Practical Report โฮ ชิง ไขก๊อกซีอีโอเทมาเส็ก

เอเอฟพีรายงานว่า เมื่อ 6 ก.พ. บริษัทเทมาเส็ก ออกแถลงการณ์ว่า นางโฮ ชิง ภริยานายลี เซียนหลุง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ได้ลงจากตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทเทมาเส็ก โฮลดิ้งส์ แล้ว หลังดำรงตำแหน่งมานาน 5 ปี โดยผู้รับตำแหน่งแทน ได้แก่ ชายชาร์ลส์ ชิป กู๊ดเยียร์ วัย 51 ปี ชาวอเมริกัน ที่เกษียณจากบริษัทบีเอชพี บิลลิตัน กิจการเหมืองยักษ์ใหญ่ของออสเตรเลีย



ภาพมาดาม โฮ ชิง , ที่มา – นิตยสารฟอร์ปส์


นายกู๊ดเยียร์จะเริ่มมารับช่วงทำงานในวันที่ 1 มี.ค.2552 และรับตำแหน่งแทนนางโฮอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 ต.ค.2552 ส่วนนางโฮจะไม่เป็นกรรมการบอร์ดของบริษัทอีกด้วย

ที่มา – ข่าวสด

ความเห็น SIU:
นี่นับเป็นข่าวใหญ่ช็อคภูมิภาคทีเดียว

เป็นที่ทราบกันดีว่า มาดาม โฮ ชิง (何晶) ซีอีโอของเทมาเส็กซึ่งเป็นบริษัทที่ถือหุ้นใหญ่โดยบรรษัทเพื่อการลงทุนรัฐบาลสิงคโปร์ นางเป็นภริยาของ นายลีเซียนลุง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ซึ่งก็เป็นบุตรชายของลีกวนยู อดีตนายกรัฐมนตรี และปัจจุบันดำรงตำแหน่ง “รัฐมนตรีที่ปรึกษา” (Ministry Mentor) ความเกี่ยวดองเป็นญาติกันไขว้ไปมาของชนชั้นนำในสิงคโปร์ จึงไม่ต้องพูดกันถึงเรื่อง “ความโปร่งใส, การตรวจสอบ และการถ่วงดุล” กันให้เมื่อยปากอีก

แม้นาย S. Dhanabalan ประธานบริษัทวัย 55 ปี จะออกมาปฏิเสธว่าการลาออกของนางโฮ ในครั้งนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับผลประกอบการของบริษัท แถมยังบอกว่ายังเร็วไปหน่อยที่จะตัดสินผลการลงทุนที่ได้ทำไปสองปีก่อนหน้านี้

แต่ในความเป็นจริงเทมาเส็กที่มีสินทรัพย์มูลค่า 123 พันล้านเหรียญ (4.3 ล้านล้านบาท) อันเป็นมูลค่า ณ เดือนมีนาคม 2551 ได้รับความเสียหายจากการลงทุนในเมอร์ริลลินช์ และบาร์คเลย์ เฉพาะเมอร์ริลลินช์นั้น เทมาเส็กลงทุนไป 5 พันล้านเหรียญ (1.75 แสนล้านบาท) และผลจากวิกฤติเศรษฐกิจทำให้มูลค่าหุ้นของเมอร์ริลลินช์ลดลงไปกว่า 78% จนกระทั่งในที่สุดต้องขายทอดกิจการไปให้กับธนาคารอเมริกาคอร์ป เมื่อวันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมา แค่พอร์ตการลงทุนนี้จุดเดียวทำให้เทมาเส็กสูญไป 2 พันล้านเหรียญสหรัฐ (7 หมื่นล้านบาท)

เดวิด โคเฮน นักวิเคราะห์จาก Action Economics! ในสิงคโปร์ก็มองว่ามาดามชิงต้องเผชิญกับความกดดันมหาศาล ในห้วงเวลาแบบนี้



