Practical Report “เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy)” : ความสนุกครื้นเครงของคนไทยกำลังจะกลายเป็น “สินค้า” !!!


คนไทยโดนสบประมาทมานานแล้วว่าเป็นชาติที่ “เหยาะแหยะ” ไม่จริงจังในการทำงาน แต่ในวันนี้คนไทยกำลังได้รับโอกาสในการแก้เผ็ด โดยการแปรเปลี่ยน “ความสนุกครื้นเครง” ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติไทยให้กลายเป็น “สินค้าสร้างสรรค์ (creative product)” เพื่อทำให้ประเทศไทยยกระดับจากประเทศกำลังพัฒนาที่โดนดูถูกมองข้าม เข้าสู่การเป็นประเทศศูนย์กลางเศรษฐกิจสร้างสรรค์(Creative Economy) ซึ่งชาวต่างชาติที่เคยดูถูกพวกเรานั้น อาจต้องมาก้มกราบเพื่อขอเรียนรู้

หลายสิบปีมานี้ คนไทยต้องหวานอมขมกลืนกับการพัฒนาเศรษฐกิจทุนนิยมที่วางรากฐานอยู่บนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เมื่อคนไทยสร้างผลงานได้ไม่ดีนัก ก็ถูกกล่าวหาว่า “เกียจคร้าน” หรือหนักกว่านั้นกว่านั้นก็ว่า “โง่ จน เจ็บ” อันทำให้คนไทยรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจและขาดความเชื่อมั่นอย่างน่าสงสาร แต่แล้วเมื่อฝรั่งเริ่มอิ่มตัวกับทุนนิยมวิทยาศาสตร์แล้ว จึงหันกลับมาให้ความสำคัญกับทุนนิยมศิลปะ ที่ได้รับการขนานนามอย่างสวยหรูว่า “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” คนไทยบางส่วนจึงเริ่มตระหนักรู้ว่า “โดนฝรั่งหลอกใช้มาโดยตลอด” เพราะเส้นทางการพัฒนาประเทศไม่ได้มีเพียงสายเดียว ไม่จำเป็นต้องเชี่ยวชาญเหตุผลตรรกะหรือสมองซีกซ้ายเพื่อพัฒนาวิทยาศาสตร์เท่านั้น แต่สามารถพัฒนาประเทศผ่านเส้นทางสมองซีกขวา นั่นคือ ความรุ่มรวยทางจิตใจ ศิลปะ และสุนทรียสัมผัส

ลองนึกถึง “นวัตกรรมทางเทคโนโลยี” ที่คนไทยคิดค้นและเป็นที่เชิดหน้าชูตานั้น เราแทบจะมองไม่เห็นเลย แต่หากขยายมุมมองเรื่องนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีให้ครอบคลุมไปถึงด้านศิลปะและจิตใจแล้ว คนไทยก็มีนวัตกรรมและเทคโนโลยีไม่น้อยหน้าใครเลย เริ่มจากรายการ “แฟนพันธุ์แท้” ที่กวาดรางวัลทั้งในและนอกประเทศมาแล้วมากมาย “ภาพวาดที่มีจิตวิญญาณ” ของอาจารย์เฉลิมชัย ที่ต่างชาตินิยมยกย่องจนต้องซื้อหาไปเก็บไว้ประดับบารมี “ศูนย์การค้า Paragon” ซึ่งมีการตกแต่งร้านและกิจกรรมที่สร้างสรรคสดใหม่ตลอดทุกเดือน จนเป็นแหล่งช้อปปิ้งและดึงดูดนักท่องเที่ยวให้หลั่งไหลมาไม่ขาดสาย ยังไม่นับ “เสน่ห์รอยยิ้มและจิตใจบริการแบบไทย” ที่อาจไม่มีรูปแบบที่ชัดเจนเหมือนสินค้าเทคโนโลยี แต่ก็สร้างรายได้ให้ธุรกิจท่องเที่ยวไทยปีละหลายแสนล้านบาท

แต่คนไทยควรจะลิงโลดและหยุดยั้งความภาคภูมิใจไว้เพียงแค่นี้กระนั้นหรือ ?

แน่นอนว่า “โอกาสใหญ่” ของคนไทยทั้งแผ่นดินมาถึงแล้ว แต่กระนั้น Creative Economy ก็เป็นทั้งวิกฤตและโอกาส เนื่องจากในอดีตที่ต่างชาติกำลังสนใจกับเศรษฐกิจเทคโนโลยีอยู่นั้น ในส่วนของเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและบริการ ก็ยังปล่อยให้ประเทศไทยที่ด้อยพัฒนากว่ากอบโกยเงินทองเป็นว่าเล่น แต่ตอนนี้กระแสลมได้เปลี่ยนทิศแล้ว ชาวต่างชาติเริ่มหันมาสนใจที่จะทำมาหากินกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่ครอบคลุมมาถึงการท่องเที่ยวและการบริการทั้งมวล ดังนั้น คนไทยจึงไม่ควรชะล่าใจว่า ฝรั่งไม่มีความถนัดเชี่ยวชาญในรอยยิ้มและบริการเท่าคนไทย เพราะฝรั่งสามารถชดเชยความเสียเปรียบนี้โดยการใช้เทคโนโลยีในการสร้างความสะดวกสบายให้การท่องเที่ยว ใช้เทคโนโลยีในการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้มีรูปลักษณ์สีสันที่น่าดึงดูด ใช้ทักษะการบริหารจัดการที่ก้าวหน้าเพื่อบริการลูกค้าให้ได้รับความพึงพอใจสูงสุด

ในอนาคต คนไทยและฝรั่งจึงต้องปะทะกันในสนามรบเศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

คนไทยที่หวังจะอยู่รอดในยุคเศรษฐกิจตกต่ำเช่นนี้ จึงต้องเริ่มให้ความสนใจเรื่อง Creative Economy อย่างจริงจัง เพื่อจะได้รู้เขารู้เราและไม่เพลี่ยงพล้ำ โดยเฉพาะเมื่อฝรั่งมีเงินทุน เทคโนโลยี คนเก่ง และระบบบริหารจัดการที่ดีเยี่ยมกว่าคนไทยอย่างเทียบไม่ติด ดังนั้น นักธุรกิจในภาคอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ทั้งหลาย โดยเฉพาะท่องเที่ยวและบริการ จะต้องเร่งพัฒนาสินค้าและบริการของตนเองให้มีคุณภาพและยกระดับเข้าสู่ Creative Product เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลกอย่างสง่างาม

เราต้องการ “เกมโชว์” โดนใจแบบแฟนพันธุ์แท้อีกมากมาย เรายังต้องการ “ศูนย์การค้า” ที่น่าลุ่มหลงชวนเดินแบบ Paragon อีกหลายแห่ง แต่กระนั้นการจะได้มาซึ่งเกมโชว์และศูนย์การค้าที่สร้างสรรค์นั้น ไม่ใช่เพียงอาศัยจิตใจบริการเพียงอย่างเดียว หากยังต้องมีการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างสม่ำเสมอ ดังเราจะเห็นว่ารายการแฟนพันธุ์แท้จะมีความเปลี่ยนแปลงไม่ซ้ำเดิมตลอดหลายปีที่ผ่านมา Paragon ก็มีการจัดงานแสดงสินค้า อย่างเลิศหรูอลังการแทบจะทุกสัปดาห์ ที่สำคัญยังแปลกใหม่ไม่ซ้ำตา ทำให้คุณค่าสร้างสรรค์ Creative Value คงความสดใหม่ได้อยู่เสมอ

เชื่อได้เลยว่า “ภาพลักษณ์” สวยหรูที่เห็นอยู่หน้าจอโทรทัศน์และในศูนย์การค้า ไม่ใช่เกิดจากพนักงานที่ทำงานไปวันๆ เน้นแต่ปริมาณไม่เน้นคุณภาพ แต่ต้องมาจากการระดมสมองอย่างหนักหน่วง เพื่อค้นหา “นวัตกรรม” ตลอดเวลา เพื่อส่งมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้ผู้บริโภค

