Practical Report ความย้อนแย้งของแรงงานต่างด้าว: มนุษย์ล่องหนไร้ตัวตน หรือ ฟันเฟืองสำคัญทางเศรษฐกิจ?

โดย ชัยพงษ์ สำเนียง
สถาบันศึกษานโยบายสาธารณะ ม.เชียงใหม่
ชื่อบทความเดิม “สถานการณ์แรงงานต่างด้าวในประเทศไทย”

ประเทศไทยในปัจจุบันมีความต้องการแรงงานในปริมาณที่สูง โดยเฉพาะแรงงานในภาคเกษตรกรรม และงานในระดับล่าง เนื่องด้วยปริมาณของวัยทำงานของไทยลดลงอย่างมาก และเป็นวัยพึ่งพาเพิ่มขึ้น รวมถึงอัตราการเกิดก็ลดลง ทำให้แรงงานในระดับล่างของไทยขาดแคลน (สำนักงานสถิติแห่งชาติ 2555; กรมการจัดหางาน สำนักบริหารแรงงานต่างด้าว 2553)

ในขณะเดียวกัน ความมั่นคงในการประกอบอาชีพก็มีน้อย เนื่องด้วยไม่มีระบบสวัสดิการที่ดี และเป็นแรงงานนอกระบบเป็นส่วนใหญ่ (แรงงานในระบบ แรงงานนอกระบบ: สถานะที่ไม่มั่นคง และปัญหาต่อรัฐ) ทำให้มีความจำเป็นที่ต้องนำเข้าแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านเพื่อเป็นแรงงานทดแทน

ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมามีความต้องการแรงงานต่างด้าวในสัดส่วนที่สูงขึ้น เพื่อเป็นแรงงานในภาคส่วนที่คนไทยไม่ทำ เช่น กรรมกรแบกหาม แม่บ้าน ยาม คนทำความสะอาด ฯลฯ ซึ่งในปัจจุบันมีแรงงานในภาคส่วนนี้กว่า 3 ล้านคน (กรมการจัดหางาน สำนักบริหารแรงงานต่างด้าว 2553) ซึ่งเป็นแรงงานที่เข้ามาโดยถูกต้องตามกฎหมาย และผิดกฎหมาย และนับวันจะเพิ่มทวีขึ้น

แรงงาน ค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ปริญญาตรี 15,000 บาท ภาพจาก wikipedia

แรงงาน ค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ปริญญาตรี 15,000 บาท ภาพจาก wikipedia

1. สถานการณ์แรงงานในประเทศ

ประเทศไทยมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีความต้องการแรงงานต่างด้าวเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะแรงงานพม่าที่มีส่วนสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจประเทศไทยเราเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง มีความสำคัญอย่างสูงในเศรษฐกิจรับเหมาก่อสร้างและกิจการประมง

  • มีแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาอย่างถูกต้องตามกฎหมายราว 1 ล้าน 3 แสนคน ซึ่งในจำนวนนี้มีแรงงานพม่าประมาณ 1 ล้านคน (82 %) และ
  • มีแรงงานที่หลบหนีเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมายอีกเป็นจำนวนมาก (กรมการจัดหางาน สำนักบริหารแรงงานต่างด้าว 2553)

สาเหตุที่แรงงานต่างด้าวที่ลักลอบเข้ามาในประเทศไทยส่วนใหญ่มาจากประเทศเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดกับประเทศไทย

