Practical Report รัฐบาลยืนยัน น้ำไม่ท่วมอีก ระยะสั้นหมื่นล้าน ระยะยาวแสนล้าน

รายการรัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชน ครั้งที่ 15 สัปดาห์ที่ผ่านมามี ดร.โกร่ง วีรพงษ์ รามางกูร ประธาน กยอ และคุณกิตติรัตน์ ณ ระนองมาให้คำตอบด้านเศรษฐกิจ รัฐบาลยืนบันแนวทางฟื้นฟูประเทศป้องกันน้ำท่วมอีก ย้ำเศรษฐกิจปี 2555 จะเติบโตกว่าปี 2554

พิธีกร (นายธีรัตถ์ รัตนเสวี): หลังเกิดเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ปลายปี 2554 รัฐบาลมีแนวทางในการที่จะฟื้นฟูประเทศไทย รวมถึงป้องกันไม่ให้น้ำกลับมาท่วมอีก ขณะเดียวกันก็มีคำถามว่าเงินในแง่ของการฟื้นฟูประเทศจะมาจากไหน เศรษฐกิจไทยในปี 2555 นี้จะเป็นอย่างไรกันบ้างครับ

2 ท่านที่จะมาให้คำตอบกับเราได้ดีที่สุดในวันนี้นะครับ ท่านแรกครับคุณกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ อีกท่านหนึ่งคือ ดร.วีรพงษ์ รามางกูร ท่านเป็นประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศหรือว่า กยอ. เศรษฐกิจ

เรียนถามคุณกิตติรัตน์ว่าถ้าเรามองดูเศรษฐกิจไทยในปี 2554 ที่ผ่านมาเราเติบโตลดลงไปมากเพราะเกิดปัญหาน้ำท่วมครั้งใหญ่ ถ้ามองดูในปีนี้คิดว่าเศรษฐกิจไทยจะ เป็นอย่างไรครับ

ภาพจาก The Washington Post

นายกิตติรัตน์ฯ: ผมมองปี 2555 เป็นปีที่ดี เนื่องจากเรามีโครงการหลายเรื่องที่เดินหน้าแล้ว เรื่องของการเปลี่ยนสมดุลของประเทศโดยการเพิ่มรายได้ให้กับผู้มีรายได้น้อย ตรงนี้ก็จะช่วยให้กำลังซื้อภายในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ ในขณะที่โลกอาจจะกังวลเรื่องของการส่งออก เราเองก็มีเหตุผลที่จะกังวลบ้าง แต่ว่าปัจจุบันเราส่งออกไปยังประเทศที่เป็นยูโรโซนเพียงประมาณร้อยละ 9.8 ก็คือไม่ถึงร้อยละ 10 แต่เราเองผลิตสินค้าซึ่งถือว่าเป็นสินค้าคุณภาพดีในราคาที่ไม่สูงนัก

ความต้องการของประเทศที่มีกำลังซื้อน้อยลงก็ยังคงต้องซื้อสินค้าต่างๆ จากเราอยู่ รวมทั้งในปีนี้เป็นปีที่เราจะต้องลงทุนกันอย่างเข้มแข็งจริงจังในเรื่องของการสร้างระบบบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ที่จะป้องกันในเรื่องของน้ำท่วม น้ำแล้ง เพราะฉะนั้นจะเป็นปีที่เศรษฐกิจไทยมีโอกาสที่จะเติบโตได้มากเป็นพิเศษ

แต่ว่าก็เรียนว่า เนื่องจากปีที่แล้วเราเติบโตน้อย เราเติบโตติดลบในไตรมาสที่ 4 จากผลกระทบของอุทกภัยก็ประมาณกันว่าปี 54 ก็คงจะโตเพียงร้อยละ 1.5 ปีนี้ก็คาดว่าน่าจะโตสักร้อยละ 7 2 ปีรวมกันเป็น 8.5 ถ้าหารเฉลี่ยก็เท่ากับว่า 2 ปีนี้เราอาจจะเติบโต 4.25 ซึ่งถือว่าเป็นเกณฑ์ปกติแต่ก็ถือว่าปีที่แล้วเราโตน้อยนะครับ ปีนี้ก็น่าจะโตมากขึ้นมาก็ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ต้องกังวลนะครับว่าเป็นเรื่องเศรษฐกิจร้อนแรงอะไรเพราะว่าเป็นเรื่องของการเติบโตจากฐานผู้มีรายได้น้อย เขาคงไม่ไปเก็งกำไรอะไรให้มีปัญหาในเรื่องของราคา สินทรัพย์หรือราคาสินค้า ในขณะเดียวกันการเติบโตที่มาจากการที่รัฐจะต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ก็ถือว่าเป็นการสร้างอนาคตของประเทศที่จะทำให้มีความพร้อมในระยะยาว

พิธีกร: ท่านกำลังมองว่าการที่รัฐบาลมีนโยบายไม่ว่าจะเป็นการปรับค่าแรงขั้นต่ำ 7 จังหวัดในเดือนเมษายน ค่าตอบแทนของคนที่จบปริญญาตรีที่ภาครัฐเริ่มไปแล้วตั้งแต่ 1 มกราคม การรับจำนำสินค้าเกษตรเหล่านี้จะช่วยให้ผู้มีรายได้น้อยมีกำลังซื้อมากขึ้น การบริโภคในประเทศจะเป็นตัวจักรสำคัญผลักดันเศรษฐกิจให้เติบโตผนวกกับการลงทุนของภาครัฐด้วยใช่ไหมครับ

ภาพจาก Kittiratt.com

นายกิตติรัตน์ฯ: ใช่ครับเพราะในอดีตเราเติบโตจากการส่งออกเป็นหลักแล้วก็กำลังซื้อภายในประเทศไม่ค่อยมีส่วนสนับสนุนให้เศรษฐกิจเคลื่อนตัวไปข้างหน้า แต่ว่ากลุ่มผู้มีรายได้น้อยเหล่านี้ทั้งส่วนที่อยู่ในสังคมเมืองและส่วนที่มาจากสังคมเกษตร การที่สินค้าเกษตรหลักของประเทศก็คือข้าวเรามีราคาที่ดีนะครับ ก็จะทำให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวมีรายได้ที่ดีขึ้น รวมทั้งผู้ที่เป็นผู้ใช้แรงงาน ซึ่งอาจจะมีรายได้ที่น้อยมากๆ ในอดีต ขณะนี้ก็จะมีรายได้ที่ดีขึ้น

โครงการเรื่องของการรับจำนำข้าวเริ่มมาตั้งแต่ปลายปี 54 เพราะฉะนั้นก็ถือว่าตั้งแต่ต้นปีไปเลยเกษตรกรเหล่านั้นก็จะมีรายได้ที่ดีขึ้น แล้วก็เอกชนหลายรายนะครับถึงแม้ว่าไตรภาคีจะตกลงจะเริ่มกันอย่างเป็นทางการใน เรื่องของค่าจ้างขั้นต่ำใน 7 จังหวัดในวันที่ 1 เมษายนนี้ แต่เอกชนหลายรายก็ได้ขยับไปในอัตราที่เป็น 300 บาทหรือสูงกว่านั้นไปก่อนแล้ว เพราะว่าท่านทราบดีว่าการดำเนินงานในลักษณะที่ทำโดยสมัครใจจะได้กำลังใจจากลูกจ้าง ซึ่งก็ทำงานให้ท่านอย่างมีประสิทธิภาพดีขึ้น ส่วนนี้ก็จะทำให้เศรษฐกิจเคลื่อนตัวได้ดี

พิธีกร: ดร.วีรพงษ์ครับ เศรษฐกิจที่ที่ผ่านมาขับเคลื่อนโดยการลงทุนของนักลงทุนต่างประเทศพอสมควรเมื่อเกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่โรงงานของพวกเขาได้รับความเสียหาย บทบาทของท่านเมื่อได้รับเป็นประธานของ กยอ. แล้วได้มีการสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างประเทศกลับมายังประเทศไทยอย่างไรบ้างครับ

ดร.วีรพงษ์ฯ: พอผมรับตำแหน่งนี้สิ่งแรกที่เขากังวลก็คือการประกันภัย เขาก็อธิบายผมว่าประกันภัยมีความสำคัญถ้าเผื่อว่าไม่สามารถประกันภัยได้แล้ว การกู้เงินจากสถาบันการเงินก็จะมีปัญหาเพราะเป็นเงื่อนไขสำคัญของการกู้เงินของหลายๆ เรื่อง ดังนั้นสิ่งแรกที่ผม ดำเนินการก็คือไปที่ประเทศอังกฤษ กรุงลอนดอน ไปพบเจ้าของตลาดใหญ่ ซึ่งก็ประชุมบริษัทที่รับประกันภัยต่อเกือบทั้งยุโรป บริษัทใหญ่ ๆ มาหมดมาชี้แจงว่าเราจะแก้ไขป้องกันน้ำท่วมระยะสั้น ระยะปานกลาง อย่างไร

ต่อคำซักถามที่เขาถามมากว่าจะเอาเงินจากที่ไหนต่อมาผมก็ได้ร่วมเดินทางกับท่านรองนายกฯ ไปที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งญี่ปุ่นให้ความสำคัญมากกับประเทศของเรา เพราะเขาถือว่าเป็นฐานการลงทุนสำคัญที่สุดของญี่ปุ่นนอกประเทศญี่ปุ่น ดังนั้นเราจึงได้รับเกียรติ และท่านรองนายกฯ ได้รับเกียรติจากท่านนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น รัฐมนตรีต่างประเทศ รัฐมนตรีเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม แล้วก็รัฐมนตรีสถาบันการเงิน รวมทั้งได้พบกับประธานขององค์กรใหญ่ ๆ ระดับประธานทั้งสิ้น เช่น เคดันเรน ไจก้า เจบิค เจซีซี ถ้าแปลเป็นไทยก็คือสมาพันธ์ธุรกิจแห่งประเทศญี่ปุ่น ธนาคารเพื่อการพัฒนาของประเทศญี่ปุ่น