“เศรษฐกิจสร้างสรรค์” เป็นเศรษฐกิจที่คนไทยมีความได้เปรียบโดยพื้นฐาน แต่การจะรักษาความได้เปรียบให้ยั่งยืนยาวนานนั้น คนไทยทุกคนจะต้องร่วมกันพัฒนาสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมขึ้นมาดังนี้

1. Creative People

ในปัจจุบัน สงครามแย่งชิงคนเก่ง (Talent War) กำลังระบาดไปทั่วโลก เศรษฐกิจอเมริกาที่พังยับอย่างไม่มีชิ้นดีนั้น การเก็งกำไรในตลาดการเงินยังเป็นเพียงปลายเหตุ แต่ต้นเหตุนั้นเกิดจากการขาดแคลน “คนเก่ง” ที่จะมาร่วมกันสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อผลิตสินค้าและบริการใหม่ๆออกมาขายในตลาดอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะเมื่อ “คนเก่ง” ถูกประเทศคู่แข่งอย่าง จีน เกาหลีใต้ นิวซีแลนด์ แคนาดา และอีกหลายประเทศแย่งชิงตัวไป

Creative People คือ Talent ชนิดหนึ่ง ที่อีกไม่นานก็จะถูกแย่งชิงกัน ดังนั้น ประเทศไทยจะต้องคิดค้นวิธีการในการผลิตและรักษาคนเก่งไว้ มิเช่นนั้น Creative Economy ในประเทศไทยจะต้องล่มสลายลงอย่างมิต้องสงสัย

2. Creative City and Space

การรักษา Creative People ที่ดีที่สุด ไม่ใช่การจ่ายเงินเดือนแพงๆ เพราะ Creative People ย่อมได้รับสิ่งตอบแทนทางวัตถุเพียงพอแล้ว สิ่งสำคัญในการดึงดูด Creative People คือ สถานที่และบรรยากาศที่เหมาะต่อการทำงานสร้างสรรค์

“สยามสแควร์” น่าจะเป็นตัวอย่างของ Creative Space ที่ดีที่สุดในเมืองไทย เพราะมีสีสันและบรรยากาศของอาคารสถานที่ซึ่งเต็มไปด้วยความสร้างสรรค์ สินค้าและบริการก็มีครบครัน โดยเฉพาะ Paragon ที่เต็มไปด้วยสินค้าสร้างสรรค์ที่ปลุกเร้าแรงบันดาลใจ ยังไม่นับว่าการเดินทางก็แสนสะดวกสบายโดยมีรถไฟฟ้าพาดผ่าน ทำให้ไม่ต้องหงุดหงิดกับรถติดมหาโหดอันเป็นการบันทอนอารมณ์อ่อนไหวในการสร้างสรรค์

อย่างไรก็ตาม “สยามสแควร์” ก็ยังมีความขาดแคลนในเรื่องของกิจกรรมสร้างสรรค์ โดยเฉพาะการดึงดูดให้ Creative People จากสาขาต่างๆมาพูดคุยถกเถียงแลกเปลี่ยนกัน เพื่อนำไปสู่ความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ เพราะลำพังคนเดียวอาจจะผลิตความคิดสร้างสรรค์ได้จำกัด แต่สินค้าต้องขายทุกวัน ดังนั้น การสร้างกิจกรรมเพื่อให้ Creative People มาพูดคุยแลกเปลี่ยน จึงเป็นปัจจัยชี้ขาดในการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์

3. Creative Research

ในเศรษฐกิจเทคโนโลยีนั้น การวิจัยค้นคว้าเป็นปัจจัยตัดสินชี้ขาด ซึ่งคนไทยไม่ถนัดด้านวิจัย จึงต้องตกเป็นเบี้ยล่างต่างชาติเสมอมา แต่สิ่งที่น้อยคนจะรู้ก็คือ Creative Economy ก็จะต้องมีการวิจัยเช่นเดียวกัน แต่คนไทยไม่ต้องตกใจ เพราะ Creative Research ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด Creative Research ย่อมมีรูปแบบที่แตกต่างจากการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่เต็มไปด้วยตรรกะและการทดลองอันน่าเบื่อ

ตรรกะของ Creative Research ก็คือ ทำอย่างไรให้ผู้บริโภคยอมรับสินค้าสร้างสรรค์ที่ผลิตขึ้นมา ทำอย่างไรให้สินค้าสร้างสรรค์ของประเทศไทยมีความแตกต่าง Unique จากประเทศอื่นๆ

การทดลองของ Creative Research ก็อาจจะเป็นการเข้าไปเรียนรู้วิถีชีวิตความเป็นไทยที่น่าลุ่มหลงในท้องถิ่นต่างๆ เพื่อนำมาสกัดเป็น “แก่นแท้และวัตถุดิบ” ในการสร้างเอกลักษณ์ให้สินค้าไทย

Creative Research คือ การพบปะสนทนาและบริหารความฝันของเหล่า Creative People ที่มาจากหลากหลายสาขาอาชีพ ทั้งศิลปิน นักธุรกิจ นักการตลาด นักวิทยาศาสตร์ ผู้สื่อข่าว แพทย์ นักขาย ฯลฯ เพื่อนำมากลั่นกรองร้อยเรียงตกผลึกเป็น Creative Idea ที่จะนำมาใช้สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ไทยให้งดงามน่าลุ่มหลง

การแปรเปลี่ยน “ความสนุกครื้นเครง” ที่อยู่ในสายเลือดของคนไทย ให้กลายเป็นสินค้าที่โดดเด่นในระบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์นั้น จะว่ายากก็ยาก จะว่าง่ายก็ง่าย แต่สิ่งสำคัญสูงสุดคือ คนไทยไม่มีทางเลือกมากนัก หากยังคงจมปลักอยู่กับเศรษฐกิจเทคโนโลยีและโรงงาน คนไทยก็จะต้องหวานอมขมกลืนต่อไป ยิ่งเมื่อเผชิญกับสินค้าราคาถูกจากจีนและเวียดนามแล้ว คนไทยก็จะยิ่งกลืนเลือดและเจ็บช้ำมากขึ้นทุกที

แต่หากปรับเปลี่ยนวิสัยทัศน์มามุ่งเน้น Creative Economy นอกจากเปลี่ยนสถานะจากผู้ตามหรือผู้เสียเปรียบมาเป็นผู้นำแล้ว คนไทยยังได้ทำงานในสิ่งที่รัก ไม่ต้องทำงานเพื่อเงินและนำเงินไปใช้ผ่อนคลายความเหนื่อยล้าจากการทำงานในโรงงานที่น่าเบื่ออีกต่อไป คนไทยจะได้รับความสนุกบันเทิงจากการทำงานในทันที เพราะเศรษฐกิจสร้างสรรค์ต้องการให้ทุกคนปลดปล่อยความสนุกบันเทิงในตัวเองออกมาเป็นสินค้า แน่นอนว่า อาจต้องมีการค้นคว้าวิจัย Creative Research ที่เคร่งเครียดจริงจังบ้าง แต่ก็เป็นความจริงจังในสิ่งที่รัก เป็นการได้พบปะกับผู้คนที่แตกต่างหลากหลาย โดยเฉพาะ “มนุษย์สร้างสรรค์ (Creative People)” ที่น่าทึ่งจากทุกแวดวง จะมาล้อมวงสนทนา เพื่อสกัดแก่นแท้แห่งความบันเทิงสร้างสรรค์มาพัฒนาเป็นสินค้าต่อไป

