คนไทยโดนสบประมาทมานานแล้วว่าเป็นชาติที่ “เหยาะแหยะ” ไม่จริงจังในการทำงาน แต่ในวันนี้คนไทยกำลังได้รับโอกาสในการแก้เผ็ด โดยการแปรเปลี่ยน “ความสนุกครื้นเครง” ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติไทยให้กลายเป็น “สินค้าสร้างสรรค์ (creative product)” เพื่อทำให้ประเทศไทยยกระดับจากประเทศกำลังพัฒนาที่โดนดูถูกมองข้าม เข้าสู่การเป็นประเทศศูนย์กลางเศรษฐกิจสร้างสรรค์(Creative Economy) ซึ่งชาวต่างชาติที่เคยดูถูกพวกเรานั้น อาจต้องมาก้มกราบเพื่อขอเรียนรู้
หลายสิบปีมานี้ คนไทยต้องหวานอมขมกลืนกับการพัฒนาเศรษฐกิจทุนนิยมที่วางรากฐานอยู่บนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เมื่อคนไทยสร้างผลงานได้ไม่ดีนัก ก็ถูกกล่าวหาว่า “เกียจคร้าน” หรือหนักกว่านั้นกว่านั้นก็ว่า “โง่ จน เจ็บ” อันทำให้คนไทยรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจและขาดความเชื่อมั่นอย่างน่าสงสาร แต่แล้วเมื่อฝรั่งเริ่มอิ่มตัวกับทุนนิยมวิทยาศาสตร์แล้ว จึงหันกลับมาให้ความสำคัญกับทุนนิยมศิลปะ ที่ได้รับการขนานนามอย่างสวยหรูว่า “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” คนไทยบางส่วนจึงเริ่มตระหนักรู้ว่า “โดนฝรั่งหลอกใช้มาโดยตลอด” เพราะเส้นทางการพัฒนาประเทศไม่ได้มีเพียงสายเดียว ไม่จำเป็นต้องเชี่ยวชาญเหตุผลตรรกะหรือสมองซีกซ้ายเพื่อพัฒนาวิทยาศาสตร์เท่านั้น แต่สามารถพัฒนาประเทศผ่านเส้นทางสมองซีกขวา นั่นคือ ความรุ่มรวยทางจิตใจ ศิลปะ และสุนทรียสัมผัส
ลองนึกถึง “นวัตกรรมทางเทคโนโลยี” ที่คนไทยคิดค้นและเป็นที่เชิดหน้าชูตานั้น เราแทบจะมองไม่เห็นเลย แต่หากขยายมุมมองเรื่องนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีให้ครอบคลุมไปถึงด้านศิลปะและจิตใจแล้ว คนไทยก็มีนวัตกรรมและเทคโนโลยีไม่น้อยหน้าใครเลย เริ่มจากรายการ “แฟนพันธุ์แท้” ที่กวาดรางวัลทั้งในและนอกประเทศมาแล้วมากมาย “ภาพวาดที่มีจิตวิญญาณ” ของอาจารย์เฉลิมชัย ที่ต่างชาตินิยมยกย่องจนต้องซื้อหาไปเก็บไว้ประดับบารมี “ศูนย์การค้า Paragon” ซึ่งมีการตกแต่งร้านและกิจกรรมที่สร้างสรรคสดใหม่ตลอดทุกเดือน จนเป็นแหล่งช้อปปิ้งและดึงดูดนักท่องเที่ยวให้หลั่งไหลมาไม่ขาดสาย ยังไม่นับ “เสน่ห์รอยยิ้มและจิตใจบริการแบบไทย” ที่อาจไม่มีรูปแบบที่ชัดเจนเหมือนสินค้าเทคโนโลยี แต่ก็สร้างรายได้ให้ธุรกิจท่องเที่ยวไทยปีละหลายแสนล้านบาท
แต่คนไทยควรจะลิงโลดและหยุดยั้งความภาคภูมิใจไว้เพียงแค่นี้กระนั้นหรือ ?