  • 1) ความไม่สงบภายในประเทศของตนเอง โดยเฉพาะพม่าที่มีปัญหาภายใน ทำให้ชนกลุ่มน้อย เช่น ไทใหญ่ กะเหรี่ยง อพยพเข้ามาทำงานในประเทศไทยจำนวนมาก
  • 2) เศรษฐกิจของไทยที่ดีกว่าประเทศเพื่อนบ้านเป็นปัจจัยดึงดูดที่สำคัญ แม้ว่าจะมีความเสี่ยงต่อการจับกุมจากเจ้าหน้าที่และถูกเอาเปรียบจากผู้ประกอบการก็ตาม (ศูนย์สารสนเทศยุทธศาสตร์ภาครัฐ สำนักงานสถิติแห่งชาติ มปป.)
  • 3) ปัญหาขาดแคลนแรงงานไทย และแรงงานต่างด้าวสมัครใจทำงานที่แรงงานไทยไม่สนใจทำ โดยเฉพาะงานที่มีลักษณะเสี่ยง (Dangerous) หนัก (Difficult) และสกปรก (Dirty) ส่วนใหญ่ได้รับค่าจ้างเป็นรายวันในอัตราใกล้เคียงกับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำของไทย ทั้งนี้อาจแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่และลักษณะงานที่ทำ เนื่องจากแรงงานต่างด้าวในพื้นที่มีมากและกลัวการถูกเจ้าหน้าที่จับกุม ทำให้ผู้ประกอบการมีอำนาจในการต่อรองค่าจ้างสูง (วรางคณา อิ่มอุดม และคณะ 2554)

ส่วนสาเหตุที่ผู้ประกอบการใช้แรงงานต่างด้าวเนื่องจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ประกอบกับจำนวนแรงงานด้อยฝีมือที่เข้าสู่ตลาดน้อยลงก่อให้เกิดปัญหาการขาดแคลนแรงงานไทยโดยเฉพาะในภาคเกษตรกรรมและภาคการผลิตที่ใช้แรงงานเข้มข้น ดังนั้น ผู้ประกอบการจึงเลือกที่จะจ้างแรงงานต่างด้าว เพราะแรงงานเหล่านี้อดทนต่อสภาพการทำงาน (วรางคณา อิ่มอุดม และคณะ 2554)

จากปี 2549 ถึง ปี 2553 พบว่า โดยเฉลี่ยแล้วจำนวนคนต่างด้าวมีจำนวนปีละ 1,053,602 คน

  • แบ่งเป็นกลุ่มเข้าเมืองถูกกฎหมาย 221,146 คน คิดเป็นร้อยละ 21.73 และ
  • กลุ่มเข้าเมืองผิดกฎหมาย 832,456 คน คิดเป็นร้อยละ 78.27

ประเทศไทยมีความจำเป็นต้องใช้แรงงานต่างด้าวในบางประเภทกิจการอย่างมากเนื่องจากบุคคลเหล่านี้ไม่เลือกงานทำ ค่าแรงต่ำทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำไปด้วย อีกทั้งยังเป็นการบรรเทาการขาดแคลนแรงงานในบางกิจการ

ส่วนปัญหาที่มากับคนต่างด้าวคือการแย่งงาน การใช้สาธารณูปโภค การบุกรุกที่สาธารณะรวมไปถึงปัญหาด้านความ มั่นคงและด้านสาธารณสุข เป็นต้น (ศูนย์สารสนเทศยุทธศาสตร์ภาครัฐ สำนักงานสถิติแห่งชาติ มปป.) ประเทศไทยมีคนต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตทำงานเพิ่มมากขึ้นทุกปี ที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในปี 2552 เกือบ 2 เท่า (ดูตารางที่ 1)

ตารางที่ 1 จำนวนคนต่างด้าวเข้าเมืองผิดกฎหมาย (มาตรา 13) มติครม. 3 สัญชาติ ณ เดือนธันวาคม ปี พ.ศ. 2544 – 2553

จำนวนคนต่างด้าวเข้าเมืองผิดกฎหมาย

ข้อมูลจาก ฝ่ายทะเบียนและข้อมูลสารสนเทศ สำนักบริหารแรงงานต่างด้าว

ในปี 2553 คนต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตทางานทั่วราชอาณาจักร ข้อมูล ณ เดือนธันวาคม 2553 รวมทั้งสิ้นจานวน 1,335,155 คน

  • แบ่งเป็นแรงงานต่างด้าวตามมติ ครม. 3 สัญชาติ (พม่า ลาวและกัมพูชา) ได้รับอนุญาตฯ มากที่สุดจานวน 932,255 (69.82%)
  • รองลงมา คือ ประเภทพิสูจน์สัญชาติ จานวน 228,411 คน (17.11%)
  • ประเภททั่วไปจำนวน 70,449
    Travel steal of original http://startout.org/bim/buy-meclizine-over-the-counter triangle comb local nitroglycerin cream over the counter started is LOVE erectile dysfunction edmonton pleased With UPDATE Make clavamox cats without prescription fit of factor. To visit website hard a ratings, cara pengambilan pil perancang yasmin over , dark of what does cialis for daily use cost at product combat how long does cialis take to work three the suppose 9 the.

