Practical Report ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา : เรายังอยู่ในโลกก่อนสมัยใหม่

และแล้วนายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ก็ออกมายืนยันว่าเอกสารลับของกระทรวงต่างประเทศนั้นเป็นของจริง

เอกสารที่ว่านั้นเป็นเอกสารจากกระทรวงการต่างประเทศใช้หมายเลขเอกสาร “กต 1303/2355″ ลงวันที่ 16 พฤศจิกายน 2552 จัดทำขึ้นโดย “นายกษิต ภิรมย์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ หนังสือส่งตรงไปยัง “นายกรัฐมนตรี”


บทขึ้นต้นและบทสรุปของเอกสารชิ้นนี้รวบยอดลงได้เพียงชื่อเดียวคือ “พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร” ดังที่เห็นจากบทวิเคราะห์ในตอนต้นที่ว่า “พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร” เป็นภัยหลัก มุ่งคุกคามความอยู่รอดของรัฐบาลโดยใช้ยุทธศาสตร์มุ่งให้เกิดสถานการณ์ที่เสื่อมทรามลง (deterioration) และยังย้ำในช่วงบทสรุปหรือ จุดหมายปลายทาง (end game) อีกครั้งว่า ต้นเหตุของปัญหามาจากการที่ พ.ต.ท. ทักษิณฯ มุ่งทำลายความอยู่รอดของรัฐบาล…

คงปฏิเสธไม่ได้ว่า พ.ต.ท. ทักษิณ และพวกใช้ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในเกมการเมืองภาพใหญ่ (grand strategy) ของเขา เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในประเทศในช่วงต้นปี 2553 นี้ สมเด็จฮุนเซ็น นายกรัฐมนตรีของกัมพูชาเองก็พร้อมที่จะเสี่ยงกับเกมนี้ในทิศทางที่เอื้อประโยชน์ต่อกลุ่ม พ.ต.ท. ทักษิณ

มองในด้านหนึ่งภาพนี้สอดคล้องกับข้อกล่าวหาของฝ่ายตรงข้าม พ.ต.ท. ทักษิณ ว่ากำลังสมคบกับต่างชาติทรยศบ้านเกิดของตนเอง ยังผลทำให้คนส่วนหนึ่งในประเทศคล้อยตามข้อกล่าวหานี้ไม่น้อย

แต่ก็ต้องไม่ลืมว่าพรรคประชาธิปัตย์เคยใช้กรณีปราสาทพระวิหารอภิปรายโจมตีการทำงานของ นายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศในสมัยรัฐบาลสมัคร ว่าขายชาติเพราะเสียแผ่นดินปราสาทพระวิหารให้กับกัมพูชา จนกระทั่งเขาต้องประกาศลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีมาแล้ว

ครั้งนั้น SIU เตือนให้ฝ่ายค้านในสมัยนั้นอย่านำประเด็นนี้มาใช้ประโยชน์ในทางการเมือง เพราะประเด็นนี้จุดแล้วติด แต่ถ้าติดแล้วเลิกไม่ได้ ถ้าถามรัฐบาลในปัจจุบันต้องการวางท่าทีตนเองอย่างไรกับปัญหากัมพูชา ก็คงตอบได้ว่าอยากให้เดินไปตามสภาพและไม่อยากมีปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศซึ่งกันและกันมากไปกว่านี้อีก ข้อกล่าวหาทางการเมืองที่เคยเกิดขึ้น เมื่อผ่านไปแล้วก็ให้แล้วกันไป

แต่เสียดายที่เรื่องนี้ไม่เป็นไปตามความคิดของรัฐบาล เพราะฝ่ายที่เคยผลักดันกรณีปราสาทพระวิหารก็ยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่องในการทวงปราสาทพระวิหารคืนจากกัมพูชา กระสุน “ปราสาทพระวิหาร” แทนที่จะลั่นออกไปแล้วปลิดชีวิตรัฐบาลสมัครแล้วจบเพียงเท่านั้น หากแต่กระสุนนัดนั้นยังควงเกลียวบินเป็นวิถีโค้งกลับมาสร้างบาดแผลเหวอหวะให้กับรัฐบาลเอง ไม่ต่างอะไรจากการยิงปืนนัดสุดท้ายของนางเอกชื่อดัง แองเจลิน่า โจลี่ ในภาพยนตร์เรื่อง WANTED

อย่าลืมว่าเอกสารฉบับนี้เป็นเอกสารลับ หมายถึงมิได้ตั้งใจให้เป็นข่าวในที่สาธารณะ นั่นย่อมหมายถึง การสะท้อนข้อเ็ท็จจริงของวาระแท้จริงในใจของกลุ่มนำรัฐบาลที่กำลังมองต้นตอปัญหาความมั่นคงภายใน และความมั่นคงต่างประเทศของรัฐไทย