Creative Economy เริ่มต้นที่ Creative People ซึ่งก็คือ คนไทยทุกคนนั่นเอง

อย่ารีรอที่จะปลดปล่อยความคิดสร้างสรรค์ และคนไทยจะได้ไม่ต้องทำงานที่น่าเบื่อหน่ายอีกต่อไป ทุกจังหวะของชิวิตจะเป็นความสุขล้น โดยไม่มีการงานอันเคร่งเครียดมาขวางกั้นอีกต่อไป

  • Pichaya

    สวัสดีพี่บิ้กและทีมงาน
    ตอนนี้ผมลองหัดทำวุ้นขายดูครับ
    ลงทุนไป 400 กว่าบาท (เป็นต้นทุนที่เป็นอุปกรณ์ถาวร และที่ไม่ถาวรรวมกัน)
    ขายมา3วันกำไร ร้อยกว่าบาท(วุ้นหมดล่ะ)

    ตอนแรกที่ผมเริ่มขายเพราะได้แรงบันดาลใจจากคนขายทอดมันที่รู้จักกับเพื่อนผมอีกที
    ผมทราบจากเพื่อนผมว่าพี่สองคนที่ขายทอดมัน คนหนึ่งเรียน ป.เอก อีกคน เรียน ป.โท
    จากที่ได้คุยกัน พี่สองคนยุใ้ห้ผมลองหาของมาขายข้างๆร้านพี่ดูพี่เขาไม่เก็บค่าที่ ซึ่งในตอนแรก
    เพื่อนผมคนหนึ่งก็ขายหมูย่างอยู่ อีกคนขายยำลูกชิ้น (ที่บล็อกเดียวก็ขาย3อย่างอยู่แล้ว)

    ตอนแรกก็หวั่นๆว่าจะขายได้เหรอ พี่เขาบอกให้ทำมาไ่ม่ต้องคิดมาก

    หลังจากนั้นมา 1 วันตัดสินเอาว่ะลองดู ไปซื้ออุปกรณ์ต่างๆมาลองทำ ซื้อลังโฟม ผงวุ้น
    น้ำหวาน ส่วนหม้อและเตาแก๊สยืมใช้จากคนขายหมูย่างที่เป็นเพื่อนผมเอง ผมก็ทำวุ้นขายในบ้านเขาเลย ทำเสร็จก็ใส่ลังโฟมมาขายตรงที่บล็อกนั้น จากที่เคยขายอยู่สามอย่าง ก็กลายเป็นสี่อย่าง ขณะที่บล็อกข้างเขาขายกันบล็อกละอย่างเดียว (แออัดมากแต่ก็เพิ่มความคึกคักให้บริเวณนั้นไ้ด้เป็นอย่างดี)

    ผมขออธิบายถึงสถานที่ๆผมขายของละกัน คือผมยังเป็นนักศึกษาอยู่ ณบริเวณที่ขายของนั้นเป็นบริเวณรอบนอกของมหาลัยที่มีหอพักนักศึกษาเยอะมากถึงมากที่สุด รถราผ่านไปมาเยอะมาก ตรงข้างทางก็จะมีร้านรวงต่างๆ ไม่่วาจะโรตี กาแฟโอเลี้ยง ข้าวไข่เจียว น้ำเต้าหู้ ส้มตำข้าวเหนียว แต่เหล่านี้พ่อค้าแม่ค้าก็จะเป็นชาวบ้านหมด ยกเว้นบล็อกของพวกผมบล็อกเดียวเป็นนักศึกษามาขาย

    วันแรกที่ขายทำวุ้นน้ำเขียวใส่ไข่ ปรากฏขายได้ถึง 15 กล่อง โอ้โห้เกิดมาไม่เคยทำมาค้าขายภูมิใจมาก (วันนั้นทำไว้ทั้งหมด 30 กล่อง) แต่อย่างว่าวันแรกก็มักจะเป็นเพื่อนของเราเองมาซื้อเยอะเป็นส่วนใหญ่

    วันที่สองผมลองทำวุ้นน้ำมะพร้าวขายดูอีก 30 กล่อง ปรากฏวันนั้นขายรวมได้ 18 กล่องพวกพี่ๆผมเริ่มเห็นแล้วว่าเออเว้ย ขนาดวุ้นแค่นี้ยังขายได้เลย อนาคตค่อนข้างสดใส

    วันที่สามผมทดลองทำวุ้นกะทิ ทำน้อยๆก่อนได้ออกมา 8 กล่อง ชิมกันไป 2 กล่อง ที่เหลือก็ขายออกมหมดเลย แต่วันนั้นขายรวมทั้งหมดได้ 15 กล่อง ซึ่งผมก็คิดว่ายังโอเคอยู่

    ต้นทุนต่างๆในการทำวุ้นให้ได้30กล่อง(ในที่นี้หมายถึงกล่องพลาสติกเล็กๆ) จะมีต้นทุนในการทำตัววุ้นแข็งๆหวานๆอยู่ที่ 85 บาท ส่วนต้นทุนในการสร้างสรรค์ให้เป็นวุ้นชนิดต่างๆจะควบคุมไม่ให้เกิด65บาทต่อล็อต ซึ่งถ้าควบคุมได้จะได้กำไรอยู่ที่ 150 บาทต่อล็อต

    เรื่องรสชาติของวุ้นผมนั้นเพื่อนมีแต่คนชมว่าทำได้อร่อยแล้ว

    ในช่วงที่ขายก็ได้สังเกตหลายๆอย่างว่า คนส่วนใหญ่ที่มาซื้อวุ้นของผมมักจะเป็นหญิงวัยกลางคน-ขั้นแก่ซะส่วนใหญ่ ทั้งๆที่จริงแล้วประชากรส่วนใหญ่ในบริเวณนั้นมักจะเป็นวัยรุ่นหญิงเสียมากกว่า ส่วนผู้ชายนี้ไม่ต้องพูดถึงแทบไม่ซื้อกินเลย

    ผมอยากได้ลูกค้าเป็นหญิงวัยรุ่นซะมากกว่า เพราะว่ามีจำนวนมากที่สุดแล้ว ในขณะที่รุ่นพี่และคนที่รู้จักส่วนใหญ่อยากให้ลองทำวุ้นใส่ฝอยทองรอยหน้าบ้าง วุ้นใส่ทองหยิบทองหยอดบ้าง
    ซึ่งผมคิดว่ามันดูเชยๆอยู่นะ ผมเห็นต่างว่าถ้าทำวุ้นที่เป็นแนววุ้นผลไม้ที่เน้นสีสันของตัวผลไม้เองผู้หญิงอาจจะซื้อ

    ผมมีคำถามถึงพี่บิ้กและทีมงานครับว่า เราควรจะเน้นทำวุ้นสวยงามไปเลย หรือวุ้นผลไม้จะดีกว่ากัน วุ้นสวยงามเอาแบบให้เป็นขั้นศิลปะไปเลยแบบแพงๆ หรือว่าจะเน้นผลไม้สีสดใสล่อหลอกผู้หญิงว่าไม่อ้วน(- -) หรือว่าจะทำแบบไทยๆรอยทองหยิบทองหยอดฝอยทองแล้วเพิ่มราคา
    ลองช่วยคิดเล่นกันยามว่างครับ ขอบคุณครับ

  • Ink

    ขอแสดงความคิดเห็นอันต่ำต้อยแล้วกันนะครับ

    ผมว่าเด็กผู้หญิงวัยรุ่นชอบของที่มันดูดี แต่ไม่แพงเกินไปหนะครับ คล้ายๆ กับทำไมคนชอบไอพ๊อต ก็เพราะมันสวยเย้ายวนใจ ผมคิดว่าถ้าทำ package ดีๆ รูปทรงดีๆ น่ารักๆ ก็น่าจะขายได้นะครับ พูดง่ายๆ คือความสวยชักจูงให้ซื้อ แต่จริงๆ น่าจะมีอะไรมากกว่านั้นอีกนะครับ ให้มันมีเรื่องราวหนะครับ

