Practical Report จักรวรรดิอเมริกา : ความท้าทายที่มีต่อ “วัฒนธรรมไทย”

ในท่ามกลางกระแสหลั่งไหลของวัฒนธรรมอเมริกาที่เปลี่ยนแปลงค่านิยมสังคมไทยไปอย่างล้ำลึก จึงทำให้เกิดความกังวลหวาดกลัวที่รากเหง้าและเอกลักษณ์ความเป็นไทยจะสูญหายไป คนรุ่นใหม่รู้สึกเปลี่ยวเหงาไร้หลักยึดจึงกลายเป็นเสมือน “พลเมืองไร้สัญชาติ” แต่หากจะบังคับให้ทุกคนย้อนกลับไปนุ่งโจงกระเบนคาดผ้าขาวม้า ก็คงไม่ใช่ทางออกที่เหมาะสม

นี่จึงเป็นความท้าทายของ “กระทรวงวัฒนธรรม” ในการค้นหากลยุทธ์ที่เหมาะสมเพื่อสร้างรูปโฉมใหม่ (Redesign) ให้วัฒนธรรมไทยมีเสน่ห์ความงามเฉพาะตัว (Thai Originality) ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล จนกลายเป็นพลังดึงดูดให้คนไทยทุกคนหวนกลับมาชื่นชมและภาคภูมิใจในความเป็นไทยที่หลงลืมกันไปนานแสนนาน

“จักรวรรดิอเมริกา : ประวัติศาสตร์แบบทวนกระแส อัตลักษณ์ ชีวอำนาจ” เป็นหนังสือที่ได้เสนอทฤษฎีใหม่ในการตีความภาวะครอบงำของอเมริกาในฐานะอภิมหาอำนาจ ซึ่งการใช้อำนาจจากปลายกระบอกปืนไม่ใช่วิธีการที่มีประสิทธิภาพอีกต่อไป หากแต่เป็นการสร้างสภาวะครอบงำทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมที่แยบยล จนกระทั่งว่า การต่อต้านแบบ “เดินหน้าชน” ก็ไม่อาจหลุดรอดจากเกมที่ซับซ้อนนี้ได้

การปกครองจักรวรรดิของอเมริกานั้น จะไม่ใช้กำลังทำสงครามโดยไม่จำเป็น แต่จะกำหนด “เกม” ให้ประเทศกำลังพัฒนาแบบไทยต้องเดินตาม ภายใต้วาทกรรมของ “การพัฒนาประเทศ” ทั้งในเชิงการพัฒนาระบบทุนนิยมเสรี การพัฒนาประชาธิปไตย และการพัฒนารสนิยมทางวัฒนธรรมให้เข้าถึงสุนทรียะของความเป็นตะวันตก

นี่คือ ความแยบยลของการปกครองจักรวรรดิ เพราะในนามของการพัฒนาประเทศให้ทันสมัยและมั่งคั่งร่ำรวยนี้เอง ย่อมทำให้ประเทศด้อยพัฒนายอมรับรูปแบบใหม่ของการปกครองได้ง่ายกว่า เพราะตนเองก็ได้ประโยชน์จากการพัฒนา โดยหารู้ไม่ว่าอเมริกาคือผู้ที่ได้ประโยชน์สูงสุด เพราะสามารถนำเข้าสินค้าราคาถูกจากประเทศด้อยพัฒนา ในขณะที่สามารถส่งออกสินค้าราคาแพงเข้ามาขายทำกำไรได้มากขึ้นตามระดับความร่ำรวยจากการพัฒนาของประเทศเหล่านี้

ยิ่งกว่านั้น เมื่อประชาชนของประเทศด้อยพัฒนาเหล่านี้ “เสพติด” กับความเจริญรุ่งเรืองทางวัตถุของการพัฒนาแล้ว ก็ย่อมไม่ปรารถนาที่จะคัดค้านหรือต่อต้านอเมริกา ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการทำสงครามเพื่อต่อต้านการครอบงำของอเมริกา แถมยังยินดีสนับสนุนอเมริกาในการทำสงครามกับประเทศที่ไม่เชื่อฟังอเมริกาอีกด้วย