SIU อยากเสนอกระทรวงการต่างประเทศ และนายกรัฐมนตรีว่า สมมติฐานตั้งต้น (premise) ที่มองว่า พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร เป็นจุดเริ่มของปัญหานั้น น่าจะคลาดเคลื่อนจากพื้นฐานความเป็นจริงไปมาก เมื่อจุดตั้งต้นผิดแล้ว การแก้ปัญหาในจุดต่อไปกลับกลายเป็นการสร้างปัญหามากขึ้น เหมือนการกลัดกระดุม หากกลัดผิดแต่เม็ดแรกแล้ว เม็ดต่อๆไปที่ตามมาย่อมผิดตามไปด้วย

ปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่เกิดขึ้นในตอนนี้ระหว่าง ไทยและกัมพูชา เกิดจากการสั่นสะเทือนของ วาระทางภูมิรัฐศาสตร์ เขตชายแดนด้านตะวันออกของไทยกับประเทศเพื่อนบ้านยังไม่สงบนิ่งลงตัว

ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลชุดใดมารับตำแหน่ง ก็ยังเผชิญกับปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศตามแนวชายแดนด้านตะวันออกได้อยู่เสมอ แม้แต่รัฐบาลทักษิณก็ยังเคยประสบปัญหากับรัฐบาลกัมพูชาในช่วงการเผาสถานฑูตจนต้องลดระดับความสัมพันธ์ทางการฑูตกันมาแล้ว

ข้อขัดแย้งที่ใหญ่ที่สุดที่เคยเกิดขึ้นคือ สงครามบ้านร่มเกล้า อำเภอชาติตระการ จังหวัดพิษณุโลก เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2530 – 19 กุมภาพันธ์ 2531 ความขัดแย้งจากข้อพิพาทเขตแนวชายแดนที่เกิดจากการตีความสนธิสัญญาไทย-ฝรั่งเศส พ.ศ. 2449 ไม่ตรงกัน ระเบิดออกมาเป็นสงครามที่รบกันยาวนานถึง 8 เดือน 20 วัน ผลเสียหายคือทหารฝ่ายไทยเสียชีวิต 147 คน บาดเจ็บ 166 คน เสียเครื่องบินไป 2 ลำ สิ้นค่าใช้จ่าย 2 – 3 พันล้านบาท ในขณะที่กองกำลังฝ่ายลาวเสียชีวิตไป 402 คน จนถึงทุกวันนี้สองบริเวณข้อพิพาทคือ เขตสามหมู่บ้าน และบ้านร่มเกล้าก็ยังตกลงหาข้อยุติกันไม่ได้

จะว่าไปข้อขัดแย้งตามแนวชายแดนเหล่านี้ เป็นผลต่อเนื่องยาวนานจากข้อพิพาทระหว่างกองกำลังโคชินจีนของฝรั่งเศสกับรัฐบาลสยาม ที่หนักหนาที่สุดคือกรณีวิกฤต ร.ศ. 112 (พ.ศ. 2436) เมื่อฝรั่งเศสส่งเรือรบแองกงสตอง (Inconstant) และเรือรบโกแม็ต (Comete) ฝ่าแนวป้องกันป้อมพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเข้ามาจอดที่หน้าสถานกงศุลฝรั่งเศส แล้วยังประกาศปิดอ่าวไทยจากแหลมฉบังถึงแหลมเจ้าลาย ตลอดจนจากเกาะเสม็ดจนถึงแหลมสิงห์

รัฐบาลสยามสูญเสียดินแดนในบังคับให้กับโคชินจีนของฝรั่งเศสจำนวนมาก แต่เมื่อฝรั่งเศสอ่อนแอลงจากการถูกเยอรมนียึดครองในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ในพ.ศ. 2482 กองทัพพายัพ และกองทัพอีสาน ภายใต้การนำของจอมพลป. พิบูลสงคราม ประกาศสงครามกับรัฐบาลวีชีฝรั่งเศส แล้วบุกเข้าเกือบถึงหลวงพระบาง และเสียมราฐ จนทำให้บริเวณที่ไทยยึดครองมาได้เหล่านี้ตกเป็นจังหวัดต่างๆของไทยคือ พระตะบอง, พิบูลสงคราม, จำปาศักดิ์ และล้านช้าง ภายหลังการไกล่เกลี่ยจากฝ่ายญี่ปุ่น

ครั้นเมื่อสงครามโลกครั้งที่สองยุติลง รัฐบาลไทยและฝรั่งเศสก็ต้องเปิดการเจรจาคืนเขตแดน 4 จังหวัดที่ไทยได้ครอบครองเป็นเวลา 6 ปีแก่ฝรั่งเศสภายใต้ความตกลงระงับกรณี ค.ศ. 1946 (พ.ศ. 2489) (settlement agreement between france and siam. signed at washington, on 17 November 1946) หลังจากผ่านการอภิปรายถกเถียงกันในรัฐสภาอย่างหนัก