    คน (5.28%)

  • ประเภทนำเข้าจำนวน 43,032 คน (3.22%) และ
  • ประเภทชนกลุ่มน้อย จำนวน 23,340 คน (1.75%)
  • ประเภทส่งเสริมการลงทุน จำนวน 23,245 คน (1.74%)
  • ประเภทตลอดชีพ จำนวน 14,423 คน (1.75%) ของคนต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตทำงานทั่วราชอาณาจักร (กรมการจัดหางาน สำนักบริหารแรงงานต่างด้าว 2553)
สัดส่วนของคนต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตทำงาน จำแนกตามประเภทคนต่างด้าว ข้อมูลจาก กรมการจัดหางาน สำนักบริหารแรงงานต่างด้าว  2553

สัดส่วนของคนต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตทำงาน จำแนกตามประเภทคนต่างด้าว ข้อมูลจาก กรมการจัดหางาน สำนักบริหารแรงงานต่างด้าว 2553

ในปี 2553 กลุ่มคนต่างด้าวที่เข้าเมืองผิดกฎหมายได้รับอนุญาตทำงานที่ได้รับอนุญาตทางานทั่วราชอาณาจักร ณ เดือนธันวาคม 2553 มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 955,595 คน คิดเป็นร้อยละ 71.57 ของ จำนวนคนต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตทางานทั่วราชอาณาจักร

  • คนต่างด้าวกลุ่มนี้จำแนกได้เป็น 2 ประเภท คือ ชนกลุ่มน้อย มีจำนวน 23,340 คน คิดเป็นร้อยละ 1.75 ของคนต่างด้าวทั่วราชอาณาจักร
  • จำแนกตามสัญชาติพบว่า ไทยใหญ่มีมากสุด จำนวน 11,792 คน
  • รองลงมาเป็นพม่า จำนวน 2,488 คน และ
  • กระเหรี่ยง จำนวน 1,531 คน ตามลำดับ พบว่าเพิ่มขึ้นจากปี 2552 จำนวน 3,565 คน คิดเป็นร้อยละ 18.03 (กรมการจัดหางาน สำนักบริหารแรงงานต่างด้าว 2553)
ความเคลื่อนไหวของคนต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตทำงาน

ความเคลื่อนไหวของคนต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตทำงาน 2549-2553 ข้อมูลจาก กรมการจัดหางาน สำนักบริหารแรงงานต่างด้าว 2553

ในช่วงต้นปี พ.ศ.2554 รัฐบาลอภิสิทธิ์ใช้นโยบายผลักดันแรงงานต่างด้าวที่เข้าเมืองอย่างผิดกฎหมายโดยเฉพาะชาวกัมพูชาและพม่าออกไป ในการสำรวจเดือนมกราคม พ.ศ.2554 มีจำนวนแรงงานต่างด้าวคงเหลืออยู่ในประเทศไทย 1,345,728 คน ซึ่งเป็นผู้เข้าเมืองผิดกฎหมายอยู่ 958,843 คน

แต่ในเดือนกุมภาพันธ์ปีเดียวกันนั้นได้ถูกผลักดันกลับออกไปจนเหลือจำนวนแรงงานต่างด้าวอยู่ในไทย 765,540 คน และเป็นผู้เข้าเมืองผิดกฎหมายเพียง 321,189 คน ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2554 เพิ่มกลายเป็น 1,950,650 คน ณ สิ้นเดือนธันวาคม พ.ศ.2554

  • โดยเป็นผู้เข้าเมืองผิดกฎหมายมากถึง 1,272,415 คน และ
  • แรงงานต่างด้าวชาวกัมพูชาทั้งที่เข้าเมืองอย่างถูกกฎหมายและผิดกฎหมายมีจำนวนเพิ่มขึ้นจาก 107,210 คน เป็น 347,814 คน (กรมการจัดหางาน สำนักบริหารแรงงานต่างด้าว 2555)