    อาจจะแบ่งลูกค้าเป็นสองเกรดก็ยังได้ แบบหน้าตาธรรมดา ราคาถูกกว่า เจาะลูกค้ากลุ่มเดิม แต่รูปแบบใหม่ ที่ดูดีกว่า ราคาสูงกว่าเจาะลูกค้ากลุ่มใหม่

  • Pichaya

    เมื่อวันพฤหัสที่ผ่านมาเหนื่อยมากเลย ทำไปสองลอต เลยทำให้ได้ออกมาขายช้าปกติจะขายตั้งแต่ 4 โมงเย็น วันนี้มาทีก็ 6 โมงเย็นไปแล้ว…

    ช่วงเวลาที่ผมขายดีๆมักจะเป็นช่วงบ่ายๆ ถ้ามืดแล้วขายยาก จะว่าสาวๆกลัวอ้วนก็ไม่น่าใช้

    เพราะ… ผมยังเห็นร้านโรตีมีวัยรุ่นสาวๆสวยๆมาซื้อประจำเลยทั้งที่มันมืดมากแล้ว และยังขายดีต่อทั้งผู้ชายและผู้หญิง package ของโรตีก็เหมือนโรตีทั่วไป แต่ว่าร้านนี้ก็อยู่มานานมากหลายปีแล้ว

    ตอนนี้ดูแล้วปัญหาน่าจะอยู่ที่รูปลักษณ์ภายนอก และบรรยากาศร้านผม

    วุ้นผมใส่กล่องพลาสติกใสชนิดใช้แล้วทิ้งประมาณขนาดฝ่ามือ ซึ่งดูๆแล้วน่าตาก็ค่อนข้างเชยอยู่
    บรรยากาศร้านก็… ไม่มีอะไรเลยจริงๆ กล่องโฟมกล่องเดียววางข้างแผงหมูปิ้ง เท่านั้นจริงๆ
    ป้ายร้านก็ไม่มี

    แต่ตอนนี้ก็คงต้องทนฝืนขายไปก่อน โดยเปิดร้านให้เร็วขึ้น แล้วค่อยหาเงินมาหาป้ายสวยๆติดหน่อย เเละคิดเกี่ยวกับเพคเกจ(ที่มาพร้อมกับต้นทุนที่สูงขึ้น แต่อาจทำให้ได้กำไรไวขึ้น) อีกครั้ง

    ป.ล.วุ้นที่ผมคิดว่าผมทำได้ดีที่สุดตอนนี้คือวุ้นกะทิครับ อร่อยสุดยอด อย่างอื่นก็พอไปวัดไปวา

    สรุปเมื่อวานวันพฤหัสขายไปได้ 2 กล่อง ฮาาาาา ขายเพื่อนที่ขายหมูย่าง กับ ร้านปาท่องโก๋แถวนั้น

    ขอบคุณคุณ Ink มากครับที่มาช่วยออกความคิดเห็นให้

  • big

    ขอโทษที่ตอบช้า เพราะเมื่อวานต้องไปงานเปิดตัวหนังสือ The Big Secret
    สนุกมากๆครับ
    ช่วยเพิ่มยอดขายได้หรือไม่ คงไม่ใช่ประเด็น
    แต่ภูมิรู้ที่ทั้ง 3 ท่านที่มาถกเถียงกันถือว่ายอดเยี่ยมมากๆ

    สำหรับเรื่อง Small Creative Economy ของ Pichaya นั้นตอบได้ค่อนข้างยาก เพราะยังไม่เห็นสถานที่จริง

    แต่ผมรู้สึก “สนใจ” มากๆ
    ไม่ใช่เพราะมันมีอนาคต หรือไม่มีใครเคยทำมาก่อน
    แต่เพราะการที่ “นิสิตนักศึกษา” รู้จักริเริ่มสร้างสรรค์

    ขอตอบสั้นๆว่า “บรรยากาศ” สำคัญมาก แต่อาจยังไม่ใช่ประเด็นในตอนนี้
    ส่วนลูกค้าชอบอะไรนั้น ผมคิดว่าลองทำแต่ละแบบ มาขายในแต่ละวัน
    แล้วค่อยๆสังเกตว่าลูกค้าชอบอะไร
    หรือให้จ๊าบกว่านั้นก็ถามลูกค้าไปเลย

    ผมเชื่อว่า Pichaya Brand จะต้องขายดีกว่า “โรตี” อย่างแน่นอน
    เพราะสามารถใส่ลูกเล่นได้หลายแบบ
    เมื่อลูกค้าเริ่มติดแล้ว ก็ค่อยมาแต่งร้านได้ครับ

    สำหรับรายละเอียดก็โทรมาหาผมได้ครับ 085-839-2718 (ห้ามโทรมาขาย “ประกัน” นะครับ)

  • Pichaya

    สวัสดีพี่ Big และ ทีมงาน
    ฮาๆไม่สนับสนุนนักศึกษาขายประกันเหรอครับ ผมล้อเล่นน่า :)

    สองวันมานี้ผมขายของไม่ค่อยดีเลยครับ ขายได้วันละกล่องสองกล่องพอจ่ายค่าน้ำแข็งกับค่าแก๊สเพื่อนเท่านั้นเอง

    แต่จากประสบการณ์นี้ทำให้ผมได้ทราบ แค่วุ้นที่อร่อยนั้น ไม่พอจริงๆ และอาจเป็นเพราะผมคิดแค่ “ทำเล่นๆ”

    เอาเป็นว่าเดี๋ยวผมจะลองวิเคราะห์ swot ที่ผมเคยเรียนเมื่อตอนอยู่ปี3 วิชาหลักการจัดการลองดูละกัน

    S
    -ในเรื่องการปรับรสชาติขณะปรุงผมทำได้ดีทีเดียว
    -สามารถคำนวณกำไรได้แน่นอน คำนวณต้นทุนได้ตายตัว
    -ผมสามารถคิดลูกเล่นได้เรื่อยๆทั้งจากที่คิดเอง และดูตามอินเตอร์เน็ต
    -ค่อนข้างเก็บได้นาน

    W
    -รูปลักษณ์ของร้านผมไม่ค่อยน่าสนใจ และค่อนข้างเชยมาก กล่องโฟมเล็กๆหนึ่งใบ วางบนที่วางเตาแก๊ส
    -หน้าตาของPackageจัดว่าทำธรรมดามาก เป็นกล่องใสๆสี่เหลื่มเล็กๆชนิดใช้แล้วทิ้ง ใช้กับวุ้นทุกรูปแบบ
    -พื้นที่ร้านแคบมากประมาณ 1 ตารางเมตร
    -ไม่มีป้ายร้าน
    -การจัดเก็บนั้นค่อนข้างลำบาก ต้องใช้ตู้เย็นของเพื่อนขายหมูย่าง และลังน้ำแข็งที่มีอยู่
    การเก็บต้องห่อวุ้นแต่ละกล่องไว้ในถุงพลาสติกอีกทีเพื่อกันน้ำแข็งที่ละลายเข้าไป และกันกลิ่นอาหารอื่นๆในตู้เย็นของเพื่อนมาปน
    -ไม่สามารถstockสินค้าเหลือได้มากนักจากสาเหตุข้อที่แล้ว
    -ต้องใช้กำลังกายเยอะเพราะผมทำคนเดียวทั้งหมด ต้ม หยอด ทำความสะอาด ขน ขาย เก็บ
    -ขาดเงินทุนในการปรับปรุงร้าน และPackage

    O
    -บริเวณที่ขายเป็นบริเวณที่นักศึกษาผ่านอย่างคับคั่ง เพราะเป็นย่านหอพักของมหาวิทยาลัยที่มีหอพักเยอะที่สุด
    -นักศึกษาหญิงที่เป็นชนส่วนใหญ่ในย่านนั้นไม่ได้กลัวอ้วนทุกคน หลายคนสวยๆหุ่นดียืนซื้อโรตีเฉย
    -หญิงวัยกลางคนซึ่งเป็นคนกลุ่มน้อยชอบรับประทานของหวาน (หรือเพราะเอ็นดูผมหว่า55)