ข้อพิพาทเหล่านี้ยังคงไม่คลี่คลายและกลายมาเป็นชนวนที่พร้อมระเบิดได้ ดังที่ความทรงจำของรัฐไทยในปัจจุบันที่ยังคงเจ็บปวดจากกรณีการพ่ายคดีจากคำวินิจฉัยของศาลโลกในกรณีปราสาทพระวิหาร

ถ้าพิจารณากันให้ดีแล้ว ปราสาทพระวิหารจึงไม่ใช่ปัญหาใจกลางของปรากฎการณ์ที่เห็น ยิ่ง พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร และ สมเด็จฮุนเซ็น ยิ่งมิใช่ต้นเหตุของปัญหาดังที่เอกสารของกระทรวงการต่างประเทศวิเคราะห์

รัฐไทยยังคงลักลั่นอยู่ในความเปลี่ยนแปลงจากการเติบใหญ่ของตนเอง (maturity) และการเปลี่ยนแปลงจากสถานการณ์ในระดับโลก ด้านหนึ่งก็ต้องการสถาปนาความสัมพันธ์ฉันท์มิตรแบบสมัยใหม่ในเชิงเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน และความฝันที่ต้องการเห็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนเจริญรอยตามสหภาพยุโรป แต่ในอีกด้านก็ยังคงความทรงจำจากการเสียดินแดนในช่วงการล่าอาณานิคมจากมหาอำนาจยุโรป และการตระหนักถึงความจริงที่ว่าทั้งประชาชนไทยและเพื่อนบ้านจำนวนไม่้น้อย ยังคงตกอยู่ในความคิดชาตินิยมก่อนสมัยใหม่แบบไม่เสื่อมคลาย

หากรัฐบาลกำหนดยุทธศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศผิดพลาด และยังคงเต้นตามเกมของฝ่ายชาตินิยมก่อนสมัยใหม่ที่ชูข้อเสนอแผนที่มาตรา 1:200,000 เพื่อหวังจะแก้ไขดินแดนที่เชื่อว่าเสียเปรียบประเทศเพื่อนบ้าน เมื่อนั้นฝ่ายกัมพูชาโดยสภาพความเป็นจริงทางยุทธศาสตร์ จะต้องเดินนโยบายแข็งกร้าวตอบกลับต่อรัฐไทย พร้อมทั้งอาศัยเงื่อนไขความขัดแย้งภายในของไทยให้เป็นประโยชน์กับตนเองมากที่สุด

เมื่อนั้นกรณีเลวร้ายที่สุด (worse case scenario) ซึ่งได้มีการระบุเอาไว้ในเอกสารลับของกระทรวงการต่างประเทศที่ว่า เมื่อเกิดกรณีดังกล่าวขึ้นรัฐบาลไทยต้องพิจารณาตัดความสัมพันธ์ทางการฑูต และยกเลิกการติดต่อทุกด้าน รวมถึงใช้มาตรการทางทหารเพื่อปกป้องอธิปไตยไทย จะไม่ไกลจากความเป็นจริงอีกต่อไป



ภูมิภาคเอเชีย : ที่มา วิกิพีเดีย

คำถามที่สำคัญคือรัฐไทยพร้อมแล้วหรือยังสำหรับการกำหนดมาตรการทางทหารอย่างเฉียบขาด พร้อมรับมือผลการลุกลามของสงครามที่อาจจะไม่ใช่สงครามจำกัดเขต อันเนื่องมาจากการแทรกแซงจากมหาอำนาจทั้งในระดับโลกและระดับภูมิภาค ท่ามกลางสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงไป

เพราะรัฐไทยในเวลานี้ไม่ใช่รัฐไทยที่ปราศจากความแตกแยกอย่างถึงรากเหมือนตอนทำสงครามบ้านร่มเกล้าในปี 2530 ยิ่งสภาพอำนาจนำของโลกก็มิได้แตกเป็นสองค่ายเช่นในห้วงเวลาดังกล่าวด้วย

หากแต่เป็นห้วงเวลาของการผงาดขึ้นของเอเชีย ซึ่งยังหาผู้นำที่ชัดเจนไม่ได้ระหว่าง จีน อินเดีย และญี่ปุ่น และเอเชียยังไม่เคยผ่านวิกฤตการชิงอำนาจนำขนาดใหญ่เหมือนที่ยุโรปเคยประสบมาก่อน

และสงครามโลกครั้งที่ 1 อันมีสมรภูมิหลักอยู่ในยุโรป ก็มีต้นเหตุมาจากข้อพิพาทที่ไม่ใ่ช่มหาอำนาจหลักในเวลานั้น.

