Practical Report แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 : จุดเปลี่ยนประเทศไทย ?

“หากคุณเป็นหนึ่งในทีมบริหารที่ขันอาสามากู้วิกฤตบริษัท ถ้าสำเร็จคือ อัศวินม้าขาว แต่ถ้าล้มเหลวองค์กรแห่งนี้ก็ล้มละลาย กลับกัน หากบริษัทแห่งนี้เป็น ประเทศไทย คุณมีทางเลือกเดียวเท่านั้น คือ ต้องไม่ล้มเหลว”

กรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีการคลังในรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่เข้ามาในช่วงวิกฤตประเทศไทย เหมือนเช่นที่ ธารินทร์ นิมมานเหมินทร์ เคยได้รับตำแหน่งอันทรงเกียรตินี้ในช่วงวิกฤตปี 2540

ถ้าสำเร็จก็คือ อัศวินม้าข้าว ถ้าล้มเหลวก็คือ เทวดาตกสวรรค์ ไร้ที่ยืนในแวดวงการเมืองไทย

ล่าสุดนิตยสาร Business.com ได้สัมภาษณ์ท่านรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง เกี่ยวกับ นโยบายการเงินการคลังที่จะผลักดันออกมาในระยะอันใกล้นี้ โดยเฉพาะแผนปฏิบัติการ “ไทยเข้มแข็ง”

มองอย่างเป็นธรรม “รัฐบาล” มีความตั้งใจดี ที่อยากจะช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจประเทศ พร้อมกับยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนไปด้วยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม การฟื้นฟูเศรษฐกิจประเทศ กับการยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนนั้น บางครั้งก็ไปด้วยกัน บางครั้งก็อาจขัดแย้งกัน

ตัวอย่างเช่น โครงการเช็คช่วยชาติ ที่คาดหวังว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ พร้อมกับช่วยเหลือคนมีรายได้น้อยไปพร้อมกันนั้น ผลสุดท้ายก็กลับเป็นเหมือนคลื่นกระทบฝั่ง ไม่ได้เกิดผลบวกต่อเศรษฐกิจเท่าเทียมกับเม็ดเงินที่ลงทุนไป ที่สำคัญเงินเพียง 2000 บาท ย่อมให้เพียงความตื่นเต้นชั่วครู่สำหรับคนยากคนจนเท่านั้น ยังไม่สามารถเข้าไปแก้ปมปัญหาแท้จริง คือ ระดับรายได้ของคนจนในภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ ที่มีแต่ยิ่งถดถอยลง เนื่องจากบริษัททั้งหลายเลิกจ้างพนักงาน ลดเงินเดือน งดค่าล่วงเวลา และส่งผลให้พ่อค้าแม่ค้าไม่สามารถขายสินค้าบริการได้เท่าเทียมกับในยามปรกติ

เช่นเดียวกัน โครงการบริหารจัดการน้ำที่ใช้เม็ดเงินของโครงการไปถึง 17 % โดยคาดหวังว่าจะช่วยผันน้ำจากเขื่อนเข้าไปในไร่นาของเกษตรกรโดยตรงนั้น อาจดูเหมือนเป็นการแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรที่ยากไร้และขาดแคลนน้ำ แต่กระนั้นก็ยังเป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ เพราะปัญหาที่แท้จริง คือ สินค้าเกษตรมีราคาตกต่ำ เนื่องจากมีปริมาณสินค้ามากกว่าความต้องการซื้อจริง ทางออกของปัญหาคือ การสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตรมีราคาสูงขึ้น ซึ่งจำเป็นต้องใช้การวิจัย การตลาด เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์ แทนที่จะเป็น “ปริมาณน้ำ” ซึ่งเป็นปัญหาสำหรับพื้นที่เกษตรบางพื้นที่เท่านั้น