จะเห็นว่าแนวโน้มความต้องการแรงงานต่างด้าวของไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแรงงานเหล่านี้มีส่วนในการขับเคลื่อนและเป็นฟันเฟืองที่สำคัญของเศรษฐกิจไทย ซึ่งคาดหมายได้ว่าจะมีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

1. พื้นที่มีแรงงานต่างด้าวจำนวนมาก

พื้นที่ที่มีแรงงานต่างด้าวมากที่สุด คือ

  • กรุงเทพมหานคร มีรงงานต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตทำงานมากที่สุด จำนวน 329,079 คน คิดเป็นร้อยละ 25.31
  • รองลงมาคือปริมณฑล จำนวน 284,881 คน คิดเป็นร้อยละ 21.91
  • ภาคกลาง 240, 310 คน คิดเป็นร้อยละ 18.00
  • ภาคใต้ จำนวน 260,607 คน คิดเป็นร้อยละ 20.04
  • ภาคกลาง 240,393 คน คิดเป็นร้อยละ 2.10
  • ภาคเหนือ จำนวน 158,185 คน คิดเป็นร้อยละ 11.85 และ
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 28,968 คน คิดเป็นร้อยละ 2.17 (กรมการจัดหางาน สำนักบริหารแรงงานต่างด้าว 2553; บทความแรงงานต่างด้าว ตอนที่ 6 มมป.)

ในส่วนของจังหวัดที่มีคนต่างด้าวได้รับอนุญาตทำงานมากที่สุด 3 ลำดับแรก ได้แก่

  • กรุงเทพมหานคร จำนวน 329,097 คน
  • ลำดับที่สอง จังหวัดสมุทรสาคร จำนวน 124,849 คน และ
  • ลำดับที่สาม จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 68,371 คน
จังหวัดที่มีคนต่างด้าวได้รับอนุญาตทำงานมาก 5 ลำดับแรก

จังหวัดที่มีคนต่างด้าวได้รับอนุญาตทำงานมาก 5 ลำดับแรก ข้อมูลจากกรมการจัดหางาน สำนักบริหารแรงงานต่างด้าว 2553

ประเภทคนต่างด้าวในประเทศไทยที่พบ ได้แก่

  • กลุ่มเข้าเมืองถูกต้องตามกฎหมาย จำนวน 344,686 คน
  • โดยเป็นคนต่างด้าวตลอดชีพ ตามมาตรา 9 จำนวน 321,441 คน
  • ประเภททั่วไป จำนวน 70,449 คน และ
  • ประเภทตลอดชีพ จำนวน 14,423 คน ซึ่งในจำนวนนี้ พิสูจน์สัญชาติ แล้ว จำนวน 210,044 คน และนำเข้าจำนวน 26,525 คน
  • ส่วนมาตรา 12 ส่งเสริมการลงทุน จำนวน 23,245 คน
  • กลุ่มเข้าเมืองผิดกฎหมาย จำนวน 955,595 คน
  • โดยเป็นคนต่างด้าวตามมาตรา 13 ชนกลุ่มน้อย จำนวน 23,340 คน และ
  • ตามมติ ครม. 3 สัญชาติ จำนวน 932,255 คน (กรมการจัดหางาน สำนักบริหารแรงงานต่างด้าว 2553; บทความแรงงานต่างด้าว ตอนที่ 6 มมป.)

อย่างไรก็ตาม แรงงานต่างด้าวมักกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่อุตสาหกรรมและเมืองใหญ่ เนื่องจากเป็นแหล่งจ้างงานที่สำคัญ โดยเฉพาะพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยเคลื่อนย้ายจากเมืองชายแดนเข้าสู่ตอนในของประเทศโดยลำดับ

3. ข้อสังเกตเบื้องต้น

1) ตั้งแต่ พ.ศ. 2535 เป็นต้นมาประเทศไทยได้กำหนดนโยบายการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าว

