“หากคุณเป็นหนึ่งในทีมบริหารที่ขันอาสามากู้วิกฤตบริษัท ถ้าสำเร็จคือ อัศวินม้าขาว แต่ถ้าล้มเหลวองค์กรแห่งนี้ก็ล้มละลาย กลับกัน หากบริษัทแห่งนี้เป็น ประเทศไทย คุณมีทางเลือกเดียวเท่านั้น คือ ต้องไม่ล้มเหลว”
กรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีการคลังในรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่เข้ามาในช่วงวิกฤตประเทศไทย เหมือนเช่นที่ ธารินทร์ นิมมานเหมินทร์ เคยได้รับตำแหน่งอันทรงเกียรตินี้ในช่วงวิกฤตปี 2540
ถ้าสำเร็จก็คือ อัศวินม้าข้าว ถ้าล้มเหลวก็คือ เทวดาตกสวรรค์ ไร้ที่ยืนในแวดวงการเมืองไทย
ล่าสุดนิตยสาร Business.com ได้สัมภาษณ์ท่านรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง เกี่ยวกับ นโยบายการเงินการคลังที่จะผลักดันออกมาในระยะอันใกล้นี้ โดยเฉพาะแผนปฏิบัติการ “ไทยเข้มแข็ง”
มองอย่างเป็นธรรม “รัฐบาล” มีความตั้งใจดี ที่อยากจะช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจประเทศ พร้อมกับยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนไปด้วยทีเดียว
อย่างไรก็ตาม การฟื้นฟูเศรษฐกิจประเทศ กับการยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนนั้น บางครั้งก็ไปด้วยกัน บางครั้งก็อาจขัดแย้งกัน
ตัวอย่างเช่น โครงการเช็คช่วยชาติ ที่คาดหวังว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ พร้อมกับช่วยเหลือคนมีรายได้น้อยไปพร้อมกันนั้น ผลสุดท้ายก็กลับเป็นเหมือนคลื่นกระทบฝั่ง ไม่ได้เกิดผลบวกต่อเศรษฐกิจเท่าเทียมกับเม็ดเงินที่ลงทุนไป ที่สำคัญเงินเพียง 2000 บาท ย่อมให้เพียงความตื่นเต้นชั่วครู่สำหรับคนยากคนจนเท่านั้น ยังไม่สามารถเข้าไปแก้ปมปัญหาแท้จริง คือ ระดับรายได้ของคนจนในภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ ที่มีแต่ยิ่งถดถอยลง เนื่องจากบริษัททั้งหลายเลิกจ้างพนักงาน ลดเงินเดือน งดค่าล่วงเวลา และส่งผลให้พ่อค้าแม่ค้าไม่สามารถขายสินค้าบริการได้เท่าเทียมกับในยามปรกติ
เช่นเดียวกัน โครงการบริหารจัดการน้ำที่ใช้เม็ดเงินของโครงการไปถึง 17 % โดยคาดหวังว่าจะช่วยผันน้ำจากเขื่อนเข้าไปในไร่นาของเกษตรกรโดยตรงนั้น อาจดูเหมือนเป็นการแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรที่ยากไร้และขาดแคลนน้ำ แต่กระนั้นก็ยังเป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ เพราะปัญหาที่แท้จริง คือ สินค้าเกษตรมีราคาตกต่ำ เนื่องจากมีปริมาณสินค้ามากกว่าความต้องการซื้อจริง ทางออกของปัญหาคือ การสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตรมีราคาสูงขึ้น ซึ่งจำเป็นต้องใช้การวิจัย การตลาด เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์ แทนที่จะเป็น “ปริมาณน้ำ” ซึ่งเป็นปัญหาสำหรับพื้นที่เกษตรบางพื้นที่เท่านั้น
แน่นอนว่า โครงการเช็คช่วยชาติ การบริหารจัดการน้ำ ล้วนแต่ส่งผลดีต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน แต่ไม่ควรนำมาปะปนกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะอาจจะทำให้การประเมินความสำคัญของโครงการถูกบิดเบือนไป
ในขณะที่โครงการขนส่ง ซึ่งใช้งบประมาณถึง 40 % อาจพอยอมรับได้ว่า สามารถบรรลุเป้าหมายทั้งสองอย่าง คือ กระตุ้นเศรษฐกิจ และช่วยยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน เนื่องจากว่า การขนส่งนั้นนอกจากจะช่วยให้ประชาชนมีความสะดวกสบายในการเดินทางแล้ว ยังช่วยลดต้นทุนให้กับภาคอุตสาหกรรมที่เป็นตัวจักรหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย
แต่กระนั้นก็ต้องมาพิจารณาให้ลึกลงไปอีกว่า ถนนเส้นใด การคมนาคมในจุดใด จึงจะสำคัญต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจมากกว่ากัน ไม่ใช่ว่าสำคัญเท่ากันหมดทั่วประเทศ แน่นอนว่า ถ้าประเทศไทยมีเงินล้นเหลือ ย่อมไม่ต้องประเมินในจุดนี้ แต่ในภาวะวิกฤตเช่นนี้ งบประมาณทุกบาททุกสตางค์ต้องประเมินให้รอบคอบ การนำเงินไปใช้ในโครงการหนึ่ง ย่อมนำไปสู่การเสียโอกาสของอีกโครงการหนึ่ง
หากสรุปเป็นสูตรง่าย ๆ ตามแนวทางของเคนส์ นักเศรษฐศาสตร์ต้นตำรับแนวทางกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็ต้องบอกว่า “ให้จัดสรรเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ ในโครงการที่ส่งผลเชื่อมโยงเป็นทอดๆต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจมากที่สุด”
หากพิจารณาตามนี้ โครงการบริหารจัดการน้ำ ก็ยังอาจจะไม่ใช้ทางเลือกที่ดีนัก เพราะถึงแม้จะกระตุ้นการจ้างงานในการพัฒนาแหล่งน้ำได้ทันที แต่ผลของโครงการที่ช่วยให้เกษตรกรสามารถผลิตสินค้าได้เพิ่มขึ้น เนื่องจากได้รับน้ำอย่างพอเพียงนั้น สุดท้ายแล้วก็ไม่อาจช่วยให้เกษตรกรสามารถขายสินค้าเพิ่มมากขึ้นได้ เนื่องจากความต้องการซื้อสินค้าเกษตรพื้นฐานมีจำกัด ดังนั้น เกษตรกรจึงไม่สามารถมีรายได้เพิ่มขึ้น เพื่อมาจับจ่ายสินค้าและสร้างวงจรหมุนเงินให้ภาคเศรษฐกิจอื่นๆต่อไป
ที่น่าวิตกยิ่งกว่านั้นก็คือ สมมติว่า รัฐบาลสามารถปรับเปลี่ยนนโยบายให้สอดคล้องกับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจแบบเคนส์ซึ่งเน้นทางด้านความต้องการซื้อ (Demand) รัฐบาลก็ยังเผชิญปัญหาอีกด้านหนึ่งคือ การกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านภาคการผลิต (Supply)
การใช้งบประมาณการคลังกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการใช้จ่ายของรัฐบาลนั้น ถึงแม้ว่าจะทำอย่างดีที่สุด โดยเน้นโครงการที่ทำให้เกิดการหมุนเวียนเงินไปสู่ภาคเศรษฐกิจต่างๆมากที่สุด แต่สุดท้ายการหมุนเวียนเงินนั้นย่อมมีวันสิ้นสุดลง ตราบใดที่ไม่สามารถสร้างภาคเศรษฐกิจใหม่ (New Economy) ซึ่งเป็นที่มาของความต้องการซื้ออันแท้จริง (Real Demand)ได้
ในเชิงนโยบายก็คือ รัฐบาลจะต้องมองหาภาคการผลิตที่มีศักยภาพในการเติบโต ประชาชนส่วนหนึ่งมีความต้องการซื้อ แต่ยังไม่สามารถผลิตสินค้าและบริการขึ้นมารองรับได้ แล้วนำเงินงบประมาณส่วนหนึ่งในโครงการไทยเข้มแข็งที่อาจมีประสิทธิภาพต่ำสุดในการกระตุ้นเศรษฐกิจ เข้ามาสนับสนุนเศรษฐกิจใหม่ (New Economy) ซึ่งหากสามารถผลักดันให้เกิดขึ้นได้ ก็จะเกิดความต้องการซื้อที่แท้จริง (Real Demand) เนื่องจากเป็นสินค้าที่มีการผลิตน้อยกว่าความต้องการซื้อ ซึ่งตรงกันข้ามกับสินค้าเกษตรขั้นพื้นฐานที่มีปริมาณการผลิตมากกว่าความต้องการซื้อ
หากหวังพึ่งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก เพื่อให้ภาคส่งออกของไทยเป็นเครื่องจักรหลักในการกระตุ้นเศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัวเหมือนในช่วงวิกฤตปี 2540 นั้น ก็อาจเป็นไปไม่ได้อีกต่อไป เพราะภาคส่งออกที่เน้นสินค้าราคาถูกนั้น ได้ถูกจีนและเวียดนามเข้ามาแย่งชิงส่วนแบ่งมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น การส่งออกที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้ จะต้องมาจากภาคเศรษฐใหม่ (New Economy) เท่านั้น
