กานต์ ยืนยง ผู้อำนวยการ Siam Intelligence Unit และศูนย์ข้อมูลการเมืองไทย ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวรอยเตอร์ ประเทศไทย ถึงสถานการณ์ที่เป็นไปได้หลังคดียึดทรัพย์ทักษิณ ในวันที่ 26 กุมภาพันธ์
ผลตัดสินคดียึดทรัพย์ “ทักษิณ” การเมืองไทยจะรุนแรงหรือวุ่นวายต่อไป
โดย พนารัตน์ เทพกำปนาท
กรุงเทพฯ–22 ก.พ.–รอยเตอร์
ความกังวลของหลายฝ่ายในช่วงนี้ คงหนีไม่พ้นว่าจะเกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้นในบ้านเมืองหรือไม่ หลังวัน ที่ 26 ก.พ. ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะมีคำตัดสินในคดีขอให้ ทรัพย์สินมูลค่า 7.6 หมื่นล้านบาท ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ตกเป็นของแผ่นดิน
ผู้เกาะติดสถานการณ์ส่วนหนึ่ง มองว่า ยังไม่น่าเกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้น เพราะแกนนำเสื้อแดงที่สนับสนุน
พ.ต.ท. ทักษิณ ยืนยันว่า การชุมนุมจะเน้นสันติวิธี อหิงสา ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลซึ่งได้เตรียมความพร้อม มาตรการป้องปรามอย่างเต็มที่ ก็ยืนยันเช่นกันว่าจะไม่ใช้ความรุนแรงในการควบคุมสถานการณ์
แต่นักสังเกตุการณ์อีกส่วนหนึ่งเห็นว่ามีโอกาสที่จะเกิดความรุนแรงขึ้นได้ จากกลุ่มที่มีเป้าหมายต้องการเปลี่ยนรัฐบาลชุด นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โดยยังคงใช้ยุทธวิธีก่อกวนเสถียรภาพของรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม การใช้ความรุนแรงจะถูกต่อต้านจากประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศทันที และหันไปสนับสนุนรัฐบาลในการใช้ความเข้มงวดเข้าป้องปราม
ทิศทางการเมืองไทยจะเดินไปทางใด จะมีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นอย่างที่หลายฝ่ายหวั่นเกรงหรือไม่ หรือจะยังเป็นเพียงความเคลื่อนไหวในลักษณะก่อกวน เพื่อบั่นทอนเสถียรภาพรัฐบาลผสมชุดนี้ต่อไป
ไม่รุนแรง รัฐคุมสถานการณ์ได้
นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีสถาบันพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์มองว่า ไม่ว่าผลการตัดสินคดีจะออกมาในลักษณะใดก็ตาม เชื่อว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้น เพราะคนในสังคมไม่สนับสนุน และรัฐบาลมีมาตรการรับมือได้ดี
“ถ้าจะมีการชุมนุมที่จะนำไปสู่ความรุนแรง รัฐบาลก็มีความชอบธรรมที่จะประกาศใช้พ.ร.บ.ความมั่นคงได้ เพื่อป้องปรามผู้ชุมนุมที่นิยมความรุนแรง เพราะประชาชนที่ไม่ชอบความรุนแรงก็จะสนับสนุนรัฐบาล การดำเนินการเหล่านี้จะทำให้ความรุนแรงลดลง” นายสมบัติ ให้ทัศนะ
นักวิชาการรายนี้เห็นว่า การชุมนุมใหญ่ของกลุ่มต่อต้านรัฐบาลที่จะเกิดขึ้นนับจากนี้ จำนวนผู้เข้าร่วมไม่น่าจะมากมายอย่างที่มีการประกาศไว้ และการชุมนุมดังกล่าวก็จะไม่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง
“การชุมนุมที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้ ต้องมีการเผาบ้าน เผาเมือง ล้มล้างรัฐบาล จัดตั้งรัฐบาลใหม่ …ถ้าจะทำอย่างนั้น กองทัพจะอยู่นิ่งเฉยหรือ ผมเชื่อว่าหากมีใครมากระทำการที่ทำให้เกิดกลียุคในบ้านเมือง ผมคิดว่าหน่วยงานที่รักษาอธิปไตยก็คือกองทัพ…ถ้ามีการก่อจลาจล กองทัพก็จะออกมาทันที” นายสมบัติกล่าว
