โดย ชญานิน เตียงพิทยากร
ตอนแรกผมก็ว่าจะเขียนถึงกระแส “น้ำตานายก” เหมือนที่คนอื่นเขาเขียนกันนั่นแหละครับ
กระแสหนุนและกระแสต้านต่อ ศิริวรรณ ปราศจากศัตรู, มัลลิกา บุญมีตระกูล และ กัลยา โสภณพนิช มีมากทีเดียว เพราะเธอทั้งสามเลือกใช้วาทกรรม “น้ำตาการเมืองของเธอทำผู้หญิงอย่างฉันเสื่อมเสีย” ก่อนที่ผมจะจบบทความได้อย่างที่ตั้งใจ ก็ได้เห็นทั้ง คำ ผกา, หนุ่มเมืองจันท์, พิภพ อุดมอิทธิพงศ์, กำพล จำปาพันธ์, ณัฏฐ์ หงษ์ดิลกกุล, ก้อง ฤทธิ์ดี ไปจนถึง ‘ศาสดา’ ที่ต่างออกมาพูดและออกมาเขียนถึงกรณีนี้ – ผมเลยหยุดบทความไปสักพักเพื่อดูทิศทางว่าการโจมตี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในลักษณะนี้จะดำเนินต่อไปอย่างไร
แล้วผมก็พบการร้องไห้ของ สุขุมพันธ์ บริพัตร มองย้อนไปเห็นการร้องไห้ของ กิตติรัตน์ ณ ระนอง ได้อ่านบันทึกน้ำท่วมของ นิวัติ กองเพียร ได้อ่านความเห็นต่อสำเนียงภาษาอังกฤษของยิ่งลักษณ์โดย สมเกียรติ อ่อนวิมล (ที่นี่ และ ที่นี่) ไปจนถึงต้องบันทึกไว้ในชีวิตว่าได้เกิดมานานพอจนเห็นผู้คนสร้างประเด็นเพื่อกระแนะกระแหนท่าทางการ ‘เชคแฮนด์’ ของผู้นำประเทศ
ไม่มีความจำเป็นต้องย้อนกลับไปหาน้ำตาของ สุเทพ เทือกสุบรรณ และ (คำพูดอันอ้างถึงน้ำตาตนของ) อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในการหาเสียงที่แยกราชประสงค์ของพรรคประชาธิปัตย์ ไม่มีความจำเป็นต้องใช้พื้นที่มากไปกว่านี้เพื่ออธิบายการเปรียบเทียบในสิ่งที่วิญญูชนสามารถสังเคราะห์ได้ด้วยตนเอง
แต่คนสำคัญของกระแสช่วงนี้ไม่ใช่ใครที่ผมเอ่ยชื่อไปครับ ไม่ใช่แม้กระทั่งเจ้าพ่อเฟซบุคที่มีแฟนคลับในโลกไซเบอร์ล้นหลามอย่าง กรณ์ จาติกวณิช หรือ กนก รัตน์วงศ์สกุล ด้วย
ผมหมายถึง กัลยกร นาคสมภพ น่ะครับ
ก่อนที่เธอจะเขียนบทความชื่อกระฉ่อนลงในเฟซบุคและแพร่กระจายไปทั่วทั้งในฝ่ายสนับสนุนและต่อต้าน ผมไม่เห็นการโจมตียิ่งลักษณ์ด้วย personal issue อย่างเป็นล่ำเป็นสันขนาดปัจจุบันนี้มาก่อน
ลองย้อนกลับไปดูวิธีการของพรรคประชาธิปัตย์ในช่วงหาเสียงเลือกตั้งก็ได้ครับ พวกเขาไม่กล้ายิงไปที่ความเป็นยิ่งลักษณ์ หรือความเป็นผู้หญิง (และความไม่สมเป็นหญิง, การไม่มีภาวะผู้นำ) มาก่อน กระทั่งการกระแนะกระแหนของมัลลิกา บุญมีตระกูล ในช่วง pre-กัลยกร ครั้งแรกที่จิกกัดเรื่องการแต่งหน้าทำผมเลือกสีลิปสติกก็ไม่มีเสียงตอบรับมากเท่าที่ควร และครั้งต่อมาที่ยิงเรื่อง ‘ไฟดูด’ หลังการประกาศใช้มาตรา 31 ของ พรบ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ก็ยังมีพื้นฐานอยู่ที่การบริหารงานของยิ่งลักษณ์ มากกว่าจะมุ่งเน้นไปที่เจ้าตัวเป็นหลัก
