เมื่อผลการเลือกตั้งปี 2544ออกมาถือว่าครั้งนั้นเป็นประวัติศาสตร์การเมืองครั้งหนึ่งที่พรรคที่ชนะการเลือกตั้งขึ้นมาด้วยการชูนโยบายของพรรคตัวเองที่หลายๆคนในเวลานั้นกล่าวว่านี่เป็นนโยบายประชานิยม และถูกต่อต้านมาตลอดการบริหารงาน 5 ปี เพราะกลัวว่าเราจะเป็นเช่นประเทศในอเมริกาใต้อย่าง อาร์เจนตินาที่ล้มละลายเพราะประชานิยมเข้มข้น
ผ่านไปเกือบ 10 ปี ประชานิยมที่ถูกครหาว่าจะทำให้ไทยกลายเป็นเช่นอาร์เจนตินาสุดท้ายกลายเป็นเพียงสายลมที่พัดผ่านที่ไม่มีใครใส่ใจอีกต่อไป ทุกพรรคการเมืองล้วนทุ่มไปยังนโยบายประชานิยมเข้มข้น และอาจจะเข้มข้นมากกว่าครั้งพรรคไทยรักไทยเดิมด้วยซ้ำ
เมื่อไล่เรียงดูนโยบายเศรษฐกิจที่สะท้อนความเป็นประชานิยมของแต่ละพรรคได้ดีที่สุดแล้วจะเห็นว่า พรรคการเมืองทุกพรรคแม้แต่ผู้ที่โจมตีประชานิยมในเวลานั้น สุดท้ายก็หลีกเลี่ยงไม่พ้นที่ต้องใช้นโยบายแบบประชานิยมแบบเกทับกันเต็มที่ใครมีแบบไหน ตัวเองก็เกทับกลับไปราวกับเป็นการพนันแบบแพ้ไม่ได้
เริ่มจากพรรคประชาธิปัตย์ ชูม็อตโต้การเลือกตั้งที่ว่า “เดินหน้าต่อไป ด้วยนโยบายเพื่อประชาชน”

นโยบายเศรษฐกิจพรรคประชาธิปัตย์
นโยบายพรรคประชาธิปัตย์เริ่มด้วยการหาเสียงกับคนในเมืองทั้งชนชั้นกลางและชนชั้นล่าง โดยเน้นไปที่การลดค่าครองชีพทั้งในส่วนค่าใช้จ่ายสาธารณูปโภค ค่าเล่าเรียน ค่ารักษาพยาบาล นอกจากนั้นยังขยายสิทธิของประกันสังคมให้ครอบคลุมถึงกลุ่มที่อยู่นอกระบบประกันสังคมอีกด้วย
ซึ่งในแคมเปญแสดงถึงการใช้งบประมาณบางส่วนให้เห็นอย่างการรักษาพยาบาลด้วยบัตรประชาชนบัตรเดียวใช้งบ 130,000 ล้านบาท นี่เพียงงบของเรื่องเดียว ขณะที่โครงการอื่นๆล้วนใช้งบประมาณมหาศาลเช่นกัน
ถัดจากการลดค่าครองชีพก็มาเน้นที่คนกรุงเทพโดยตรงซึ่งแน่นอนว่าเป็นฐานเสียงของประชาธิปัตย์ในครั้งนี้ โดยอัดแคมเปญเรื่องการสร้างรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายส่วนต่างๆที่มีอยู่ให้ออกไปครอบคลุมทั่วกรุงเทพฯ รวมไปถึงเรื่องการให้บริการรถเมล์ เรื่องตั๋วร่วม รวมทั้งการบริการฟรีต่อเด็ก คนชรา และคนพิการ แคมเปญนี้มุ่งหวังเสียงจากคนกรุงเทพโดยตรง แม้ว่าโครงการนี้ยังต้องขึ้นกับกระทรวงคมนาคมที่เป้นผู้ตัดสินใจแต่พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้คุมกระทรวงนี้แต่อย่างใด ไม่รู้ว่าถ้าเป้นรัฐบาลแล้วจะเป็นได้ตามฝันได้แค่ไหน
ต่อจากรถไฟในกรุงเทพมาเป้นส่วนขยายของรถไฟไทยที่มุ่งหวังให้ไทยเป็นศุนย์กลางการเดินทางและขนส่งของภูมิภาคซึ่งมีการคิดกันมายาวนาน โดยเน้นไปที่ระบบรางเชื่อมต่อจีนสู่ไทยจากภาคอีสานลงใต้ ที่แน่นอนว่าใช้งบประมาณรวมกัน 380,000 ล้านบาททั้งสองระยะซึ่งใช้เวลาอีก 10 ปีจึงครบทั้งโครงการ