    T
    -นักศึกษามักเห่อของแปลก ของใหม่ จึงเป็นการง่ายที่เขาจะเมินอะไรที่เชยๆ

    นอกจากนี้แล้วแฟนของผมไม่ชอบที่ผมทำอะไรแบบนี้ จึงขาดกำลังสำคัญเลยทีเดียว(สนับสนุนแต่ให้ผมเป็นติวเตอร์ภาษาอังกฤษ)

    ปัญหามากมายจนอาจต้องหยุด แล้วใช้ชีวิตแบบนักศึกษาปี4 เฮฮา ปาร์ตี้ เหมือนเดิม

    ฟังแล้วเศร้าจัง

  • บดินทร์

    Pichaya ยังเป็น นศ อยู่หรือครับ ขยันจริงๆ
    ผมว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีมากๆ ในการเริ่มต้นทำอะไรง่ายๆ
    จากที่ผมพอรู้อะไรมั่ง ขอแชร์ บางอย่างก็แล้วกัน

    - ผมยังไม่เห็น “ชัด” นักว่า วุ้นคุณนอกจากอร่อยแล้ว
    ยังไงต่อ คือมันอร่อยแล้วมันต่างจากวุ้นของคนอื่นๆ อย่างไร
    ถ้าอยากขายได้ นานๆ ตรงนี้ ผมว่าจำเป็น
    - ผมแนะนำให้ เอา text ที่คุณเขียน ไปสร้าง blog ของตัวเอง (เติมรูปลงไปด้วย จะเยี่ยมมาก)
    ถ้าไม่อาย เอา ลง hi-5 หรือ social network แอดเพื่อนๆ เข้ามาเลย
    - ขายไม่ได้ สองวัน ไม่ได้แปลว่า มันไม่เวิร์ค
    หมั่นสังเกตุ คนที่ เดินๆ เข้ามาดู แต่ไม่ซื้อ ดูว่ามีอะไร อย่างอื่นที่ทำให้เ้ค้าไม่ซื้อหรือเปล่า

    เอาใจช่วยให้ขายดี ครับ

  • Pichaya

    อ่าขอบคุณครับคุณบดินทร์

    ตอนนี้ผมลองเอาไปส่งให้ร้านขายของชำในหอพักผมดู

    วันแรกผมลองเอาไปวางสี่กล่อง เย็นวันต่อมาก็หมดล่ะ ดีใจพอสมควร

    แถมป้าแกไม่เอาตังอีก ให้ผม40บาทเลย ป้าแกบอกให้มาทำตลาดก่อนก็ได้

    ผมก็เลยบอกแกว่าคราวหน้ามาลงเยอะๆแล้วป้าค่อยหักเอาละกันครับ

    วันนี้ผมลองเอาไปวางในร้านแกเก้ากล่องโดยมีวุ้นแอปเปิ้ล กับวุ้นกระทิ ก็ลองดูว่าจะกี่วันหมด

    แต่ผมดูแล้ววุ้นกะทิกำไรดีมากต้นทุนกล่องละ 3.6 บาท ขายได้ 10 บาท หักให้ป้าแก 2 ก็ได้กำไร 4.4 บาทล่ะ (ผลตอบแทนดีกว่าหุ้นหลายๆตัวอีกนะเนี่ยอิอิ)

    ส่วนเรื่องวุ้นกะทิหลายๆชั้นก็ไม่น่าทำยากแถมท่าทางอัพราคาได้อีกแต่คงต้องเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ให้ดีกว่าเดิม

    ผมกำลังมองหาตลาดในฝันอยู่ ไม่รู้ว่าจะได้แต่ฝันหรือเปล่า คือหมายถึงตลาดที่ไม่สนใจความเชยของวุ้นกะทิแต่สนรสชาติ คุณภาพ และราคา ซึ่งถ้าหาได้ก็รอกำไรได้เลย

    แต่ก็อย่างว่าถ้ามองข้ามช็อตไปอีก(สมมติว่าขายดี) จะต้องมีคู่แข่งอีกแน่เพราะมันง่ายมากๆและใครก็ทำได้

    วันนี้พอแค่นี้ก่อนละกันครับ วันหลังคิดอะไรได้เดี๋ยวเขียนต่อ ตอนนี้ก็รอให้ของที่stockไว้หมดก่อนอย่างเดียว

    สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทุกๆความเห็นครับ

  • big

    จริงๆ การได้ทดลองทำธุรกิจตั้งแต่ยังเป็นนิสิตนั้น ถือเป็นประสบการณ์ที่มีคุณค่ามากๆๆ

    อย่างไรก็ตาม เศรษฐศาสตร์สอนว่า “ทรัพยากร” มีจำกัด การทำทุกอย่างมีต้นทุน โดยเฉพาะสิ่งที่เรียกว่า Opportunity Cost

    การทำวุ้นขาย ถ้าเทียบเป็นตัวเงินคงไม่มาก แต่ประสบการณ์ที่ได้ “เกินคุ้ม”

    อย่างไรก็ตาม เมื่อทำไปสักพัก ประสบการณ์ส่วนเพิ่มที่ได้อาจจะเริ่มลดลง แต่ต้นทุนเวลาอาจจะเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น ต้องระวังตรงนี้

    บางทีการนำเวลาไปศึกษาหรือพัฒนาในส่วนอื่น อาจได้ IRR มากกว่าครับ

    ยังไงก็ขออวยพรให้สำเร็จสมดังตั้งใจครับ

  • Pichaya

    เป็นจริงอย่างที่พี่บิ้กพูดเลยล่ะครับ มันใช้เวลาเยอะจริงๆ กว่าจะราดทีละชั้นทีละชั้นกว่าจะคอย

    ซึ่งอันที่จริงแล้วมันก็มีเทคนิคเพิ่มความเร็วในการทำอยู่

    ผมคงไม่ทำตลอดอ่ะครับถือเอาซะว่าเป็นวิชาหนึ่ง ซึ่งที่ผ่านมาได้แก้ปัญหาต่างๆมากมายเรื่อยๆเป็นประสบการณ์ทีดีเลยทีเดียว
    ขอบคุณสำหรับความเห็นของพี่บิ้กครับ

  • JiM

    เห็นแล้วต้องขอขัดนิดนึงนะครับ รู้สึกเราจะใช้เครื่องหมาย “” ผิดความหมายกันไปหมดเลย ลองอ่านความหมายจาก Cambridge dictionary นะครับ

    Quatation mark = the ” ” punctuation marks that are put around a word or phrase to show that someone else has written or said it

    ภาษาไทยเรายืมเครื่องหมายนี้มาจากภาษาอังกฤษ แต่ดันใช้ผิดความหมายกันซะส่วนใหญ่เลย ตั้งแต่พอกเก็ตบุคทั่วไปจนถึงหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ หนังสือพิมพ์ธุรกิจ กลายเป็นใช้ “” เพื่อการเน้นย้ำ ไปหมดเลย ที่น่าตกใจก็คือบางครั้งเห็นพวก Bangkok Post หรือ The Nation ก็มีใช้

    ซึ่งความจริง การเน้นย้ำให้ถูกต้องน่าจะใช้ ตัวเข้ม หรือ ขีดเส้นใต้ ครับ ไม่ใช่เครื่องหมาย “”
    เครื่องหมาย “” จะมีความหมายว่าตัวผู้พูดหรือผู้เขียนไม่ได้พูด/เขียนเองนะ เช่น ถ้าผมเขียนว่า
    “อภิสิทธิ์หน้าตาดี” ก็จะหมายถึงว่า เค้าว่ากันว่า (ไม่ใช่ผมว่า) อภิสิทธิ์หน้าตาดี อันนี้ไม่ได้ต้องการเน้นย้ำว่าอภิสิทธิ์หน้าตาดี แต่เพื่อต้องการให้รู้ว่าผู้เขียนอาจจะเห็นด้วยหรืออาจจะไม่เห็นด้วยก็ได้กับ “อภิสิทธิ์หน้าตาดี”

