“กวีและศิลปิน คือ ผู้ทำนายวิถีแห่งอนาคต”
ศิลปินชั้นเลิศย่อมสามารถสร้างสรรค์ “งานประพันธ์” ที่หยั่งรู้และสะท้อนความจริงจากก้นบึ้งจิตใจที่อ่อนไหวเปราะบางของมวลมนุษยชาติ โดยบางครั้งมีความเข้มข้นขัดแย้งที่บรรเจิดจ้า จนทำให้คนส่วนใหญ่อดนำไปเปรียบเทียบกับโลกความจริงมิได้
“จอมคนแผ่นดินเดือด” คือ สุดยอดผลงานระดับมหากาพย์ของหวงอี้ ที่สะท้อนโลกการเมืองจีนในยุคแห่งความสับสนวุ่นวายเมื่อหลายพันปีก่อน วิกฤตครั้งนี้ดูเหมือนจะทำให้แผ่นดินจีนอันยิ่งใหญ่ต้องถึงคราวพังพินาศลง แต่ในท้ายที่สุด วิกฤตนี้กลับได้แปรเปลี่ยนเป็น “พลังยิ่งใหญ่” ในการสร้างชาติจีนให้เกรียงไกรในยุคราชวงศ์ถัง ที่แผ่นดินจีนเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด
หากย้อนมองเมืองไทย ก็คงปฏิเสธมิได้ว่า ช่างคล้ายคลึงกับยุคสมัย “จอมคนแผ่นดินเดือด” โดยแท้ แต่เรื่องราวจะจบลงอย่างสันติสุขหรือไม่ คงเป็นเรื่องเกินความสามารถของปุถุชนที่จะคาดเดาทำนาย
“ซุนเอิน” คือ จอมคนที่มีฐานกำลังสำคัญคือ ชนชั้นรากหญ้าที่ถูกทอดทิ้ง แน่นอนว่า ซุนเอินและแกนนำมิใช่ชนชั้นรากหญ้า หากทว่าเป็นขุนนางท้องถิ่นที่ถูกริดรอนอำนาจโดยขุนนางจากเมืองหลวงที่อพยพลี้ภัยจากไฟสงครามในแดนเหนือลงมาพำนักในแดนใต้อันสงบสันติ อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์แผ่นดินเดือด ที่อาณาประชาราษฎร์ส่วนใหญ่ของประเทศได้รับความลำบากเดือดร้อน “ซุนเอิน” ย่อมมีช่องว่างให้ฉกฉวย
ศัตรูสำคัญของ “ซุนเอิน” คือ ตระกูลสุมา ซึ่งถึงแม้จะเสื่อมทรุดง่อนแง่มาหลายสิบปีแล้ว แต่ทว่ากลับได้มือดีเช่น “เซี่ยอาน” ซึ่งเป็นจอมคนที่มีสายตาทางการเมืองอันยาวไกล สามารถสยบปัญหาและภัยคุกคามทั้งหลาย เพื่อมุ่งหน้าพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า อย่างไรก็ตาม “เซี่ยอาน” ก็ไม่ได้มีอำนาจเด็ดขาดที่จะทำทุกอย่างตามปณิธานอันสูงส่ง โดยเฉพาะเมื่อมี “สุมาเต้าจื่อ” ซึ่งมีสายตาแคบสั้นและคำนึงถึงแต่ประโยชน์ส่วนตัวคอยขัดขวางนโยบายของซุนเอินในทุกฝีก้าว จึงเป็นเงื่อนไขอันสุกงอมให้ “ซุนเอิน” ลุกขึ้นมาก่อการกบฎได้
ปัญหาคงไม่ได้อยู่ที่ “ซุนเอิน” เป็นคนเลว หรือ “เซี่ยอาน” เป็นคนดี แต่ปัญหาคือ โครงสร้างการเมืองของตระกูลสุมา ไม่เหมาะสมกับความเปลี่ยนแปลงของสังคมอีกต่อไป ขณะที่ภัยจากอนารยชนทางเหนือที่มีกำลังและแสนยานุภาพเหนือกว่าอย่างเทียบไม่ติดนั้นกำลังจ่อคุกคามแผ่นดิน “การเมืองแดนใต้” จึงจำเป็นต้องปฏิรูปตัวเองครั้งใหญ่ เพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงอันโหมกระหน่ำเชี่ยวกราก