“สงครามอิรัก” ตามความเข้าใจของคนทั่วไปคือ การเข้ายึดครองบ่อน้ำมันของอเมริกา แต่หากเลือกได้อเมริกาย่อมยินดีที่จะใช้การพัฒนาแบบตะวันตกเพื่อเปลี่ยนประเทศอิรักมาเป็นคู่ค้าน้ำมันที่ซื่อสัตย์มากกว่า นั่นไม่ใช่เพราะอเมริกามีความพิศวาสปรารถนาให้อิรักได้ดิบได้ดี แต่เพราะการสร้างระบบตะวันตกให้อิรักทำให้การได้มาซึ่งน้ำมันมีต้นทุนที่ถูกกว่าการทำสงครามเพื่อยึดครองนั่นเอง

โดยการสร้างความน่าหลงใหลให้กับวิถีชีวิตที่หรูหราฟู่ฟ่าแบบตะวันตก ได้ทำให้จักรวรรดิอเมริกาสามารถผนวกรวมประเทศด้อยพัฒนาทั้งหลายให้กลายเป็นทาสอันซื่อสัตย์ได้อย่างที่ไม่เคยปรากฎจักรวรรดิใดในโลกนี้ที่จะทำได้สำเร็จมาก่อน นั่นจึงทำให้ “แรงต้าน” จากผู้ที่รู้เท่าทันในการครอบงำนี้ยังไม่อาจคิดค้นกลยุทธ์ที่ส่งผลสะเทือนในการสั่นคลอนจักรวรรดิอันยิ่งใหญ่นี้ได้เลย

แรงต้านที่ 1 มาจากบรรดาปัญญาชนหัวก้าวหน้าผู้รักความเป็นธรรมทั้งหลาย คนกลุ่มนี้มีรากฐานที่ยาวนานตลอดประวัติศาสตร์มนุษยชาติ พวกเขาดิ้นรนต่อสู้เพื่อผู้ยากไร้อย่างไม่เคยย่อท้อ พวกเขาได้เป็นกองหนุนในการต่อสู้เพื่อให้ได้เอกราชของประเทศด้อยพัฒนาทั้งหลายในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งก็นับเป็นชัยชนะครั้งใหญ่ของพวกเขา

หลังจากประเทศด้อยพัฒนาได้รับเอกราชสมความปรารถนาแล้ว ก็กลับมีปัญหาใหม่ให้ปัญญาชนเหล่านี้ได้ทดสอบสติปัญญา จึงเป็นที่มาของการรณรงค์เรื่องสิทธิมนุษยชน ประชาธิปไตย การรักษาสิ่งแวดล้อม และธุรกิจเพื่อสังคม แต่หากใช้นิยามใหม่ในการครอบงำของอเมริกามาตีความการเคลื่อนไหวของคนกลุ่มนี้ ก็กลับกลายเป็นว่า คนกลุ่มนี้ได้กลายเป็นเครื่องมือของอเมริกาไปโดยไม่รู้ตัว เพราะไม่ว่าจะเป็นสิทธิมนุษยชน ประชาธิปไตย หรือความดีงามใดๆที่คนกลุ่มนี้กล่าวอ้างมา ก็ล้วนแล้วแต่สอดคล้องกับวาทกรรมเรื่อง “การพัฒนาให้เป็นตะวันตก” แทบทั้งสิ้น

แรงต้านที่ 2 มาจากพวกหัวรุนแรง (Radical) ที่ต้องการปฏิเสธการครอบงำของตะวันตกในทุกรูปแบบ อย่างไรก็ตาม แรงต้านนี้ได้อ่อนกำลังลงอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะตั้งแต่สงครามเย็นสิ้นสุดลง เนื่องจากการครอบงำโดยใช้ความหรูหราฟู่ฟ่าน่ารื่นรมย์ของการพัฒนาแบบตะวันตก ได้ทำให้ประเทศทั้งหลายที่เคยต่อต้านอเมริกากลับมายอมรับการพัฒนานั้นด้วยความเต็มใจแม้ว่าจะมีความเคลือบแคลงในเจตนาซ่อนเร้นอยู่บ้างก็ตาม