ภาพจาก People Channel News

พิธีกร: อาจจะเป็นคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ของประเทศญี่ปุ่นก็ว่าได้ก็คือทั้งรัฐและเอกชนของญี่ปุ่นได้ เจอหมด

ดร.วีรพงษ์ฯ: ได้เจอระดับประธานใหญ่ของเขาทั้งสิ้น ซึ่งทั้งหมดนี้เขายืนยันทีเดียวว่าเขาจะไม่หนีจากประเทศไทยเขาจะไม่ย้ายไปไหน ถ้าจะย้ายก็ย้ายอยู่ในเมืองไทยนี่แหละ จากที่น้ำท่วม ที่น้ำไม่ท่วม แต่ว่าเมืองไทยนี่เป็นประเทศที่น่าลงทุนที่สุดมีความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจ มีความมั่นคงทางด้านการเงินการคลัง มีความมั่นคงในเรื่องของระบบราชการต่างๆ มีความต่อเนื่อง แม้ว่าระบบการเมืองอาจจะขลุกขลักบ้าง แต่ว่าระบบราชการของเราก็มั่นคงดี เพราะฉะนั้น ที่เขาจะย้ายไปที่ไหน คงไม่ไป แต่ว่าขอความมั่นใจว่าเราจะทำจริงๆ จังๆ

พิธีกร: คือต้องไม่เกิดเหตุการณ์แบบปีที่แล้วอีก

ดร.วีรพงษ์ฯ: ถ้าฝนตกอย่างปีที่แล้วก็ต้องไม่เกิดเรื่องอย่างปีที่แล้ว ผมก็ยืนยันว่าจะต้องไม่เป็นอย่างนั้น เขาก็ฝากมาว่าพูดอย่างเดียวไม่พอนะ ต้องเห็นผลงานด้วยต้องทำด้วย ผมก็เอาชื่อผมไปเป็นประกันไว้ ออกข่าวไปทั่วโลก เพราะฉะนั้นก็จะต้องทำกันจริง ๆ จังๆ ทำไมกล้าไปยืนยันกับชาวโลกเขาได้อย่างนั้น

เพราะว่าปัญหาที่ผมเห็นมันแก้ไขได้ทั้งนั้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องความไม่ประสานกันในเรื่องการบริหารน้ำการไม่ดูแลระบบต่างๆ ที่มีอยู่แล้วให้มันใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ คันคูต่าง ๆ ก็ปล่อยให้ชำรุดทรุดโทรม หนองคลองบึงต่าง ๆ ก็ปล่อยให้ขยะ ปล่อยให้วัชพืชขึ้น อย่างเช่น คลองบางซื่อ น้ำไม่ออก ไปเจอที่นอนตั้ง 6 หลังอยู่ใต้คลองต้องไปขอแรง ทหารต้องมาแบกออก พอทหารมาแบกออกน้ำก็ไหล อย่างนี้ต้องไม่เกิดขึ้นในปีหน้า เพราะฉะนั้นสิ่งต่างๆ ที่จะต้องทำในระยะสั้นก็มีเยอะ เสริมคันคู เสริมระบบต่าง ๆ สิ่งพวกนี้ทำได้หมดระดมผู้รับเหมาในประเทศไม่ต้องไปที่ไหน

พิธีกร: เพราะฉะนั้นทุกอย่างต้องทันก่อนน้ำมาครั้งใหม่

ดร.วีรพงษ์ฯ: และที่สำคัญผมอยากจะให้มีคือซ้อมใหญ่

พิธีกร: ซ้อมใหญ่ ซ้อมยังไงครับ

น้ำท่วมสร้างความเดือดร้อนทั้งคนและสัตว์

น้ำท่วมสร้างความเดือดร้อนทั้งคนและสัตว์

ดร.วีรพงษ์ฯ:คือซ้อมใหญ่ว่าน้ำจะท่วมแล้วจะได้ตรวจสอบว่าสูบดีไหม ประตูน้ำไขขึ้นไหม ไขไม่ขึ้นคนพร้อมเพรียงกันหรือไม่ยังไง การซ้อมใหญ่จะทำให้รู้ข้อบกพร่องว่าตรงไหนบกพร่อง ตรงไหนเป็นยังไงเราจะรู้ตรงซ้อมใหญ่ ผมอยากฝากรัฐบาลให้ช่วยทำให้ที

พิธีกร: ซึ่งท่านรองครับในเช้าวันศุกร์มีการประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบบริหารการจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) มีการพูดถึงแผนหรือว่าพูดถึงสิ่งที่จะต้องทำมี 8 แนวทางด้วยกันตรงนั้นคิดว่าเป็นแนวทางสำคัญในการที่จะทำให้ป้องกันน้ำท่วมที่จะ เกิดขึ้นอีกในปีนี้มากน้อยแค่ไหนครับ

นายกิตติรัตน์ฯ: ผมก็มั่นใจเช่นเดียวกันกับที่ ท่านอาจารย์วีรพงษ์มั่นใจเพราะว่าเราได้ระดมผู้เชี่ยวชาญทั้งในประเทศและต่างประเทศและในขณะเดียวกันเราได้ยึดแผนแม่บทในการบริหารจัดการลุ่มน้ำ ซึ่งได้มีการจัดทำไว้ดีทีเดียวนะครับเป็นต้นแบบตั้งแต่ปี 2542, 2543 เรามีแผนสำคัญอยู่ 2 แผน แผนแรกก็คือทางองค์กรของประเทศญี่ปุ่นองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของประเทศญี่ปุ่น หรือไจก้าได้ทำแผนขึ้นมาฉบับหนึ่งแล้วก็ได้เสนอแนะแนวทางไว้ครอบคลุมดีทีเดียว ตามด้วยแผนแม่บทบริหารจัดการลุ่มน้ำเจ้าพระยาของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ฉบับ เดือนตุลาคมปี 2543 หลังจากนั้นผู้เชี่ยวชาญก็ได้นำแผนทั้งสองมาปรึกษาหารือกันจนขณะนี้ถือว่าเป็นแผนเดียวแล้ว ก็พร้อมที่จะดำเนินการได้โดยทันทีที่พระราชบัญญัติงบประมาณแผ่นดินปี 2555 ผ่าน ซึ่งในขณะที่ออกอากาศก็ถือว่าน่าจะผ่านพร้อมที่จะดำเนินการได้แล้ว

แบ่งภาระงานเป็น 2 ส่วนครับคือส่วนที่ เรียกว่าเร่งด่วนก็คือจะสามารถดำเนินการกันได้ในปี 2555 และจะเสร็จในปี 2555 ด้วย ตรงนี้จะใช้เงินประมาณ 17,126,000,000 บาท (หนึ่งหมื่นเจ็ดพันหนึ่งร้อยยี่สิบหกล้านบาท) และก็จะเป็นส่วนที่ใช้งบประมาณจากที่ได้ตั้งและผ่านสภาแล้วก็คือ 12,610,000,000 บาท (หนึ่งหมื่นสองพันหกร้อยสิบล้านบาท) ส่วนที่เหลือก็จะเป็นการใช้เงินจาก งบประมาณปี 2556แต่ก็ยังอยู่ในระยะเวลาของปี2555 ตรงนี้ก็จะเป็นเรื่องของการจัดการซ่อมค่ายคูประตูและ ก็สถานีต่างๆ รวมทั้งการปรับปรุงระบบการจัดเก็บระบบระบายต่าง ๆ ที่บกพร่องไปจากความเสียหายในอุทกภัยก็ดีหรือว่าอาจจะเกิดจากการสะสมการขาดแคลนอุปกรณ์ต่างๆที่เคยเกิดขึ้นในอดีต

นอกจากนั้นก็จะมีส่วนที่ 2 ถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญทีเดียวก็คือการบริหารจัดการระยะยาว ตรงนี้จะมีการออกกฎหมายที่จะระดมเงินจำนวน 350,000,000,000 บาท (สามแสนห้าหมื่นล้านบาท) แล้วจะเป็นโครงการซึ่งสามารถดำเนินการได้ทันที แต่ว่าระยะเวลาในการเสร็จสิ้นอาจจะไม่ได้อยู่ในปี 2555 บางโครงการเช่นโครงการขนาดใหญ่เช่นสร้างระบบเก็บน้ำขนาดใหญ่ กว่าจะเสร็จสิ้นก็อาจใช้เวลาประมาณ 2-3 ปีในขณะที่โครงการขนาดใหญ่ยังไม่สำเร็จ แต่ว่าเราจะมีแผนระยะสั้นที่จะรองรับว่าถ้าปริมาณน้ำฝนมากเท่ากับที่เราเคยเผชิญในปี 54หรือว่ามากกว่า เราจะจัดการอย่างไรไม่ให้พื้นที่สำคัญทางเศรษฐกิจและก็สังคมได้รับความเสียหายเป็นวงกว้าง จะมีจัดพื้นที่รองรับน้ำ ปรึกษาหารือกับภาคเกษตรกรรมให้ได้รับการดูแลอย่างดีเป็นพิเศษในฐานะผู้เสียสละที่จะต้องรองรับน้ำ

ดังนั้นความมั่นใจในเรื่องนี้ถือว่าดีเต็มที่และก็พร้อมที่จะนำเสนอแผนนี้ให้กับนักธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศได้รับทราบร่วมกันอีกครั้งหนึ่งในวันที่ 14 มกราคม ซึ่งจะมีผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศมาร่วมแสดงความคิดเห็น และก็ยืนยันความสมบูรณ์ของแผนด้วย

นายกรัฐมนตรีตรวจพื้นที่น้ำท่วมที่ อ. ปากเกร็ด จ.นนทบุรี (ภาพจาก thaigov)