แน่นอนว่า โครงการเช็คช่วยชาติ การบริหารจัดการน้ำ ล้วนแต่ส่งผลดีต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน แต่ไม่ควรนำมาปะปนกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะอาจจะทำให้การประเมินความสำคัญของโครงการถูกบิดเบือนไป

ในขณะที่โครงการขนส่ง ซึ่งใช้งบประมาณถึง 40 % อาจพอยอมรับได้ว่า สามารถบรรลุเป้าหมายทั้งสองอย่าง คือ กระตุ้นเศรษฐกิจ และช่วยยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน เนื่องจากว่า การขนส่งนั้นนอกจากจะช่วยให้ประชาชนมีความสะดวกสบายในการเดินทางแล้ว ยังช่วยลดต้นทุนให้กับภาคอุตสาหกรรมที่เป็นตัวจักรหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

แต่กระนั้นก็ต้องมาพิจารณาให้ลึกลงไปอีกว่า ถนนเส้นใด การคมนาคมในจุดใด จึงจะสำคัญต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจมากกว่ากัน ไม่ใช่ว่าสำคัญเท่ากันหมดทั่วประเทศ แน่นอนว่า ถ้าประเทศไทยมีเงินล้นเหลือ ย่อมไม่ต้องประเมินในจุดนี้ แต่ในภาวะวิกฤตเช่นนี้ งบประมาณทุกบาททุกสตางค์ต้องประเมินให้รอบคอบ การนำเงินไปใช้ในโครงการหนึ่ง ย่อมนำไปสู่การเสียโอกาสของอีกโครงการหนึ่ง

หากสรุปเป็นสูตรง่าย ๆ ตามแนวทางของเคนส์ นักเศรษฐศาสตร์ต้นตำรับแนวทางกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็ต้องบอกว่า “ให้จัดสรรเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ ในโครงการที่ส่งผลเชื่อมโยงเป็นทอดๆต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจมากที่สุด”

หากพิจารณาตามนี้ โครงการบริหารจัดการน้ำ ก็ยังอาจจะไม่ใช้ทางเลือกที่ดีนัก เพราะถึงแม้จะกระตุ้นการจ้างงานในการพัฒนาแหล่งน้ำได้ทันที แต่ผลของโครงการที่ช่วยให้เกษตรกรสามารถผลิตสินค้าได้เพิ่มขึ้น เนื่องจากได้รับน้ำอย่างพอเพียงนั้น สุดท้ายแล้วก็ไม่อาจช่วยให้เกษตรกรสามารถขายสินค้าเพิ่มมากขึ้นได้ เนื่องจากความต้องการซื้อสินค้าเกษตรพื้นฐานมีจำกัด ดังนั้น เกษตรกรจึงไม่สามารถมีรายได้เพิ่มขึ้น เพื่อมาจับจ่ายสินค้าและสร้างวงจรหมุนเงินให้ภาคเศรษฐกิจอื่นๆต่อไป

ที่น่าวิตกยิ่งกว่านั้นก็คือ สมมติว่า รัฐบาลสามารถปรับเปลี่ยนนโยบายให้สอดคล้องกับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจแบบเคนส์ซึ่งเน้นทางด้านความต้องการซื้อ (Demand) รัฐบาลก็ยังเผชิญปัญหาอีกด้านหนึ่งคือ การกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านภาคการผลิต (Supply)

การใช้งบประมาณการคลังกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการใช้จ่ายของรัฐบาลนั้น ถึงแม้ว่าจะทำอย่างดีที่สุด โดยเน้นโครงการที่ทำให้เกิดการหมุนเวียนเงินไปสู่ภาคเศรษฐกิจต่างๆมากที่สุด แต่สุดท้ายการหมุนเวียนเงินนั้นย่อมมีวันสิ้นสุดลง ตราบใดที่ไม่สามารถสร้างภาคเศรษฐกิจใหม่ (New Economy) ซึ่งเป็นที่มาของความต้องการซื้ออันแท้จริง (Real Demand)ได้

