ทีดีอาร์ไอระบุยึดสนามบิน ทำวิกฤตหนัก เศรษฐกิจขยายตัวติดลบ คาด”คนเกือบล้าน”ตกงานต้นปีหน้า

November 30, 2008

ทีดีอาร์ไอคาดปีหน้าวิกฤตหนัก พันธมิตรฯบุดยึดสนามบินทำเศณรฐกิจติดลบ ส่อเจอเงินฝืด ภาคเอกชนถดถอย แรงงานเกือบล้านถูกลอยแพ แนะรัฐอัดเงินเข้าระบบ-ช่วยรากหญ้า ทีมเศรษบกิจ”โอฬาร”พูดเป็นนัยไม่รู้รัฐบาลเหลืออายุอีกกี่วัน ชม ปชป.บริหารประเทศได้

มูลนิธิ ชัยพัฒนา สำนักงานคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และมูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) จัดสัมมนาวิชาการประจำปี 2551 เรื่อง “สู่การเติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน” ขึ้นเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน ที่โรงแรมแอมบาสซาเดอร์ ซิตี้ จอมเทียน จ.ชลบุรี

นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ประธานสภาทีดีอาร์ไอ กล่าวว่า ประเทศไทยจำเป็นจะต้องเร่งพัฒนาประเทศด้วยการกระจายโอกาสให้แก่ประชาชนใน ประเทศให้ทั่วถึง เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลกที่มีผลกระทบต่อ ประเทศไทยได้ สำหรับแนวทางในการดำเนินการคือไทยจะต้องปรับปรุงระบบและโครงสร้างกฎหมายเชิง สถาบันที่ก่อให้เกิดต้นทุนต่อระบบเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและเรื้อรัง จนทำให้ประเทศไทยต้องสูญเสียความสามารถในการพัฒนาบุคลากรของประเทศ เพื่อให้สามารถแข่งขันทางเศรษฐกิจ อุตสาหกรรมกับประเทศอื่นๆ ได้

นายสมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาเศรษฐกิจส่วนร่วม ทีดีอาร์ไอ กล่าวในการเสวนาเรื่อง “นโยบายที่รัฐบาลควรและไม่ควรดำเนินการในการรับมือกับวิกฤตการณ์การเงินโลก” ว่า จากการประเมินอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทย (จีดีพี) ในปี 2551 คาดว่า จะขยายตัวประมาณ 4% เนื่องจากได้รับผลกระทบการวิกฤตการเงินโลก โดยเฉพาะ ในไตรมาส ที่ 4 ปี 2551 ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด โดยน่าจะขยายตัวได้เพียง 1% ขณะที่ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศหรือจีดีพีในปี 2552 ทีดีอาร์ไอคาดว่าจะขยายตัว 1.9% ตัวเลขนี้ได้นับรวมการใส่เม็ดเงินงบประมาณกลางปีเพิ่มเติมปี 2552 จำนวน 1 แสนล้านบาทเรียบร้อยแล้ว

“การคาดการณ์ตัวเลขครั้งนี้ ยังไม่นับรวมข้อมูลจากกรณีที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยบุกยึด ทำเนียบรัฐบาลชั่วคราว สนามบินดอนเมือง สนามบินสุวรรณภูมิ ที่อาจทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปี 2552 ไม่ถึง 1% หรือในกรณีที่เลวร้ายที่สุด อาจจะขยายตัวติดลบ ซึ่งน่าเป็นห่วงเศรษฐกิจไทยมาก แต่เรายังมีนโยบายที่เป็นพระเอกในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจอย่างแท้จริง คือ นโยบายการคลัง ส่วนนโยบายการเงินถือเป็นเพียงแค่ตัวเสริมเท่านั้น โดยนโยบายการเงินที่เหมาะสมควรจะดูแลเรื่องสภาพคล่องเป็นหลัก รวมถึงการลดดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อช่วยสภาพคล่องและเสริมการกระตุ้นเศรษฐกิจของนโยบายการคลัง” นายสมชัยกล่าว

สำหรับแนวทางในการดูแลค่าเงินบาท นายสมชัยกล่าวว่า จำเป็นจะต้องดูแลไม่ให้ค่าเงินบาทแข็งเกินกว่าค่าเงินของประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค ส่วนแนวคิดที่จะระดมทุนเพื่อนำเม็ดเงินไปพยุงดัชนีในตลาดหลักทรัพย์ มองว่าเป็นเรื่องไม่สมควร ควรจะปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามกลไกตลาดมากกว่า และไม่ควรดำเนินนโยบายกดดันให้ธนาคารพาณิชย์เร่งขยายสินเชื่อ ควรจะปล่อยให้ธนาคารเป็นผู้พิจารณาเองตามความเหมาะสม อย่างไรก็ตาม ปี 2552 เศรษฐกิจไทยจะมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะเงินฝืด เนื่องจากการถดถอยของภาคการผลิตเอกชน รวมถึงอัตราเงินเฟ้อที่จะคาดว่าจะติดลบ 0.6% เนื่องจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง

น.ส.วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์ ผู้อำนวยการวิจัยด้านหลักประกันสังคม ทีดีอาร์ไอ กล่าวว่า ผลจากปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการจ้างงานและอัตราว่างงานในไทย ทำให้สถานประกอบการมีความต้องการลดแรงงานลง โดยเฉพาะลูกจ้างที่มีประสิทธิภาพต่ำจะถูกคัดออก บางแห่งอาจเลือกใช้การลดชั่วโมงการทำงาน และในอนาคตอันใกล้สถานประกอบบางแห่งต้องล้มเลิกกิจการในที่สุด

“การจ้างงานในส่วนเอกชน คาดว่า จะมีการลดการจ้างงานลงประมาณ 500,000 คน ชั่วโมงการทำงานเฉลี่ยลดลงจาก 50-52 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เหลือ 48-49 ชั่วโมง โดยรวมแล้วในไตรมาสแรกของปี 2552 ไทยจะมีจำนวนผู้ว่างงาน 880,000 คน คิดเป็น 2.34% ของกำลังแรงงานที่มีประมาณ 37.3 ล้านคน กลุ่มที่มีอัตราเสี่ยงที่จะว่างงาน ได้แก่ ลูกจ้างในกลุ่มอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เครื่องจักร และอุปกรณ์ เหล็ก เครื่องใช้ไฟฟ้า ชิ้นส่วนอิเลกทรอนิกส์ ผลิตภัณฑ์ยาง อัญมณี เครื่องประดับ และชิ้นส่วนยานยนต์” น.ส.วรวรรณกล่าว

น.ส.วรวรรณกล่าวว่า รัฐบาลจะต้องตรวจสอบการลดชั่วโมงการทำงานของนายจ้าง ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อบีบให้ลูกจ้างออกจากงานและรัฐบาลควรจะจ่ายเงินสมทบ ประกันสังคมเพื่อประกันสุขภาพและว่างงานแทนนายจ้างและลูกจ้าง รวมถึงการสนับสนุนการเรียนต่อของบุคลากร ทั้งในส่วนของสาขาที่ขาดแคลน เช่น พยาบาล ตลอดจนการเพิ่มวงเงินกู้การศึกษาต่อระดับอุดมศึกษา เพื่อชะลอการเข้าสู่ตลาดของแรงงานใหม่ ไม่ควรนำเงินจากกองทุนประกันสังคมไปใช้จ่ายนอกกรอบการจ่ายเพื่อสิทธิ ประโยชน์ รวมถึงไม่ควรสร้างงานชั่วคราวในลักษณะโครงการระยะสั้น เพราะไม่ก่อให้เกิดการสร้างรากฐานการพัฒนาในระยะยาว

นายอัมมาร สยามวาลา นักวิชาการเกียรติคุณ ทีดีอาร์ไอ กล่าวว่า แรงกระแทกที่เกิดจากวิกฤตการณ์การเงินโลก มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจในประเทศไทยมาก โดยเฉพาะกลุ่มฐานราก ดังนั้น มาตรการที่จะเป็นหัวใจในการแก้ไขปัญหาควรจะเป็นมาตรการการคลังมากกว่านโยบาย การเงิน โดยในส่วนของนโยบายการคลังสิ่งที่รัฐคำนึงจะต้องเป็นโครงการที่สามารถกระจาย เม็ดเงินเข้าสู่ระบบได้อย่างรวดเร็ว เช่น โครงการลงทุนขนาดใหญ่ (เมกะโปรเจ็คต์) ที่ควรเน้นการผลักดันโครงการที่มีอยู่เดิมแทนการคิดโครงการใหม่ๆ

ขณะที่แนวคิดเกี่ยวกับอัตราภาษี นายอัมมารกล่าวว่า อัตราภาษีนิติบุคคลไม่ควรปรับลด เพราะนอกจากจะไม่เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจแล้วจะยังส่งผลให้ผู้ประกอบการนำ เม็ดเงินที่ได้รับส่วนลดไปเก็บไว้เฉยๆ ส่วนภาษีมูลค่าเพิ่ม (แว็ต) ก็ไม่ควรจะลดเป็นการชั่วคราวเพราะภาษีเหล่านี้เมื่อรัฐบาลตัดสินใจปรับลดไป แล้วก็ค่อนข้างยากที่จะปรับภาษีให้กลับมาเท่าเดิมได้ แต่เห็นด้วยกับการที่รัฐควรจะจ่ายเบี้ยประกันสังคมแทนนายจ้างและลูกจ้างใน ส่วนของประกันสุขภาพและการว่างงาน แต่ไม่ควรลดอัตราเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม

นายอัมมารกล่าวว่า ในส่วนของมาตรการช่วยเหลือประชาชนที่มีรายได้น้อยของรัฐบาลที่อุดหนุนค่า ครองชีพ เช่น การขึ้นรถโดยสารประจำทางฟรี เป็นสิ่งที่เห็นด้วย แต่ต้องคำนึงด้วยว่าเมื่อดำเนินการแล้วจะต้องไม่ก่อให้เกิดภาระทางการเงิน ของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจแต่ละแห่ง ส่วนเรื่องการประกันราคาสินค้าเกษตรก็ไม่ควรจะสูงเกินไป เนื่องจากจะเป็นการส่งเสริมกลไกฉ้อฉลให้เกิดขึ้น และจะทำให้เกษตรกรผลิตสินค้ามากจนเกินความต้องการของตลาดในอนาคต และในการแทรกแซงราคาสินค้าเกษตรก็ควรส่งเสริมกระบวนการซื้อขายสินค้าเกษตร ผ่านตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า (เอเฟท) อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการให้เงินอุดหนุนแก่นักเรียนในโรงเรียนตามนโยบายเรียนฟรีก็ควรจะ ทำตามที่ระบุไว้ชัดเจน ไม่ควรเรียกเก็บค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมอีก ส่วนกรณีการอัดฉีดเงินเข้าไปในระบบเศรษฐกิจ เพื่อสร้างผู้ประกอบการใหม่นั้นไม่เห็นด้วย และมองว่าเป็นเรื่องที่มีความเสี่ยงสูงมาก เพราะบางส่วนยังไม่มีประสบการณ์หากไปดำเนินธุรกิจเต็มรูปแบบทันทีอาจทำให้ เสี่ยงต่อการขาดทุนได้

นายณรงค์ชัย อัครเศรณี หนึ่งในทีมที่ปรึกษาเศรษฐกิจของนายโอฬาร ไชยประวัติ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ข้อเสนอทุกข้อของทีดีอาร์ไอที่ปรากฏในวันนี้ตรงกับแนวคิดของนายโอฬารที่ กำหนดไว้แล้วทุกข้อ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่รู้ว่ารัฐบาลชุดนี้จะมีอายุเหลืออยู่กี่วัน แต่ถ้าพรรคประชาธิปัตย์เข้ามาเป็นรัฐบาลก็คิดว่าน่าจะสามารถดำเนินนโยบาย เหล่านี้ได้เช่นกัน

นางอัจนา ไวความดี รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สัญญาณทางเศรษฐกิจของประเทศไทย ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2551 มีแนวโน้มจะชะลอตัวลง แต่ลดลงมากน้อยเพียงใดยังไม่สามารถระบุได้ บอกได้เพียงว่าเศรษฐกิจไตรมาส 4 น่าจะตกลงลึกกว่าในไตรมาส 3 และจะส่งผลต่อเนื่องไปจนถึงปี 2552 ดังนั้น โอกาสที่จะได้เห็นเศรษฐกิจไทยปี 2551 ขยายตัว 5% คงจะไม่ใช่ ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลจะต้องเร่งทำให้ขณะนี้คือ การส่งเสริมให้คนไทยกินของไทย ใช้ของไทย โดยที่ภาครัฐจะต้องมีนโยบายระดับจุลภาคในการดำเนินนโยบาย คือต้องมีเป้าหมายสามารถทำได้เร็ว และเป็นนโยบายชั่วคราวเพื่อช่วยเหลือคนที่เดือดร้อน จากภาวะที่เศรษฐกิจโลกชะลอตัว การเมืองไทยยังไม่นิ่ง จนกระทบกับภาคการท่องเที่ยวและการส่งออกที่ปรับตัวลดลงอย่างแน่นอน

“การส่งเสริมให้คนไทยใช้ของไทยกินของไทย น่าจะเป็นแนวทางที่ดีที่สุด เพราะการที่จะไปหวังให้นโยบายการคลังเข้ามาเป็นตัวช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจคงจะ เป็นไปไม่ได้เพราะสถานการณ์แบบนี้ คนคิดนโยบาย ก็คงไม่มีสมาธิและเกร็ง และจะเอาอะไรมาคิดนโยบายที่ดีออกมาได้ และบางที ข้าราชการเองอาจคิดว่าจะทำไปทำไม เดี๋ยวก็มีคนใหม่เข้ามาทำให้นโยบายไม่เหมือนเดิม ขณะเดียวกัน การที่ไปหวังว่าจะให้การใช้จ่ายภาครัฐเป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยส่วนตัวคิดว่า โครงการเมกะโปรเจ็คต์ ไม่ควรไปเร่ง เพราะเป็นโครงการที่จะต้องใช้เวลายังไม่เห็นผลได้ในทันที” นางอัจนากล่าว

ที่มา – มติชน

Comments

Got something to say?






;