ดร.วีรพงษ์ฯ: ผมขอเพิ่มอีกนิดนึง ประชุม กยอ. วันนี้ เราได้พูดถึงว่าเราดูแต่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ความจริงลุ่มน้ำอื่นก็มีปัญหาน้ำท่วมอย่างเช่น ปักใต้ ก็เลยมีมติขอเพิ่มอีก 50,000 ล้านบาท ในกรณีที่จะได้ดูในเรื่องลุ่มน้ำอื่นที่จะสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนด้วย ซึ่งอันนี้ผมคิดว่าควรจะต้องดูทั้งประเทศ ไม่ใช่ดูเฉพาะลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา

พิธีกร: เฉพาะ 50,000 ล้านบาท (ห้าหมื่นล้านบาท) นี่จะไปเพิ่มใน พระราชกำหนด (พรก.) 350,000 จะเป็น 400,000 หรือยังไงครับ

นายกิตติรัตน์ฯ: ที่จริงรัฐบาลได้ประกาศนโยบายไว้ชัดเจนนะครับว่าจะ ดูแลบริหารจัดการ 25 ลุ่มน้ำก็คือทั้งประเทศ ในกลุ่มที่เป็นลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาประกอบไปด้วย 8 ลุ่มน้ำย่อย ก็จะใช้เงินลงทุนตรงนี้ที่ไม่รวมกับ 17,126,000,000 บาท (หนึ่งหมื่นเจ็ดพันหนึ่งร้อยยี่สิบหกล้านบาท) ที่ผมเรียนว่าเป็นเรื่องที่ทำได้ทันที และอยู่ในงบประมาณปกติ สามแสนล้านจะดูแลลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งเท่ากับครอบคลุม 8 ลุ่มน้ำย่อยแล้วก็อีกสี่หมื่นล้านจะดูแลอีก17ลุ่มน้ำ ซึ่งครอบคลุมถึงลุ่มน้ำทั่วประเทศ และรวมถึงภาคใต้ที่เกิดปัญหาน้ำท่วมอยู่ตอนนี้ และก็ลุ่มน้ำอื่นๆ ทางภาคอีสาน และทางภาคเหนือตอนบนด้วย

ในขณะเดียวกันมีอีกหนึ่งหมื่นล้านบาทนะครับ เป็นเรื่องของการเตรียมการให้คณะกรรมการ กยอ. ที่ท่านวีรพงษ์เป็นประธานอยู่ ได้พิจารณาในโครงการซึ่งมีประโยชน์ต่ออนาคตประเทศระยะยาว ซึ่งอาจจะเกี่ยวข้องกับเรื่องของการบริหารจัดการน้ำโดยอ้อมหรือโดยตรงก็ได้ หรืออาจจะไม่เกี่ยวข้องนัก แต่ว่าถือเป็นเรื่องที่มีประโยชน์ต่ออนาคตของประเทศระยะยาว รวมกันทั้งสิ้นก็คือร่างกฎหมายซึ่งจะพร้อมทำให้สามารถจะระดมเงินได้สามแสนห้าหมื่นล้านครับ

และเป้าหมายในการระดมเงินก็ต้องการที่จะทำให้เสร็จ หมายถึงว่าไม่ไปกู้คาราคาซังอะไร ภายในกลางปี 2556 เพราะว่าเราเชื่อว่าเราจะสามารถเริ่มดำเนินการได้อย่างรวดเร็วในโครงการต่างๆ บางโครงการก็อาจจะเสร็จหลังช่วงกลางปี 2556 ไปบ้างนะครับ แต่ว่าการระดมเงินจะทำให้เสร็จสิ้นตามกฎหมายภายในกลางปี 2556

พิธีกร: แต่ก็มีคำถามมากมายในสัปดาห์ที่ผ่านมาถึงการออก พรก. ฉบับนี้ว่ามีความจำเป็นมากน้อยแค่ไหนเหมือนจะไปกระทบฐานะการคลังของประเทศหรือเปล่า และไปเกี่ยวโยงกับหลายเรื่องอย่างเช่นว่า หนี้ของกองทุนฟื้นฟูเหล่านั้น ทำไมต้องออกเป็นกฎหมายหลายฉบับพร้อมกันถึง 4 ฉบับ ที่คุณกิตติรัตน์ได้นำเข้าสู่ ครม. เมื่อวันพุธที่ผ่านมาครับ

ดร.วีรพงษ์ฯ: เอาฉบับที่เกี่ยวกับหนี้ก่อนนะครับ หนี้กองทุนฟื้นฟู เรื่องมันเป็นอย่างนี้ครับ กองทุนฟื้นฟูฯ เป็นกองทุนหนึ่งในธนาคารแห่งประเทศไทย โดยพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย ตั้งขึ้นโดยท่านรัฐมนตรีสมหมาย ฮุนตระกูล กับท่านผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ท่านกำจร สถิรกุล สมัยพล.อ.เปรมฯ เป็นนายกรัฐมนตรี ตอนนั้นทางธนาคารแห่งประเทศไทยก็อยากจะตั้งสถาบันประกันเงินฝาก แต่ว่าท่านรัฐมนตรีสมหมายท่านบอกว่าไม่มีประโยชน์ เพราะว่าสถาบันประกันเงินฝากที่อเมริกาที่อังกฤษที่ยุโรป เวลามีปัญหาก็ไม่พอเงิน รัฐบาลต้องควักกระเป๋าเข้าไปช่วยอยู่ดี ก็เลยจัดตั้ง เรียกว่า กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ก็ไปลอกแบบของอังกฤษ โดยให้ท่านเริงชัย มะระกานนท์ ตอนนั้นท่านยังไม่ได้เป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ไปดูงานที่อังกฤษ กลับมาท่านก็ทำข้อเสนอ ก็ใช้ประโยชน์ได้ดีเพราะว่าช่วงนั้นก็เกิดมีปัญหาคนแห่มาถอนเงินจากสถาบันการเงิน

เริ่มจากบริษัทที่เขาเรียกว่าตึกดำ จำได้ไหม แล้วก็ถอนใบอนุญาตกัน ถอนไป 5 แห่ง มาอีก 30 แห่ง ก็เลยจัดตั้งกองทุนฟื้นฟูฯ ขึ้นในธนาคารแห่งประเทศไทยโดยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นประธาน แล้วก็ผู้จัดการกองทุน ก็เจ้าหน้าที่ธนาคารแห่งประเทศไทย กรรมการส่วนมากก็เป็นคนจากหน่วยราชการจากกระทรวงการคลัง จากธนาคารแห่งประเทศไทย แต่ทั้งหมดนี้ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นคนจัดการทั้งนั้นครับ

ทีนี้มาถึงคราวเกิดต้มยำกุ้ง ธนาคารแห่งประเทศไทยทำความผิดพลาดไปสู้ค่าเงินบาท ทั้งๆ ที่ควรจะลดค่าเงินบาทเพราะมันไปไม่รอด ก็ขาดทุน ที่เรียกว่าไปทำ Swap ก็คือขายดอลลาร์ล่วงหน้า โซรอสกับพวกก็เห็นช่อง ก็เล่นงาน ขาดทุนไปแปดแสนล้าน มาอีกอันหนึ่ง พอเกิดเรื่องอย่างนี้ท่านก็ขึ้นดอกเบี้ยเพื่อไม่ให้เงินไหลออก ก็หวังให้เงินไหลเข้า ก็ปรากฏว่าเศรษฐกิจก็พัง ขึ้นดอกเบี้ยไปถึง 20% ใครจะอยู่ได้ ก็เกิดการปิดสถาบันการเงิน 58 แห่ง ก็ไม่ควรจะปิด สมัยท่านสมหมายท่านไม่ปิดหรอก ท่านก็ลดทุน ไล่เจ้าของออก ไล่ผู้จัดการออก ก็ส่งคนทางการไป ลูกค้าก็อยู่ได้ ลูกค้าไม่ถูกตัดสินเชื่อก็อยู่ได้ไม่เสียหายขนาดนั้น นี่ไปปิดเลย ลูกค้าดีๆก็พังหมดก็เลยลาม

สถานการณ์น้ำท่วมยังคงน่าเป็นห่วง

พิธีกร: รัฐบาลก็เลยต้องมาขอรัฐบาลไปช่วย

ดร.วีรพงษ์ฯ: ก็เลยมาขอ ขอแก้กฎหมาย ขออำนาจให้กองทุนฟื้นฟูฯ เข้าไปจัดการ ก็ไปจัดการ เสร็จแล้วก็ไปถอนใบอนุญาต อันนี้ก็ขาดทุนอีกแล้ว เพราะว่าเงินที่อุดไปก่อน ก่อนที่จะไปถอนใบอนุญาต สูญหายไปกับน้ำหมด ที่นี้ก็เอาทรัพย์สินเขามาประมูล มาบอกว่า ต้องรีบประมูล เดี๋ยวเกาหลีใต้จะประมูลก่อนแล้วจะไม่มีใครซื้อ

พิธีกร: ในสมัยที่เรามีการตั้งองค์การเพื่อการปฎิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.)