ขณะที่เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เอแบคโพลล์เผยผลสำรวจพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ไม่รู้สึกกังวลว่าจะเกิดเหตุการณ์รุนแรงบานปลาย จากกรณีการพิพากษาคดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ และฝ่ายรัฐบาลได้เตรียมพร้อมรับมือแล้ว
รุนแรงแต่ไม่กระทบเสถียรภาพรัฐบาล
ไม่ว่าคำตัดสินในคดีนี้จะออกมาเช่นไร กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.)หรือกลุ่มเสื้อแดง ซึ่งสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ มาตลอด ได้ประกาศชัดเจนว่าจะจัดชุมนุมใหญ่แน่นอนหลังวันที่ 26 ก.พ.โดยผลการตัดสินในคดียึดทรัพย์ จะเป็นส่วนหนึ่งที่เสื้อแดงต้องพิจารณาว่าเข้าข่ายเรื่องสองมาตรฐานหรือไม่ นอกเหนือจากเป้าหมายหลักที่ต้องการล้มรัฐบาล และต่อต้านระบบอำมาตย์
สอดรับกับคำพูดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่กล่าวผ่านวีดีโอลิงค์มายังที่ชุมนุมกลุ่มเสื้อแดงก่อนหน้านี้ว่า ขอให้คนเสื้อแดงมาร่วมชุมนุมกันมากๆ เพื่อช่วยนำเขากลับบ้านได้เร็วขึ้น ทำให้มีการตีความได้ว่าอาจเห็นความเคลื่อนไหวของกลุ่มเสื้อแดงในการชุมนุม ใหญ่ครั้งนี้ที่จะเข้มข้นและแข็งกร้าวขึ้น
นักวิชาการจากศูนย์ข้อมูลการเมืองไทย กล่าวกับ “รอยเตอร์” ว่า การชุมนุมใหญ่ของกลุ่มเสื้อแดงหลังวันที่ 26 ก.พ. เชื่อว่าจะสามารถระดมผู้เข้าร่วมชุมนุมได้มากพอสมควร อาจถึงหลักแสนคน ซึ่งเมื่อมีคนเข้าร่วมจำนวนมาก ผู้นำการชุมนุมก็ต้องพยายามผลักดันให้ไปถึงเป้าหมายที่ต้องการ
แต่เขาก็เชื่อว่ารัฐบาลจะจัดการกับความรุนแรงได้เพราะรัฐบาลได้ เปรียบจากแรงหนุนของประชาชน
“การขับเคลื่อนมวลชนจำนวนมากก็ต้องให้มีจุดจบ ต้องให้ได้ในสิ่งที่ต้องการ ซึ่งตรงนี้ก็เสี่ยงกับการถูกปราบ ถ้า(เสื้อแดง)คุมผู้ชุมนุมไม่ได้ ก็ถูกปราบ…การจะเอาคนกลับมาอีกทำได้ยาก ทำให้ความเป็นไปได้ที่รัฐบาลจะอยู่ครบเทอมมีสูงมาก” นายกานต์ ยืนยง ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลการเมืองไทยกล่าว
วุ่นวายต่อไป
นักวิชาการบางคนมองว่าหลังคดียึดทรัพย์ผ่านไปแล้ว สถานการณ์การเมืองไทยยังคงวุ่นวายเช่นเดิม กลุ่มเสื้อแดงจะยังไม่ได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาดในการต่อสู้จากการนัดชุมนุม ใหญ่ที่จะมีขึ้น
ขณะที่รัฐบาลก็ไม่สามารถทำให้กลุ่มเสื้อแดงหมดกำลังลงได้ การดาวกระจายไปชุมนุมยังสถานที่ต่างๆ ของคนเสื้อแดงจึงยังมีอยู่ต่อไป ขณะที่รัฐบาลก็ต้องเร่งสร้างคะแนนนิยมเพิ่มขึ้น ทั้งจากนโยบายประชานิยม และการแก้ไขเศรษฐกิจ
“การทำสงครามครั้งสุดท้ายแบบม้วนเดียวจบเป็นไปได้ยาก มีความเป็นไปได้มากกว่าว่า
จะเป็นการต่อสู้ระยะยาวระหว่างฝ่ายการเมืองเก่าและการเมืองใหม่ ในการหาจุดสมดุลทางการเมือง” นายฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็น
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมขณะนี้ ยังพูดกันว่า หากใครก็ตามใช้ความรุนแรงจนนำพาบ้านเมืองถอยหลังไปสู่กลียุค สร้างความเสียหายแก่บ้านเมือง ฝ่ายนั้นจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ทันทีเพราะสังคมคงยอมรับไม่ได้กับการใช้ความ รุนแรง จึงเชื่อว่าสถานการณ์การเมืองไทยยังคงอยู่ในลักษณะชักเย่อกันต่อไป จนกว่าจะมีการเลือกตั้งใหม่ แต่ก็ยังไม่มีใครยืนยันได้ว่าจะไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงก่อนที่รัฐบาลชุดนาย อภิสิทธิ์จะครบวาระ ในปลายเดือน ธ.ค.54