ชิป กู๊ดเยียร์ อดีตซีอีโอ จาก BHP Billitonบริษัททำเหมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลก (จากการควบกิจการของ Broken Hill ในออสเตรเลีย และ Billiton ในสหราชอาณาจักร) จะเข้าดำรงตำแหน่งซีอีโอของเทมาเส็กแทนที่ ต้องรอดูต่อไปว่าเขาจะรับแรงกดดันได้มากแค่ไหน

มาดามชิงถูกนิตยสารฟอร์จูนบอกว่า การตัดสินใจลงทุนซื้อชินคอร์ป เมื่อปี 2549 ของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร และครอบครัว เป็นการเก็งกำไรที่ผิดพลาด เพราะต่อมาหุ้นชินลดมูลค่าเหลือเพียง 43% และต่อมาเทมาเส็กยังต้องเผชิญการตรวจสอบจากรัฐบาลที่ขึ้นมาแทนที่ในคดีคอรัปชั่นอีกด้วย



ดูเทมาเส็กคอนเน็คชั่นจาก – Silobreaker (คลิ้กที่ภาพเพื่อดูรูปใหญ่)

ปี 2550 นิตยสารฟอร์ปส์ บอกว่าเธอเป็นผู้หญิงที่มีอำนาจมากที่สุดในโลกเป็นอันดับสามรองจาก ผู้นำเยอรมัน นางแองเจลา เมอร์เคล และ นางอู๋อี๋ รองประธานาธิบดีจีน (อันดับของเธอยังเหนือกว่านางคอนโลลีซ่า ไรส์ จากสหรัฐอเมริกาเสียอีก)

มาดามชิงคว้าปริญญาโทด้านวิศวกรรมไฟฟ้าจากสแตนฟอร์ด ก่อนเข้าทำงานในบริษัทสิงคโปร์เทคโนโลยี ซึ่งเป็นบริษัทลูกของเทมาเส็กในช่วงปี 2530 – 2544 ต่อมาเธอเข้าทำงานในฐานะคณะกรรมการบริษัทของเทมาเส็กในเดือนมกราคมปี 2545 และได้รับตำแหน่งซีอีโอตั้งแต่เดือนมกราคมปี 2547 เป็นต้นมา

แน่นอนว่า นาย S. Dhanabalan ประธานบริษัทเจ้าเดิมจะออกมาย้ำว่าที่เธอถูกเลือกให้ดำรงตำแหน่งบริหารนั้น เป็นเพราะผลงานมากกว่าสายสัมพันธ์กับใคร

รวมอายุงานในตำแหน่งซีอีโอของมาดามชิงเป็นเวลาทั้งสิ้น 5 ปี

หมายเหตุ:
บรรษัทเพื่อการลงทุนรัฐบาลสิงคโปร์ (Government of Singapore Investment Corporation : GIC) ซึ่งเป็น กองทุนความมั่นคงแห่งชาติ (Sovereign Wealth Fund) ถูกก่อตั้งเมื่อปี 2524 โดยมีจุดประสงค์เพื่อบริหารเงินสำรองระหว่างประเทศของสิงคโปร์ให้เกิดผลกำไร โดย GIC ลงทุนในหุ้น, พันธบัตร, เครื่องมือตราสารในตลาดเงิน, อสังหาริมทรัพย์ และการลงทุนพิเศษอื่น บรรษัทแห่งนี้มีนายลีกวนยู อดีตนายกรัฐมนตรีเป็นประธานบริษัท, นายลีเซียนลุง บุตรนายลีกวนยู และนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันของสิงคโปร์เป็นรองประธานบริษัท

GIC เป็นกองทุนความมั่นคงแห่งชาติที่มีขนาดเงินทุนเป็นอันดับสาม (3.3 แสนล้านเหรียญสหรัฐ) รองจาก กองทุน “Abu Dhabi Investment Authority” ของสหรัฐอาหรับอิมิเรตส์ (8.75 แสนล้านเหรียญสหรัฐ) และ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพของนอร์เวย์ (3.91 แสนล้านเหรียญสหรัฐ)

จึงไม่ต้องสงสัยว่าเหตุใด เมนเตอร์ลี จึงให้ความเห็นว่า “ราคาอสังหาริมทรัพย์จะสูงขึ้นในระยะยาว”