ดร.วีรพงษ์ฯ: ครับ ปรส. แล้วเสร็จแล้วก็บอกว่าห้ามลูกหนี้ประมูล เดี๋ยวจะเป็น Moral hazard ก็ไปเอาฝรั่งมาประมูล แล้วก็เอามาขายลูกหนี้ตามเดิมในที่สุดก็ขาดทุนสามอันนี้รวมกันไป รวมกันมาเป็นล้านล้านบาท ก็บอกว่าไม่ไหว ก็ให้รัฐบาลช่วย เพราะว่าธนาคารแห่งประเทศไทยตอนนั้นไม่ไหวแล้ว รัฐบาลก็ใจดี ถ้าผมเป็นรัฐมนตรีคลังตอนนั้นผมไม่ยอมหรอก ก็บอกว่าเอาอย่างนี้ให้รัฐบาลจ่ายดอก แล้วแบงค์ชาติจะจ่ายต้น ผ่านมา10ปีแบงค์ชาติไม่เคยกำไรเลย รัฐบาลก็จ่ายดอกไปเรื่อยปีละ หกหมื่น แล้วนั้นเงินรัฐบาลที่ไหน ก็เงินภาษีประชาชน

พิธีกร: แล้ว 10 ปีที่ผ่านมาภาษีของประชาชนทุกๆคน ก็ไปจ่ายกับดอกเบี้ยหกหมื่นห้าพันล้าน

ดร.วีรพงษ์ฯ: ทีนี้พอเกิดอย่างนี้ขึ้น พอเศรษฐกิจมันฟื้นตัวก็เป็นข้อจำกัดที่โครงการทั้งหลายเราอยากทำ Flood way อยากทำเขื่อนนู้น อยากทำอันนี้ ตัวนี้ก็เป็นข้อจำกัดเพราะว่ายอดหนี้ public debt หรือว่าหนี้สาธารณะ ค้ำคออยู่ เดิมเราก็ตั้งไว้ไม่ให้เกิน 50% ของรายได้ประชาชาติ รายจ่าย ในงบประมาณรายจ่ายทั้งต้นทั้งดอกไม่ให้เกิน 15% นี้ก็ซัดไป 12 % เหลืออีก 3 % เท่านั้น ที่จะทำอะไรไม่ได้

บัดนี้ธนาคารแห่งประเทศไทยก็เข้มแข็งแล้ว มีทุนสำรองระหว่างประเทศเป็นอันดับ 17 ของโลก ถึงแสนแปดหมื่นสามพันล้าน เป็นของฝ่ายออกบัตรหรือทุนสำรองเงินกลางเพียงห้าหมื่นล้าน อีกแสนสามล้านเป็นของแบงค์ชาติจริงๆ อีกห้าหมื่นล้านไม่ใช่หลวงตาท่านเรียกคลังหลวงอย่าไปยุ่ง แต่ไอ้ที่แสนสามท่านไม่ค่อยพูดถึง ยังมีเงินสดในมืออีกในบัญชีอีก สามล้านล้าน แต่ว่าบริหารขาดทุนหมด ทั้งๆ ที่มีอำนาจอยู่ในมือ ตกลงหนี้ที่ว่านี้ก็เลยกลายเป็นหนี้ตลอดกัลปวสาน เป็น Perpetual debt ต้นก็ไม่ลดเลย แล้วเราก็จ่ายดอกกันมาเรื่อย

อันนี้ก็เป็นข้อจำกัดทำให้เราไม่สามารถสร้างประเทศชาติได้ ที่เราพูดกันว่าอยากจะมีรถสปีดเวย์ สปีดเทรน อยากจะมีโน้นมีนี่ก็มาเจออันนี้เข้า มันติดวินัยการคลังอยู่ ทั้งๆที่วินัยการคลังนี้ไม่ใช่รัฐบาลตั้ง แล้วธนาคารแห่งประเทศไทยมาโยนให้ บัดนี้ท่านเข้มแข็งแล้วก็ขอคืนท่านไปเราจะได้เอามาพัฒนาประเทศสร้างอนาคตของชาติต่างๆ เราพูดถึงรถไฟความเร็วสูง เราพูดถึงระบบรางใหม่ เราพูดถึงท่าเรือน้ำลึก ซึ่งขณะนี้ใช้เต็มเหนี่ยวหมดแล้ว เราจะต้องขยาย แล้วบัดนี้ภูมิภาคมันเปลี่ยนไปแล้ว เศรษฐกิจมันจะย้ายจากอเมริกา ยุโรปมาอยู่เอเชีย พม่าก็กำลังจะเปลี่ยน อินโดจีนก็กำลังจะเปลี่ยน จีนก็จะเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจแล้ว แล้วเราตั้งอยู่ใจกลางนี้ ไปติดหนี้กองทุนฟื้นฟูอยู่ เลยจะเสียวินัยการคลังก็ไม่ได้ จะลงทุนก็ติดอันนี้อยู่

พิธีกร: มีเรื่องของมาตรา 7 วงเล็บ3 บอกว่าการโอนเงินหรือสินทรัพย์ของธนาคารแห่งประเทศไทยหรือกองทุนเข้าบัญชีตามมาตรา 5 ที่ ครม. กำหนด เขาบอกว่า ตรงนี้เหมือนการทำเป็น blank check ทำเช็คเปล่าได้เลย

ดร.วีรพงษ์ฯ: เอาอย่างนี้ ผมอยากจะตอบท่าน ต้องทำงานแบงค์ชาติ ผมคนนอกตอบแทนดีกว่า คือสังคมไทยนี้ไว้ใจแบงค์ชาติ แต่ไม่ไว้ใจกระทรวงการคลัง ไม่ไว้ใจนักการเมือง แต่ดูประวัติศาสตร์เถอะครับ เวลาเกิดวิกฤตินี้ฝีมือท่านแบงค์ชาติทั้งนั้น ตั้งแต่ท่านรัฐมนตรีสมหมาย ท่านไม่ยอมลดค่าเงินบาท จนต้องเปลี่ยนผู้ว่าถึงได้ลดได้ เรื่อยมานะครับ ทีนี้ก็จะปิดประตู ก็เผื่อคณะรัฐมนตรีไม่สามารถที่จะมีมติแล้วก็ทำอะไรได้นี้

แบงค์ชาติท่านก็เป็นอิสระ 100% เป็นรัฐอิสระ แล้วมักจะชอบพูดให้สังคมไม่ไว้วางใจคณะรัฐมนตรี ซึ่งกระผมก็ไม่ทราบว่ายังไง ซึ่งอันนี้มันขัดกับหลักประชาธิปไตย และคณะรัฐมนตรีท่านมาจากประชาชนนะครับ ส่วนธนาคารแห่งประเทศไทยนั้นไม่ได้มีความเชื่อมโยงอะไรกับประชาชนเลย แต่ท่านสอนให้เขาไม่ไว้ใจคณะรัฐมนตรี อันนี้เปิดช่องไว้ในกรณีที่จำเป็นแล้วถ้าเผื่อว่าคณะรัฐมนตรีมีมติแล้วท่านเห็นว่ามันไม่ได้หรือร้ายแรงอะไรแบบนี้ ท่านก็เสนอให้ทบทวนมติก็ได้ แต่ควรจะเปิดเอาไว้ นี่ไปปิดประตูตายแล้ว

สมาคมธนาคารไทย

พิธีกร: ส่วนเรื่องที่ อีกอันคือเรื่องของการที่จะไปเก็บค่าธรรมเนียมจากธนาคาร ทำไมธนาคารพาณิชย์ ก็ร้องเรียนว่าอยู่ดี ๆ ทำไมธนาคารพาณิชย์ต้องมีการเก็บค่าธรรมเนียมจากธนาคาร

ดร.วีรพงษ์ฯ: อันนี้ผมขอพูดอย่างนี้ก็แล้วกันนะ อันนี้เป็นอำนาจของท่าน เราก็ไม่อยากจะไปแตะต้องอำนาจของท่าน ถ้าท่านอยากจะว่ายังไง จะร้องโอยโอยว่าไม่มีทางที่จะใช้หนี้คืนได้ ต้องให้รัฐบาลเอาภาษีประชาชนไปคืนดอก ก็สุดท้ายแต่ท่านเถอะ ถ้าจะไปต่อว่าก็ไปต่อว่าธนาคารแห่งประเทศไทยก็แล้วกัน

พิธีกร: แต่ว่าคือ อันนี้เป็นแนวทางที่จะทำให้ในแง่ของปลดล็อกหนี้ตรงนี้ไป จะทำให้รัฐบาลมีความคล่องตัวมากขึ้นในแง่ของการจัดการงบประมาณไหมครับ

นายกิตติรัตน์ฯ: ก็อย่างที่ท่านวีรพงษ์ได้กล่าวครับ คือมีสัดส่วนที่จะต้องควบคุมสำคัญอยู่ 2 สัดส่วน

ดร.วีรพงษ์ฯ: วินัยการคลัง มี Ratio อยู่ 2-3 ตัว ซึ่งเราต้องรักษาไว้ท่านผู้ว่าท่านก็บอก ให้รัฐบาลมีวินัยการคลังเรื่อยเวลาท่านปาฐกถาที่ไหน

พิธีกร: ซึ่งเราก็ทำตามตลอดใช่ไหมครับ

ดร.วีรพงษ์ฯ: ครับ

นายกิตติรัตน์ฯ: แล้วก็อันสำคัญทั้งสองรายการนะครับ อาจจะดูว่าอันหนึ่งยังหลวมอยู่ก็คือเรื่องของหนี้สาธารณะต่อขนาดเศรษฐกิจของประเทศที่เราใช้ Gross Domestic Product หรือผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ แต่อันที่สำคัญก็คือในเรื่องของการที่จะดูยอดการชำระดอกเบี้ยรวมกับเงินต้นรายปีนี้ เป็นสัดส่วนที่ไม่เกินร้อยละ15 ของงบประมาณแผ่นดินซึ่งงบประมาณแผ่นดินที่ได้ผ่านสภาในปีนี้ เป็นสัดส่วนที่ไม่เกินร้อยละ15 ของงบประมาณแผนดินนะครับ