สุดท้ายคือนโยบายเกษตรกรที่สานต่อนโยบายประกันรายได้เกษตรกรที่ดำเนินมาในรัฐบาลที่แล้วพร้อมชี้แจงว่าการประกันรายได้ดีกว่ารับจำนำยังไงพร้อมกับสานนโยบายเรื่องโฉนดชุมชนต่อเนื่อง โดยนโยบายมุ่งหวังในเรื่องการประกันรายได้เกษตรและโฉนดชุมชนจะเป้นจุดหาเสียงกับชาวบ้านในภูมิภาคต่างๆ
ซึ่งที่ผ่านมาโครงการนี้ดำเนินผ่านรองนากยกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจของประชาธิปัตย์ ในขณะที่กระทรวงที่ดูแลอย่างกระทรวงเกษตรฯกลับอยู่ในมือของพรรคชาติไทยในรัฐบาลที่แล้ว ถ้าโครงการนี้จะดำเนินการให้เกิดผลจริงจัง ไม่แน่ใจว่าจะสามารถเอากระทรวงที่เกี่ยวข้องมาอยู่ในมือได้แค่ไหน และถ้าไม่ได้จะดูแลการบริหารงานระหว่างพรรคระหว่างกระทรวงให้เกิดประสิทธิภาพต่อนโยบายได้หรือไม่
ถัดมาคือพรรคฝ่ายค้าน คือ พรรคเพื่อไทยที่ประโคมหาเสียงด้วยคอนเซ็ปต์ที่ว่าทักษิณคิด เพื่อไทยทำ ประชาชนสนับสนุน
พร้อมกับชูนโยบายประชานิยมเช่นเดิมที่ยังไม่เปลี่ยนแปลงจากเดิมมากนัก

นโยบายเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย
นโยบายของเพื่อไทยในคราวนี้ต้องถือว่าไม่มีอะไรที่โดดเด่นหรือฉีกออกไปจากพรรคอื่นมากนัก เมื่อดูนโยบายเศรษฐกิจของเพื่อไทยจะเห็นว่าเป็นการขยายนโยบายที่เคยทำหรือเคยคิดมาก่อนแล้วอย่างเช่นกองทุนตั้งตัวได้ ซึ่งถือว่าเป็นส่วนขยายจากกองทุนหมู่บ้านที่โด่งดังมาก หรือกองทุนกู้ยมเพื่อการศึกษาที่มีอยู่แล้วไม่ได้แต่อย่างใด หรือแม้แต่โครงการโครงข่ายน้ำทั่วประเทศที่เคยคิดเป็นโครงการตั้งแต่รัฐบาลทักษิณที่สุดท้ายก็ไม่ได้ทำให้เกิดขึ้น
ในขณะที่นโยบายที่ใหม่หน่อยในครั้งนี้อาทิ บัตรเครดิตเกษตรกร ก็ยังไม่มีรายละเอียดชัดเจนของนโยบายว่าจะส่งผลดีผลเสียอย่างไร
นโยบายเศรษฐกิจของเพื่อไทยในครั้งนี้ยังคงคอนเซ็ปต์เดิมจากครั้งรัฐบาลไทยรักไทยเต็มที่ในการอัดฉีดแจกแหลกเหมือนเดิมไม่ได้เปลี่ยนแปลงแต่อย่างใดซึ่งกลายเป้นจุดอ่อนของนโยบายเศรษฐกิขของเพื่อไทยในตัวเอง
จุดหนึ่งต้องยอมรับว่าทีมเศรษฐกิจเพื่อไทยในวันนี้ไม่ใช่ทีมเศรษฐกิจไทยรักไทยในวันวานที่รวมสรรพกำลังคนด้านธุรกิจ การตลาดการเงิน มาอย่างครบถ้วนที่ทำให้นโยบายไทยรักไทยวันนั้นโดดเด่นกว่าพรรคอื่นทุกพรรค ในขณะที่วันนี้นโยบายเพื่อไทยกลับเหมือนกันพรรคอื่นไม่ว่าจะเป็นเรื่องการขนส่งด้วยรถไฟที่โครงการเหมือนกับทุกพรรค หรือการเอาโครงการรับจำนำข้าวกลับมาก้ยังบอกไม่ได้ว่าดีกว่ารับประกันอย่างไร หรือการเพิ่มเงินเดือนของคนจบปริญญาตรีก็ยังไม่แน่ชัดว่า จะทำได้จริงหรือไม่
ซึ่งถ้าเน้นไปที่พตท.ทักษิณหรือปู ยิ่งลักษณ์ก็พอขัดเจนว่าเน้นที่ตัวบุคคล แต่เมื่อมองไปที่การเลือกพรรคการเมืองซึ่งต้องดูนโยบายกลับไม่สามารถสร้างความโดดเด่นทางนโยบายได้เลย
