Practical Report วิสัยทัศน์ประเทศไทย 2020 ในสายตานักอนาคตศาสตร์

อนาคตประเทศไทย

“อนาคตประเทศไทย” กลายเป็นหัวข้อที่ประชาชนไทยสนใจในโค้งสุดท้ายของการหาเสียงเลือกตั้ง หลังจากพรรคการเมืองใหญ่ 2 พรรคคือ พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคเพื่อไทย ประกาศปราศรัยใหญ่หัวข้อเดียวกันในวันเวลาเดียวกัน (แต่คนละสถานที่) นั่นคือช่วงเย็นของวันศุกร์ที่ 1 กรฎาคม ทิ้งทวนก่อนเลือกตั้ง 3 กรกฎาคม

หัวข้อของทั้งสองพรรคพูดถึงประเทศไทยในอนาคตเหมือนกัน โดยพรรคประชาธิปัตย์เลือกใช้ชื่อว่า “อนาคตประเทศไทย ใต้ฟ้าเดียวกัน” ส่วนพรรคเพื่อไทยเสนอ “วิสัยทัศน์ประเทศไทย 2020″

ตัวเลขปี 2020 หรือ พ.ศ. 2563 กลายเป็นตัวเลขสำคัญขึ้นมา หลังจากยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้เสนอวิสัยทัศน์ประเทศไทยอีก 10 ปีข้างหน้า จำนวน 20 ข้อผ่านทาง Facebook พร้อมเชิญชวนให้ไปฟังรายละเอียดกันในวันที่ 1 ก.ค. นี้

วิสัยทัศน์ประเทศไทยที่ยิ่งลักษณ์เสนอ มีหลายข้อที่น่าสนใจ เช่น โครงสร้างการใช้พลังงานมาใช้พลังงานสีเขียว 25% หรือ การสร้างเมืองหลวงภูมิภาคเพื่อกระจายความเจริญ

อย่างไรก็ตาม “วิสัยทัศน์ประเทศไทย” ที่ยิ่งลักษณ์และเพื่อไทยนำเสนอ ก็เป็นเพียง “ภาพฝัน” ที่พรรคเพื่อไทยอยากให้ประเทศไทยมุ่งไป (และชวนให้ประชาชนอยากฝันแบบเดียวกันโดยเลือกพรรคเพื่อไทย) แต่ไม่มีอะไรรับประกันหรือสนับสนุนว่าประเทศไทยจะเคลื่อนตัวไปในทิศทางนั้นจริงๆ

‘อนาคตศาสตร์’ เป็นวิชาการมากกว่าที่คิด

ในทางวิชาการ ปัจจุบันการทำนายอนาคตมีกระบวนการที่เป็นวิทยาศาสตร์มากกว่านั้น โดยนำเทคนิคการประเมินความเป็นไปได้ของอนาคตหลายรูปแบบมาใช้ เช่น foresight, Delphi หรือ scenario planning ซึ่งจะ “คัดกรอง” อนาคตรูปแบบที่ “อยากฝันถึงแต่เป็นไปได้ยาก” ออกไป ให้เหลือแต่อนาคตที่มีความน่าจะเป็นสูงเท่านั้น

เทคนิคทางอนาคตศาสตร์เหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้เรา “เห็นอนาคต” เท่านั้น มันยังช่วยเตือนให้เรารู้ว่าจะเกิดปัญหาอะไรบ้างในอนาคต เพื่อให้สามารถเตรียมพร้อมรับมือและ “หลีกเลี่ยง” อนาคตในรูปแบบที่เราไม่ต้องการได้

เทคนิคการพยากรณ์อนาคตเกิดขึ้นจากหน่วยงานด้านความมั่นคง โดยเฉพาะหน่วยข่าวกรองทางทหาร ที่นำการพยากรณ์อนาคตอย่างเป็นวิทยาศาสตร์มาประเมินความเป็นไปได้ในรูปแบบต่างๆ ของสงคราม แต่ภายหลังก็แพร่หลายมายังหน่วยงานอื่นๆ โดยเฉพาะภาคเอกชน

ตัวอย่างที่ถูกพูดถึงบ่อยๆ คือบริษัทน้ำมัน Royal Dutch Shell ที่นำเทคนิคการสร้างฉากทัศน์อนาคตแบบต่างๆ (scenario planning) มาพยากรณ์อนาคตของอุตสาหกรรมพลังงาน เพื่อรับมือกับราคาพลังงานที่แกว่งตัวและพยากรณ์ยากได้ดีขึ้น (ดูรายละเอียดใน Shell Global Scenarios)