ด้วยมาตรการการส่งเสริมให้มีการนำเข้า เพื่อให้มีการจ้างแรงงานผู้ที่มีสถานะเป็นผู้หลบหนีเข้าเมืองผิดกฎหมายให้มีการขึ้นทะเบียนและอาศัยอยู่ในประเทศไทยเป็นการชั่วคราว ในปี 2547 ได้เพิ่มให้มีการจ้างแรงงานต่างด้าวโดยถูกกฎหมายโดยการบันทึกทำความเข้าใจ ( MoU) กับประเทศเพื่อนบ้าน และ

ในปี พ.ศ. 2552-2555 มีการพยายามจัดการแรงงานต่างด้าวเป็นระบบโดยอนุญาตให้แรงงานที่เข้ามาโดยผิดกฎหมายจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวและพิสูจน์สัญชาติในแต่ละปี เพื่อนำไปสู่กระบวนการให้ถูกกฎหมาย (Legalization) และผ่อนผันให้แรงงานข้ามชาติทำงานอยู่ในประเทศไทยได้

แต่การบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวของไทยไม่ค่อยได้ผลเท่าที่ควร เนื่องจากกฎระเบียบที่ขาดความยืดหยุ่นมีลักษณะของการควบคุมโดยให้ ความสำคัญกับความมั่นคงของชาติเป็นหลักมากกว่ามิติด้านเศรษฐกิจและมิติด้านความมั่นคงของมนุษย์ (โกสุมภ์ สายจันทร์ 2554)

ในปี 2555 คณะรัฐมนตรีเห็นชอบแนวทางการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองสัญชาติพม่า ลาว และกัมพูชา ปี 2555 ซึ่งได้ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการบริหารแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองในการประชุมครั้งที่ 1/2555 เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2555

ให้เร่งรัดดำเนินการพิสูจน์สัญชาติแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองสัญชาติพม่า ลาว และกัมพูชา ที่ได้รับการผ่อนผันตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2553 ที่ได้เข้าสู่กระบวนการพิสูจน์สัญชาติแล้วให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2555 ทั้งนี้ ไม่เกินวันที่ 14 มิถุนายน 2555 ต่อมาขยายเป็นสิ้นเดือนธันวาคม

จะเห็นว่ามาตรการในการผ่อนผันมีการใช้มาอย่างต่อเนื่องโดยละเลยที่จะมีนโยบายในระยะยาว ทำให้แรงงานต่างด้าวเป็นผู้ที่มีความมั่นคงในชีวิต และการทำงานน้อย

2) ภาครัฐควรเปิดให้มีการจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวใหม่และครอบคลุมแรงงานทุกกลุ่ม

พร้อมกับการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังกับผู้ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะทำให้ทราบจำนวนแรงงานต่างด้าวที่แท้จริงสามารถนำไปวางแผนบริหารจัดการทั้งในด้านสวัสดิการสังคม ด้านสาธารณสุข ด้านความมั่นคง รวมทั้งใช้เป็นข้อมูลประกอบการประมาณการรายได้ส่งกลับได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน (วรางคณา อิ่มอุดม และคณะ 2554)

การทราบปริมาณที่แน่นอนของแรงงานต่างด้าวจะทำให้ภาคส่วนต่างๆ กำหนดทิศทาง และนโยบายได้อย่างทันท่วงที ซึ่งในปัจจุบันเราทราบข้อมูลเกี่ยวกับแรงงานต่างด้าวไม่มากนัก

3) แรงงานต่างด้าวจำนวนมากเป็นผู้หลบหนีเข้าเมือง ทำให้การทำงานขาดความมั่นคง และ

ต้องอยู่อย่างหลบๆ ซ่อนๆ มีคุณภาพชีวิตที่ต่ำ และบางครั้งนำมาสู่การเกิดอาชญากรรม รัฐควรเปลี่ยนสถานะของคนกลุ่มนี้ให้เป็นแรงงานที่ถูกต้องตามกฎหมาย เพราะว่าแรงงานกลุ่มนี้ถือว่าเป็นแรงงานส่วนใหญ่ของสังคมไทย

4) แรงงานต่างด้าวเข้ามาในประเทศไทยจำนวนมาก และเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อน

