สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) นำข้อมูลรายได้-รายจ่ายครัวเรือนที่สำนักงานสถิติแห่งชาติทำสะสมกันมา 30 ปี ไปต่อยอดเป็น รายงานวิจัย “ชีวิตคนไทยในรอบสองทศวรรษของการพัฒนา”
รายงานฉบับนี้ยังไม่เผยแพร่อย่างเป็นทางการ แต่ รศ.ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย และกรรมการสมัชชาปฏิรูป ได้นำข้อมูลบางส่วนมาเผยแพร่ในเวทีการประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 12 ประจำปี 2553 เรื่อง “คุณภาพสังคมกับคุณภาพประชาธิปไตยไทย” (Social Quality and Quality of Thai Democracy) จัดไปเมื่อวันที่ 4 – 6 พฤศจิกายน 2553 ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ และถูกเผยแพร่บนเว็บไซต์ ศูนย์ข้อมูลข่าวสารปฏิรูปประเทศไทย
ข่าวดีปนข่าวร้าย…ชีวิตคนไทย 2 ทศวรรษของการพัฒนา
เขียนโดย ณัฏฐพัชร์ ทัศนรุ่งเรือง
เรื่องแรก การเปลี่ยนแปลงของลักษณะครัวเรือนไทยในรอบสองทศวรรษ (2529-2552) ปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปมาก ที่ประจักษ์ต่อสายตา คือ จำนวนครัวเรือนขนาดครัวเรือน และอายุหัวหน้าครัวเรือนไทยเพิ่มขึ้นรวดเร็วปีละ 5.1% จาก 11.9 ล้านครัวเรือนในปี 2529 เป็น 19.8 ล้านครัวเรือน ขณะที่จำนวนครัวเรือนในเมืองเพิ่มเร็วกว่าชนบท และขนาดครัวเรือนลดจาก 4.3 คน เหลือ 3.3 คน
รวมทั้งอายุหัวหน้าครัวเรือนก็ “แก่” ลงมาก เพิ่มจาก 43 ปี เป็น 51 ปี
ในจำนวน 20 ล้านครัวเรือนไทย ประธานทีดีอาร์ไอ ย้ำชัดว่า ไม่ได้มีหน้าตาเดียว แม้แวดวงนักวิจัยมีการแบ่งได้กว่า 20 ลักษณะ แต่ในงานวิจัยชิ้นนี้ ได้แบ่งครัวเรือนปัจจุบันออกเป็น 6 ประเภท รวม 19.7 ล้านครัวเรือน ไล่ตั้งแต่ (1.) อยู่คนเดียว 12.2 % (2.) อยู่กับเพื่อน 3.3% (3.) 1 รุ่น (สามี-ภรรยา) 16.5% (4.) 2 รุ่น (สามี-ภรรยา-ลูก) 40.6% (5.) 3 รุ่นและมากกว่า 20.4% (6.) เด็กอยู่กับปู่ย่าตายาย (แหว่งกลาง skip generation) 6.9%
“ครัวเรือนที่เพิ่มมากที่สุด คือครัวเรือนแหว่งกลาง เด็กอยู่กับปู่ย่าตายาย โดยเฉพาะภาคอีสานมีถึง 11% ภาคเหนือ 8% ส่วนกรุงเทพฯ มีน้อยที่สุด 1.2%” รศ.ดร.นิพนธ์ แสดงรายละเอียด และขยายความต่อว่า ครัวเรือนอยู่คนเดียว และอยู่กับเพื่อน ส่วนใหญ่มี ”ผู้หญิง” เป็นหัวหน้า และอยู่ในเมือง แต่ก็เริ่มเปลี่ยนไปแล้ว พบว่า ปี 2552 ครัวเรือนคนเดียวเริ่มมี ”ผู้ชาย”เพิ่มขึ้น
ขณะเดียวกันสภาพครัวเรือนอยู่คนเดียว และอยู่กับเพื่อน ส่วนใหญ่อยู่ในเมือง แต่ปี 2553 กลับพบครัวเรือนคนเดียวในชนบทมีมากกว่าเมือง ด้วยเหตุที่ในเมืองน้อยลงต้องขยับขยายตัวสู่ชนบทมากขึ้น
การศึกษา : ข่าวดี และข่าวร้าย
รายงานวิจัยยังแสดงให้เห็น “ข่าวดี” ที่คนไทยได้รับการศึกษาสูงขึ้น ช่องว่างทางการศึกษาระหว่างเมืองและชนบทดีขึ้นทั้งชายหญิง
“ไม่รู้ข่าวดีหรือข่าวร้าย ที่พบว่า “ผู้หญิง” มีการศึกษาสูงกว่า “ผู้ชาย” ทั้งในเมืองและชนบท” ประธานทีดีอาร์ไอ ประมวลให้เห็น และว่าข่าวร้ายมี 3 ข่าว (1) ประชากรอายุ 10-25 ปี ที่คาดว่าจะเรียนถึงมหาวิทยาลัย มาจากครัวเรือนที่มีรายได้ต่อหัวสูงสุด (2) ค่าจ้างของคนจบมหาวิทยาลัย และป.6 เพิ่มเร็วที่สุด ขณะที่คนจบมัธยม 6 มีค่าจ้างเพิ่มช้าที่สุด
แปลว่า จบม.6 แล้วจะลำบากมากต้องจบมหาวิทยาลัยให้ได้ ผลคือว่า ค่าจ้างคนจบมหาวิทยาลัยจะถ่างจากค่าจ้างของคนจบ ม.6 ถึง 160 %
และข่าวไม่ดีข้อที่ (3) ถือเป็น ปัญหาใหญ่ของบ้านเรา คือ ครอบครัวแหว่งกลาง อยู่กับปู่ย่าตายายที่เรียนน้อยไม่สามารถสอนหนังสือเด็กได้ การที่เด็กอยู่กับพ่อและแม่น้อยลง ทั้งๆ ที่การศึกษาต้องอาศัยพ่อแม่ อะไรจะเกิดขึ้น..?