แน่นอนว่า “โอกาสใหญ่” ของคนไทยทั้งแผ่นดินมาถึงแล้ว แต่กระนั้น Creative Economy ก็เป็นทั้งวิกฤตและโอกาส เนื่องจากในอดีตที่ต่างชาติกำลังสนใจกับเศรษฐกิจเทคโนโลยีอยู่นั้น ในส่วนของเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและบริการ ก็ยังปล่อยให้ประเทศไทยที่ด้อยพัฒนากว่ากอบโกยเงินทองเป็นว่าเล่น แต่ตอนนี้กระแสลมได้เปลี่ยนทิศแล้ว ชาวต่างชาติเริ่มหันมาสนใจที่จะทำมาหากินกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่ครอบคลุมมาถึงการท่องเที่ยวและการบริการทั้งมวล ดังนั้น คนไทยจึงไม่ควรชะล่าใจว่า ฝรั่งไม่มีความถนัดเชี่ยวชาญในรอยยิ้มและบริการเท่าคนไทย เพราะฝรั่งสามารถชดเชยความเสียเปรียบนี้โดยการใช้เทคโนโลยีในการสร้างความสะดวกสบายให้การท่องเที่ยว ใช้เทคโนโลยีในการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้มีรูปลักษณ์สีสันที่น่าดึงดูด ใช้ทักษะการบริหารจัดการที่ก้าวหน้าเพื่อบริการลูกค้าให้ได้รับความพึงพอใจสูงสุด
ในอนาคต คนไทยและฝรั่งจึงต้องปะทะกันในสนามรบเศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
คนไทยที่หวังจะอยู่รอดในยุคเศรษฐกิจตกต่ำเช่นนี้ จึงต้องเริ่มให้ความสนใจเรื่อง Creative Economy อย่างจริงจัง เพื่อจะได้รู้เขารู้เราและไม่เพลี่ยงพล้ำ โดยเฉพาะเมื่อฝรั่งมีเงินทุน เทคโนโลยี คนเก่ง และระบบบริหารจัดการที่ดีเยี่ยมกว่าคนไทยอย่างเทียบไม่ติด ดังนั้น นักธุรกิจในภาคอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ทั้งหลาย โดยเฉพาะท่องเที่ยวและบริการ จะต้องเร่งพัฒนาสินค้าและบริการของตนเองให้มีคุณภาพและยกระดับเข้าสู่ Creative Product เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลกอย่างสง่างาม
เราต้องการ “เกมโชว์” โดนใจแบบแฟนพันธุ์แท้อีกมากมาย เรายังต้องการ “ศูนย์การค้า” ที่น่าลุ่มหลงชวนเดินแบบ Paragon อีกหลายแห่ง แต่กระนั้นการจะได้มาซึ่งเกมโชว์และศูนย์การค้าที่สร้างสรรค์นั้น ไม่ใช่เพียงอาศัยจิตใจบริการเพียงอย่างเดียว หากยังต้องมีการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างสม่ำเสมอ ดังเราจะเห็นว่ารายการแฟนพันธุ์แท้จะมีความเปลี่ยนแปลงไม่ซ้ำเดิมตลอดหลายปีที่ผ่านมา Paragon ก็มีการจัดงานแสดงสินค้า อย่างเลิศหรูอลังการแทบจะทุกสัปดาห์ ที่สำคัญยังแปลกใหม่ไม่ซ้ำตา ทำให้คุณค่าสร้างสรรค์ Creative Value คงความสดใหม่ได้อยู่เสมอ
เชื่อได้เลยว่า “ภาพลักษณ์” สวยหรูที่เห็นอยู่หน้าจอโทรทัศน์และในศูนย์การค้า ไม่ใช่เกิดจากพนักงานที่ทำงานไปวันๆ เน้นแต่ปริมาณไม่เน้นคุณภาพ แต่ต้องมาจากการระดมสมองอย่างหนักหน่วง เพื่อค้นหา “นวัตกรรม” ตลอดเวลา เพื่อส่งมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้ผู้บริโภค
