SIU เคยวิพากษ์มาก่อนหน้านี้แล้วเรื่องบทวิเคราะห์ที่ผิดพลาด ของนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของไทย ที่มองว่าใจกลางความขัดแย้งปัญหาระหว่างไทยและกัมพูชา คือ “พตท. ทักษิณ ชินวัตร” แต่ในความเป็นจริง นั่นเป็นการมองปัญหาที่ผิดพลาด จากการตั้งสมมติฐานตั้งต้นที่ผิดพลาด เมื่อตั้งสมมติฐานตั้งต้นผิดพลาด ก็ย่อมนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ผิดพลาดตามมามากขึ้น เฉกเช่นการกลัดกระดุม ที่เมื่อกลัดผิดแต่เม็ดแรก กระดุมเม็ดถัดไปที่ถูกกลัดตามมา ย่อมผิดพลาดตามไปด้วย
ในบทวิเคราะห์สถานการณ์ของ SIU ที่ได้นำเสนอมาแล้วนั้น เราได้เสนอให้ใช้กรอบวิเคราะห์ปัญหาที่พ้นไปจากความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเกิดจากปัญหาทางการเมืองภายในระยะ 4-5 ปี ที่ผ่านมา และให้มองพ้นไปจากปัญหาซึ่งจำกัดเขตเพียงเฉพาะบริเวณปราสาทพระวิหาร แต่เราได้เสนอว่านี่คือปัญหาที่มีรากเหง้ามาจากการสั่นสะเทือนของวาระทางภูมิรัฐศาสตร์ ของเขตชายแดนด้านตะวันออกของไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งยังไม่สงบนิ่งลงตัว
ความขัดแย้งด้านชายแดนไทย-กัมพูชาในปี 2554 ได้พัฒนาไปในแง่เลวร้ายลงมาก และนำไปสู่สงครามจำกัดเขต ซึ่งยังไม่มีท่าทีที่จะสงบลงง่าย ๆ ส่วนในด้านข้อพิพาทเรื่องอาณาเขตพื้นที่ปราสาทพระวิหารนั้น กัมพูชาก็ได้นำกลับมาร้องเรียนต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (International Court of Justice หรือ ICJ) เพื่อให้ตีความคำพิพากษาในเรื่องพื้นที่ให้ชัดเจนอีกครั้ง จากที่ก่อนหน้านี้ ICJ ไม่ยอมตัดสินพื้นที่ลงไปให้ชัดเจนด้วยหวังจะให้ทั้งสองประเทศมีการเจรจาและสามารถหาหนทางตกลงกันเองได้
ฝ่ายกัมพูชาพยายามใช้แนวทางด้านการทูตในทุกปริมณฑลเพื่อหาทางช่วงชิงความได้เปรียบจากข้อขัดแย้งครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการร้องเรียนไปยัง ICJ หรือการยอมรับให้อาเซียนเข้ามาเป็นคนกลางในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท และเครื่องมือหนึ่งก็คือการร้องเรียนไปยังคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UN Security Council หรือ UNSC) ซึ่ง UNSC ก็ได้รับเรื่องร้องเรียนแต่ได้ให้กลไกของอาเซียนเป็นตัวกลางในการไกล่เกลี่ยปัญหา นี่ต้องถือว่าเป็นสัญญาณที่มีความหมายในระดับนานาชาติซึ่งรัฐไทยจะมองข้ามหรือละเลยไปไม่ได้
