นคนใจกว้าง กล้าได้กล้าเสีย สร้างระบบการทำงาน ที่ตัวเองสามารถเข้าไปช่วยเหลือในยามที่จำเป็นแต่ไม่แทรกแซง ทำตัวเป็นเหมือน Condutor ในวงบรรเลงออเคสตา.. อะไรทำนองเนี้ย..

    สำหรับการพัฒนาส่วนตน ก็เป็นไปอย่างที่บทความข้างต้นบรรยายเอาไว้ทุกประการ

    ในด้านนโยบายการศึกษาของประเทศ ว่าจะมหาวิทยาลัยหรือสถาบันการศึกษาจะจัดการอย่างไร ให้มีระบบการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ รัฐบาลควรมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางเป็นอย่างยิ่ง เพราะเท่าที่ทราบมา ระบบมหาวิทยาลัย ไม่ได้วางหลักสูตรเอื้อต่อการค้นหาพรสวรรค์ของนักศึกษาไว้ดีนัก วิชาที่เรียนในปีแรกๆ ยังคงเป็นวิชาทั่วๆไป กว่าจะได้เรียนวิชาเฉพาะก็ปีสาม ปีสี่แล้วมั๊ง เด็กไทยก็ยังคงยึดติดกับการกลัวเรียนไม่จบตามกำหนดเวลา นี่รวมไปถึงตัวมหาวิทยาลัยด้วย เพราะหากมีจำนวนเด็กไม่จบตามกำหนดเยอะ จะทำให้ KPI ของมหาวิทยาลัยลดลง ดังนั้นมหาวิทยาลัย ก็พยายามทั้งผลักทั้งดันให้เด็กรีบๆจบ กว่าเด็กไทยจะค้นหาว่าตัวเองชอบอะไรน่ะ ก็จบไปทำงานได้หลายปีแล้ว.. นี่ล่ะสังคมไทย..

    เคยมีรุ่นพี่ที่เรียนวิศวะ มาด้วยกัน ซี้กันเพราะต้องมาเรียนด้วยกันหลายครั้ง จบพร้อมกัน ทั้งๆที่พี่เค้าเป็นรุ่นพี่หลายปีเลย แต่เค้าเท่ห์มากมาย เรียนจนครบ 8ปี ใช้สิทธิ์จนครบ ในระหว่างเรียน ไปทำงาน ไปเที่ยว เรียนซ้ำแล้วซ้ำอีก เรียนจนช่ำชองในวิชานั้นๆ (ที่จริงเป็นเพราะสอบตกแล้วตกอีกจึงต้องเรียนหลายรอบ) แต่พอเค้าออกไปทำงาน ได้ทำงานบริษัทฝรั่งใหญ่โต เค้าเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว เพราะเค้ารู้ว่าเค้าจะจัดการปัญหาเฉพาะหน้าในการทำงานได้อย่างไร ทำได้ดีกว่าเด็กที่เอาแต่เรียน

    สังคมไทยคงต้องเปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อการเรียน การทำงาน กันซักพักใหญ่ๆ จึงจะก้าวไปข้างหน้าได้อย่างสร้างสรรค์ ช่วยๆกันไป..

  • S

    อ้อ เสริมอีกนิดนึง รุ่นพี่คนที่เล่าถึงนั้น เค้าใช้เวลาแปดปีในมหาวิทยาลัย ค้นหาด้วยว่าตัวเอง ชอบอะไร รักอะไร และ ถนัดทำอะไรที่สุด เพราะเค้าไปทำงานพิเศษเยอะมาก รวมถึงการท่องเที่ยวพบปะผู้คนมากมาย นี่เป็นเคล็ดลับที่สำคัญมากๆสำหรับการก้าวสู่ความสำเร็จของเค้า

    เราชอบระบบการทำงานของบริษัทฝรั่งอย่างนึง เวลาที่เค้ารับคนเข้าทำงาน เค้าไม่ได้สนใจเกรดเฉลี่ยตอนจบ มากเท่ากับ บริษัทคนไทย บริษัทชั้นนำของฝรั่งมักให้ทำแบบทดสอบก่อนรับเข้าทำงาน เพราะค้นหาว่าผู้สมัครแต่ละคนมี Character และองค์ประกอบที่เหมาะกับตำแหน่งที่เค้าต้องการหรือไม่ เหมื้อนจะให้ความสำคัญมากกว่าเกรดเฉลี่ย หรือ ความดังของมหาวิทยาลัยที่จบมาด้วย และเค้าก็วางตัวพนักงานไว้ในตำแหน่งที่เหมาะกับพนักงานคนนั้นตามที่แบบทดสอบให้คำตอบมา ซึ่งพบว่าระบบนี้มีประสิทธิภาพพอสมควร

  • เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์

    โอ้ว ขอบคุณ S มากๆ “เรื่องเล่า” ของท่านทำให้บทความนี้สมบูรณ์ขึ้น

    ตอนแรกผมก็อยากจะเขียน TM ในองค์กรนั่นแหละ แต่ผมคิดว่า สิ่งที่จำเป็นสำหรับเมืองไทยกลับเป็น การสร้าง TM ซึ่งต้องใช้ทักษะการบริหารพอสมควรทีเดียว

    “เด็กไทย” ส่วนมากมักคิดว่า เรียนให้จบๆก่อน แล้วจึงค่อยไปหาประสบการณ์จากการทำงาน

    นี่คือ การคิดแบบตรรกะ โดยหารู้ไม่ว่า ทุกการกระทำส่วนมากของเราถูกกำหนดโดยกรอบสังคม

    ในการทำงาน 8 ชั่วโมงคือ เนื้อใน แต่ถ้ารวมเปลือกเข้าไปด้วยก็ร่วม 10 ชั่วโมง ยังไม่นับการเดินทางและพักผ่อน

    แต่การเรียน 8 ปี เราจะมีโอกาสไปทำงานที่สนใจได้มากมาย โดยไม่ถูกบีบจากระบบ แต่ก็จะถูกแรงบีบด้านอื่นชดเชยกัน กระนั้นก็ยังมีข้ออ้างว่า “เรายังเรียนไม่จบ เราต้องเน้นเรียนเป็นหลัก ไม่ใช่หาเงิน” แม้ว่าจริงๆจะใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับกรทำงาน

    นี่ไม่ใช่ “ยุ” ให้คนเรียน 8 ปี แต่เป็นการชี้ให้เห็นโลกความจริง ที่ซ้อนเหลื่อมกับโลกตรรกะ

    “หวยออนไลน์” ก็เช่นเดียวกัน เราคิดตามตรรกะง่ายๆว่า ถ้าห้ามไปเลยจะช่วยลดการเล่นหวย เพราะมันผิดกฎหมาย ถึงจะมีการแอบทำ แต่ก็ยุ่งยาก

    ลืมไปว่าโลกนี้ถูกกำหนดโดย Game Theory หรือคนส่วนใหญ่หาประโยชน์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

    เจ้าหน้าที่ไม่ได้มีไว้จับโจรผู้ร้าย เพราะจับไปก็ไม่ได้อะไร ถ้ามันฮึดสู้ เราก็เสี่ยงบาดเจ็บ สู้เอาเวลามาคุ้มครองผลประโยชน์ให้ธุรกิจผิดกฎหมายดีกว่า

    ส่วนการตัดสินว่า “อะไรดี อะไรไม่ดี” ต่อสังคมนั้น ต้องดูบริบทเฉพาะด้วย จะถือเป็นหลักตายตัวไม่ได้

    บางทีการไม่มีหวยออนไลน์อาจเป็นเรื่องดีก็ได้ เพราะชาวบ้านนั้น เมื่อเล่นไปมากมาย อาจสะสมเป็นความละอายใจ แล้วเลิกเล่นได้ในสักวันหนึ่ง โดยเฉพาะเมื่อโดนกล่อมเกลาจาก “หลักคุณธรรม” ที่ประกาศปาวๆในสื่อกระแสหลักอย่างสม่ำเสมออยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

  • S

    ขอแย้งคำว่า “โลกตรรกะ”ที่กล่าวถึงข้างบนค่ะ ขอใช้คำว่า “กรอบความเคยชินของสังคมไทย” เพราะ “ตรรกะ” คืออะไรก็ได้ที่ใช้เหตุผลที่เหมาะสมมาอธิบายได้ค่ะ ความเหมาะสมของคนแต่ละสังคม แต่ละชาติก็แตกต่างกันไป แล้วแต่ว่าเติบโตมาในสังคมที่ใช้เหตุผลแบบไหนมา
    เด็กชาติอื่น ก็มีตรรกะของเค้า แต่หากคุณ จรช จะใช้คำข้างบนก็ต้องเพิ่มเติมเป็น “โลกแห่งตรรกะเดิมๆ ที่ไม่ทันสมัยแล้วของประเทศไทย” อะไรทำนองเนี้ยนะคะ