หรือกระแสในเฟซบุคช่วงน้ำท่วมที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นข่าวลือ ฟอร์เวิร์ดเมล์ ภาพถ่ายเพื่อการโจมตี หรือพระราชดำรัสปลอม ก็มุ่งเน้นไปที่เสถียรภาพของรัฐบาล สร้างความไม่ชอบธรรมให้รัฐบาล หรือสร้างขั้วตรงข้ามให้เกิดขึ้นระหว่างรัฐบาลกับผู้คนหรือสถาบันใดสถาบันหนึ่งเป็นหลัก รวมถึงหัวหมู่ทะลวงฟันในอินเตอร์เน็ตของพรรคประชาธิปัตย์อย่าง กรณ์ จาติกวณิช ก็ไม่เคยเลือกเล่นประเด็นนี้จริงๆ จังๆ มาก่อน
จนกระทั่งกัลยกรได้พูดในสิ่งที่พวกเขาคิดอยู่ในใจทั้งหมดอย่างตรงไปตรงมานี่แหละ (โดยเฉพาะช่วงหนึ่งของบทความที่เธอสันนิษฐานอย่างรุนแรงว่าหากยิ่งลักษณ์มิได้เป็นผู้บริหารบริษัทหรือนายกรัฐมนตรี เธอก็คงเพียงแค่เข้าสปา ทำตัวสวยๆ รอสามีกลับบ้านมาชื่นชม รวมถึงตั้งข้อสงสัยถึงความสามารถในการบริหารบริษัทเก่าก่อนของเธอว่าไม่น่าเป็นผลงานจริง แต่เป็นแค่เครื่องมือสร้างภาพทันสมัยให้บริษัท) หลังจากนั้นทุกคนก็ถึงแก่กาลโล่งอก เพราะแม้จะมีกระแสต่อต้านจากฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลและยิ่งลักษณ์ แต่กลุ่มที่สนับสนุนข้อเขียนและความคิดเห็นของเธอในกรณีนี้ก็มีมากมายเอาการ
ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลและยิ่งลักษณ์มองเห็นว่ากลวิธีนี้เป็นที่ยอมรับและสร้างกระแสในผู้คนได้มาก และแม้จะมีแรงต้านแต่ก็ไม่ถึงกับทำให้พวกเขาอยู่ในสถานะตั้งรับอย่างที่เคยหวาดกลัว (พวกเขากล้าหยิบประเด็นนี้มาใส่เป็นข้อมูลให้สืบค้นย้อนหลังได้ในเว็บไซต์ทางการของพรรคด้วยซ้ำ)
ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ หรือข้อถกเถียงของกัลยกรจะสมบูรณ์หนักแน่นในเหตุผลหรือไม่ (เมื่อเธอกล่าวหายิ่งลักษณ์ว่าอาศัยบารมีของนามสกุลชินวัตรในการก้าวเข้าสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในขณะที่นามสกุลและสถานะของเธอเองก็ทำให้ถูกมองในทิศทางเดียวกันได้ด้วย) อดีตนักแสดงและนักร้องผู้นี้ได้สร้างกระแสวาทกรรมขึ้นมาในสังคมอย่างกว้างขวางแล้ว และผลสะเทือนของมันกินบริเวณกว้างอย่างเงียบๆ ภายใต้ภาพที่เรามองวาทกรรมของเธออย่างไม่จริงจัง เหมือนกับการมองสิ่งที่ กาละแมร์-พัชรศรี เบญจมาศ เขียนออกมาเป็นบทความในมติชนสุดสัปดาห์ (ด้วยเหตุนี้เองทำให้นอกจากสเตตัสและคอมเมนต์ต่างๆ ที่กระจายตัวอยู่ในอินเตอร์เน็ต มีผู้เขียนบทความตอบโต้เธออย่างจริงจังนับจนถึงบัดนี้เพียงสองชิ้นเท่านั้น ที่นี่ และ ที่นี่)
สังเกตดูสิครับ หลังจากบทความนี้เผยแพร่ออกไป เราได้พบกับ เอกยุทธ อัญชันบุตร ที่สร้างวาทกรรม ‘คนเหนือควรไปทำอาชีพขายบริการ’ (รวมถึงแรงสะท้อนในด้านกลับ เมื่อฝ่ายสนับสนุนยิ่งลักษณ์ใช้ข้อความของเอกยุทธโจมตี กนกรัตน์ เทโวขัต หรือ ‘หมอนก บิ๊กบราเธอร์’ เมื่อมีผู้เข้าไปพบสเตตัสโจมตีรัฐบาลและคนเสื้อแดงของเธอในเฟซบุค เพียงเพราะเธอเป็นคนเชียงใหม่) และการโจมตียิ่งลักษณ์ในประเด็นน้ำตามารยาหญิง (และใช้ ส.ส. หญิงของพรรคประชาธิปัตย์ถึงสามคนออกมาเล่นประเด็นนี้ในพื้นที่สื่อ) สำเนียงภาษาอังกฤษและการพูดแถลงการณ์ ไปจนถึงท่าจับมือของยิ่งลักษณ์กับโอบาม่าที่ถูกอธิบายด้วยคำว่า ‘จริตแบบหญิงบริการ’ รวมถึง ส.ส. ของพรรคประชาธิปัตย์เองก็กล้าเล่นประเด็นคล้ายกันนี้อย่างโจ่งแจ้งในอินเตอร์เน็ตมากขึ้น