ในเชิงนโยบายก็คือ รัฐบาลจะต้องมองหาภาคการผลิตที่มีศักยภาพในการเติบโต ประชาชนส่วนหนึ่งมีความต้องการซื้อ แต่ยังไม่สามารถผลิตสินค้าและบริการขึ้นมารองรับได้ แล้วนำเงินงบประมาณส่วนหนึ่งในโครงการไทยเข้มแข็งที่อาจมีประสิทธิภาพต่ำสุดในการกระตุ้นเศรษฐกิจ เข้ามาสนับสนุนเศรษฐกิจใหม่ (New Economy) ซึ่งหากสามารถผลักดันให้เกิดขึ้นได้ ก็จะเกิดความต้องการซื้อที่แท้จริง (Real Demand) เนื่องจากเป็นสินค้าที่มีการผลิตน้อยกว่าความต้องการซื้อ ซึ่งตรงกันข้ามกับสินค้าเกษตรขั้นพื้นฐานที่มีปริมาณการผลิตมากกว่าความต้องการซื้อ

หากหวังพึ่งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก เพื่อให้ภาคส่งออกของไทยเป็นเครื่องจักรหลักในการกระตุ้นเศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัวเหมือนในช่วงวิกฤตปี 2540 นั้น ก็อาจเป็นไปไม่ได้อีกต่อไป เพราะภาคส่งออกที่เน้นสินค้าราคาถูกนั้น ได้ถูกจีนและเวียดนามเข้ามาแย่งชิงส่วนแบ่งมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น การส่งออกที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้ จะต้องมาจากภาคเศรษฐใหม่ (New Economy) เท่านั้น

บางทีการค้นหา New Economy แล้วเข้าไปส่งเสริมสนับสนุนอย่างจริงจัง อาจจะเป็นวิธีที่ใช้เงินน้อยที่สุด แต่ได้ผลมากที่สุดก็เป็นได้ ถึงแม้ว่าจะยากและต้องใช้มันสมองสูงกว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการใช้จ่ายของรัฐบาลในโครงการต่างๆ ที่เป็นการกระตุ้นความต้องการซื้อเพียงชั่วคราวเท่านั้น

แต่ดูเหมือนว่า รัฐมนตรีกระทรวงการคลัง จะไม่สนใจการค้นหา New Economy เลย

จริงๆแล้ว New Economy อาจไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งใหม่เสียทีเดียว แต่เป็นการต่อยอดหรือใส่มูลค่าเพิ่มให้สินค้าที่มีอยู่เดิมนั้นเข้าสู่ “ระดับความแตกต่าง” ที่มากเพียงพอจะกระตุ้นความต้องการซื้อใหม่ๆได้ เช่น แทนที่จะเน้นการบริหารจัดการน้ำ เพื่อเพิ่มผลผลิตให้สินค้าเกษตรพื้นฐาน รัฐบาลอาจทำเพียงแค่ครึ่งหนึ่ง เฉพาะในพื้นที่ซึ่งผลิตสินค้าเกษตรที่ส่งผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจมากที่สุด แล้วนำเงินที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งมาสร้างโครงการเพื่อยกระดับสินค้าเกษตรไทย อาจโดยการจัดจ้างนักการตลาด นักวิทยาศาสตร์ นักออกแบบผลิตภัณฑ์ มาร่วมกันค้นคว้าวิจัยเพื่อเพิ่มมูลค่าให้สินค้าเกษตรอย่างจริงจัง ไม่เหมือนที่ผ่านมา ซึ่งทำแบบไม่เต็มที่ ไม่ครบวงจร ขาดแคลนทรัพยากรสนับสนุน จึงทำให้การต่อยอดแปรรูปสินค้าเกษตรนั้นไม่สมบูรณ์เพียงพอที่จะกระตุ้นความต้องการซื้อได้