มาดูคู่แข่งอีกพรรคหนึ่งที่โหมแคมเปญเลือกตั้งในเรื่องนโยบายแข่งกับทั้งประชาธิปัตย์และเพื่อไทยได้อย่างเข้มขันอย่าง พรรคภูมิใจไทย ที่ชัดเจนว่าเป้นประชานิยม โดยม็อตโต้พรรคคือ ประชานิยม สังคมเป็นสุข

นโยบายเศรษฐกิจพรรคภูมิใจไทย
ต้องถือว่าพรรคภูมิใจไทยประกาศชัดเจนต่อแนวทางนโยบายของพรรคว่าเป้นประชานิยมชัดเจน โดยเน้นไปที่กลุ่มคนในภูมิภาค และชนชั้นกลางลงไปล่างที่มีรายได้ปานกลางไม่สุงมากนัก มุ่งหวังให้นโยบายโดนใจคนต่างจังหวัดมากกว่าคนกรุงเทพฯ
นโยบายที่ออกมาเน้นไปที่นโยบายที่ทำอยู่แล้วไม่ว่าจะเป็นโครงการถนนปลอดฝุ่น, ศูนย์ฝึกนักกีฬา, โครงการปลูกยางพารา ซึ่งถูกโจมตีในรัฐบาลที่แล้วว่าใช้งบฟุ่มเฟือยและสิ้นเปลืองอย่างมาก ขณะที่นโยบายใหม่ๆที่ออกมาอย่างเช่นกองทุนการจ้างงาน 1ล้านตำแหน่ง, ข้าวเปลือกตันละ 2 หมื่น, ลดภาษีมูลค่าเพิ่ม 2 % ซึ่งล้วนแล้วแต่ถูกตั้งคำถาม ไม่ว่าจะเป็นการลดภาษีมูลค่าเพิ่มที่ทุกวันนี้พึ่งพาภาษีจากส่วนนี้เป้นจำนวนมากในงบประมาณ ถ้าลดภาษีมุลค่าเพิ่มแล้วโครงการที่คิดออกมาจะหาเงินมาชดเชยได้หรือไม่ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องไปยังโครงการอื่นๆของพรรคภูมิใจไทย แต่แน่นอนว่าการลดภาษีมูลค่าเพิ่มย่อมทำให้ราคาสินค้าโดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคลดลงทันที และ ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ระดับหนึ่ง
ขณะที่กองทุนการจ้างงาน 1 ล้านตำแหน่ง สร้างที่ทำกิน 1 ล้านคน ข้าวเปลือก 2 หมื่นบาทต่อตัน ล้วนแล้วแต่เจาะกลุ่มเกษตรกร กลุ่มใช้แรงงาน ผู้ประกอบอาชีพนอกระบบ ที่มีอยู่ในโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยในสัดส่วนที่มากกว่าชนชั้นกลางเป็นอย่างมาก
ประชานิยมของภูมิใจไทยจึงมุ่งหวังคนกลุ่มนี้ ที่เป็นคนกลุ่มใหญ่ของประเทศแม้ว่าในกรุงเทพฯเอง คนกลุ่มนี้ก็เป้นส่วนที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจระดับล่างของสังคมกรุงเทพฯเช่นเดียวกัน ซึ่งภูมิใจไทยเองก็มุ่งหวังฐานเสียงของคนกลุ่มนี้ในเขตเมืองรวมทั้งกรุงเทพเพราะภาพลักษณ์ภูมิใจไทยเป้นพรรคในภาคอีสานมากกว่าพรรคของคนเมือง
(หมายเหตุ: จากการค้นตามเว็บไซต์ของพรรคการเมืองที่มีอยู่พบว่ามีเพียง 3 พรรคนี้ที่ค่อนข้างโดดเด่นที่สุดในด้านนโยบายประชานิยมแบบเข้มข้น ในขณะที่พรรคการเมืองอื่นไม่ได้เน้นหนักมาที่นโยบายเท่าใดนัก นโยบายที่ออกมาจึงดูกว้างๆไม่ได้ลงรายละเอียดมากนักจึงเลือกมาเฉพาะ 3 พรรคที่มีบทบาทสูงที่สุดในเวทีการเมืองในครั้งนี้)
จากประชานิยมสู่ทิศทางและโครงสร้างเศรษฐกิจไทย
ถ้าดูนโยบายทั้ง 3 พรรคซึ่งเป็นพรรคขนาดใหญ่ 2 พรรคและขนาดกลาง 1 พรรคซึ่งจะมีบทบาทเป็นอย่างยิ่งต่อรัฐบาลในชุดต่อไปที่ยังไม่มีใครรู้ว่าใครจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล แต่ทั้ ง3 พรรคกลับยังไมได้พูดถึงปัญหาตลอดจนทิศทางของศรษฐกิจไทยที่ต้องเผชิญ อาทิ
1. ปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่กำลังเผชิญแรงกดดันว่าไทยจะไปทางไหนระหว่างประเทศที่เน้นการส่งออกเป็นหลักหรือว่าจะเน้นการบริโภคภายในประเทศเป้นหลัก
2.การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างเศรษฐกิจโลกหลังวิกฤติการเงินครั้งล่าสุดที่ทำให้ประเทศกำลังพัฒนามีบทบาทต่อเศรษฐกิจโลกมากกว่าประเทศพัฒนาแล้ว ไทยจะมีทิศทางไปอย่างไร
3.การจัดการปัญหาความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้านกับการเกิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2015 เราจะเลือกไปทางไหน
4. ทิศทางพลังงานของไทยว่าสัดส่วนพลังงานของไทยควรเป็นอย่างไร ควรมีนิวเคลียร์หรือไม่ พลังงานทางเลือกอื่นเราจะเอามากน้อยแค่ไหน ถ่านหินเรายังจะเอาไหม จะซื้อพลังงานจากเพื่อนบ้านอยู่หรือเปล่า
5. การปฏิรูประบบภาษีของไทยรวมทั้ง การออกภาษีการใช้ที่ดิน ภาษีมรดกจะยังควรมีหรือไม่ถ้ามีมีแนวทางอย่างไรให้เกิดขึ้นจริง
6. ความแตกต่างระหว่างคนรวยและคนจนที่ยังสูงมากๆการแก้ไขความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นเป็นต้นตอของปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้น พรรคการเมืองมีแนวอย่างไร
7. อิทธิพลของจีนต่อภูมิภาคอาเซียนและต่อประเทศไทยทั้งการเข้ามาลงทุน เข้ามาประกอบธุรกิจ นโยบายที่จะรับมือควรเป็นอย่างไร อย่างเช่น จะเอาหรือไม่เอาอย่างโมเดลอู๋อี๋ เป็นต้น
นี่เป็นเพียงไม่กี่เรื่องที่พรรคการเมืองที่ออกนโยบายเศรษฐกิจยังไม่ได้กล่าวถึง และยังมีอีกหลายเรื่องมากอย่างเรื่อง การปฏิรูปที่ดินของคปร.ชุดคุณอานันท์เสนอมายังไม่มีพรรคใดออกมาบอกว่าเห็นด้วยหรือไม่เห้นด้วยอย่างไร หรือเรื่องทิศทางของอุตสาหกรรมดทรคมไทยจะเอาอย่างไร จะมี3Gไหมหรือข้ามไป 4Gเลย หรือไม่เอาเลย นอกจากนั้นโครงการประชานยิมของหลายๆพรรคล้วนใช้เงินมหาศาลทั้งสิ้นก็ไม่พบว่าพรรคใดมีวิธีว่าจะหาเงินมาอุดหนุนนดยบายเหล่านี้ได้อย่างไร ถ้าไม่ใช้การกู้หรือการออกพันธบัตรที่คุ้นเคยกันมานาน
จากประชานิยมในยุคทักษิณมาจนถึงยุคอภิสิทธิ์และจะต่อเนื่องไปยังรัฐบาลในอนาคตที่จะมาถึงในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าว่า ประชานิยมไม่ใช่เรื่องที่ผิดแต่อย่างใด แต่ทำอย่างไรให้เกิดผลงอกเงยออกมาอย่างที่หาเสียงและมีประสิทธิภาพ ขณะที่ฐานะการคลังก็ไม่แย่จนเกินไปนัก สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ด้วยพรรคการเมืองที่นำเสนอนดยบายเหล่านี้ทำงานอย่างจริงจังและด้วยความฉลาดเฉลียวเท่าทันต่อสภาพที่เป็นจริงโดยไม่หลอกทั้งตัวเองและประชาชน