ซึ่งงบประมาณแผ่นดินที่เราได้ผ่านสภาในปีนี้ก็ 2.38 ล้านล้านบาท ยอดดอกเบี้ยและเงินต้นต่อปีก็จะต้องไม่เกิน สามแสนห้าหมื่นกว่าล้านบาท ขณะนี้เฉพาะยอดนี้ยอดเดียวก็ หกหมื่นห้าพันล้านบาทต่อปีที่เป็นดอกเบี้ยอย่างเดียวนะครับ เพราะฉะนั้นในเรื่องของการดูแลหนี้ให้อยู่ในที่ที่เหมาะสม ก็เรียนว่าหนี้จะอยู่ที่ไหนก็เป็นหนี้ของประเทศ เพียงแต่ว่าหนี้อยู่ในที่ที่ถูกต้องครับก็คือเป็นหนีที่อยู่ในจุดตรงนั้น ก็กลับไปอยู่ตรงนั้นดูแลก็เขียนโดยกฎหมาย เมื่อมีการระดมเงินไปแล้วว่าธนาคารแห่งประเทศไทยรับผิดชอบในเรื่องของเงินต้นและดอกเบี้ยในการเรียกเก็บตั้งแต่กฎหมายฉบับ ปี 2541 บอกว่าถ้าไม่มีนี้ กระทรวงการคลังจะออกไปให้ก่อน แล้วก็ให้ตามมาของรับคืนได้ในภายหลัง เมื่อเงินต้นครบแล้ว ละครับ เพราะฉะนั้นในสิ่งที่มีอยู่เดิมมีความชัดเจนอยู่ที่เดียว ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องดูแลวันนั้นอาจจะไม่พร้อมเพราะมีผลกระทบอยู่ในเวลานั้น

วันนี้อย่างที่อาจารย์วีรพงษ์ ได้เรียนว่า ความพร้อมมีมากแล้ว ดังนั้นจึงอยู่ในที่ที่ถูกต้องเปิดโอกาสให้ประเทศได้เคลื่อนต่อ แล้วก็เรียนว่าการเคลื่อนต่อเป็นเรื่องที่ไม่ทำให้ สูญเสียวินัยการคลัง นะครับเพราะเรายังอยู่ในกรอบสัดส่วนที่สำคัญ สองเรื่องนี้ได้อย่างดี ในแง่เครื่องมือในทางการเมืองที่เราจะเอามาใช้ในการระดมเงินจำนวนมากขนาดนี้ จะใช้เครื่องมือทางการเงินประเภทไหนครับ ในเรื่องของกฎหมายที่ร่างนี้ครับก็จะเปิดทางให้สามารถระดมเงินจากในประเทศก็ได้ หรือจากต่างประเทศก็ได้ ซึ่งผมขอเรียนว่าท่านอาจารย์วีรพงษ์ก็ได้มีแนวทางซึ่งผมมั่นใจนะครับว่าการระดมเงิน เกือบทั้งหมดควรเป็นเงินจากภายในประเทศ

แต่ในความเห็นส่วนตัวของผม ก็คือว่าในขณะนี้มีสถาบันการเงินที่ถือว่าเป็นธนาคารกลุ่มพัฒนาที่ต้องการที่จะให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำระยะยาว และเขาก็อยากเหลือเกินที่จะให้เรากู้เขา เราก็กู้เขาบ้างก็เป็นเรื่องที่ดีที่ทำให้สถาบันเหล่านี้ครับ ช่วยดูแลธรรมาภิบาลในการใช้เงิน ซึ่งในอดีตเราอาจจะมีปัญหาเรื่องการทุจริตประพฤติมิชอบเกิดขึ้น ในขณะนี้สังคมตั้งคำถามว่าเราจะสามารถดำเนินการให้ซื่อตรงโปร่งใสแค่ไหน ซึ่งเราให้สถาบันเหล่านี้มาช่วยดำเนินการเราอีกทางมีเหตุผลจำเป็นอะไรที่จะต้องใช้เงินตราต่างประเทศ โครงการต่างๆน่าจะใช้ค่าใช้จ่ายในประเทศเป็นหลักนะครับ ซึ่งจะออกเป็นพันธบัตรหรือจะออกดำเนินการระดมอื่นใดผลประโยชน์ก็จะตกอยู่ในประเทศ

ภาพจาก Reuters

พิธีกร: สามแสนห้าหมื่นล้านตรงนี้ จะเป็นโครงการเร่งด่วนหรือว่าเป็นโครงการระยะยาวอย่างไรบ้างครับรายละเอียดมีบ้างครับ ก็มีการระบุว่ามีการจัดทำระบบเก็บกักน้ำ ต้องเรียนว่าเรามีแม่น้ำสายหลักๆ บ้างสายปรากฎว่าเราไม่มีระบบเก็บกักน้ำเลยนะครับ เวลาที่ฝนตกลงมามากๆ น้ำท่วมเลยไหลมาจนบ่างจังหวัดทนทุกข์ทรามกัน แล้วในขณะที่ปริมาณน้ำไหลยังไปไม่ถึงอ่าวไทยเลยนะครับ ปรากฏว่าตรงนั้นแล้งเสียแล้ว เพราะไม่มีอะไรช่วยเก็บกักน้ำไว้บ้าง อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ต้องทำครับ

ในขณะเดียวกันการบริหารจัดการที่เป็นระบบกักเก็บน้ำเป็นการใช้เพื่อชลประทานใช้ในสังคมเมืองและสังคมอุตสาหกรรม เราเจอน้ำท่วมมาแล้วเราต้องระบายกันอย่างเดียวการบริหารจัดการน้ำให้มีเพียงพอ ถ้าในปีใดฝนตกมากก็สามารถระบายได้ดี ปีใดฝนตกน้อยก็สามารถเก็บน้ำไว้ใช้ได้ เพราะการลงทุนในโครงการต่างๆ ได้มีการดำเนินการเตรียมไว้แล้ว อย่างที่ผมเรียนว่าแนวคิดหลักการอยู่ในแผนแม่บท การที่จะเอามาดูแลให้ชัดเจน การเปลี่ยนแปลงของราคาการลงทุนต่างๆ ไป ก็จะต้องมีตัวเลขที่จะต้องดำเนินการ

พิธีกร: 350,000 ล้านบาท พอไหมครับท่าน

ดร.วีรพงษ์ฯ: สำหรับโครงการที่มีอยู่แล้วในใจที่พิจารณาอยู่พอ ก็ตั้งตามความต้องการของโครงการต่างๆ ส่วนต่อไปข้างหน้าจะมีอะไรเพิ่มเติมขึ้น ก็คอยว่ากันใหม่ ทีนี้ถ้าสังเกตดูชื่อกรรมการผมนี้ไม่ใช้พื้นฟูอย่างเดียวสร้างอนาคต การสร้างอนาคตนี้เป็นเรื่องใหญ่อีกเรื่องหนึ่ง เมื่อก่อนเราก็มีความคิดแต่ติดเรื่องวินัยการคลัง ติดหนี้กองทุนฟื้นฟู

วันนี้ถ้าสามารถยกออกไปได้แล้วเราก็จะสามารถที่จะดำเนินการในเรื่องโครงการต่างๆ ที่จะรองรับความเจริญเติบโตของทวีปเอเชียที่จะเป็นศูนย์ของเศรษฐกิจของโลกต่อไป แล้วที่ตั้งของประเทศของเราก็เหมาะในเรื่องการมีถนนจากเวียดนามไปพม่า จากจีนลงสิงคโปร์บังเอิญมาตัดอยู่เมืองไทยพอดี ระยะทางจากกรุงเทพฯ ไปออสเตรีย กับไปลอนดอนมันพอดีกันเครื่องบินลงมาจอดเติมน้ำมันพอดีกัน

เราเป็นศูนย์การบินภูมิภาคจะเป็นศูนย์การคมนาคมทางบกในภูมิภาค ระบบรถรางรถไฟของเรานี้ล้าสมัยมากควรจะเปลี่ยนได้แล้ว ควรจะทำใหม่ให้ทันสมัย ถ้าจะเป็นระบบที่จะถูกที่สุดในระบบน่าจะทำใหม่หมดทั้งระบบ นอกจากนั้นแล้วจะมีเรื่องทางด้านอื่นๆ ทางด้านวิทยาศาสตร์ ทางด้านไอที ทางด้านInformation เทคโนโลยี มีเรื่องอื่นที่เราจะต้องอัพเกรด

ดร.วีรพงษ์ฯ: คือเป็นการปรับโครงสร้างพื้นฐานของประเทศครั้งใหญ่ เพื่อยกระดับความสามารถในการแข็งขันระดับประเทศ ยกมาตรฐานของเราขึ้นให้ทันสมัยขึ้น เราขณะนี้ตามจีนยังไม่ทันเลย ตามประเทศไต้หวัน ประเทศสิงคโปร์ไม่ทัน

พิธีกร: ทำไมโครงการเหล่านี้รัฐบาลเป็นคนลงทุน เราไม่สามารถที่ทำเป็น PP Private Public

ดร.วีรพงษ์ฯ: คืออย่างนี้พื้นฐานรัฐบาลต้องลง เมื่อรัฐบาลลงทุนแล้วเอกชนก็ไปจัดการเพราะว่าโครงการที่ต้องใช้ร่วมกัน ถนนอย่างนี้ให้เอกชนลงทุนได้เฉพาะทางด่วนแต่ว่า ถนนไกล จากดานังไปทวายมันอาจจะไม่ได้หรือว่ากรณีของสปีดเทรนความเร็วสูงก็ต้องดูว่าเอกชนลงไม่ได้รัฐบาลลง ถ้ารัฐบาลจะลงเอกชนจะวิ่งมาแย่งลงมันจะเป็นอย่างนี้

ยิ่งเราประกาศว่ามีเงินเยอะไม่กู้ก็วิ่งมาให้เรากู้ ลองเราจนไม่คอยมีไม่มีใครให้กู้ โลกก็เป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น เรื่องทั้งหลายเหล่านี้มันมีความจำเป็นจริงที่จะต้องปรับโครงสร้างหนี้ของรัฐบาล ที่รัฐบาลไม่ได้ก่อให้มันเคลียร์ออกไป จะสร้างได้สร้างอะไรต่อมิอะไรต่อที่เราต้องการได้โดยไม่เสียวินัยการคลัง