ตัวอย่าง New Economy ที่เกิดจากการนำ “สินค้าเกษตร” มาเพิ่มมูลค่าในระดับโลก ก็คือ ร้านกาแฟสตาร์บัคส์ ซึ่งถึงแม้จะใช้เงินในการออกแบบตกแต่งร้านไปมากมายกว่าต้นทุนค่าเมล็ดกาแฟ แต่ผลสุดท้ายก็สามารถทำให้ “กาแฟ” ยกระดับเป็นมากกว่า “เครื่องดื่ม” ชนิดหนึ่ง ซึ่งประเทศใดก็สามารถผลิตได้ กลายมาเป็น “กาแฟรื่นรมย์” ที่ให้คุณค่ามากกว่าผลิตภัณฑ์ดั้งเดิมหลายเท่า แถมยังกระตุ้นการความต้องการซื้อให้เติบโตแบบก้าวกระโดด เหนือกว่า “กาแฟ” ปรกติที่ต้องเผชิญภาวะแข่งขันอันรุนแรงไม่ต่างจากสินค้าเกษตรไทย

ถึงที่สุดแล้วนโยบาย “ไทยเข้มแข็ง” คือ การวางเดิมพันประเทศไทยทั้งประเทศ โดยมีเงินงบประมาณมากถึง 1.43 ล้านล้านบาท ซึ่งหากเงินจำนวนมหาศาลนี้สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจไทยได้น้อยกว่าที่คิดเหมือนโครงการทดลองแบบเช็คช่วยชาติ ซึ่งเพียงแต่สร้างความฮือฮาเพียงชั่ววูบเท่านั้น ประเทศไทยก็อาจจะติดลงไปในหล่มปักทางเศรษฐกิจที่ยืดเยื้อยาวนาน เพราะรัฐบาลต่อมาจะไม่มีเงินงบประมาณเหลือให้ทดลองวิธีใหม่ๆในการกระตุ้นเศรษฐกิจเลย

พูดง่ายๆ คือ รัฐบาลควรจะชะลอการใช้จ่ายในงวดแรกๆให้น้อยลง และพัฒนาเครื่องมือชี้วัด เพื่อตรวจสอบว่าโครงการใดส่งผลทวีคูณในการกระตุ้นเศรษฐกิจได้มาก โครงการใดทำได้น้อย แล้วจึงทำการปรับเปลี่ยนเงินงบประมาณจากโครงการที่ส่งผลน้อยมาเป็นโครงการที่ส่งผลมาก

ที่สำคัญไม่แพ้กันคือ การค้นหา New Economy ซึ่งท่านรัฐมนตรีกระทรวงการคลังไม่ควรรอให้เกิดความชัดเจนแล้วจึงค่อยลงมือผลักดัน แต่ควรจะสร้างทีมค้นคว้าวิจัยเพื่อร่วมค้นหาไปพร้อมกับประเทศทั้งหลายเลยว่า Green Economy หรือ Creative Economy หรือ Economy อื่นใด จะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกให้ฟื้นตัว เพราะการเป็นผู้มาทีหลังนั้น ย่อมได้รับส่วนแบ่งน้อย และเกิดความเสียเปรียบนานัปการ

โครงการไทยเข้มแข็ง คือ บทพิสูจน์และเดิมพันครั้งสำคัญ ที่จะบ่งชี้ว่า ประเทศไทยจะเดินหน้าอย่างเข้มแข็งต่อไปในอนาคต หรือจะอ่อนแอตกเหวไร้อนาคต

การเดิมพันครั้งนี้ คือ การเดิมพันหมดหน้าตัก ไม่มีโอกาสครั้งที่สองอีกต่อไป

  • http://cleanpower.multipy.com,www.carbonadvicegroup.com/egkarat แสงสุรีย์ ส่องหล้า