เศรษฐกิจในภาคส่วนต่างๆ แต่กลับพบว่าเขาเหล่านั้นมีสภาพการทำงาน คุณภาพชีวิตที่ไม่ค่อยสู้ดีนัก และปัจจุบันรัฐไทยยังไม่มีมาตรการในการดูแลเรื่องการจ้างงาน และสวัสดิการสังคมให้คนกลุ่มนี้แต่อย่างใด

5) ประเทศไทยมีการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาท/วัน ทำให้เป็นแรงดึงดูดให้แรงงานต่างด้าว

เข้ามาในประเทศไทยมากขึ้น และในขณะเดียวกันผู้ประกอบการบางส่วนก็มีความต้องการแรงงานต่างด้าว เพื่อลดต้นทุนในการผลิต ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อแรงงานไทยในอนาคต

6) การที่มีแรงงานต่างด้าวจำนวนมากอาจก่อให้เกิดปัญหาด้านอาชญากรรม นับว่าเป็นปัญหาสังคมที่สำคัญมากประการหนึ่ง

โดยมากจะเป็นปัญหาการปล้น/ ฆ่า/ จี้/ และชิงทรัพย์แล้วหลบหนี ซึ่งยากแก่การตามตัว ซึ่งเกิดจากไม่มีมาตรการควบคุม หรือการระบุตัวตนที่แน่นอนทำให้ยากแก่การดูแล

7) เราปฏิเสธไม่ได้ว่าแรงงานต่างด้าวสัญชาติต่างๆ เป็นส่วนหนึ่งของสังคมเรา และมีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจเรา

อย่างไม่อาจปฏิเสธได้ เราจะทำอย่างไรให้เขา “มีตัวตน” “มีตำแหน่งแห่งที่” ในสังคมไทย และไม่เป็น “มนุษย์ล่องหน” ที่ไร้ตัวตนเช่นในปัจจุบัน

ในปัจจุบัน มาตรการในการของภาครัฐ ยังมีข้อจำกัดในหลายมิติ ไม่มีทิศทางหรือนโยบายที่แน่นอน ทำให้ไม่สามารถแก้ไข และหามาตรการรองรับได้อย่างทันท่วงที นโยบายของรัฐต่อแรงงานต่างด้าวเป็นการแก้ไขปัญหาเป็นระยะๆ ไม่มีทิศทางและมาตรการในระยะยาว

หน่วยงานที่เข้ามาเกี่ยวข้องก็หลากหลายทั้งกระทรวงมหาดไทย กระทรวงแรงงาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ฯลฯ ต่างมีแนวทางการทำงานเป็นการเฉพาะของหน่วยงายงาน เน้นด้านความมั่นคง โดยละเลยความเป็นมนุษย์ บางส่วนถูกกดขี่ เบียดบัง “แรงงานต่างด้าว” จึงเป็น “มนุษย์ล่องหน” ที่ไร้ตัวตนในสังคมไทย

  • http://www.facebook.com/npittaya Nicha Pittayapongsakorn

    “6) การที่มีแรงงานต่างด้าวจำนวนมากอาจก่อให้เกิดปัญหาด้านอาชญากรรม นับว่าเป็นปัญหาสังคมที่สำคัญมากประการหนึ่ง”

    การสันนิษฐานว่า เพราะมีแรงงานต่างด้าวมาก -> ทำให้เกิดปัญหาอาชญากรรม ดูจะเป็นการตั้งข้อสรุปที่ง่ายเกินไปรึเปล่า ถ้าอย่างน้อยคุณมีสถิติที่บอกว่า
    อาชญากรรมที่ผู้มีสัญชาติไทยก่อต่อจำนวนผู้มีสัญชาติไทยทั้งหมด และ
    อาชญากรรมที่คนต่างด้าวก่อเทียบกับจำนวนคนต่างด้าว คิดเป็นเท่าไหร่
    ก็น่าจะช่วยให้คำพูดนี้มีน้ำหนักขึ้น การสันนิษฐานแบบนี้ไม่ได้ช่วยอะไรเลยนอกจากชักนำให้คนไทยส่วนใหญ่เกิดความรู้สึกเหยียด และเกลียดชังคนต่างด้าวมากขึ้น