Practical Report วัด “กึ๋น” ผู้นำไทย : กรณีศึกษา สุนทรพจน์ที่มหาวิทยาลัย “โคลัมเบีย”

สุนทรพจน์ที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย นับเป็นการแสดงวิสัยทัศน์ของประเทศไทยในสายตาชาวโลก โดยมีนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นตัวแทน ดังนั้น จึงน่าวิเคราะห์เป็นอย่างยิ่งว่า “ผู้นำไทยคนที่ 27 นี้ มีภูมิรู้เพียงใดที่จะนำพาประเทศไทยฟันฝ่าปัญหานานัปการไปได้สำเร็จ”

หากให้วิเคราะห์เจาะลึกทั้ง 7 ประการ ก็คงจะยืดยาวเกินไป ดังนั้น จึงอยากวิเคราะห์เฉพาะข้อ 6 และ 7 เท่านั้น

นายกรัฐมนตรีได้พูดถึงว่า “วิสัยทัศน์” เป็นเรื่องสำคัญ ต้องมองไป 5-10 ปีข้างหน้า อย่างไรก็ตาม เรายังไม่เห็น “วิสัยทัศน์” ที่ชัดเจนของรัฐบาลอภิสิทธิ์ในการนำพาประเทศเลย

โดยเฉพาะที่กล่าวว่า นโยบายให้การศึกษาฟรี 15 ปีนั้น ก็ออกจะเป็นแนวคิดที่ล้าสมัยไปแล้ว เพราะกาลเวลาได้พิสูจน์ว่า การศึกษาแบบเหวี่ยงแหนั้น ไม่ใช่แนวทางที่ถูกต้อง แต่ควรจัดการศึกษาให้เหมาะสมกับความถนัดของประชาชน โดยเฉพาะการศึกษาในด้านวิชาชีพเฉพาะทางนั้น ได้ถูกเพิกเฉยมาตลอด จึงทำให้ “นักเรียน” ไม่มีทางเลือก ต้องมุ่งหน้าสอบเข้ามหาวิทยาลัยเพียงอย่างเดียว ซึ่งสุดท้ายตลาดแรงงานระดับปริญญาตรีก็ไม่สามารถรองรับได้

ยิ่งกว่านั้น การศึกษาในระบบ ไม่ได้เป็นตัวชี้ขาดในการสร้างประชาธิปไตย แต่จะต้องมีการศึกษาเรียนรู้ทางการเมืองนอกรั้วการศึกษา โดยรัฐบาลควรสนับสนุนให้ “ภาคประชาสังคม” เติบโตเข้มแข็ง เพื่อทำให้ประชาชนได้พัฒนาความรู้ด้านการเมืองและสังคมจากการปฏิบัติจริง นี่คือวิสัยทัศน์ที่รัฐบาลมองข้ามไป

ในเชิงนโยบายเศรษฐกิจ รัฐบาลยังขาดความชัดเจนของวิสัยทัศน์ เพราะพูดถึง เศรษฐกิจพอเพียง เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และเศรษฐกิจเขียว โดยไม่คำนึงว่าทั้งสามนโยบายจะสามารถไปด้วยกันได้หรือไม่ รัฐบาลดูเหมือนจะ “เหวี่ยงแห” เช่นเดียวกับ การศึกษา 15 ปี ดังนั้น เมื่อถึงเวลาต้องปฏิบัติจริง ก็จะเกิดความสับสนในการสนับสนุนแต่ละโครงการซึ่งมีท้งส่วนที่ซ้อนทับและขัดแย้งกัน สุดท้าย ก็จะกลายเป็นการแก้ปัญหาประจำวัน ไม่สามารถมุ่งไปที่ “ระยะยาว” ได้อย่างแท้จริง

ผมไม่คลางแคลงใจในความซื่อสัตย์สุจริต บุคลิกความเป็นผู้นำ ทักษะทางการเมืองของท่านนายกอภิสิทธิ์ แต่จุดบกพร่องเดียวที่ต้องพัฒนา คือ วิสัยทัศน์และนวัตกรรม ที่จะนำพาประเทศไปสูอนาคตอย่างมั่นใจ ผมยังเชื่อโดยสนิทใจว่านายกอภิสิทธิ์มีความรู้ความสามารถเพียงพอที่จะสร้าง “วิสัยทัศน์และนวัตกรรม” ที่ชัดเจนให้กับประเทศไทย แต่ปัญหาคือ การสร้างวิสัยทัศน์และนวัตกรรมที่ดีเลิศนั้น รัฐบาลจะต้องมี “ความกล้าหาญ” เพียงพอที่จะเดินในเส้นทางที่แตกต่างจากเดิม แน่นอนว่า การบริหารประเทศไม่ควรที่จะ “เสี่ยง” แต่ในยุคโลกาภิวัตน์นั้น การถือคติ “ปลอดภัยไว้ก่อน” คือ ความเสี่ยงสูงสุด

ความเสี่ยงไม่ได้เกิดจากการทำสิ่งใหม่ แต่เกิดจากการขาดข้อมูลและความรู้ที่ถ่องแท้ ดังนั้น แทนที่จะใช้ “เครื่องมือแบบเดิม” ในการแก้ปัญหา รัฐบาลควรเร่งวิจัยและค้นคว้าเครื่องมือใหม่ มาใช้ในการสร้างประเทศไทยให้เข้าสู่ New Democratic Society