“ซุนเอิน” ที่โดนเซี่ยอานข่มสะกดไว้หลายสิบปี ได้อาศัยจังหวะของความขัดแย้งเข้ามาแทรกแซงทางการเมืองเป็นระยะ โดยเฉพาะการชักนำ “มู่หยงฉุย” ที่เป็นชาวต่างชาติ เข้ามาเป็นพันธมิตรอย่างลับๆ เพื่อเตรียมตัวยึดเมือง “เปียนฮวน” สถานที่กันชนระหว่างแดนเหนือใต้ เป็นดินแดนแห่งความอิสระเสรีและยังไม่เลือกข้าง
แน่นอนว่า รัฐบุรุษอย่าง “เซี่ยอาน” ย่อมมีวิสัยทัศน์ยาวไกล และมองเห็นความสำคัญของเมืองเปียนฮวน ที่เป็นอิสระจากโครงสร้างอันเก่าแก่ผุพังของตระกูลสุมา ดังนั้น จึงเป็นความหวังเพียงหนึ่งเดียว ที่จะช่วยทำให้แผ่นดินจีนสามารถ “เปลี่ยนผ่าน” อย่างสันติได้
อย่างไรก็ตาม “เปียนฮวน” ที่แม้จะเป็นสถานที่ซึ่งรวม “คนเก่ง” จากทั่วทุกสารทิศ มีกิจกรรมสร้างสรรค์แปลกใหม่ที่หาไม่ได้ในที่อื่น แต่ก็มีจุดอ่อนที่โครงสร้างการบริหารเมือง ที่ยังขาดจิตวิญญาณและวิธีการอันเหมาะสมในการรวมตัวเพื่อต่อต้านการรุกรานจากภายนอก
ที่กล่าวมาทั้งหมด ย่อมทำให้หวนนึกถึงการเมืองไทยในยามนี้มิได้ การเมืองที่เดินทางมาถึงทางตัน และอาจนำไปสู่ภาวะสิ้นชาติในอนาคตได้ หากผู้ใหญ่ในบ้านเมืองจัดการอย่างไม่เหมาะสม ขณะที่ความหวังซึ่งน่าจะฝากไว้ที่ “คนรุ่นใหม่” ซึ่งมีความเป็นกลางและไม่เลือกข้างนั้น ก็ดูจะริบหรี่เลือนรางยิ่ง
หากย้อนกลับไปพิจารณาเรื่อง “จอมคนแผ่นดินเดือด” จะเห็นว่า “เซี่ยอาน” ที่กำลังจะลาลับโลกเพราะสังขารและอายุขัยนั้น ได้วาง “หมากเด็ด” เพื่อสืบชะตาแผ่นดินไว้ที่เมือง “เปียนฮวน” โดยการมอบหมายภารกิจนี้ให้ “คนรุ่นใหม่ไร้ผู้ต่อต้าน” กลุ่มหนึ่ง ที่ยังไม่มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ชัด แต่มีวิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นอันเปี่ยมล้น เข้าไปพัฒนาระบบบริหารจัดการกำลังคนของเมืองเปียนฮวน ให้สามารถนำพลังสร้างสรรค์ของปัจเจกชนแต่ละคนมาสังเคราะห์รวมตัวกันเป็นพลังยิ่งใหญ่ในการต่อสู้กับกลุ่มอำนาจเก่าที่หวังจะมายึดครอง