ภาพจาก Al Jazeera

พิธีกร: โครงการต่างๆ มีการกำหนดระยะเวลากำหนดสิ้นสุด หรือระยะเวลาเห็นผลเมื่อไร อย่างไร

นายกิตติรัตน์ฯ: อยู่ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (แผนที่11) ก็มีข้อจำกัดเรื่องวินัยการคลัง อย่างคุณว่า ยกอันนี้ออกโครงการต่างๆ ก็สามารถที่จะระดมทุนมาลงทุนได้ พอรัฐบาลลงทุนสร้างยกระดับมาตรฐานของโครงสร้างมาตรฐานเอกชนก็จะแห่มา ไข่จะต้องเกิดก่อนไก่มันเป้นอย่างนั้น ครับ อีก พรก.หนึ่งที่ทำ Soft loan สามแสนล้าน ทำไมต้องมีการปล่อย Soft loan ถึงขนาดนั้น

นายกิตติรัตน์ฯ: ก่อนที่จะไปถึงตรงนั้นขอเสริมประเด็นที่ท่านธีรัตถ์ คุยท่านอาจารย์วีรพงษ์ เมื่อสักครู่เดียว ในส่วนที่จะเป็นการสร้างอนาคตของประเทศในระยะยาวถ้ามีการดำเนินการในลักษณะนี้นะครับ ความจำเป็นที่จะไปออกกฎหมายพิเศษอะไรอาจจะไม่มีก็ได้ เพราะว่าความพร้อมที่จะดำเนินโครงการเหล่านั้นโดยใช้งบประมาณแผนดินในงบประจำปีต่างๆ สามารถทำไดและก็การระดมทุนต่างๆ ก็ทำได้เพราะไม่ติดสัดส่วนของวินัยการคลัง

นอกจากนั้นการจักการที่ดีอยู่การออกกฎหมายในครั้งนี้ครับที่คุณธีรัตถ์ เรียนถาม เราเห็นว่าเป็นโครงการซึ่งเกี่ยวพันธ์กันกับการที่จะป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาอุทกภัย ซ้ำอีกเพราะความเชื่อมั่นในขณะนี้ ถือว่าอยู่ในระดับที่ลดลงและก็เศรษฐกิจได้แสดงอาการถดถอยเห็นได้ชัดในไตรมาสที่ 4 ของปีที่แล้ว ถ้าอย่างนั้นเราจะผ่านกระบวนการตามปกติไปนี้นะครับ แล้วถ้าความเชื่อมั่นเกิดสูญเสียไปจะเป็นเรื่องใหญ่มาก ฉะนั้นขณะนี้ทั้งคณะกรรมการ กยอ. กยน. ตระหนักดีว่าถือว่าเป็นเรื่องที่มีความจำเป็นเร่งด่วนมาก และก็ฉุกเฉินด้วยนั้น

การที่เราจะออกกฎหมายสัก 4 ฉบับ ประเด็นที่คุณธีระ ถามสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำใช้คำภาษาอังกฤษ ว่า Soft loan ลักษณะคือสินเชื่อดอกเบี้ยที่ต่ำเป็นพิเศษ เป็น 1 ใน 4 ของกฎหมายสำคัญจะดำเนินการให้มีการผ่านการพิจารณาด้วยความรวดเร็ว สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำนี้ ก็ได้หารือกับธนาคารแห่งประเทศไทยในยอด สามแสนล้าน ที่เป็น Soft loan นี้นะครับ ไม่ใช่ว่ารัฐบาลจะเป็นคนกู้นะครับ แต่ขอให้ธนาคารแห่งประเทศไทยและธนาคารพิเศษของรัฐ ซึ่งพิจารณาให้ดอกเบี้ยที่ต่ำกับผู้กู้ที่เป็นผู้ประกอบการขนาดกลางขนาดย่อม

ขณะนี้มีผลกระทบที่เกิดขึ้นกับอุทกภัย นักธุรกิจจำนวนมากได้รับความเสียหายการที่จะสามารถกู้เงินใหม่ได้และมีอัดตราดอกเบี้ยที่ต่ำเป็นเรื่องจำเป็น เราได้ตกลงกันว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะดำเนินการในส่วนของ Soft loan ในยอดรวม ร้อยละ 70 ในส่วนของสามแสนล้าน ก็คือ สองแสนหนึ่งหมื่นบาท ส่วนในธนาคารของรัฐก็มีความพร้อมที่จะปล่อยกู้ ได้ในยอด เก้าหมื่นล้าน รวมกันเป็นสามแสนล้านก็จะเพียงพอ ก็มาประกอบกับกฎหมายทั้ง 3 ฉบับที่เราดำเนินการ ซึ่งฉบับแรกการจัดหนี้ที่คอยพักชำระหนี้แก้ไขและฟื้นฟูสถาบันการเงินเมื่อปี 2540 ให้อยู่ในที่ที่ถูกที่ถูกทาง ฉบับที่สอง จะเป็นเรื่องของการที่จะเตรียมการระดมเงินสามแสนห้าหมื่นล้าน ฉบับที่สาม ก็จะเป็นเรื่องของ Soft loan หรือสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ที่คุณธีรัตถ์ได้พูดถึง ฉบับที่4 เป็นเรื่องการจัดตั้งกองทุนการประกันภัยครับ

ซึ่งที่อาจารย์วีรพงษ์ได้เรียนครับว่า หลังจากที่เราได้ให้ข้อมูลกับเขาแล้วก็มีความมั่นใจกับเราในระดับที่ดีในระดับหนึ่ง แต่ว่าเมื่อไหร่ที่เราแสดงความมั่นใจในตัวเราเองมากขึ้นเค้าก็จะตามมามีความมั่นใจมากขึ้นไปอีกเพราะฉะนั้นการที่จะตั้งกองทุนการป้องกันภัยเพื่อที่จะสนับสนุนภารกิจประกันภัยของบริษัท ในประเทศที่ให้บริการทั้งภาคธุระกิจซึ่งต้องดูแลความเสี่ยงในเรื่องของภัยพิบัติธรรมชาติก็ช่วยทำให้เกิดการดำเนินงานที่มีความคล้องตัวครบทุกรูปแบบ ดังนั้นก็เรียนว่าทั้งหมด มีลักษณะผมจึงใช้คำว่าทั้งหมดจำเป็นเร่งด่วนและฉุกเฉินแม้ว่าการจะลงทุนจริงๆ อาจจะมีเวลาที่จะต้องศึกษาบ้าง บางโครงการก็เป็นหลักรายสัปดาห์ บางโครงการก็เป็นรายเดือนเริ่มครับแต่ทั้งหมดนี้ถ้าทุกฝ่ายเห็นถึงความชัดเจนที่มาไปพร้อมกันก็จะเกิดความมั่นใจตั้งแต่วันแรกเลย ว่าเราพูดจริงทำจริง เงินมีและก็มีโครงการที่ได้ศึกษาไว้แล้ว

นายกิตติรัตน์ฯ: ซึ่งท่าน ดร.วีรพงษ์ จะต้องไปกล่าวในงาน BOI Fair CEO Forum ด้วยใช่ไหมครับ ท่านจะให้ความมั่นใจกับต่างชาติที่เข้ามาในประเทศไทย

ดร.วีรพงษ์ฯ: บังเอิญผมติดธุระทางด้านการงานของผม ผมเป็นประธานบริษัทเอกชนอยู่ ก็เลยเสียดายไม่ได้ไป

ภาพจาก VOA

พิธีกร: ทีนี้ใช้โอกาสอย่างไรที่จะเล่าให้เขาฟังว่า เรามีแผนแบบบรูณาการอย่างชัดเจน ในโอกาสต่างๆ นี่ผมกับสื่อมวลชนพบกันเสมอก็ใช้เวทีที่ไม่เป็นทางการกินข้าวด้วยกันบ้าง

ดร.วีรพงษ์ฯ: ก็ในโอกาสต่าง ๆ ผมกับสื่อมวลชนพบกันอยู่เสมอ ก็ใช้เวทีที่ไม่เป็นทางการกินข้าวด้วยกันบ้าง ผมไม่ไปเขาก็มาตามผมอยู่ดี แล้วก็ต้องเลี้ยงข้าวเขาด้วย แล้วก็เล่าให้เขาฟังนาน ๆ อย่างนี้ดีกว่า ดีกว่ารายการออกทีวีซึ่งมีเวลาจำกัด บางทีก็คุยกันตั้งแต่หนึ่งทุ่มยันห้าทุ่มคุยกันสองยาม ก็ทำอย่างนี้อยู่เป็นประจำ เพราะฉะนั้นผมก็มีวิธีมีช่องของผมที่จะไปสู่สาธารณชนได้ ไม่จำเป็นต้องใช้สื่อที่เป็นทางการก็ได้

พิธีกร: มีความเป็นห่วงบ้างไหมครับท่านรอง ถ้ากฎหมายไม่ผ่านหรือไม่สามารถที่จะดำเนินการได้จะกระทบอะไรบ้าง

นายกิตติรัตน์ฯ: ผมไม่รู้สึกสงสัยเลยว่ากฎหมายนี้จะไม่ผ่าน เนื่องจากทุกฝ่ายที่กำลังเป็นห่วงเป็นใยประเทศ ก็จะตระหนักเหมือนกับท่านอาจารย์วีระพงษ์ แล้วผม แล้วก็คณะรัฐมนตรี แล้วก็คณะกรรมการ กยอ. คณะกรรมการ กยน. ไม่ว่าจะเป็นยุทธศาสตร์อนาคตประเทศ หรือยุทธศาสตร์เรื่องน้ำจะย่อมตระหนักดีแน่ว่า ปัญหานี้มีความจำเป็นเร่งด่วนและฉุกเฉิน ความเสียหายที่เราเห็นมาในปี 2554 นั้นมันรุนแรงชัดเจนเหลือเกิน ดังนั้นผมก็มั่นใจว่ากฎหมายจะผ่านกระบวนการพิจารณาและสามารถดำเนินการได้ด้วยความรวดเร็ว แน่นอนในสังคมเราซึ่งมีความเป็นประชาธิปไตยสูง แล้วก็บางท่านก็อาจจะเห็นเป็นเรื่องล้อเล่น ที่จะหยิบยกมาว่าจะคัดค้านในรูปลักษณะต่าง ๆ ผมก็หวังว่าท่านเหล่านี้คงจะตระหนักว่าเรื่องนี้มีความสำคัญ