ในช่วงปี 2552 เกิดความขัดแย้งด้านพรมแดนระหว่างประเทศ Djibouti และ Eritrea ในทวีปอาฟริกา คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติได้ออกข้อมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่ 1827, 1862 และ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อที่ 1907 (ซึ่งเป็นข้อมติที่มีความเห็นเป็นเอกฉันท์) กำหนดให้ทั้งสองฝ่ายหยุดยิง และถอนทหารออกจากพื้นที่ความขัดแย้ง กองทัพ Djibouti ต้องถอนทหารออกมาอยู่ในพื้นที่ก่อนวันที่ 10 มิถุนายน 2551 และ Eritrea ต้องถอนทัพออกมาจากพื้นที่พิพาทภายในเวลา 5 สัปดาห์ หลังจากที่มติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติได้คลอดออกมา และในที่สุดทั้งสองประเทศก็ต้องยอมรับให้ประเทศกาตาร์มาเป็นคนกลางในการไกล่เกลี่ย ซึ่งท่าทีดังกล่าวนั้นในภายหลังก็ได้รับความชื่นชมจากสหภาพอาฟริกา
ในความเป็นจริง ทั้งไทยและกัมพูชามีความสัมพันธ์ทางการค้าที่ใกล้ชิดต่อกัน ซึ่งไทยถือเป็นคู่ค้ารายหลักของกัมพูชา โดยกัมพูชาต้องนำเข้าสินค้าและการบริการจากไทยถึง 2.4 พันล้านเหรียญสหรัฐ (7.2 หมื่นล้านบาท) หรือเป็นปริมาณถึง 29.5% ของการนำเข้าทั้งหมดของกัมพูชาในปีที่แล้ว ทั้งไทยและกัมพูชาต่างเพิ่งฟื้นตัวจากเศรษฐกิจถดถอยของโลก ทำให้ทั้งสองประเทศต่างก็ต้องการเสถียรภาพทั้งภายในและภายนอกประเทศเพื่อทำให้เศรษฐกิจสามารถเติบโตต่อไปได้ กัมพูชาเองก็มีบาดแผลจากสงครามกลางเมืองในช่วงทศวรรษ 80 โดยพื้นฐานเหล่านี้จะทำให้โดยธรรมชาติแล้วทั้งสองประเทศจะหลีกเลี่ยงสงครามเต็มรูปแบบต่อกัน แต่ตราบใดที่ทั้งสองประเทศยังเลือกจะเล่น “ไพ่ชาตินิยม” ก็ยังมีความเสี่ยงที่ความขัดแย้งจะขยายตัวและร้าวลึกมากกว่านี้ได้
กล่าวทางฝ่ายไทย ความเคลื่อนไหวด้านตุลาการภิวัฒน์ต่อข้อตกลงร่วมกับกัมพูชาในการสนับสนุนให้ปราสาทพระวิหารได้ขึ้นทะเบียนมรดกโลกกับ UNECO ในสมัยรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช โดยศาลปกครองกลางในปี 2551 มีส่วนเป็นอย่างยิ่งในการกำหนดกรอบและทิศทางของรัฐบาลไทยในยุคต่อ ๆ มา ทั้งที่มีข้อโต้แย้งทางวิชาการด้านกฎหมาย เกี่ยวกับคำพิพากษาในเรื่องนี้ของศาลปกครองกลางเป็นจำนวนมาก ว่าคำพิพากษาของศาลไม่ควรเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการกระทำทางรัฐบาล กล่าวในแง่นี้จึงอาจตีความหมายได้ว่าอาจยังมีความแตกต่างด้านอุดมการณ์และข้อคิดทางกฎหมายในกลุ่มผู้พิพากษา และรวมไปถึงสถาบันหลัก ๆ ของไทยก็เป็นไปได้ เพียงแต่กรอบอุดมการณ์หลักที่อยู่ในฐานะครอบงำ และมีส่วนกำหนดทิศทางของรัฐบาลยังเป็นกรอบคิดที่มองความขัดแย้งเรื่องปราสาทพระวิหารเป็นเรื่อง “การสูญเสียดินแดน” เป็นหลัก ซึ่งก็เป็นทิศทางหลักที่ฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และฝ่ายนักวิชาการกลุ่มภาคีเครือข่ายผู้ติดตามสถานการณ์ปราสาทเขาพระวิหาร ซึ่งคอยผลิตอุดมการณ์และงานวิชาการที่เน้นย้ำแนวคิดด้านนี้ออกมาเป็นระยะ