รศ.ดร.นิพนธ์ บอกว่า นี่คือกระบวนการผลิตซ้ำ เด็กที่มาจากครอบครัวยากจน พ่อแม่ต้องไปทำงานในเมือง ไม่มีโอกาสได้อยู่กับพ่อแม่ ต้องอยู่กับปู่ย่าตายาย ขณะที่จำนวนเด็กกลุ่มนี้มีมากขึ้น ฉะนั้นแนวนโยบายด้านการศึกษาจะต้องทำอย่างไร นโยบายชุมชนจะต้องทำอย่างไรดูแลครัวเรือนที่ดูเด็กเหล่านี้ นโยบายระดับสูงทำไม่ได้ ต้องให้ระดับชุมชน
ใครอยู่ในอาชีพในระบบ/นอกระบบ
เมื่อมาดูสถิติการทำงานและอาชีพ จะพบว่า งานนอกระบบเพิ่มมากขึ้น อาชีพภาคเกษตรเป็นอาชีพที่มีแรงงานลดลง ที่น่าตกใจ 3 ปีที่ผ่านมา (2549-2551) สำนักงานสถิติแห่งชาติ สำรวจแรงงานนอกระบบ หรือเรียกว่า เศรษฐกิจตามอัธยาศัย มีมากที่สุด เพิ่มขึ้นจาก 62.5 ในปี 2549 เป็น 63.7 ในปี 2551
“แรงงานนอกระบบมีรายได้ต่ำกว่าในระบบ แถมยังมีปัญหาค่อนข้างเยอะ ทั้งสภาพการจ้างงาน ต้องทำงานวันละกว่า 10 ชั่วโมง โดยไม่มีโอที ” รศ.ดร.นิพนธ์ กล่าวย้ำ
แล้วใครบ้างที่อยู่ในอาชีพในระบบ/นอกระบบ
พบว่า คนในครัวเรือนตั้งแต่ 2 รุ่น และครัวเรือนเด็กกับปู่ย่าตายายทำงานนอกระบบ
ขณะที่ครัวเรือนคนเดียว อยู่กับเพื่อน และ 1 รุ่นจะทำงานในระบบ ซึ่งแรงงานจะเป็นคนอายุต่ำกว่า 40 ปี อยู่ในกทม./ภาคกลาง
นัยแห่งเรื่องนี้ บ่งบอกอะไรบ้าง ประธานทีดีอาร์ไอ ชี้ชัดว่า ทำให้รัฐเก็บภาษีเงินได้น้อย ซึ่งรัฐและเอกชนควรเริ่มหาทางเพิ่มงานในระบบ (formal sector) ได้แล้ว
“กลุ่มครัวเรือนที่เป็นคนเดียวมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวสูงที่สุด ขณะเดียวกันก็มีรายจ่ายต่อหัวสูงที่สุดเช่นเดียวกัน กลุ่มครัวเรือนแหว่งกลาง มีรายได้เฉลี่ยต่อหัวต่ำสุด ซึ่งก็คือคนอีสาน คนภาคเหนือที่มาทำงานกรุงเทพฯ ทิ้งลูกให้ปู่ย่าตายายเลี้ยงที่ชนบท เป็นความขัดแย้งในปัจจุบันอย่างชัดเจน”
ใครมีหนี้สินเยอะสุด…
ฟังมาทั้งหมด คำถามจึงอยู่ที่ว่า แท้จริงแล้ว คนที่มีหนี้สินมากเป็น “คนจน” หรือไม่
คำตอบในงานวิจัยชิ้นนี้ คือ ไม่ใช่!!
คนจนที่มีหนี้สิน 7.3% มีน้อยกว่าคนจนที่ไม่มีหนี้สิน 9.9% และคนจนมีหนี้จำนวนลดลง เหตุผล เพราะคนจนมากๆไม่สามารถกู้ยืมใครได้ ทั้งนี้ คนไทยกว่า 60% ของประชากรมีหนี้สิน และสัดส่วนคนมีหนี้เพิ่มจาก 41% ในปี 2537 ภาคอีสานมีคนมีหนี้มากที่สุด 72.5%
และปัจจุบันหนี้ส่วนใหญ่กว่า 94% เป็นหนี้ในระบบ ไม่ใช่นอกระบบ!!
นัยเชิงนโยบาย ประธานทีดีอาร์ไอ ระบุตอนท้ายไว้ว่า
- นโยบายพักชำระหนี้ แปลงหนี้นอกระบบเป็นในระบบ และให้กู้เพิ่ม ไม่ใช่การแก้ไขปัญหาหนี้ที่ได้ผลอีกต่อไปแล้ว เพราะมีแต่จะสร้างปัญหาหนี้ให้คนส่วนใหญ่
- รัฐบาลยังจำเป็นต้องแก้ไขปัญหานี้นอกระบบหรือไม่ (ยกเว้นกรณีการทวงหนี้โหด และใช้ข้อกฎหมายเอาเปรียบผู้กู้)
- ภาคเอกชนและรัฐควรร่วมกันสร้างความรู้ให้ผู้กู้เกี่ยวกับความรู้ทางการเงิน (financial literacy) และการบริหารรายได้-รายจ่ายแบบพอเพียง