    นอกจากนี้ การใช้ “” เป็นเรื่องสำคัญมาก หากคำพูดหรือแนวคิดอันนั้นเราไม่ได้คิดเอง การเอาความคิดของคนอื่นมาเขียนโดยไม่ใส่ “” ถือเป็นเรื่องน่าเกลียดมากทีเดียว (แต่ผมเห็นหนังสือวิชาการบ้านเราทำกันบ่อยๆ) เช่น “In the long run, we are all dead” ถึงแม้จะเป็นที่รู้กันว่า Keynes เป็นคนพูด แต่ก็ต้องใส่ “” เพื่อให้เกียรติเจ้าของคำพูด

    ในหนังอเมริกันจะมีเห็นใช้กันบ่อยๆ ถ้าใครทำท่าเอามือสองข้างชูนิ้วขึ้นสองนิ้วแล้วกระดกลง ก็จะมีความหมายถึง “” โดยมากจะใช้เพื่อนินทากัน

  • big

    ขอบคุณครับ ที่ให้ความรู้

    แต่ผมถือคติดว่า “เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม” ในเมื่อคนไทยส่วนใหญ่เขาใช้กันแบบนั้น ผมก็ต้องใช้ตาม อิอิ

    ที่เพื่อนผมเคยตำหนิว่า “1 ย่อหน้าไม่ควรใช้เกิน 2 ครั้ง” นั้น ผมก็พยายามปรับแก้อยู่ เพราะใช้ถี่เกินไปก็ไม่ดี จากที่ต้องการเน้นคำ กลายเป็นไม่เน้นคำ

    ส่วนการเอามือสองข้างชูนิ้วนั้น ก็เห็นใช้กันเป็นประจำในหมู่ปัญญาชนสาธารณะ แต่อาจใช้เพื่อนินทาเฉพาะเรื่องมากกว่าทั่วไป อิอิ

  • JiM

    เครื่องหมาย “” นี้จริงๆเป็นของที่มีความหมายแต่เรากลับเอามาใช้แทนขีดเส้นใต้ เป็นการทำของให้ด้อยค่าลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเราต้องการเขียนเชิงวิชาการ หรือต้องการเขียนอะไรที่สื่อความหมายลึกซึ้ง ถ้าผู้เขียนกลับใช้ภาษาผิดความหมายเสียแล้ว แล้วเราจะเชื่อถือข้อเขียนอันนั้นได้แค่ไหน? ถ้าปัญญาชนทำตามอย่างที่คนทั่วไปทำผิดๆ แล้วปัญญาชนจะต่างกับคนเดินตลาดอย่างไร?

    อย่างคำว่า Breakthrough นั้นก็เป็นคำที่มีความหมาย แต่คุณธันยวัชร์กลับนำมาใช้แบบมั่วไปหมดจนน่าหงุดหงิด (เป็นเหตุผลให้อดไม่ได้ต้องขอวิจารณ์หน่อย) ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะความเข้าใจความหมายคลาดเคลื่อน หรือว่าเพราะต้องการให้ดูเว่อร์ เพราะแม้แต่การก่อตั้ง Yahoo เขาก็ยังไม่ใช้คำว่า Breakthrough กัน แต่คุณธันยวัชร์กลับนำมาใช้กับ Sanook

    เมื่อเร็วๆนี้ผมไปเดินเล่นที่ร้านหนังสือแห่งหนึ่ง (หลังจากไม่ได้ไปมานานมากๆ) เจอหนังสือเกี่ยวกับหุ้นเล่มนึง เขียนโดยใครก็ไม่รู้แต่มีคำนิยมจากทั้ง CEO ธนาคารและสถาบันการเงินมากมาย ผมเปิดไปเจอหน้าหนึ่งบอกว่า กฎวินัย 10% หมายถึงถ้าหุ้นขึ้นหรือตก 10% ให้ขาย “จะไม่มีวันเจ๊ง” และ “เป็นกฎที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก” ซึ่งผมสามารถใช้เวลาไม่ถึง 15 นาที (กับ Excel, Datastream, และวิชาสถิติเบื้องต้น) สามารถพิสูจน์ให้เห็นได้ว่าไม่ว่าจะกฎ 10% หรือถือยาว ก็มีโอกาสเจ๊งเท่าๆกัน ไม่เข้าใจจริงๆว่าหนังสือไร้สาระยิ่งกว่าหนังสือใบ้หวยเล่มนี้ มาอยู่บนหิ้งหนังสือได้อย่างไร แล้ว CEO ของสถาบันการเงินทั้งหลายที่เขียนคำนิยมลงไปน่ะ จะเชื่อถือได้แค่ไหน

    แล้วถ้าคนไทยส่วนใหญ่เขาเชื่อกันอย่างนั้น ผมควรจะเชื่อตามหรือเปล่านะ?

    มีคำถามอันนึงน่าสนใจ คำถามคือว่า “ถ้าเกิดมีเหรียญอันนึง โยน 99 ครั้งแล้วออกก้อยทั้ง 99 ครั้ง โอกาสที่ครั้งที่ 100 จะออกหัวเป็นเท่าไหร่?”

    คนแรก: “มันออกก้อยแล้วตั้ง 99 ครั้ง มันไม่มีทางออกก้อยได้ตลอดไปหรอก ครั้งถัดไปต้องออกหัวชัวร์”

    คนที่สอง: “ตามทฤษฏีแล้ว โอกาสออกหัวหรือก้อยนั้นเท่ากันคือ 50-50 ฉะนั้นโอกาสที่ครั้งต่อไปจะเป็นหัวคือ 50%”

    คนที่สาม: “ไอ่ฟาย มันออกก้อยตั้ง 99 ทีติดกัน แสดงว่าเหรียญมันต้องถ่วงหรือมีอะไรแหงๆ ครั้งต่อไปก็คงก้อยอีกแน่นอน”

    คุณเป็นคนประเภทไหนครับ?

  • ไปกันใหญ่

    ” ” ในหนังอเมริกันเขาไม่ได้เอาใว้ใช้แค่กับเรื่องนินทาน่ะครับ
    ส่วนมากคนอเมริกันเขาก็เอาไว้ใช้เน้นย้ำเช่นกัน หรืออาจจะเอาไว้ออกตัวเวลาพูดคำที่เขารู้สึกว่ามันเซนซิทีพ หรือ คำที่อาจจะตีความอย่างอื่นก็ได้ แต่เขาเลือกที่จะใช้คำนั้นแทนเพื่อแสดงทัศนคติก็ได้เหมือนกัน

    เช่น สมมุตว่าเราอาจจะพูดว่า

    “พวก”ปัญญาชน”พวกนั้นตลกดีเนอะ”
    เพราะเราไม่แน่ใจว่าเราควรจะเรียกคนพวกนั้นว่าอะไรให้เหมาะกับบริบทนั้นดี

    หรืออาจจะใช้คำว่า

    “พวก”คนตกงานที่ชอบแสดงตัวเป็นกูรู”พวกนั้นตลกดีเนอะ”
    ก็เป็นการเลือกเน้นว่าเขาขอใช้คำนั้นแทนน่ะ ถึงจะไม่ได้เป็นคำที่เขาประดิษฐ์ขึ้นมาเองก็ตาม

  • JiM

    ฝรั่งก็มีฝรั่งแบบปัญญาชน กับฝรั่งระดับบ้านๆครับ

    ลองดูเวบนี้นะครับ – http://www.karlcraig.com/quotation.html
    และลองอ่านตรงนี้

    “Note: never use quotation marks to emphasise words”
    แปลเป็นไทยว่า “อย่าใช้เครื่องหมายคำพูดเพื่อการเน้นย้ำคำ เด็ดขาด”