แรงต้านที่ 2 นี้จึงตกอยู่ในสภาพถูกปิดล้อมจากเหล่าสาวกที่ภักดีในวิถีชีวิตที่อิ่มหมีพีมันแบบตะวันตก สาวกบางคนยังยินดีที่จะส่งกำลังทหารไปร่วมรบกับอเมริกาในสงครามต่อต้านการก่อการร้ายทั้งหลาย ยังไม่ต้องพูดถึงการช่วยเหลือโดยอ้อมจาก “แรงต้านที่ 1” ซึ่งถึงแม้จะไม่ยินดีต่อการครอบงำของอเมริกา แต่ก็ยังรู้สึกยอมรับในการครอบงำที่นิ่มนวลยั่วยวนของอเมริกามากกว่าการละเมิดสิทธิมนุษยชนเพื่อต่อต้านตะวันตกอย่างป่าเถื่อนของคนกลุ่มที่ 2

ดังนั้น จักรวรรดิอเมริกาที่ไม่ต้องแบ่งปันกำลังทหารจำนวนมากเพื่อควบคุมประเทศด้อยพัฒนาทั้งหลายเหมือนที่อังกฤษและฝรั่งเศสเคยต้องเผชิญมา จึงสามารถทุ่มกำลังทหารและอาวุธราคาแพงไปใช้ทำสงครามเพื่อทำลายพวกแรงต้านที่ 2 ให้ยอมรับอำนาจของอเมริกา และยังเป็นการเชือดไก่ให้ประเทศสาวกที่คิดจะตีตัวออกห่างให้รีบเปลี่ยนความตั้งใจโดยพลัน

ในส่วนของประเทศไทยนั้น ก็ดูเหมือนว่าจะกลายเป็น “สาวก” ของอเมริกาไปเรียบร้อยแล้ว โดยถึงแม้ในช่วงหลังจะเปลี่ยนมานิยมญี่ปุนและเกาหลีใต้ แต่ก็ต้องขอแสดงความยินดีว่าทั้งสองประเทศนี้ก็เป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ที่ใกล้ชิดยิ่งของอเมริกาในการควบคุมภูมิภาคนี้ โดยเฉพาะการถ่วงดุลอิทธิพลของจีนไม่ให้สามารถขยายอิทธิพลจนกลายเป็นภัยคุกคามความเป็นจ้าวของอเมริกาได้สำเร็จ

บางทีการยอมเป็นสาวกของอเมริกาก็อาจมีข้อดีมากมาย โดยเฉพาะความเจริญมั่งคั่งของประเทศชาติ และหากเปรียบเทียบกับพวกแรงต้านที่ 2 แล้วการยอมเป็นสาวกก็เป็นทางเลือกที่น่าพิสมัยยิ่งกว่าการบาดเจ็บล้มตายของการต่อต้าน เช่นเดียวกับการเลือกที่จะเป็นแรงต้านที่ 1 นั้นก็ไม่ได้ช่วยให้หลุดพ้นจากการครอบงำของอเมริกาอยู่ดี จึงไม่มีประโยชน์ที่จะเพิ่มความเป็นตะวันตกให้เข้มข้นขึ้นกว่าเดิม เพราะเท่าที่เป็นอยู่ก็แทบจะไม่หลงเหลือความเป็นไทยอยู่แล้ว

แต่ถึงที่สุดแล้ว “คนไทย” ก็ไม่อาจเลียนแบบการพัฒนาตามเส้นทางตะวันตกได้ทั้งหมด ถึงแม้ว่าจะเพียรสร้างกันอย่างสุดความสามารถก็ตาม ดังจะเห็นว่า ทุนนิยม ประชาธิปไตย หนังสือพิมพ์ วิทยุโทรทัศน์ จนกระทั่ง ศาลและกระบวนการยุติธรรม ก็ล้วนแล้วแต่ถูกตั้งคำถาม และก็ไม่อาจที่จะหาคำตอบที่เหมาะสมกับสังคมไทยได้เลย

ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่มีคู่ขัดแย้งหลักคือ เหลืองและแดงนั้น ก็ล้วนแล้วแต่หยิบยืม “ประชาธิปไตย” มาอ้างอิงในแบบของตน โดยลืมมองไปว่าทั้งหมดนั้นล้วนแต่เป็นเครื่องมือที่หยิบยืมมาจากตะวันตกทั้งสิ้น ซึ่งในภาวะปกตินั้นก็อาจทำให้คนไทยส่วนใหญ่ยอมรับไปพลางๆก่อนได้ แต่เมื่อถึงคราวขัดแย้งแตกต่างแล้ว การอ้างอิงในสิ่งที่เป็นของตะวันตกและยังไม่ถูกทำให้สอดคล้องแนบแน่นกับความเป็นไทยโดยสมบูรณ์นั้นก็ย่อมได้รับการต่อต้าน จึงกลายเป็นปัญหาที่ยืดเยื้อยาวนานจนกระทั่งปัจจุบัน