    นักวิเคราะห์เจาะลึก นักวิจัยไชลึก นักวิจารณืคราญลึก นักการเมืองจิตใจลึกซึ้ง ยากแท้ยั่งถึง
    แต่ตามความเชื่อตามพระศาสดา หากเราเชื่อว่าโลกนี้ เป็นอีกชีวิต จิตวิญญาน มาเกิดอีกเป็นคนอีกครั้งหนึ่ง อันนี้เป็นความจริงประการแรก ชาตินี้คงยังไม่ถึงนิพพาน ประโยชน์ในปัจจุบันก็ต้องควรเกาะกระแสบูญไว้ก่อน ยกระดับจิตให้สูงขึ้น ชาตินี้ล้างกิเลสลดได้สัก 30 ส่วน ชาติต่อไปก็มีวิสัยทางโลกธรรมให้ลดได้ไปเรื่อยๆ จกว่าจะหมด บรรลุธรรม ในขณะเดียวกัน แต่ละวันลดลงได้เท่าไร่ สวนใหญ่ห่างธรรมะครับ ประโยชน์ที่สุดคือความยั่งยืนทางจิต เพราะกายก้คืออสภะเดี่ยวก็ละจากมนไปแล้ว จะได้ไม่ต้องมาเกิดอีก วิชาทั้งหลายที่ทำมาหากินก็อย่าเบียดเบียนผู้อื่น หรือเอาของของหลวงหากิน แสวงหาผลประโยชน์จากตำแหน่งหน้าที่
    เงินทองที่ได้มาโดยการโกง ในที่สุด ก็เห็นๆบทเรียนมาเยอะว่าแล้วหมดอำนาจก็ถูกตามล้างตามเช้ดกันไป ข้าพเจ้าขอเป้นผู้ชมดีกว่า แต่ในบทพิสูจน์ทางเต๋า พุทธะมหายานฝ่ายเหนือ เขาเชื่อว่า แรงกริยา ย่อมมีแปฏิกริยาเป้นตัวหักล้าง ขั้วบวกแรงมากขึ้น ขั้วลบก็แรวงมากขึ้น ถ้าเรียนทางฝั่งยุโรปจะอ่อนในมโนทัศน์ในเรื่องนี้มาก แต่ถ้าอยุ่ใกล้หลวงปู่หรือเป็นเด้กวัดมาก้อนแบบฯพณฯชวน หลีกภัย จะได้เปรียบ เพราะพระท่านสอนความว่าง ทางฟิสกส์เรียกว่า ความเสถียร หรือสภาพนิวตรอน ความเป้นศูนย์ กลางๆ นั้นแหละเป้นจุดของสติปัญญาที่ขจัดความโง่เขลา เพราะมนุษยเราลืมวิเคราะห์ วิจัย และวิจารณ์ตัวเอง ทางตะวันตกสอนให้วิจารณ์ภายนอก/คนอื่น แต่ชาวพุทธ ที่มีพุทธะคือปัญญามัย มีสติกำกับตนเองตลอดจะส่องดูใจตนเอง วิจัยภายในกานของตน วิเคราะห์กายวาจา ตนเอง ศีลจะห้ามกายและวาจาละเมิดกัน เดี๋ยวนี้สติแตก ใช้ภาษาละคอนน้ำเน่ากัน ในสถานที่ราชการอันทรงเกียรฺติ ซึ่งเป็นที่มาจากเงินของส่วนรวมสาธารณะ หาใช่เป็นของผู่หนึ่งผู้ใดไม่