    ตัวอย่างการใช้ที่ผิด:
    “Today we have ‘fantastic’ bargains at the store. [Wrong]”

    การใช้เครื่องหมายคำพูดเพื่อเน้นย้ำคำนี้จะขัดโลจิกของภาษาอย่างแรง การเป็นใช้เพื่อ quote ชื่อหนัง ชื่อเพลง อาจจะพอรับได้ โดยโลจิกภายใต้การใช้อันนี้ก็คือชื่อหนังนี้ refer ถึงตัวหนังอีกทีนึง … จะเห็นได้ว่าภาษามันก็มีโลจิกของมันนะครับ อย่างเวลาวัดไอคิว หรือข้อสอบ GMAT, GRE ก็ต้องมี part นึงที่วัดโลจิกด้านการใช้ภาษา การใช้ภาษาให้ถูกโลจิกจึงสำคัญมากๆโดยเฉพาะหากต้องการเขียนในเชิงวิชาการ

    เคยดู series เรื่อง friends มีตอนนึงที่ล้อเลียน Joey (นักแสดงที่ไม่ได้เรียนหนังสือ มักถูกล้อเลียนว่าไม่ค่อยฉลาด) ที่ไม่เข้าใจว่าการทำนิ้วกระดกๆลงแปลว่าอะไร และ Ross (อาจารย์มหาวิทยาลัย มักจะถูกล้อเลียนว่าเป็น Geek) ตอนจบของตอนนี้คือ Joey พยายามจะขอบคุณ Ross จึงทำนิ้ว quote บ้าง และพูดขอบคุณ Ross ว่า “Thank You” แล้วก็มีเสียงหัวเราะขำความโง่ในการใช้เครื่องหมาย quote ของ Joey ดังขึ้นมา

    ผมเข้าใจว่า “ปัญญาชน” ไทยๆบางท่านอาจจะเห็นฝรั่งบางคนใช้กันผิดๆแล้วก็นำมาใช้ตามโดยไม่ดูตาม้าตาเรือ ไม่เข้าใจโลจิก ก็เป็นได้ ก็ขนาดเขียนลงหนังสือพิมพ์ชั้นนำของไทยยังมีเลย “ไปกันใหญ่” แล้วครับ

  • JiM

    เพิ่มเติมนะครับ เพื่อเป็นความรู้

    http://www.wikihow.com/Use-Quotation-Marks-Correctly

    Warnings
    Do not use quotations to add emphasis to a word or words in a written work. Only use them when they are words being borrowed from someone else

    คำเตือน
    อย่าใช้เครื่องหมายคำพูดเพื่อเพิ่มเน้นย้ำคำ หรือกลุ่มคำ ในงานเขียนเด็ดขาด
    ใช้เครื่องหมายคำพูดเมื่อ คำ หรือ กลุ่มคำนั้น ถูกนำมาจากที่อื่นเท่านั้น (ผู้พูด/เขียน ไม่ได้พูด/เขียน ขึ้นเอง)

    แสดงว่าฝรั่งเองก็ใช้กันผิดๆเยอะพอสมควรเลยต้องมีการเตือนกันในหนังสือ (เวบ) แกรมม่าเสมอๆ ส่วนอันข้างนี้ อ่านแล้วจะเข้าใจว่าทำไมเขาจึงใช้เครื่องหมายคำพูดเพื่อการนินทากัน

    http://en.wikipedia.org/wiki/Quotation_mark#Emphasis_.28incorrect_usage.29

    Quotes are sometimes used incorrectly for emphasis in lieu of underlining or italics. This usage can be confused with ironic or altered-usage quotation, sometimes with unintended humor. Teller lines open until noon for your “convenience” might mean that the convenience was for the bank employees, not the customers. (ตัดเฉพาะตอนสำคัญมาให้อ่านนะครับ)

    การใส่เครื่องหมายคำพูดบางครั้งถูกนำไปใช้แบบผิดๆ คือใช้ในการเน้นย้ำแทนที่จะใช้การขีดเส้นใต้หรือทำตัวเอียง การใช้บางทีจะสับสนกับการใช้เพื่อ ironic หรือ altered-usage quotation (แปลเป็นไทยให้เพราะๆไม่ถูกครับ) เช่นประโยค เคาน์เตอร์ธนาคารเปิดทำการจนถึงบ่ายโมงเพื่อ “ความสะดวก” ของคุณ โลจิกของการใส่เครื่องหมายคำพูดก็คือการประชด เพราะจริงๆคนที่สะดวกคือพนักงานแบงค์ต่างหากที่สบายได้เลิกงานตอนเที่ยง (ส่วนลูกค้าน่ะลำบากขึ้น)

  • JiM

    ที่ผมย้ำอยากให้ใช้กันให้ถูกก็เพราะอย่างนี้ล่ะครับ นอกจากนี้ (จาก paragraph สุดท้ายของความเห็นข้างบน) การใช้ผิดๆเพื่อเอาไปเน้นย้ำคำบางครั้งทำให้ความหมายผิดไปใหญ่โตเลย สมมตินะครับว่าหนังสือพิมพ์อังกฤษพาดหัวข่าวว่า

    ควีนทรงกล่าว “ขอบใจ” จอร์จ ดับเบิลยู บุช ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่มาร่วมงาน

    ความหมายโดยนัยของการเขียนแบบนี้คือ ควีนท่านคงมีอะไรไม่พอใจ หรือมีอะไรในเชิงลบกับบุชแหงๆ ไม่ได้แปลว่าจะเน้นย้ำความว่าขอบใจ หรือว่าขอบใจมากเป็นพิเศษ จะเห็นได้ว่าความหมายเป็นไปในทางตรงกันข้ามเลย

    อันนี้ไม่เกี่ยวกับการอนุรักษ์ภาษาอะไรทำนองนั้นนะครับ ผมค่อนข้างไม่เห็นด้วยกับการอนุรักษ์ภาษาไทยหรือภาษาใดๆก็เถอะและเห็นว่าคำว่า “ภาษาวิบัติ” เป็นเรื่องไร้สาระ ผมเชื่อว่าภาษามี dynamic มีการเปลี่ยนแปลงเสมอๆ การจะเขียนว่า เด๋ว แทน เดี๋ยว หรือ นู๋ แทน หนู เป็นเรื่องของการพัฒนามากกว่า “วิบัติ” ด้วยซ้ำ ซึ่งถ้าการเขียนว่า เด๋ว หรือ นู๋ นั้นมันสะดวกกว่า เดี๋ยว หรือ หนู ก็น่าจะใช้แทนๆไป อันที่จริง ภาษาเราเขียนในสมัยปัจจุบันกับสมัย ร.5 ก็ไม่เหมือนกัน หรือสมัยร.5 ก็ไม่เหมือนสมัย ร.1 ก็ไม่เห็นมีใครว่าภาษาไทยสมัยร.5 นี้วิบัติแต่อย่างใด ถ้าภาษาไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้เลยและต้องอนุรักษ์ให้เหมือนดั้งเดิมตลอดกาล เราคงต้องคุยกันด้วยภาษาลิงเป็นแน่ เพราะแรกสุดเราก็พูดกันแค่ เจี๊ยกๆ อะไรที่ผิดเพี้ยนจาก “เจี๊ยก” ก็ถือว่าเป็นภาษาวิบัติหมด

    แต่เรื่องนี้ที่ผมเห็นว่าสำคัญเพราะตรงโลจิกภายในภาษาครับ ในแง่นี้ภาษาก็เหมือนคณิตศาสตร์ หากใช้ผิดก็ผิดความหมาย

  • http://sheradia.diaryis.com/ Sheradia

    ตกลงบทความนี้ เขียนเรื่องอะไรหรอคะ ลืมไปแล้วค่ะ หลัง ๆ กลายเป็นเรื่องไวยากรณ์ภาษาอังกฤษไปเรียบร้อยแล้ว LOL