ทางออกในการไปพ้น “ความขัดแย้ง” ของประเทศไทย จึงไม่ใช่การเลิกใช้ทุกสิ่งที่เป็นตะวันตก โดยเฉพาะระบอบประชาธิปไตย เพราะหากทำเช่นนั้นก็จะไปกระทบต่ออำนาจของอเมริกาโดยตรง ซึ่งจะนำความเดือดร้อนและสูญเสียมาให้ในท้ายที่สุด ดังนั้น ไทยจึงควรที่จะยอมรับในทุกสิ่งที่เป็นตะวันตกต่อไป ทั้งประชาธิปไตย ทุนนิยม และวัฒนธรรมเลิศหรูที่มีความเป็นสากล แต่สิ่งที่ต้องทำเพิ่มเติมคือ การเปิดโอกาสให้สิ่งที่เป็นตะวันตกที่รับเข้ามานี้ มีความหลากหลายยืดหยุ่น เพื่อให้ความเป็นไทยสามารถเข้าไปผสมผสานจนตกผลึกกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตคนไทย

การนิยาม “ประชาธิปไตย” อย่างแข็งทื่อเพียงแค่การเลือกตั้งและรัฐธรรมนูญ หรือการคัดค้านประชาธิปไตยเพียงเพราะมีการซื้อเสียง จึงเป็นการสร้างความ “แข็งทื่อ” ให้กับระบบประชาธิปไตย และทำให้ความเป็นตะวันตกที่รับเข้ามานั้นไม่สามารถละลายให้เข้ากับความเป็นไทย ดังนั้น การปลดปล่อยประชาธิปไตยให้มีการนิยามที่หลากหลาย ให้มีความรุ่มรวยจากวัฒนธรรมท้องถิ่นของทุกภาคส่วนในสังคมไทยเข้าไปร่วมผสมผสาน จึงเป็นการทำให้ประชาธิปไตยมีชีวิตชีวา เป็นการทำให้ประชาธิปไตยเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนไทย และทำให้การพัฒนาประชาธิปไตยได้เติบโตอย่างยั่งยืน

ในทำนองเดียวกัน “วัฒนธรรมไทย” จึงไม่ได้ผูกขาดแค่การนิยามของกระทรวงวัฒนธรรม แต่ต้องสร้างเวทีให้วัฒนธรรมท้องถิ่นที่หลากหลายได้มีส่วนร่วมในการสร้างความรุ่มรวยให้วัฒนธรรมไทย ที่สำคัญยังไม่ควรที่จะ “ปิดกั้น” วัฒนธรรมไทยของท้องถิ่นใด เพียงเพราะคิดเอาเองว่าไม่ใช่ไทยแท้หรือมีกลิ่นอายตะวันตก การทำเช่นนี้เท่ากับทำให้ “วัฒนธรรมตะวันตก” ที่กำลังจะเข้าหลอมกลืนกับวัฒนธรรมไทยต้องหยุดชะงัก และกลายเป็นวัฒนธรรมตะวันตกที่แข็งทื่อและค้างเติ่งอยู่ในสังคมไทย ขณะที่วัฒนธรรมไทยก็หยุดวิวัฒนาการเพราะไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตทางการเมืองและเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป สุดท้ายแล้วทั้งวัฒนธรรมไทยและวัฒนธรรมตะวันตกที่ไหลบ่าเข้ามาตามกระแสโลกาภิวัตน์ก็ล้วนกลายเป็นความอัปลักษณ์ทางวัฒนธรรมดังที่เห็นในปัจจุบัน

ดังนั้น การสร้างประชาธิปไตยให้เป็นที่ยอมรับของทุกภาคส่วนในสังคมไทย จะต้องเลิกนิยามประชาธิปไตยแบบแข็งทื่อ แต่เปิดโอกาสให้คนไทยในทุกพื้นที่ซึ่งมีวัฒนธรรมท้องถิ่นอันหลากหลายได้เข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างนิยามที่หลากหลาย ซึ่งกระตุ้นความมีชีวิตชีวาให้กับประชาธิปไตย เพื่อนำไปสู่การหลอมกลืนวัฒนธรรมประชาธิปไตยให้เป็นวิถีชีวิตของคนไทย