    ขอทุกท่านจงดูกาย ดูวาจา กันเถิด แม้ใจคิดชั่ว ถ้ามีสติกำกับก่อน ผูกกิเลสให้อยู้ก่อน ก็จะไม่ค่อยทำสิ่งที่มิใช่มนุษย(มโน+อุษย)ผู้มีจิตใจดีงามควรปฏิบัติ พระสงฆ์ท่านมีศีล 227 กำกับ กาย วาจา แลมีสมาธิกำกับใจ ไปไหว้ทานเถอะครับ แถวบ้านนอกมีเยอะ ปฏิปทาท่านน่าเคารพ เงินเดือนท่านอาจจะน้อย เจ้าคณะจังหวัดก็ไม่กี่พัน แต่กิริยาท่านงดงามเป็นแบบอย่างได้ ท่านรู้โลกวัชชะ แต่ผู้ทรงเกียรติของอาจไม่รู้โลกะวัชชะ กิเลส ก่อให้เกิดตัณหา ซึ่งถ้าไม่ละลงบ้างเป็นสิ่งที่ทำมนุษยน่าเกียจน่าชัง พอเกิดเกียจชังกัน ก็มุ่งทำร้ายกัน สังคมหมดที่พึ่งที่จเอาเป็นตัวอย่างครับ

    เงิน 1.4 ล้านๆ ไม่มากหรอกครับและไม่เสียดายด้วยหากนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ เกิดมาเป็นมนุษยสุดประเสริฐ คือ ความหมายทางพระ ทำให้เรามีโอกาสได้ทำดี ทำ CSR เกื้อกูลคนจน
    คนที่ลำบากกว่า แต่อย่าแอบอ้างเอาชื่อเขาไปหากินหาผลประโยชน์ครับ บาปครับ เชื่อเถอะครับว่าบาปแน่ๆ ขาดทุนแน่ๆ เสียดายเวลาที่เกิดมาเป็นคนไปอกีกหนึ่งชาติ แม้คนอื่นไม่รู้ แต่ในใจตัวเอง แต่ตนเองนั้แหละรู้ดีที่สุด!

    ขอเป้นกำลังใจให้ท่านที่ทำดี ในสายบุญกุศลกรรม และผู้ใดเริ่มคิดชั่ว คิดได้แต่อย่าทำ หรือที่ทำไปบ้างแล้วขอให้หยุดเถอะ แล้วทำดีทดแทน เดี๋ยวนี้ เริ่มเข้ายุดสุดท้ายของพุทธกาลมากว่าครี่งศตวรรษแล้ว รู้สึกว่ากาลเวลาจะสั้นลง ตามกฏท่านไอสไตน์ กรรมสนองก็เร็ว ผลบุญก้เห้นได้เร็ว ทันตาเห็นไม่ต้องรอนานครับ

    หากจิตใจว้าว่นมากมาปลูกตนไม้ลดโลกร้อนกันเถอะครับ ค่าเฉลี่ยนักวิจัยโลกร้อนบอกว่า คนหนึ่งปล่อยก๊าซCO2 ดนละ 2.5 ตันต่อปี เท่ากับการดูดซับฟอกอากาศไว้ 1 ต้น ถ้าปลูกกันคนละต้นจะสมดุลพอเดี องค์กรท้องถิ่นควรทำโครงการรักบ้าน รักลูกรักเมีย มาปลูกต้นไม้กันดีกว่าคนละต้น ไม่ต้องรอรัฐบาลกลางสั่งก้ได้ เพราะทำดีไม่ผิดกฏหมายครับ
    ที่วัด โรงเรียนพื้นที่ยังว่างครับ คนเมืองไม่มีที่ปลูกก้ไปปลูกบ้านเพื่อนก้ได้ครับ ปลูกกล้วยก้ได้ ไผ่ก้ได้ อยากได้ต้นไม้มะกอกเอกมหาชัยก้ไปเอาที่ขอนแก่นได้นะครับ

    พุทธัง เม นาโถ
    ธัมมัง เม นาโถ
    สังฆัง เม นาโถ

    ธรรมะ ย่อม ค้มครองรักษาผู้ประพฤติธรรม
    ขอพระมหาบารมีสมเด็จพระปิยะมหาราช โปรดจงคุ้มครองประชาชนชาวไทย
    รวมทั้งตัวท่านให้สำเร็จในกิจการหน้าที่เพื่อมหาชนด้วยเทอญ.