    ติดตามความคิดเห็นคุณ JiM ตลอดอย่างชื่นชมค่ะ แต่ไม่มีเวลามาเขียนสนับสนุนเลย จนวันนี้วันหยุด เลยเพิ่งสบโอกาส

    เห็นด้วยที่ว่า ควรใช้ quotation marks ให้ถูกต้องตามนิยามของมัน ไม่ใช้ใช้มันเน้นย้ำคำพูดพร่ำเพรื่อไปเรื่อย เพราะมันไม่ใช่เหมือนแ่่ค่สะกดผิด ที่ยังพอเดาได้ว่า ความหมายของคำนั้น มันเป็นไง แต่ในกรณีนี้ใช้ผิด ความหมายของมันผิดไปด้วย ดังนั้นที่คุณเจริญชัยอ้างสำนวน “เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม” อันนี้ไม่ถูกเรื่องสักเท่าไรนะ่คะ เพราะตราบใดที่คุณเจริญชัยต้องการเขียนบทความตัวเองให้สื่อสารกับผู้อ่านได้ครบถ้วนสมบูรณ์ความ ควรที่จะใช้ให้ถูกต้องเพื่อบรรลุจุดประสงค์ของการสื่อสารใช่หรือไม่?

    แต่มาสะดุดสงสัยตัวอย่างเรื่องการใ้ช้คำว่า “นู๋” กับ “เด๋ว” ที่คุณ JiM กลับมองเป็นเรื่องการพัฒนาของภาษา ไม่ใช่เป็นภาษาวิบัติ ซึ่งการมองแบบนี้ มันไม่ขัดกับการที่คุณยืนยันก่อนหน้าว่าเราควรต้องใช้ ” ” ให้ถูกต้องหรอคะ เพราะภาษาไทยเรา ไม่ใช่อักษรเสียงต่ำผันด้วยไม้จัตวา ดังนั้นมองในแง่นี้ ก็เป็นการผิดหลักไวยากรณ์ และถ้ามองว่า ถึงจะใช้ผิด ถ้าคนส่วนใหญ่ในสังคมยอมรับ เราน่าจะถือว่าเป็นวิวัฒนาการทางภาษาไป แล้วแบบนี้ ถ้าคนส่วนใหญ่มักใช้ ” ” เพื่อเน้นยำคำ สักวันหนึ่ง มันก็สามารถกลายเป็นการใช้ที่ถูกต้องไปได้ ใช่หรือไม่คะ?

  • http://- Mr.SMEs

    ” แต่สิ่งสำคัญสูงสุดคือ คนไทยไม่มีทางเลือกมากนัก หากยังคงจมปลักอยู่กับเศรษฐกิจเทคโนโลยีและโรงงาน คนไทยก็จะต้องหวานอมขมกลืนต่อไป ยิ่งเมื่อเผชิญกับสินค้าราคาถูกจากจีนและเวียดนามแล้ว คนไทยก็จะยิ่งกลืนเลือดและเจ็บช้ำมากขึ้นทุกที ”

    ผมคิดว่า ” เศรษฐกิจเทคโนโลยีและโรงงาน ” ยังควรที่จะเดินอยู่ต่อไป โดยการเพิ่ม Designและ Engineering Concetp ให้มากขึ้น ตามแนวทาง Creative Industryเพื่อต่อยอดไปยัง Creative Economy
    เพราะยังมีคนอีกมากมายที่ต้องเลี่้ยงตัวเองและครอบครัว จากส่วนนี้โดยเฉพาะผู้ประกอบการSMEsที่อยู่ในSupply Chain นั้น

    ส่วนการดำเนินแนวทาง Creative Economy ด้านวัฒนธรรม ศิลป หรือส่วนอื่น ก็เดินคู่ขนานกันไปได้ ไม่ต้องยึดติด หรือคับแคบ
    อยู่ใน กะลา ตามความหมายของCreative Economy ที่ต่างประเทศได้ให้ความหมายไว้ นะครับ

  • JiM

    ขอบคุณครับพี่ Sheradia

    ก่อนอื่นนะครับ ความเห็นของพี่ Sheradia เองก็ได้ตอบคำถามของพี่ไปในตัวส่วนหนึ่งแล้วนะครับ

    “เพราะมันไม่ใช่เหมือนแ่่ค่สะกดผิด ที่ยังพอเดาได้ว่า ความหมายของคำนั้น มันเป็นไง แต่ในกรณีนี้ใช้ผิด ความหมายของมันผิดไปด้วย”

    เวลาผมอ่านบทความหรือพาดหัวข่าวที่ใช้ “” ผมจึงค่อนข้างสับสนว่าผู้เขียนท่านกำลังหมายความเช่นนั้นจริงๆ หรือว่ากำลังประชดอยู่ ตัวอย่างเช่นมีพาดหัวข่าวว่า

    นาธานเจ๋ง “โกฮอลลีวูด”

    ผมไม่สามารถรู้ได้เลยว่า ผู้เขียนต้องการสื่อว่านาธานเจ๋งมากๆได้ไปโกฮอลลีวูด หรือผู้เขียนกำลังประชดนาธานว่าโกฮอลลีวูด (“โกฮอลลีวูด” อาจจะแปลได้ว่า “มันว่ามันโกฮอลลีวูดหวะ ฮาฮาฮา”)

    ฉะนั้นข้อแรกก็คือ การใช้ผิดแบบนี้ทำให้ความหมายสับสน ไม่เหมือนกับ เดี๋ยว vs เด๋ว ซึ่งผมว่าคนส่วนใหญ่รู้ว่าแปลว่าอะไร และผมมองว่าเป็นการพัฒนาของภาษา ซึ่งหากคนรู้สึกว่าการพิมพ์ว่า เด๋ว สามารถประหยัดเวลาในการพิมพ์ (ได้ถึง 33%) ก็จะเปลี่ยนมาใช้ เด๋ว แทน เดี๋ยว แล้วคำว่า เดี๋ยว ก็จะหายไปในที่สุด ส่วนคำว่า หนู หรือ นู๋ ซึ่งต้องพิมพ์ 3 ตัวเท่าๆกัน อีกหน่อยอาจจะเลิกฮิตแล้วกลับมาใช้ หนู อีกครั้งหนึ่ง คำว่า นู๋ ก็จะสาบสูญไปตามธรรมดา นี้แหละคือพัฒนาการของภาษาในความเห็นของผม (ขอออกตัวก่อนว่าความรู้ทางภาษาผมน้อยมาก)

    ส่วนอีกข้อหนึ่ง ข้อแตกต่างระหว่างการพัฒนากับการใช้ที่ผิด ก็คือการพัฒนานั้นคือการใช้ทั้งๆที่รู้ แต่การใช้ที่ผิดคือการใช้โดยที่ไม่รู้ เราใช้ เด๋ว แทน เดี๋ยว ทั้งๆที่รู้ว่าหมายถึงคำคำเดียวกันแต่ก็ยังจะใช้เพราะสะดวกกว่า แต่คนส่วนใหญ่ที่ใช้ “” เพื่อการเน้นย้ำคำนั้นไม่ทราบว่าจริงๆเครื่องหมาย “” นี้มีความหมายอย่างไร ครับ

  • Sheradia

    อาจจะเป็นคนส่วนน้อย หรือไม่งั้นก็เข้าข่ายผู้สูงวัย เพราะไม่เข้าใจคำว่า “นู๋” ในครั้งแรกที่ได้เห็นคำนี้
    ต้องถามคนอื่น ถึงรู้ว่า ที่แท้หมายถึง “หนู”

    ไม่เข้าใจว่า ทำไมเขาถึงเข้าใจกันได้เร็วหว่า เพราะ “นู๋” อ่านยังไง มันก็ไม่เป็น “หนู” เพราะ มันมีแต่ “นู” “นู่” และ “นู้”