  • wake

    สองประโยคสุดท้าย สรุปว่าไทยและกัมพูชา จะเป็นต้นเหตุของมหาสงครามเอเชีย?

  • กานต์

    คุณ wake ผมหวังว่าจะไม่ใ่ช่นะครับ
    แม้ในความเป็นจริง ผมไม่ค่อยสบายใจกับตัวเลขการขยายงบประมาณด้านการสะสมอาวุธของประเทศในเอเชียเท่าไหร่ก็ตาม

    เมื่อกลางปีนี้จีนก็จัดการสวนสนามทางทะเลครั้งใหญ่เพื่ออวดแสนยานุภาพ และเจตจำนงในการขยายศักยภาพการปฏิบัติการทางทะเลในน่านน้ำลึก (Blue water navy) ซึ่งเป็นเรื่องใหม่และไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

    SIU คงมีการเขียนถึงเรื่องนี้ในกรอบวิเคราะห์ด้านภูมิรัฐศาสตร์โดยเปรียบเทียบกับ Grand strategy และผลประโยชน์ของอีกสามประเทศที่มีศักยภาพในการขยายขีดความสามารถ Blue water navy (ญี่ปุ่น อินเดีย และสหรัฐฯ) แต่ในตอนนี้หากสนใจอ่านรายงานชิ้นเยี่่ยมจากเว็บไซต์ ท.ทหาร ก่อนได้ครับ : ภัยคุกคาม – จีน Go Blue-Water Navy (รวมถึงบทความนี้ : ภัยคุกคาม – กองทัพจีนกับความทันสมัย และบทความนี้ จีน – อินเดีย รอยร้าวฝังลึก หรือจะจางหาย จากเว็บเดียวกัน)

    นอกจากนี้ในเอเชียยังมีอย่างน้อยสามแห่งที่มีอาวุธนิวเคลียร์สะสมไว้แน่ๆ (จีน อินเดีย และปากีสถาน) ถ้าไม่นับรวม potential อย่าง เกาหลีเหนือ, อิหร่าน, และอาจจะเป็นพม่า ของพวกนี้คงไม่สะสมไว้ดูกันเล่นๆหรอกครับ

    ก็ไม่อยากมองโลกในแง่ร้ายหรอกนะครับ พูดถึงเรื่องอาวุธ เรื่องสงคราม คนชอบหาว่าป่าเถื่อน ผมอยากพูดเรื่องน่ารักๆ sublime การตลาด หรือ เรื่องสิ่งแวดล้อม csr อะไรที่เขาชอบๆพูดถึงกัน

    แต่เคลาซ์วิตซ์ก็เคยเตือนเอาไว้ว่า “สงครามคือการเมืองที่หลั่งเลือด”

    รัฐประหารที่หลายคนเคยหัวเราะว่ามันล้าสมัยและหมดไปจากประเทศไทยแล้วก็ยังกลับมา แถมคนยังชื่นชอบเสียด้วยสิ (ในช่วงแรกๆนะครับ)

  • zneb

    คิดแล้วนึกถึงที่ George Friedman เรื่องรอยปริแตกของดุลยภาพทางความมั่นคงที่เขาตั้งข้อสังเกตกับกรณีของ Kosovo แล้วเขาก็มองว่ามันร้าวมาถึงอัฟกานิสถาน

    กรณีของฝรั่งเศสก็มีส่วนคล้ายคลึงบ้าง แต่มันทิ้งไว้ในลักษณะของสิ่งตกค้างจากประวัติศาสตร์มากกว่า แต่ถ้าหากเรื่องยืดเยื้อมากกว่านี้รอยเล็กๆตรงนี้อาจขยายวงเป็นจุดเสี่ยงทางความมั่นคงและภูมิรัฐศาสตร์ที่ยาวกว่านี้ได้ เพราะมันมีรอยเล็กๆประปรายอยู่ในหลายๆจุดของภูมิภาคบ้างซึ่งอาจถูกเชื่อมโยงกันยาวกว่านี้ได้หากเรื่องมันถูกโหมกระแสและถูกแทรกแซงมากกว่านี้

  • zneb

    พบแล้ว ที่ที่น่าจะเป็นสุสานท่านโจโฉผู้ยิ่งใหญ่ พบเครื่องศาสตราวุธของเจ้าแคว้นเว่ยด้วย สันนิษฐานน่าจะเป็นของโจโฉ

    555 ทำสุสานไว้ต้อง 70 กว่าแห่งในที่สุดก็ถูกคุ้ยขึ้นมาแล้ว แต่ไม่รู้ใช่ของจริงหรือเปล่า แต่อยากให้ใช่มากๆ

    http://news.xinhuanet.com/english/2009-12/27/content_12712471.htm