แล้วก็ขออนุญาตเรียนอีกประเด็นหนึ่งนะครับ ที่ทำไมผมถึงเรียนว่าทุกฝ่ายเห็นในความสำคัญนี้ การดำเนินการเราไม่ได้คำนึงแค่วินัยการเงินการคลังที่ทางรัฐบาลหรือกระทรวงการคลังจะต้องให้ความสำคัญเท่านั้น เรายังคำนึงถึงวินัยการเงินด้วย มีคนตั้งข้อสังเกตว่าดำเนินการแบบนี้แล้วจะนำไปสู่การพิมพ์ธนบัตรใหม่ไหม จะไปสู่การที่จะต้องไปแตะต้องทุนสำรองเงินตราไหมเสียจนทำให้ผู้ที่เป็นผู้บริจาคเงินและทรัพย์เข้าอยู่ในกองทุนสำรองเงินตรานั้นอาจจะกังวล เรียนว่าในการหารือในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลังการที่เห็นตรงกันคือจะไม่มีการดำเนินการเพื่อนำไปสู่การจัดพิมพ์ธนบัตรใหม่ จะไม่มีการดำเนินการที่จะไปแตะต้องเงื่อนไขทุนสำรองเงินตราอะไร เพื่อการนี้นะครับ

แต่ถ้าเกิดหน่วยงานที่กำกับดูแลจะต้องการเงินไปดำเนินงานในเรื่องอื่นก็เป็นเรื่องที่ท่านจะสามารถรับผิดชอบได้ แต่ว่าไม่มีการดำเนินการที่จะเป็นแรงผลักดันจากรัฐบาลหรือกระทรวงการคลังที่จะทำให้ศูนย์เสียวินัยการคลัง เป้าหมายสำคัญอีกอันหนึ่งคือจะดำเนินการใช้หนี้จำนวน 1.14 ล้านล้าน ซึ่งรัฐบาลจ่ายดอกเบี้ยแทนให้อยู่ ปีละ 65,000 ล้าน ไม่เป็นหนี้สาธารณะที่กลายเป็นภาระของงบประมาณแล้วก็ทำให้กลายเป็นเราไม่สามารถที่จะดูแลพี่น้องประชาชนได้ด้วยทรัพยากรที่มาจากภาษีของประชาชน

ภาพจาก Facebook ของพรรคประชาธิปัตย์

พิธีกร: ท่านวีรพงษ์ครับ ท่านนายกรัฐมนตรีได้ให้แนวทางอย่างไร ในแง่ของการจัดลำดับความสำคัญหรือว่าในแง่ที่สิ่งที่คิดจะทำอย่างเร่งด่วนมากที่สุด

ดร.วีรพงษ์ฯ: เดี๋ยวผมขออธิบายทุนสำรองก่อน ทุนสำรองระหว่างประเทศ ของประเทศเราอาจจะไม่มีเหมือนประเทศอื่น คือมีทุนสำรองเงินตรา แล้วก็ทุนสำรองทั่วไป ทุนสำรองเงินตราหรือเราเรียกกันติดปากว่าคลังหลวงขณะนี้มีประมาณ 53,000 ล้าน ส่วนนี้ไม่เป็นของธนาคารแห่งประเทศไทย อีกส่วนหนึ่งที่เป็นของธนาคารแห่งประเทศไทยเรียกว่าอยู่ในบัญชีทั่วไป ทุนสำรองทั่วไป มีอยู่ประมาณ 130,000 ล้าน อันนี้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีเสรีภาพเต็มที่ที่จะบริหารจัดการ จะชำระหนี้ จะอะไร ที่เราขอก็คืออย่าไปแตะทุนสำรองเงินตราคือมีน้อยกว่าทุนสำรองทั่วไปด้วยซ้ำ

อันนี้ผมขอทำความชัดเจน ส่วนที่ท่านนายกฯ ได้กรุณามอบหมายนั้นก็คงจะอยู่ในคำสั่งตั้งคณะกรรมการที่ผมเป็นประธาน (กยอ.) ซึ่งก็ให้ดูปัญหาในเรื่องการจัดการบริหารน้ำ ฟื้นฟูประเทศชาติหลังจากบอบช้ำจากการที่เกิดภาวะน้ำท่วมครั้งใหญ่ที่สุดตั้งแต่เคยเห็นมา คือว่าอย่างนี้ไม่ได้อะไรนะ ผมไปดูตัวเลขสถิติระดับน้ำแม่น้ำเจ้าพระยาที่เชิงสะพานพุทธสูงกว่าปี 2485 อีก ปี 2485 นี่ สูง 2 เมตร 48 เซนติเมตรเหนือระดับน้ำทะเลปีนี้ 2 เมตร 60 เซนติเมตร ปี 2485 นี่คือ 1 ปีก่อนผมเกิด

พิธีกร: ที่เราเห็นภาพว่ามีคนมาพายเรือในถนนราชดำเนินอย่างนั้นใช่ไหมครับ

ดร.วีรพงษ์ฯ: ปีนี้มากกว่าอีก

พิธีกร: มากกว่าอีก ก็คือเราก็ป้องกันได้ระดับหนึ่ง

ดร.วีรพงษ์ฯ: ครับ เพราะฉะนั้นรีบด่วนเลย ที่ท่านนายกฯ ท่านอยากจะเห็นก็คือปีหน้าต้องไม่ท่วมอย่างนี้อีก

พิธีกร: ปีนี้คือปี 55

ดร.วีรพงษ์ฯ: ปี 55 นี้ ถ้าท่วมซ้ำอีกเน่าเลยประเทศไทย ไม่มีใครเชื่อถือ เพราะฉะนั้นอันนี้จะต้องทำให้ได้ หัวเด็ดตีนขาดยังไงต้องทำให้ได้ จะต้องมีระบบอะไรที่เราเห็นว่าเป็นจุดบกพร่องจะต้องแก้ไข นอกจากนั้นโครงการที่เราอยากจะทำมานานแล้ว คิดกันมานานแล้ว ท่านผู้เชี่ยวชาญที่มาอยู่ในกรรมการ กยน. ท่านเล่าให้ฟังว่าท่านอยากจะทำ บังเอิญเกิดต้มยำกุ้งซะก่อน ธนาคารแห่งประเทศไทยทำพังไปซะก่อน ก็เลยเลื่อน ๆ มาจน 10 ปี ไม่ใช่เริ่มคิดนะครับ โครงการทั้งหลายตั้งแต่ลุ่มน้ำตอนบน ปิง วัง ยม น่าน อะไรต่ออะไร บัดนี้น่าจะถึงเวลาแล้วที่จะทำให้ความคิดของท่านเหล่านั้นประสบความสำเร็จ เพราะฉะนั้นก็มี 2 ระยะที่ท่านนายกฯ มอบหมายให้ทำ ซึ่งผมจะพยายามทำให้ได้

พิธีกร: ขณะเดียวกันถ้าเรามองดูเฉพาะประเทศที่ทำให้เศรษฐกิจของเราเดินหน้า นักลงทุนเดินหน้า เจ้าของกิจการเดินหน้าต่อไป กลไกอื่น ๆ ที่คิดว่าน่าจะมีส่วนสัมพันธ์หรือว่าสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจปีนี้มีความมั่นใจกลับคืนมา ท่านดร.วีรพงษ์คิดว่าควรจะมีอะไรอีกครับ

ดร.วีรพงษ์ฯ: ความมั่นใจนี่ผมคิดว่าต้องคืนมาแน่ เพราะเหตุว่าเราได้ให้สัญญาแล้วเราต้องทำให้ได้ตามสัญญา ประการที่สองก็คือว่าการลงทุนจะมีมากเพิ่มเติมขึ้นทดแทนสิ่งที่เสียหาย แล้วผมเชื่อว่าการเปลี่ยนเครื่องจักรใหม่เป็นของดี อย่างเยอรมัน ญี่ปุ่น ตอนสงครามโลกครั้งที่สองโรงงานพังหมดเลย พอเขาฟื้นคืนชีพขึ้นมาเครื่องจักรเขาใหม่กว่าอังกฤษ ฝรั่งเศส อเมริกา เศรษฐกิจเขาเลยพุ่งแซงอังกฤษ แซงฝรั่งเศสไปเลย อันนี้ก็เหมือนกันก็เป็นโอกาสดีที่หลายโรงงานซึ่งใช้เครื่องจักรมา 15 ปี 20 ปี แล้ว จะได้เปลี่ยนเครื่องจักรใหม่ ซึ่งจะเป็นผลดีในระยะยาวในการที่จะได้นำเทคโนโลยีต่าง ๆ ขึ้นมาใช้อีก ผมว่าไม่ใช่ว่ามันจะเสียทั้งหมดในความเสียนั้นมีความดีอยู่ด้วย และก็ในความเสียในวิกฤตการณ์ก็มีโอกาสแฝงอยู่ด้วยถ้าเรารู้จักใช้ให้ดี

ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้ำท่วม นครสวรรค์

นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ลงพื้นที่ จ.นครสวรรค์ (ภาพจากเว็บไซต์รัฐบาลไทย)