“เศรษฐกิจสร้างสรรค์” เป็นเศรษฐกิจที่คนไทยมีความได้เปรียบโดยพื้นฐาน แต่การจะรักษาความได้เปรียบให้ยั่งยืนยาวนานนั้น คนไทยทุกคนจะต้องร่วมกันพัฒนาสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมขึ้นมาดังนี้
1. Creative People
ในปัจจุบัน สงครามแย่งชิงคนเก่ง (Talent War) กำลังระบาดไปทั่วโลก เศรษฐกิจอเมริกาที่พังยับอย่างไม่มีชิ้นดีนั้น การเก็งกำไรในตลาดการเงินยังเป็นเพียงปลายเหตุ แต่ต้นเหตุนั้นเกิดจากการขาดแคลน “คนเก่ง” ที่จะมาร่วมกันสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อผลิตสินค้าและบริการใหม่ๆออกมาขายในตลาดอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะเมื่อ “คนเก่ง” ถูกประเทศคู่แข่งอย่าง จีน เกาหลีใต้ นิวซีแลนด์ แคนาดา และอีกหลายประเทศแย่งชิงตัวไป
Creative People คือ Talent ชนิดหนึ่ง ที่อีกไม่นานก็จะถูกแย่งชิงกัน ดังนั้น ประเทศไทยจะต้องคิดค้นวิธีการในการผลิตและรักษาคนเก่งไว้ มิเช่นนั้น Creative Economy ในประเทศไทยจะต้องล่มสลายลงอย่างมิต้องสงสัย
2. Creative City and Space
การรักษา Creative People ที่ดีที่สุด ไม่ใช่การจ่ายเงินเดือนแพงๆ เพราะ Creative People ย่อมได้รับสิ่งตอบแทนทางวัตถุเพียงพอแล้ว สิ่งสำคัญในการดึงดูด Creative People คือ สถานที่และบรรยากาศที่เหมาะต่อการทำงานสร้างสรรค์
“สยามสแควร์” น่าจะเป็นตัวอย่างของ Creative Space ที่ดีที่สุดในเมืองไทย เพราะมีสีสันและบรรยากาศของอาคารสถานที่ซึ่งเต็มไปด้วยความสร้างสรรค์ สินค้าและบริการก็มีครบครัน โดยเฉพาะ Paragon ที่เต็มไปด้วยสินค้าสร้างสรรค์ที่ปลุกเร้าแรงบันดาลใจ ยังไม่นับว่าการเดินทางก็แสนสะดวกสบายโดยมีรถไฟฟ้าพาดผ่าน ทำให้ไม่ต้องหงุดหงิดกับรถติดมหาโหดอันเป็นการบันทอนอารมณ์อ่อนไหวในการสร้างสรรค์
อย่างไรก็ตาม “สยามสแควร์” ก็ยังมีความขาดแคลนในเรื่องของกิจกรรมสร้างสรรค์ โดยเฉพาะการดึงดูดให้ Creative People จากสาขาต่างๆมาพูดคุยถกเถียงแลกเปลี่ยนกัน เพื่อนำไปสู่ความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ เพราะลำพังคนเดียวอาจจะผลิตความคิดสร้างสรรค์ได้จำกัด แต่สินค้าต้องขายทุกวัน ดังนั้น การสร้างกิจกรรมเพื่อให้ Creative People มาพูดคุยแลกเปลี่ยน จึงเป็นปัจจัยชี้ขาดในการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์
3. Creative Research
