Practical Report ศก.ไทยถึงจุดต่ำสุดไตรมาสแรกปี 52 อุ๋ยหนุนรัฐลงขันกองทุนซื้อหุ้นบลูชิพ คลังค้านกองทุนซื้อหุ้น

นางอมรา ศรีพยัคฆ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจในประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2552 มีโอกาสขยายตัวว่าระดับ 3.8% ตามภาวะเศรษฐกิจโลก

“การทำสถิติจะเป็นการประมาณถึงความเป็นไปได้ จีดีพีตรง 3.8-5% มีน้ำหนัก 60-70% แต่โอกาสหลุด ก็มีบ้าง”

นางอมรากล่าวว่าความเป็นไปได้จากประมาณ การ อาจเลี่ยนแปลงได้ เนื่องจากสถานการณ์โลกเปลี่ยนแปลงเร็วมาก เห็นได้ชัดจากหุ้นและค่าเงินใน ช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา

“ในไตรมาสแรกปีหน้า เศรษฐกิจสหรัฐอาจลงแตะจุดต่ำสุด ซึ่งในส่วนเศรษฐกิจไทยก็อาจจะลงแตะจุดต่ำสุดเช่นกัน”

ด้าน ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เสนอแนะให้ภาครัฐ และเอกชน จัดตั้งกองทุนขนาดใหญ่เข้าลงทุนในหุ้นบลูชิพ เพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้ฝากเงิน ที่ขณะนี้คนไทยมีเงินฝากรวมประมาณ 9.85 ล้านล้านบาท

ทั้งนี้ การตั้งกองทุนขนาดใหญ่ ยังเป็นการพยุงราคาหุ้นและสร้างเสถียรภาพในตลาดหุ้นไทยด้วย

“ราคาหุ้นทั่วเอเชียลดลงอย่างมากเกิด จากนักลงทุนต่างชาติเทขายหุ้นเพื่อนำเงินกลับเข้าไปแก้ปัญหาในประเทศสหรัฐ และยุโรป ที่มีปัญหาเรื่องซับไพร์มคงใช้เวลากว่าเศรษฐกิจสหรัฐและยุโรปจะฟื้นตัวกลับ มา และโอกาสที่นักลงทุนต่างชาติจะกลับเข้ามาลงทุนในหุ้นไทยก็คงอีกนานพอสมควร” ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าว

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าวว่า ขณะนี้ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีที่จะให้ธปท.,ตลาดหลักทรัพย์,ธนาคารพาณิชย์หรือ สถาบันการเงินในประเทศ ที่จะจัดตั้งกองทุนขนาดใหญ่ และแบ่งหน่วยลงทุนเป็นขนาดย่อยเพื่อเสนอเป็นทางเลือกให้กับผู้ฝากเงินคนไทย นำเงินเข้าไปลงทุนในหุ้นที่ให้ผลตอบแทนดี

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าวว่า ในขณะนี้ควรใช้วิกฤติให้เป็นโอกาสในการสร้างเสถียรภาพของตลาดหลักทรัพย์ไทย ให้มีสัดส่วนของนักลงทุนไทยมากขึ้น เพื่อลดความผันผวนของราคาหุ้น ในกรณีที่นักลงทุนต่างชาติเทขายหุ้น เพื่อนำเงินกลับไปแก้ปัญหาเศรษฐกิจของตัวเอง

คลังไม่เห็นด้วยตั้งกองทุนซื้อหุ้น
แหล่งข่าวจากที่ประชุม ครม. กล่าวว่า นายธีระชัยได้เสนอในที่ประชุมครม. ว่าน่าจะมีการจัดตั้งกองทุนในประเทศเพื่อเข้าซื้อหุ้นไทยที่มีราคาถูกขณะนี้ โดยเสนอให้เอกชนร่วมลงขันตั้งกองทุนซื้อหุ้น ขณะที่รัฐบาลจะต้องรับประกันความเสี่ยงในกรณีที่เกิดการขาดทุน แต่รัฐมนตรีหลายคนแสดงความไม่เห็นด้วย โดยเฉพาะ ดร.สุชาติ ที่ระบุว่าหุ้นเป็นสิ่งที่คาดเดาไม่ได้และการลงทุนมีความเสี่ยง

ด้านนางภัทรียากล่าวว่า ครม.กำชับให้ตลาดติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเร่งให้ข้อมูลกับนักลงทุนเพื่อใช้เป็นพื้นฐานในการตัดสินใจลงทุน ส่วนผลจะเป็นอย่างไรนั้นคงต้องอยู่ที่ความเชื่อมั่นและสถานการณ์ในต่างประเทศ ว่าจะคลี่คลายได้เร็วหรือไม่

ที่มา – กรุงเทพธุรกิจ1, กรุงเทพธุรกิจ2, คมชัดลึก