ในทางฝ่ายกัมพูชา เมื่อปี 2546 หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นกัมพูชาก็ได้ลงข่าวบิดเบือนเกี่ยวกับความเห็นของดาราไทยท่านหนึ่งต่อปราสาทนครวัดว่าเป็นของไทย ซึ่งยังความโกรธแค้นให้กับชาวกัมพูชาจนกระทั่งเกิดจราจลและการเผาสถานทูตของไทยในพนมเปญ ชนชั้นนำและนักการเมืองกัมพูชาได้อาศัยโหนกระแสนี้ตอกย้ำท่าทีที่ไม่เป็นมิตรกับไทยไปด้วย โชคยังดีที่รัฐบาลและสังคมไทยในสมัยนั้นยังมีความเป็นเอกภาพมากกว่าในปัจจุบันจึงทำให้ในที่สุดกัมพูชาก็ต้องยอมชดใช้ค่าเสียหายให้กับฝ่ายไทย
แต่ในยุคนี้พรรคประชาชนกัมพูชาของสมเด็จฮุนเซ็นมีที่นั่งของสมาชิกสภาถึง 90 จาก 123 ที่นั่ง ทำให้เขาสามารถรวบอำนาจและใช้ข้อกฎหมายด้านคอรัปชั่นเพื่อเล่นงานสมาชิกในกองทัพและกองกำลังตำรวจระดับสูงที่มีทีท่าไม่จงรักภักดีกับเขา เมื่อมองเห็นสภาพสังคมไทยที่มีความแตกแยก สมเด็จฮุนเซ็นจึงกล้าเล่นไพ่ชาตินิยม และเลือกเกมเสี่ยงแบบไต่ขอบผา (brinkmanship) ที่เขาถนัด โดยเพิ่มแรงกดดันต่อรัฐบาลอภิสิทธิ์ในทั้งทางการทูตและการทหาร ในด้านหนึ่งก็เพื่อสั่งสมคะแนนนิยมเพื่อการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงในอีก 2 ปีข้างหน้า ด้วยสภาพการกุมอำนาจเกือบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด สมเด็จฮุนเซ็นสามารถเลือกเปลี่ยนหน้านโยบายต่างประเทศของกัมพูชาให้ออกหน้าใดก็ได้ที่สร้างประโยชน์ให้กับกัมพูชาสูงสุด
จะเห็นว่าไพ่ชาตินิยมนั้นเล่นง่าย ดึงความนิยมจากประชาชนในประเทศของตนเองได้ง่าย แต่เล่นแล้วเลิกยาก ทั้งยังบ่มเพาะปัญหาในระดับรากฐานอย่างลึกซึ้ง และในที่สุดไม่นำประโยชน์มาแก่ฝ่ายใดเลย
ด้วยสภาพเงื่อนไขภายในของทั้งสองประเทศ ทำให้สถานะในขณะนี้ความสัมพันธ์ของทั้งไทยและกัมพูชาเริ่มถูกกัดกร่อนและในที่สุดจะสร้างปัญหาให้กับเป้าหมายในการรวมอาเซียนในอีก 4 ปีข้างหน้าที่จะถึงนี้ และยังไม่นับว่าอาจนำทั้งภูมิภาคไปสู่ความขัดแย้งที่ใหญ่และหยั่งรากลึกกว่านี้ในระยะยาว
เมื่อเล็งเห็นสภาพข้อเท็จจริงและผลได้ผลเสียรอบด้านเช่นนี้ รัฐบาลอภิสิทธิ์จะต้องเลิกใช้แนวทางการเป็นตุ๊กตาล้มลุก ถูกผลักไปมาจากทั้งฝ่ายอนุรักษ์นิยมและฝ่ายก้าวหน้า ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่าจังหวะไหนเสียงจากฝ่ายใดจะดังกว่า แล้วเปลี่ยนมายืนหยัดนำเสนอข้อเท็จจริงพร้อมตรรกะเหตุผลว่าทิศทางที่ควรจะเป็นของนโยบายต่างประเทศของไทยต่อกัมพูชาควรจะเป็นอย่างไร