แต่การจะรวมพลังของ “คนรุ่นใหม่”ในเมืองเปียนฮวนได้นั้น “คนรุ่นเก่า” จะต้องไม่ใช้วิธีการแบบเก่าที่ควบคุมครอบงำอิสรภาพทางความคิดและการกระทำ แต่ควรที่จะมีวิธีการพิเศษเฉพาะ ดังจะเห็นได้จากการที่ “เซี่ยอาน” ไม่เข้าไปแทรกแซงเมืองเปียนฮวนด้วยตัวเอง แต่ได้มอบหมายภารกิจให้ “โครงสร้างคนรุ่นใหม่ไร้ผู้ต่อต้าน” ที่มีวิธีการอันเหมาะสมในการจัดการกับคนรุ่นใหม่ด้วยกัน เข้าไปดำเนินการแทน
การวางหมากที่เหนือล้ำแต่สุ่มเสี่ยงเช่นนี้ เป็นสิ่งที่สำเร็จได้เฉพาะในนิยายที่ทุกสิ่งถูกกำหนดโดยปลายปากกาของผู้แต่ง หรือสามารถประยุกตใช้ได้ในโลกจริง คงยากที่จะบอกได้ นอกเสียจากว่า “นักการเมืองไทยที่มีวิสัยทัศน์” จะได้ทดลองดู
ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง “ซุนเอินกับมู่หยงฉุย” ที่เป็นขุมกำลังอันน่าสะพรึงกลัวนั้น เมืองเปียนฮวนที่แม้จะพึ่งรวมตัวกันได้เพราะ “โครงสร้างไร้ผู้ต่อต้าน” ที่เซี่ยอานได้วางไว้นั้น ก็ยังไม่สามารถต้านทานแสนยานุภาพอันเกรียงไกรนี้ได้ อย่างไรก็ตาม “คนรุ่นใหม่” ที่มาจากหลากหลายอาชีพในเมืองเปียนฮวน ซึ่งพึ่งมาค้นพบจุดหมายในชีวิตเมื่อเผชิญวิกฤตและภัยคุกคามอันยิ่งใหญ่นี้ ก็ได้ร่วมแรงร่วมใจทุ่มเทสติปัญญาทั้งมวล เพื่อกอบกู้ “เปียนฮวน” กลับมาถึง 2 ครั้ง 2 ครา ซึ่งในที่สุดได้กลายเป็น “หมากสำคัญ” ในการทำให้แผ่นดินกลับมาสงบสุขอีกครั้ง
ทอดตาทั่วแผ่นดินไทย ทุกคนคงรู้สึกหดหู่และเอือมระอากับ “การเมืองสองขั้ว” ซึ่งมีแต่ช่วงชิงห่ำหั่น โดยไม่เคยลืมตาดูโลกภายนอกที่ได้พัฒนาไปอย่างล้ำหน้าก้าวไกลเลย ขณะที่ “คนรุ่นใหม่” ที่เปรียบประดุจชาวฮวนแห่งเมืองเปียนฮวนนั้น ก็ยังขาดแคลน “ผู้นำ” ที่จะมาช่วยให้พวกเขารวมตัวกันเป็น “กองกำลัง” ที่จะพลิกเปลี่ยนประวัติศาสตร์ไทยได้
บางที “เปียนฮวน” อาจจะเป็น “หมากสำคัญ” ที่จะช่วยให้นักการเมืองรุ่นเก่าจากขั้วใดขั้วหนึ่งที่พอจะมีวิสัยทัศน์อันยาวไกลอยู่บ้าง สามารถเอาชนะสงครามการเมืองครั้งนี้และพลิกเปลี่ยนชะตากรรมของประเทศชาติไปตลอดกาล
“สำเร็จก็เปียนฮวน ล้มเหลวก็เปียนฮวน”
ปล. ขอขอบคุณ “ซือเฮีย” ที่เปรียบประดุจสหายรู้ใจท่านหนึ่ง ที่ได้ช่วยชี้ให้เกล้ากระผม ได้มองเห็น “ความลึกล้ำสำคัญ” ของเมืองเปียนฮวนในเรื่องจอมคนแผ่นดินเดือด ที่อาจช่วยชี้ทางสว่างให้กับวิกฤตการเมืองไทย ที่กำลังหมกมุ่นอยู่กับการเมืองสองขั้ว จนละเลยพลังรุ่นใหม่ที่แม้จะพึ่งเริ่มผลิบาน แต่หากได้รับการดูแลบ่มเพาะอย่างดี ก็อาจกลายเป็นพลังสำคัญในการเปลี่ยนแปลงประเทศได้