    แต่ว่าไปว่ามา คุณ จรช มาวกเข้าหวยออนไลน์ได้งัยคะ? ท่าทางจะอึดอัด ไม่กล้าระบายออกทางทวีตเตอร์เหรอคะ? หนีคมกระสุนทางการเมืองหรืออย่างไรคะ?? แต่ก็นับเป้นตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนถึงตรรกะของคนเป็น นายกรัฐมนตรี ได้เป็นอย่างดีค่ะ

    สังคมไทยยังต้องมีการปฏิวัติหรือเปลี่ยนแปลงอีกมาก โดยเฉพาะเรื่องระบบวิธีคิด/ตรรกะ เอาง่ายๆ

    หากเรารณรงค์ให้คนสร้างสรร แสวงทำในสิ่งที่เป็นพรสวรรค์ มากกว่าเรียนตามค่านิยมของสังคม ไม่ยึดติดกับการต้องรีบเรียนให้จบตั้งแต่อายุยังน้อย แต่ในสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาซึ่งเป็นแหล่งบ่มเพาะปัญญาชน ส่วนใหญ่ยังบังคับให้นิสิตนักศึกษาแต่งเครื่องแบบเข้าเรียน เข้าสอบ.. คิดดูสิว่า ถ้าคุณลุงอายุสี่สิบถึงเจ็ดสิบจะเข้าเรียนปริญญาตรี ต้องไปใส่เครื่องแบบนิสิตไปมหาวิทยาลัยทุกวัน.. โอ้ว..พระเจ้า แค่คิดก็ยอดเยี่ยมมากแล้ว..หรือคุณป้า..ต้องใส่ชุดนิสิตบ๊องแบ๊ว..เหมือนคุณหลานวัยยี่สิบ.. อะไรจะเกิดขึ้นคะ? ทำแบบนั้นเราว่าคุณป้าก็คงถอดใจไม่อยากไปสอบเอเน็ตโอเน็ตเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยแล้วล่ะค่ะ ไม่แน่ใจว่าคนออกกฏพวกนี้ คิดล่วงหน้าเผื่อไปรึเปล่า รึว่า คนมีสิทธิเรียนปริญญาตรีในมหาวิทยาลัยปิดต้องอายุไม่เกินยี่สิบห้า..

    เพราะในต่างประเทศ คนสูงอายุก็ไปนั่งเรียนร่วมกับเด็กอายุปีหนึ่งในมหาวิทยาลัยโดยไม่ต้องมีใครเขม่นว่ามานั่งเฝ้าหลานป้า หลานตา หลานยาย

    เคยเห็น คุณแม่อายุห้าสิบท่านหนึ่ง เข้าเรียนปริญญาตรีใบที่สองของเธอพร้อมกับลูกสาวของเธอได้อย่างไม่เก้อเขิน แต่ถ้าเป็นในประเทศไทย คุณแม่จะถูกบังคับให้ใส่ชุดนักศึกษาไปเรียนรึเปล่าน้า.. สงสัยจริงๆ..

    หากมีโอกาส คุณ จรช..ช่วยกระซิบบอกรมต.กระทรวงศึกษาฯ หน่อยสิคะ?? เพราะเรื่องเล็กๆน้อยๆแบบเครื่องแบบนิสิตนักศึกษาเนี่ย ก็สะท้อนถึงแนวคิดบางอย่างของมืออาชีพทางการศึกษาแล้วคะ ว่า ยังออกนอกกรอบไม่เต็มที่ค่ะ แล้วจะไปสอนให้นักเรียนนักศึกษา ออกนอกกรอบได้งัยคะ??

  • S

    ฝากคลิปนี้ให้ดูหน่อยคะ คลิปนี้มีภาษาที่ไม่สุภาพ และหยาบคาย แต่คนทำใช้เป็นสื่อสะท้อนการศึกษาของเมืองไทยไว้ได้แบบ “หัวเราะลั่น กลั้นน้ำตา พาใจหม่น”

    ฮิตเลอร์เตรียมสอบ