เราเห็นด้วยกับข้อเสนอของ ดร. สุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่ได้ให้ความเห็นเมื่อวานนี้ว่า (1) ไทยควรจะเตรียมพร้อมการเจรจากับกัมพูชาทั้งในระดับทวิภาคีและระดับพหุภาคี ไม่ว่าจะเป็นในระดับอาเซียนและในระดับสหประชาชาติ (2) ความเห็นต่อกรณีความขัดแย้งเรื่องปราสาทพระวิหาร ในระดับนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี และกองทัพ จะต้องเป็นเอกภาพ และ (3) ถึงที่สุดแล้ว ไทยจะต้องเจรจากับกัมพูชาเพื่อบริหารจัดการพื้นที่รอบปราสาทพระวิหารร่วมกัน และกำหนดพื้นที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวของอาเซียน ซึ่งหากทำได้ตามนี้ปัญหาการสู้รบก็จะค่อย ๆ ยุติลงไป
สัญญาณของนาง Maria Luiza Ribeiro Viotti ประธาน UNSC ที่ขอให้ทั้งไทยและกัมพูชามีการเจรจาอย่างสันติด้วยกันแสดงว่า UNSC ยังมองภาพความขัดแย้งนี้อย่างมีความหวังและส่งสัญญาณชัดเจนว่าจะยังไม่เข้ามาแทรกแซง พร้อมทั้งเสนอให้อาเซียนเป็นเวทีกลางในการแก้ปัญหา
รัฐไทยควรจะใช้โอกาสนี้แสดงความจริงใจไม่เพียงต่อกัมพูชาแต่ต่อเพื่อนสมาชิกอาเซียนด้วยกัน ที่จะใช้เวทีอาเซียนในการแก้ไขปัญหานี้ เพราะถึงที่สุดแล้วอาเซียนจะเป็นเครื่องมือที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ต่อสมาชิกทุกประเทศในอาเซียนที่จะใช้ในการเป็นเวทีเพื่อหาข้อยุติในความขัดแย้งร่วมกัน ที่ผ่านมาอาเซียนมีธรรมเนียมในการเว้นการแทรกแซงปัญหาภายในของแต่ละประเทศมาตลอด แต่นับจากนี้เป็นต้นไปอาเซียนจะเริ่มมีบทบาทในเชิงรุกกว่าเดิม ความพยายามและความอดทนต่อปัญหาการเมืองภายในของอาเซียนต่อพม่าเป็นอาทิ ที่แม้จะยังมีปัญหาอยู่แต่ก็แสดงให้เห็นถึงทิศทางที่เริ่มมีการเดินหน้าขึ้นบ้าง
ด้วยประชากร 600 ล้านคนของอาเซียน ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดกันยิ่งขึ้นทุกวัน อาเซียนควรจะเป็นพื้นที่แห่งสันติและตลาดทางการค้าและการบริการมากกว่าพื้นที่ความขัดแย้ง เมื่อหัวจักรทางเศรษฐกิจเคลื่อนย้ายจากตะวันตกมายังตะวันออก อาเซียนจะยิ่งทวีความสำคัญขึ้นในฐานะที่เป็นพื้นที่สำคัญทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เชื่อมระหว่างสามยักษ์ใหญ่ในเอเชีย คือ จีน ญี่ปุ่น และ อินเดีย
ปัญหาคือเราจะสร้างความไว้เนื่อเชื่อใจกันระหว่างชาติสมาชิกอาเซียนได้อย่างไร นี่จะเป็นโจทย์ที่สำคัญของรัฐบาลอภิสิทธิ์ที่จะชี้ชะตาไม่เฉพาะเพียงแต่ประเทศไทยเองเท่านั้น บางทีคำตอบอาจจะอยู่ที่ความกล้าที่จะทำตัวเป็นผู้ใหญ่และยื่นมือออกไปให้มิตรสหายได้จับเสียก่อน
แน่ล่ะไม่มีใครที่กล้าโดยปราศจากความกลัว เพียงแต่เราจะต้องกล้าให้มากขึ้นที่จะสร้างมิตรและสันติภาพในภูมิภาค