ส่วนการนำอนาคตศาสตร์มาใช้ในเชิงการเมือง ตัวอย่างที่ SIU เคยนำเสนอไปแล้วคือโมเดลของแอฟริกาใต้ ที่นำทีม scenario planning จากบริษัทเชลล์เข้าไปประเมินอนาคตของประเทศ (อ่านบทความ ประสบการณ์สร้างความสมานฉันท์ของประเทศแอฟริกาใต้ในโครงการ Mont Fleur Scenario) ส่วน Adam Kahane ผู้เชี่ยวชาญด้าน scenario ที่ประสบความสำเร็จในแอฟริกาใต้ ก็เคยมาเยือนประเทศไทยเมือ พ.ศ. 2553

ในประเทศไทยก็มีองค์กรหลายแห่งที่นำกระบวนการทำนายอนาคตมาใช้งาน ที่โดดเด่นคงเป็น ศูนย์คาดการณ์เทคโนโลยีเอเปค หรือ APEC Center for Technology Foresight ซึ่งสังกัด สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.)

ภาพอนาคตประเทศไทย 2562

ในปี 2552 ทางสถาบันคลังสมองของชาติ ร่วมกับศูนย์คาดการณ์เทคโนโลยีเอเปค และ สวทน. จัดทำ “ภาพอนาคตประเทศไทย” ในอีก 10 ปีข้างหน้า (ซึ่งก็คือปี 2562 ถ้านับตามช่วงเวลาที่จัดกระบวนการ) โดยเชิญผู้ร่วมกระบวนการที่หลากหลาย เป็นตัวแทนจากหลายภาคส่วนในประเทศไทย จัดงานระดมสมองหลายครั้ง (ตามหลักการของ scenario planning) และสุดท้ายได้ออกมาเป็น “ฉากทัศน์อนาคต” ของประเทศไทยในปี 2562 ที่เป็นไปได้มากที่สุด 3 แบบ

SIU จึงขอนำเสนอ “ภาพอนาคตประเทศไทย 2562″ ที่เกิดขึ้นจากกระบวนการทางอนาคตศาสตร์ตามหลักวิชาการ โดยเป็นภาพอนาคตที่มองโดนคนไทยเพียงจำนวนหนึ่ง เพื่อเทียบกับ “อนาคตประเทศไทย 2020″ ที่พรรคเพื่อไทยนำเสนอ และดูว่าอนาคตแบบไหนจะเป็นไปได้อย่างไร มีจุดร่วมหรือภาพฝันที่ตรงกันหรือไม่

หมายเหตุ: แนวทางที่นิยมปฏิบัติในการวางแผนอนาคตด้วย scenario planning มักตั้งชื่ออนาคตรูปแบบต่างๆ โดยเทียบกับสิ่งของ-วัฒนธรรมที่เข้าใจอยู่แล้วในสังคม เพื่อให้จดจำและแยกแยะได้ง่าย กรณีของ “ภาพอนาคตประเทศไทย 2562″ ได้ตั้งชื่อตามอาหารไทยแบบต่างๆ

อนาคตแบบที่หนึ่ง: เกาเหลาไม่งอก

ภาพอนาคตแบบนี้คือ รูปแบบอนาคตอันเลวร้ายที่อาจเกิดขึ้นได้กับประเทศไทย โดยคนไทยในประเทศเกิดความแตกแยกอย่างสูง (จึงเป็นที่มาของชื่อ “เกาเหลา”) คนไทยเลิกเคารพสถาบันหลักๆ ของประเทศ และอาจเลวร้ายถึงขนาดเกิดสงครามกลางเมืองทั่วประเทศ

ความแตกแยกของคนไทยยังจะนำปัญหาอื่นๆ เข้ามา ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหม่ ปัญหาแรงงานต่างด้าว คนไร้สัญชาติ ระบบการศึกษาที่ล้มเหลว บัณฑิตไทยไม่ตอบโจทย์ภาคแรงงาน จนคนหนีไปการศึกษาทางเลือกและโรงเรียนนานาชาติ ฯลฯ

เกาเหลาไม่งอก

เกาเหลาไม่งอก

อนาคตแบบที่สอง: น้ำพริกปลาทู

อนาคตแบบที่สองเป็นการมองโลกในแง่ดีว่าประเทศไทยจะไม่เป็น “รัฐล้มเหลว” ดังเช่นอนาคตแบบแรก แต่จะเน้นการพึ่งพาตัวเองในประเทศเป็นหลัก เน้นเศรษฐกิจในประเทศ ต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่น ภาคประชาสังคมมีความเข้มแข็ง ในขณะที่ภาครัฐลดบทบาทลงไปจากความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบัน

ระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยใต้อนาคต “น้ำพริกปลาทู” จะเน้นการบริโภคในประเทศ กำหนดให้ตลาดในประเทศมีสัดส่วนถึง 60% ของ GDP ส่วนภาคการเกษตรหันไปเน้นเกษตรอินทรีย์ ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ประเทศไทยจะใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้นมาก มีการนำแนวคิด Carbon Credit มาใช้ ส่วนภาคธุรกิจจะใช้หลัก CSR กันแพร่หลาย

ในทางการเมือง คนไทยจะเคารพความแตกต่างหลากหลาย อีกทั้งนำระบบ “เขตปกครองพิเศษ” มาใช้เพื่อปรับตัวให้สอดคล้องต่อวัฒนธรรมท้องถิ่นแบบต่างๆ

น้ำพริกปลาทู

น้ำพริกปลาทู

อนาคตแบบที่สาม: ต้มยำกุ้งน้ำโขง

เป็นอนาคตแบบที่เจริญรุ่งเรือง แต่ก็เป็นอีกด้านของ “น้ำพริกปลาทู” เพราะว่าอนาคตแบบที่สามจะเน้นการเปิดประเทศ และการเชื่อมโยงกับภูมิภาคอาเซียน ซึ่งจะกลับกันกับ “น้ำพริกปลาทู” ที่เน้นการพึ่งตัวเองในประเทศเป็นหลัก

อนาคตรูปแบบ “ต้มยำกุ้งน้ำโขง” จะอิงกับแผน “ประชาคมอาเซียน 2015″ อย่างมาก อีกทั้งจะเชื่อมโยงกับประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่อย่างกลุ่ม BRIC ด้วย

เศรษฐกิจเสรีในอาเซียนจะทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายแรงงานและการลงทุนภายในภูมิภาค จนบริษัทไทยอาจจะมีปัญหาแข่งขันไม่ได้และถูกซื้อกิจการจากต่างชาติ แต่การขยายตัวของเศรษฐกิจจะทำให้เกิดเมืองหลวงระดับภูมิภาคนอกเหนือจากกรุงเทพมหานคร และเกิดโครงข่ายด้านการขนส่งและคมนาคมขึ้นเพื่อรองรับการขยายตัวของเมืองเหล่านี้

การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมจะเกิดขึ้นตามการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ในเชิงการศึกษาจะมีระบบมหาวิทยาลัย-โรงเรียนระหว่างประเทศ ส่วนด้านวัฒนธรรมจะเกิดโครงการ “สามเหลี่ยมวัฒนธรรมอินโดจีน” ภายในคาบสมุทรอินโดจีน และพม่าจะกลับมามีบทบาทอีกครั้งในภูมิภาค หลังจากที่ห่างหายไปนาน

ต้มย้ำกุ้งน้ำโขง

ต้มย้ำกุ้งน้ำโขง

ผู้สนใจรายละเอียดของโครงการ “ภาพอนาคตประเทศไทย 2562″ สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก

  • Tinuviel

    ยังอ่านเอกสารข้อมูลเพิ่มเติมไม่ครบทุกลิงก์ แต่มาตั้งโจทย์ขออภิปรายก่อน ไม่แน่ใจว่ามีการวิเคราะห์กันด้วยหรือเปล่าว่า critical factor ของแต่ละฉากทัศน์นั้นคืออะไรบ้าง การเปลี่ยนแปลง critical factor ตัวใดบ้างที่อาจทำให้เส้นทางอนาคตมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนแปลงไป (เช่น factor ที่เกี่ยวกับด้านการศึกษา) หรือว่า factor ตัวใดที่เมื่อถึงขีด threshold หนึ่งๆ จะไม่สามารถย้อนกลับคืนได้แล้ว

    อาจจะอ่านสถาบันสถาปนามากไปหน่อย 555 แต่อยากรู้จริงๆ ว่าถ้าใส่ “มโนมัย” เข้าไปใน scenario จะเกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางไหน :)

  • Tinuviel

    จากลิงก์ที่ 1 เอกสาร Policy Brief ของสถาบันคลังสมองของชาติ (PDF) –> เรายังไม่ค่อยเข้าใจว่า “ยุทธศาสตร์” ที่อยู่ต่อท้ายฉากทัศน์แต่ละแบบ คือยุทธศาสตร์ที่ควรทำเพื่อไปถึงฉากทัศน์นั้น หรือยุทธศาสตร์ที่ควรทำเพื่อเลี่ยงฉากทัศน์นั้น เราว่ามันยังอ่านงงๆ อยู่นะ