ผู้นำในศตวรรษที่ 21 ต้องการวิธีคิดและการปฏิบัติที่มีนวัตกรรม แต่ดูเหมือนว่า รัฐบาลนี้ยังขาดแคลนวิสัยทัศน์ที่จะมองเห็นในจุดนี้ จึงยังคงใช้แนวทางแบบศตวรรษที่ 20 ในการรับมือกับปัญหาที่ซับซ้อนยุ่งเหยิง โดยคิดเพียงว่า “ทุกสิ่งจะดีขึ้น ถ้าหากเราปรารถนาดี และกระทำอย่างดีที่สุด”

หากปรารถนาดีต่อประเทศชาติ รัฐบาลควรที่่จะเร่งค้นคว้าและวิจัยเพื่อค้นหา “วิสัยทัศน์และนวัตกรรมใหม่” ที่จะนำพาประเทศไทยข้ามพ้นวิกฤตครั้งนี้ ไปสู่สังคมใหม่ที่ประชาชนไทยปรารถนา

  • JiM

    ผมไม่แน่ใจว่าคนในวงการศึกษาเราเข้าใจเรื่องนี้แค่ไหน…

    การศึกษานั้นแบ่งได้หยาบๆเป็น 2 แบบ คือ Practical vs Theoretical Studies ซึ่งเราเรียกกันง่ายๆว่าสายอาชีวะ กับสายบัณฑิต โดยที่คนในสังคมเกิดค่านิยมผิดๆว่าฝ่ายหลังนี้คือพวก “เรียนสูงกว่า” และให้คุณค่ากับพวกหลังมากกว่า ในปัจจุบันจึงเกิดภาวะขาดแคลนคนในสายอาชีวะ และล้นเกินในสายบัณฑิต

    ลองมาดูว่าจริงๆสองฝ่ายนี้ต่างกันอย่างไรดีกว่า

    Practical Studies ตามชื่อที่บอกก็คือ เป็นการเรียนที่สามารถนำไปปฎิบัติได้จริง เช่นช่างก่อสร้าง ช่างเครื่องยนต์ ช่างไฟฟ้า นักบัญชี การเรียนแบบนี้จะสำหรับผู้ที่ชอบการปฎิบัติจริง เรียนเสร็จแล้วทำงานได้เลย ไม่ชอบคิดฟุ้งซ่านเลื่อนลอย ไม่ชอบตั้งคำถาม “ไร้สาระ” เช่นช่างไฟฟ้าก็ไม่สนใจว่าทำไมอิเล็คตรอนจึงวิ่งรอบนิวตรอน เช่นว่าทำไมควากส์สามารถแบ่งแยกอีกได้ไหม ซึ่งคำถามพวกนี้ไม่มีประโยชน์อันใดเลยในชีวิตประจำวันของแต่ละบุคคล

    สรุปก็คือ Practical Studies คือการเรียนเพื่อไปทำงาน

    ส่วน Theoretical Studies ในทางตรงกันข้าม เป็นการเรียนเพราะอยากรู้ โดยไม่ได้สนใจว่าจะเอาไปใช้งานจริงได้หรือไม่ได้ การพยายามตอบคำถามไร้สาระมากมาย เช่นมนุษย์เกิดมาได้อย่างไร ขอบฟ้าสิ้นสุดที่ตรงไหน

    แต่ที่น่าสนใจก็คือ ความรู้ของมนุษย์ที่เอามาใช้งานในปัจจุบันทั้งหลายแหล่ ล้วนเกิดจากการพยายามตอบคำถามไร้สาระเหล่านั้น เช่นไอน์สไตน์และนักฟิสิกส์ร่วมยุคเพียรหาความสัมพันธ์เรื่องแรง มวล ความเร็ว แสง หรือพลังงาน โดยไม่ได้สนใจว่าจะทำระเบิดนิวเคลียร์แต่อย่างใด ด้วยเหตุนี้พวกหลังจึงได้รับการยกย่องมากกว่า

    การศึกษาไทยพิกลพิการ ก็เนื่องจากว่านำคนถนัด Practical Studies มาเรียน Theoretical Studies กันซะหมด หนำซ้ำยังโดนคาดหวังว่า หลังจากโดนยัดเยียดให้เรียน Theoretical Studies แล้ว ต้องรู้ด้าน Practical และโดนประณามว่า “รู้แต่ทฤษฎี แต่ปฎิบัติไม่เป็น” เช่นนักเรียนวิศวะกลับโดนประณามจากสังคมว่า “เปลี่ยนหลอดไฟไม่เป็น”

    ปัดโธ่ ก็ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่านี่เป็น Theoretical Studies คือการศึกษาด้าน Theory หรือทฤษฎี การศึกษาไทยจึงเอวังด้วยประการฉะนี้

  • วี

    Misleading assumption?

    “ผมไม่คลางแคลงใจในความซื่อสัตย์สุจริต บุคลิกความเป็นผู้นำ ทักษะทางการเมืองของท่านนายกอภิสิทธิ์”

    what if we change this presumption and see any human, any politician on the same basis?

  • วี

    If we consider the now PM’s route to the power, then we can understand the underlying mindset and pressure of his now “วิสัยทัศน์และนวัตกรรม”. And it’s no longer surprising accordingly, isn’t it?

  • Tinuviel

    คุณ Jim#1

    จริงค่ะ และเป็นที่มาของคำถามยอดฮิตของนักเรียนนักศึกษาว่า “เรียนไปทำไม ไม่เห็นได้ใช้เลย”

    ปั๊ดโธ่ ก็ใครใช้ให้เธอมาเรียนด้าน Theoretical ละจ๊ะ