ในเศรษฐกิจเทคโนโลยีนั้น การวิจัยค้นคว้าเป็นปัจจัยตัดสินชี้ขาด ซึ่งคนไทยไม่ถนัดด้านวิจัย จึงต้องตกเป็นเบี้ยล่างต่างชาติเสมอมา แต่สิ่งที่น้อยคนจะรู้ก็คือ Creative Economy ก็จะต้องมีการวิจัยเช่นเดียวกัน แต่คนไทยไม่ต้องตกใจ เพราะ Creative Research ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด Creative Research ย่อมมีรูปแบบที่แตกต่างจากการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่เต็มไปด้วยตรรกะและการทดลองอันน่าเบื่อ
ตรรกะของ Creative Research ก็คือ ทำอย่างไรให้ผู้บริโภคยอมรับสินค้าสร้างสรรค์ที่ผลิตขึ้นมา ทำอย่างไรให้สินค้าสร้างสรรค์ของประเทศไทยมีความแตกต่าง Unique จากประเทศอื่นๆ
การทดลองของ Creative Research ก็อาจจะเป็นการเข้าไปเรียนรู้วิถีชีวิตความเป็นไทยที่น่าลุ่มหลงในท้องถิ่นต่างๆ เพื่อนำมาสกัดเป็น “แก่นแท้และวัตถุดิบ” ในการสร้างเอกลักษณ์ให้สินค้าไทย
Creative Research คือ การพบปะสนทนาและบริหารความฝันของเหล่า Creative People ที่มาจากหลากหลายสาขาอาชีพ ทั้งศิลปิน นักธุรกิจ นักการตลาด นักวิทยาศาสตร์ ผู้สื่อข่าว แพทย์ นักขาย ฯลฯ เพื่อนำมากลั่นกรองร้อยเรียงตกผลึกเป็น Creative Idea ที่จะนำมาใช้สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ไทยให้งดงามน่าลุ่มหลง
การแปรเปลี่ยน “ความสนุกครื้นเครง” ที่อยู่ในสายเลือดของคนไทย ให้กลายเป็นสินค้าที่โดดเด่นในระบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์นั้น จะว่ายากก็ยาก จะว่าง่ายก็ง่าย แต่สิ่งสำคัญสูงสุดคือ คนไทยไม่มีทางเลือกมากนัก หากยังคงจมปลักอยู่กับเศรษฐกิจเทคโนโลยีและโรงงาน คนไทยก็จะต้องหวานอมขมกลืนต่อไป ยิ่งเมื่อเผชิญกับสินค้าราคาถูกจากจีนและเวียดนามแล้ว คนไทยก็จะยิ่งกลืนเลือดและเจ็บช้ำมากขึ้นทุกที
แต่หากปรับเปลี่ยนวิสัยทัศน์มามุ่งเน้น Creative Economy นอกจากเปลี่ยนสถานะจากผู้ตามหรือผู้เสียเปรียบมาเป็นผู้นำแล้ว คนไทยยังได้ทำงานในสิ่งที่รัก ไม่ต้องทำงานเพื่อเงินและนำเงินไปใช้ผ่อนคลายความเหนื่อยล้าจากการทำงานในโรงงานที่น่าเบื่ออีกต่อไป คนไทยจะได้รับความสนุกบันเทิงจากการทำงานในทันที เพราะเศรษฐกิจสร้างสรรค์ต้องการให้ทุกคนปลดปล่อยความสนุกบันเทิงในตัวเองออกมาเป็นสินค้า แน่นอนว่า อาจต้องมีการค้นคว้าวิจัย Creative Research ที่เคร่งเครียดจริงจังบ้าง แต่ก็เป็นความจริงจังในสิ่งที่รัก เป็นการได้พบปะกับผู้คนที่แตกต่างหลากหลาย โดยเฉพาะ “มนุษย์สร้างสรรค์ (Creative People)” ที่น่าทึ่งจากทุกแวดวง จะมาล้อมวงสนทนา เพื่อสกัดแก่นแท้แห่งความบันเทิงสร้างสรรค์มาพัฒนาเป็นสินค้าต่อไป
Creative Economy เริ่มต้นที่ Creative People ซึ่งก็คือ คนไทยทุกคนนั่นเอง
อย่ารีรอที่จะปลดปล่อยความคิดสร้างสรรค์ และคนไทยจะได้ไม่ต้องทำงานที่น่าเบื่อหน่ายอีกต่อไป ทุกจังหวะของชิวิตจะเป็นความสุขล้น โดยไม่มีการงานอันเคร่งเครียดมาขวางกั้นอีกต่อไป