บางทีการค้นหา New Economy แล้วเข้าไปส่งเสริมสนับสนุนอย่างจริงจัง อาจจะเป็นวิธีที่ใช้เงินน้อยที่สุด แต่ได้ผลมากที่สุดก็เป็นได้ ถึงแม้ว่าจะยากและต้องใช้มันสมองสูงกว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการใช้จ่ายของรัฐบาลในโครงการต่างๆ ที่เป็นการกระตุ้นความต้องการซื้อเพียงชั่วคราวเท่านั้น
แต่ดูเหมือนว่า รัฐมนตรีกระทรวงการคลัง จะไม่สนใจการค้นหา New Economy เลย
จริงๆแล้ว New Economy อาจไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งใหม่เสียทีเดียว แต่เป็นการต่อยอดหรือใส่มูลค่าเพิ่มให้สินค้าที่มีอยู่เดิมนั้นเข้าสู่ “ระดับความแตกต่าง” ที่มากเพียงพอจะกระตุ้นความต้องการซื้อใหม่ๆได้ เช่น แทนที่จะเน้นการบริหารจัดการน้ำ เพื่อเพิ่มผลผลิตให้สินค้าเกษตรพื้นฐาน รัฐบาลอาจทำเพียงแค่ครึ่งหนึ่ง เฉพาะในพื้นที่ซึ่งผลิตสินค้าเกษตรที่ส่งผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจมากที่สุด แล้วนำเงินที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งมาสร้างโครงการเพื่อยกระดับสินค้าเกษตรไทย อาจโดยการจัดจ้างนักการตลาด นักวิทยาศาสตร์ นักออกแบบผลิตภัณฑ์ มาร่วมกันค้นคว้าวิจัยเพื่อเพิ่มมูลค่าให้สินค้าเกษตรอย่างจริงจัง ไม่เหมือนที่ผ่านมา ซึ่งทำแบบไม่เต็มที่ ไม่ครบวงจร ขาดแคลนทรัพยากรสนับสนุน จึงทำให้การต่อยอดแปรรูปสินค้าเกษตรนั้นไม่สมบูรณ์เพียงพอที่จะกระตุ้นความต้องการซื้อได้
ตัวอย่าง New Economy ที่เกิดจากการนำ “สินค้าเกษตร” มาเพิ่มมูลค่าในระดับโลก ก็คือ ร้านกาแฟสตาร์บัคส์ ซึ่งถึงแม้จะใช้เงินในการออกแบบตกแต่งร้านไปมากมายกว่าต้นทุนค่าเมล็ดกาแฟ แต่ผลสุดท้ายก็สามารถทำให้ “กาแฟ” ยกระดับเป็นมากกว่า “เครื่องดื่ม” ชนิดหนึ่ง ซึ่งประเทศใดก็สามารถผลิตได้ กลายมาเป็น “กาแฟรื่นรมย์” ที่ให้คุณค่ามากกว่าผลิตภัณฑ์ดั้งเดิมหลายเท่า แถมยังกระตุ้นการความต้องการซื้อให้เติบโตแบบก้าวกระโดด เหนือกว่า “กาแฟ” ปรกติที่ต้องเผชิญภาวะแข่งขันอันรุนแรงไม่ต่างจากสินค้าเกษตรไทย
ถึงที่สุดแล้วนโยบาย “ไทยเข้มแข็ง” คือ การวางเดิมพันประเทศไทยทั้งประเทศ โดยมีเงินงบประมาณมากถึง 1.43 ล้านล้านบาท ซึ่งหากเงินจำนวนมหาศาลนี้สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจไทยได้น้อยกว่าที่คิดเหมือนโครงการทดลองแบบเช็คช่วยชาติ ซึ่งเพียงแต่สร้างความฮือฮาเพียงชั่ววูบเท่านั้น ประเทศไทยก็อาจจะติดลงไปในหล่มปักทางเศรษฐกิจที่ยืดเยื้อยาวนาน เพราะรัฐบาลต่อมาจะไม่มีเงินงบประมาณเหลือให้ทดลองวิธีใหม่ๆในการกระตุ้นเศรษฐกิจเลย
พูดง่ายๆ คือ รัฐบาลควรจะชะลอการใช้จ่ายในงวดแรกๆให้น้อยลง และพัฒนาเครื่องมือชี้วัด เพื่อตรวจสอบว่าโครงการใดส่งผลทวีคูณในการกระตุ้นเศรษฐกิจได้มาก โครงการใดทำได้น้อย แล้วจึงทำการปรับเปลี่ยนเงินงบประมาณจากโครงการที่ส่งผลน้อยมาเป็นโครงการที่ส่งผลมาก
ที่สำคัญไม่แพ้กันคือ การค้นหา New Economy ซึ่งท่านรัฐมนตรีกระทรวงการคลังไม่ควรรอให้เกิดความชัดเจนแล้วจึงค่อยลงมือผลักดัน แต่ควรจะสร้างทีมค้นคว้าวิจัยเพื่อร่วมค้นหาไปพร้อมกับประเทศทั้งหลายเลยว่า Green Economy หรือ Creative Economy หรือ Economy อื่นใด จะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกให้ฟื้นตัว เพราะการเป็นผู้มาทีหลังนั้น ย่อมได้รับส่วนแบ่งน้อย และเกิดความเสียเปรียบนานัปการ
โครงการไทยเข้มแข็ง คือ บทพิสูจน์และเดิมพันครั้งสำคัญ ที่จะบ่งชี้ว่า ประเทศไทยจะเดินหน้าอย่างเข้มแข็งต่อไปในอนาคต หรือจะอ่อนแอตกเหวไร้อนาคต
การเดิมพันครั้งนี้ คือ การเดิมพันหมดหน้าตัก ไม่มีโอกาสครั้งที่สองอีกต่อไป