พิธีกร: ท่านรองครับอะไรเป็นตัวชี้วัดว่าสิ่งที่เราได้ดำเนินการมามีประสิทธิภาพแล้วก็ประสบความสำเร็จ

นายกิตติรัตน์ฯ: เราก็ได้ชี้แจงตอนที่เรายังอยู่ในระหว่างปัญหาแล้วก็เห็นว่ามีความกังวลในเรื่องความเชื่อมั่น ท่านอาจารย์วีรพงษ์ก็ได้เดินทางไปยังจุดที่สำคัญมาก ๆ ของโลก แล้วหลังจากนั้นเราก็ได้เริ่มดำเนินการอย่างที่เราได้พูด เราได้รวบรวมผู้เชี่ยวชาญมาทำการปรับปรุงแผนแม่บท แล้วเราก็สามารถดำเนินการเรื่องต่าง ๆ ที่มีความคืบหน้า

ยกตัวอย่างเช่น มีการพิจารณาสิทธิประโยชน์บางเรื่องที่เราจะช่วยดูแลพวกที่ประกอบธุรกิจในประเทศ ไม่ว่าจะส่วนที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนหรือไม่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน เราดูแลเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบในระดับผู้ทำธุรกิจขนาดกลางขนาดย่อมแล้วก็ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจริงอยู่อาจจะไม่ถ้วนทั่วแล้วก็เป็นที่พอใจได้ทุกฝ่าย แต่ว่าด้วยทรัพยากรที่จำกัด ตามข้อติดขัดที่เรามี ที่เราได้คุยกันมาทั้งหมด เราก็ได้ทำงานกันอย่างเข้มแข็งจริงจัง

ผมว่าขณะนี้จะเป็นช่วงที่สำคัญมากคือว่าเมื่อเรามีการดำเนินการให้มีการผ่านกฎหมายสำคัญ 4 ฉบับที่มีความเกี่ยวข้อง ความเชื่อมั่นก็จะขยับขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง แล้วก็การดำเนินการให้เป็นไปตามแผนแม่บท การระดมทุนที่ให้สอดคล้องกับการที่เราจำเป็นจะลงทุน แล้วก็การดำเนินการในโครงการด้วยความมุ่งมั่น ซื่อตรง โปรงใส ในคณะกรรมการ กยอ. ของท่านอาจารย์วีรพงษ์ ประกอบไปด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ ไม่แต่เพียงที่เป็นหัวหน้าส่วนราชการแต่มีประธานองค์กรธุรกิจเอกชน ทั้งหอการค้า ทั้งสภาอุตสาหกรรม แล้วก็จากสมาคมธนาคารไทย แล้วก็รวมทั้งผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านต่าง ๆ มาช่วยกันคิดมาช่วยกันพิจารณาช่วยสอดส่อง

ในโอกาสนี้ที่เป็นเรื่องสำคัญที่อาจารย์วีรพงษ์ได้กล่าวคือถ้าไม่เกิดน้ำท่วมเราอาจจะไม่ลงทุนเครื่องจักรใหม่ ก็อาจจะไม่มีกาเพิ่มประสิทธิภาพเพิ่มกำลังการผลิต แต่ในขนาดเดียวกันโอกาสที่เราจะต้องลงทุนเพื่อซ่อมสร้าง แล้วก็ฟื้นฟู แล้วรวมถึงสร้างอนาคตประเทศไว้ในระยะยาว ถ้าเราทำกันจริงจังในครั้งนี้ เราจะสามารถทำให้ชาวโลกได้เห็นว่าประเทศไทยมีความมุ่งมั่นในการดำเนินงานอย่างจริงจัง ทำงานร่วมไม้ร่วมมือกัน สามัคคีกันไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายใดหรือมุมใดแล้วก็ทั้งสามารถแสดงให้เห็นด้วยว่าโครงการต่าง ๆ ที่เราดำเนินการกันมีความซื่อตรง โปร่งใส โดยที่ผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคเอกชนก็จะช่วยกันสอดส่องดูเป็นหูเป็นตา ผมก็เรียนว่าอย่างนี้เป็นโอกาสสำคัญที่เราจะถือว่าเป็นก้าวสำคัญของประเทศไทยที่จะก้าวสู่ศักยภาพใหม่

พิธีกร: เรียนถามท่านอาจารย์วีรพงษ์ เป็นคำถามสุดท้ายแล้วกันครับว่า จากที่เราได้มีการเสนอแผนต่าง ๆ โครงการต่าง ๆ ออกมา กฎหมายต่าง ๆ ออกมาอย่างนี้ ท่านสามารถที่จะสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศได้เพียงพอแล้วหรือยัง

ดร.วีรพงษ์ฯ: ผมคิดว่าถ้าเผื่อเรามั่นใจ ตัวเราต้องมั่นใจก่อน ก่อนที่จะให้เค้ามั่นใจ เราต้องมั่นใจก่อน ก่อนที่ประชาชนมั่นใจ ดร.วีรพงษ์ กับท่านรองกิตติรัตน์ ต้องมั่นใจก่อน เป็นขั้น ๆ อย่างนี้

พิธีกร: ซึ่งตอนนี้สองท่านมั่นใจอยู่

ดร.วีรพงษ์ฯ: ผมมั่นใจแล้ว แล้วก็จะทำให้สื่อมวลชนมั่นใจ แล้วก็คนไทยมั่นใจ เหมือนกับเรื่องการรับประกันต่อ ถ้ารัฐบาลไทยไม่กล้ารับประกันต่อแล้วจะไปให้

พิธีกร: บริษัทรับรับประกันภัยต่อในต่างประเทศรับประกันต่อได้อย่างไร

ดร.วีรพงษ์ฯ: ได้อย่างไร เราต้องแสดงว่าเรามั่นใจ แล้วต้องทำให้จริง ๆ ตามที่เรามั่นใจด้วย ขนาดนี้แผนต่าง ๆ ที่ตั้งใจไว้ ยังไม่ได้หลุด ยังไม่ได้หลุดเลย

พิธีกร: เดินมาตามกำหนดการ

ดร.วีรพงษ์ฯ: ตามกำหนดการทุกประการ ยังเป็นไปตามนั้นทุกประการ เพราะฉะนั้นผมเชื่อว่าไม่หลุด คงจะเสร็จสิ้นตามที่กำหนดไว้ทุกประการครับ

พิธีกร: ซึ่งท้ายที่สุดแล้วคือความมั่นใจทุกฝ่ายก็จะกลับคืนมายังประเทศไทย

ดร.วีรพงษ์ฯ: การพูดก็เพียงแต่แสดงเจตนา แต่ความมั่นใจจะเกิดจากการกระทำ อันนี้สำคัญกว่า

พิธีกร: ซึ่งจะทำอย่างไรที่จะทำให้เห็นว่าเราทำจริง คือตอนนี้มันมีแต่แผน ๆ นำมา แต่ว่าการนำไปสู่การ

ปฏิบัติงานจริง

ดร.วีรพงษ์ฯ: ที่เป็นข่าวใหญ่อยู่ทุกวัน ก็เป็นการเคลียร์พื้นที่ให้เราสามารถระดมทุน ระดมอะไรต่ออะไร ทั้งที่เหนื่อยยากจะตาย เพราะว่าคนไม่เข้าใจก็เยอะ

Cry Yingluck Shinawatra

ภาพโดยผู้ใช้นามแฝง 'ปลาแดก' ในเว็บบอร์ด 'ประชาทอล์ค'

พิธีกร: นี่เป็นการปูทาง

ดร.วีรพงษ์ฯ: นี่เป็นการปูทางเป็นความมุ่งมั่นไม่งั้นจะมาเปลืองตัวกันทำไม แสดงว่าเรามีเจตนาจริงจังที่จะทำให้มันสัมฤทธิ์ผล ก็ต้องคอยดูแล้วจะมารายงานท่านเป็นระยะ ๆ

พิธีกร: มีอะไรเสริมไหมครับท่านรองนายกฯ ครับ

นายกิตติรัตน์ฯ: ก็มั่นใจครับแล้วก็ผมก็เรียนว่าไม่ใช่เพียงแต่เราเท่านั้น สองท่านเท่านั้นที่มั่นใจนะครับ ผมก็เชื่อว่ามีคนมั่นใจแล้วก็พร้อมที่จะร่วมไม้ร่วมมือกันอีกจำนวนมากมายเลย ก้าวนี้เป็นก้าวสำคัญ ย้ำอีกครั้งครับเราทำงานร่วมกันในครั้งนี้แล้วเราก็จะสามารถภูมิใจในศักยภาพของประเทศที่ยิ่งใหญ่ของเราได้ร่วมกันนะครับ

พิธีกร: ท่านผู้ชมครับ ตลอด 1 ชั่วโมงของรายการรัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชนในวันนี้นะครับ ทั้งท่านรองนายกรัฐมนตรีกิตติรัตน์ และ ดร.วีรพงษ์ ก็ได้แสดงถึงความมั่นใจว่ารัฐบาลนั้นมีแผนที่จะบริหารจัดการน้ำไม่ให้ท่วมอีกอย่างแน่นอนในปี 2555 ขนาดเดียวกันก็ได้มีการดำเนินการในหลากหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นการปลดภาระหนี้ที่สั่งสมมานานเพื่อที่จะทำให้เรานั้นมีโอกาสในการที่จะลงทุนเพิ่มเป็นการสร้างอนาคตของประเทศแล้วก็สร้างความเชื่อมั่นกลับไปยังประเทศไทยต่อไปอีกด้วย

วันนี้ขอขอบพระคุณ คุณกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และ ดร.วีรพงษ์ รามางกูร ในฐานะประธาน กยอ. มากครับ ขอบคุณครับ หมดเวลาของรายการรัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชน แล้วนะครับ วันนี้ผม ธีรัตถ์ รัตนเสวี สวัสดีครับ

รัฐบาลไทย