ความชอบธรรมที่จะโจมตียิ่งลักษณ์ในประเด็นส่วนบุคคลถูกปลดสลักแล้วในหมู่คนที่จ้องหาเรื่องโจมตีรัฐบาลอยู่เป็นทุน จากที่เคยยั้งมือยั้งใจกันมาตลอดระยะ ตอนนี้ก็ถึงเวลาน้ำเน่าไหลทะลักลงคลองประปาล่ะครับ
ทุกภาคส่วนอ้าแขนรับวิธีการแบบนี้อย่างพร้อมเพรียง ทั้งปัจเจกผู้ใช้ชีวิตประจำวันอยู่ในโลกมนุษย์ โลกไซเบอร์ และศูนย์อพยพ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองของฝ่ายตรงข้าม และกระทั่งสื่อมวลชนกระแสหลักจำนวนหนึ่งที่อ้าแขนรับวิธีการเหล่านี้มาใช้ต่ออย่างภาคภูมิใจ และจับมันสนธิกำลังเข้ากับการโจมตีแบบปิดตาข้างเดียวในทำนองเดียวกับการกล่าวหาเรื่องบัตรประชาชนเด็กเจ็ดขวบว่าเป็นความคิดของรัฐบาลปัจจุบัน ในช่วงหลังประกาศผลเลือกตั้งใหม่ๆ
สำหรับผม ข้อเขียนของ กัลยกร นาคสมภพ นั้นร้ายแรง ไร้ตรรกะ และเหมารวม ทั้งยังสวมหน้ากากเฟมินิสต์เพื่อกดขี่เพศหญิงด้วยกันเองอย่างน่าอดสู แต่อย่างน้อยนั่นก็คือสิ่งที่เธอคิด รู้สึก ต้องการสื่อถึงคนที่คิดคล้ายเธอ และต่อตัวนายกรัฐมนตรีหญิง ทั้งเรื่องการบริหารงาน การจัดการปัญหาน้ำท่วม และการบริหารจัดการภาพลักษณ์ส่วนตัวในฐานะ ‘ผู้หญิง’ (ซึ่งก็หมายถึงความเป็นหญิงในนิยามส่วนตัวของเธอเอง) ไม่ว่าความแหลมคมรอบด้านในการมองปัญหาและวิเคราะห์การบริหารโดยรัฐบาลของเธอจะเป็นเช่นไรก็ตาม
คนที่ควรตระหนักและแบกรับภาระความรับผิดชอบมากกว่าคือกลุ่มคนที่กระหายในวาทกรรมชนิดเลือดขึ้นหน้า กระทั่งเลือกตกเบิกสิ่งที่กัลยกรเขียนอย่างหละหลวมไปใช้อย่างเรี่ยราด เลอะเทอะ ไร้หลักการ และไร้ยางอาย (หากกัลยกรจะต้องรับผิดชอบอะไรสักอย่าง ก็คือการที่เธอเลือกโหนกระแสตามน้ำต่อไปหลังจากข้อเขียนของเธอสร้างแรงกระเพื่อมไปเรียบร้อยแล้วต่างหาก)
การเลือกข้าง เลือกเชื่อ เลือกเปิดรับนั้นเป็นสิทธิเสรีภาพ ไม่ใช่ความผิดบาป ไม่ใช่สิ่งที่จำต้องหลีกเลี่ยง ถึงเวลาที่เราต้องยอมรับความแตกแยกไม่ลงรอยกันอย่างรุนแรงในสังคมว่ามันปรากฏอยู่ชัดตรงหน้าเรา หากเพียงแต่การเลือกเหล่านี้ไม่ใช่ยืนพื้นเพียงแค่ความพึงพอใจส่วนตน หากแต่ต้องเคารพในจริยธรรมและจรรยาบรรณ ทั้งต่อวิชาชีพ และต่อความเป็นมนุษย์ ถ้าเชื่อว่าสิ่งนั้นยังคงสถิตอยู่ในร่างกายของเรา ไม่ได้โยนทิ้งไว้ข้างทางที่ไหนสักแห่งแล้วในเส้นทางความขัดแย้งทางการเมืองตลอดเวลาหลังรัฐประหารที่ผ่านมา
อคติ ความหวาดกลัว และความเคียดแค้นโกรธา นั้นมีได้ แต่กรุณาจำกัดให้มันทำหน้าที่เพียงเท่านั้น และได้โปรดรู้เท่าทัน ก่อนจะพัฒนาเป็นกำแพงสีดำหนาหนักที่บดบังวิสัยทัศน์ของเราต่อคนอื่น ต่อความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น และต่อความเป็นมนุษย์ของตัวเอง
อย่าให้ถึงขั้นที่ว่า “อะไรก็ได้ ล่มจมไปกูสะใจก็พอ”



